Categories
EDITORIAL

อาร์ตทอยไทยระดับโลก ‘ดร.จีรวุฒิ’ สร้างแรงบันดาลใจใหม่

ศิลปะไทยสู่เวทีโลก: บทสัมภาษณ์พิเศษ “ดร.จีรวุฒิ บุญช่วยนำผล” ผู้สร้างสรรค์อาร์ตทอยไทยระดับนานาชาติ

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ ดร.จีรวุฒิ บุญช่วยนำผล ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะไทยและการออกแบบที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ผลงานล่าสุดของเขาคือการสร้างสรรค์ “อาร์ตทอย” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย โดดเด่นในแวดวงศิลปะระดับโลก

ประวัติและรางวัลระดับนานาชาติ

ดร.จีรวุฒิ มีประวัติการศึกษาและความเชี่ยวชาญทางศิลปะที่น่าสนใจ จบปริญญาตรีด้านออกแบบนิเทศศิลป์ ปริญญาโทด้านวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม และปริญญาเอกด้านวิจัยวัฒนธรรม ศิลปกรรม และการออกแบบ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เขาได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย เช่น

  • การตีพิมพ์ผลงานใน 3D World Magazine ฉบับที่ 291 ปี 2022
  • รางวัล Staff Pick จากเว็บไซต์ 3dtotal ในปีเดียวกัน
  • รางวัล Excellent Works จากงาน ASIAGRAPH 2023 พร้อมจัดแสดงผลงานที่ไต้หวัน
  • รางวัล Staff Pick Award จาก ZBrushCentral ในปี 2024

แรงบันดาลใจและการเดินทางสู่ความสำเร็จ

ดร.จีรวุฒิ เปิดเผยว่าแรงบันดาลใจมาจากการทำงานด้านศิลปะไทยมานานกว่า 20 ปี โดยมีความตั้งใจที่จะนำเอาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่ทุกสายตาในเวทีโลก โดยเริ่มต้นจากการทำงานพุทธศิลป์และศิลปะไทยดั้งเดิม จากนั้นจึงได้นำเทคนิคดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ

“ผมเริ่มจากการใช้ 3D Technology ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพราะต้องการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับสื่อร่วมสมัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าใจความงามของศิลปะไทยมากขึ้น” ดร.จีรวุฒิ กล่า

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเดินทางไปศึกษาดูงานศิลปะที่ประเทศจีน ทำให้ได้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนา “Art Toy” ในชุมชนต่าง ๆ และนำความรู้นั้นมาปรับใช้ให้เข้ากับผลงานของตนเอง

ความสำเร็จของผลงานอาร์ตทอย

ดร.จีรวุฒิ เล่าว่า ผลงานอาร์ตทอยที่สร้างขึ้นมาล่าสุด “นีโอ” ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษให้กับงาน Thailand Friendly Design Expo 2024 เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการออกแบบ เพราะจะต้องสะท้อนความเป็นไทย และไม่ให้ดูโบราณจนเกินไป

“ความยากอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นสากล เพื่อให้ผลงานเข้าถึงคนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้”

โดยเน้นใช้ลวดลายไทย เช่น ลายกระจังและลายสับปะรด มาประยุกต์ให้เป็นส่วนประกอบของอาร์ตทอย เช่น ล้อแม็กซ์ และองค์ประกอบอื่น ๆ โดยแฝงรายละเอียดที่สะท้อนความละเอียดอ่อนของศิลปะไทยเข้าไป

ผลงานเด่นในปี 2024

หนึ่งในผลงานล่าสุดคือการสร้างอาร์ตทอย “นีโอ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์ โดยมีการออกแบบให้นีโอนั่งบนวีลแชร์ มีท่าทางที่สง่างาม เพื่อสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับความเท่าเทียมในสังคม 

“ผมต้องการให้ทุกคนมองเห็นว่าคนพิการไม่ได้ด้อยกว่าคนทั่วไป พวกเขามีศักยภาพและคุณค่าที่เท่าเทียมกัน”  

นอกจากนี้ การเพ้นท์สีนีโอในแต่ละเวอร์ชัน ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินคนอื่น ๆ มาร่วมเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ลงในผลงานด้วย เช่น การออกแบบลวดลายพิเศษให้กับตัวอาร์ตทอย ซึ่งทำให้งานชิ้นนี้เป็นเอกลักษณ์และมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

เป้าหมายในอนาคต

ดร.จีรวุฒิ กล่าวว่า มีแผนที่จะพัฒนาอาร์ตทอยไทยให้ก้าวไกลมากขึ้น โดยจะผสมผสานศิลปะไทยเข้ากับงานดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และทำให้งานศิลปะไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  

“ผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่หันมาสนใจศิลปะไทยมากขึ้น และจะพัฒนาผลงานให้หลากหลาย เช่น การออกแบบจิวเวลรี่ที่แฝงลวดลายไทย หรืองานศิลปะที่นำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน”

ความมุ่งมั่นของศิลปินไทย

ท้ายที่สุด ดร.จีรวุฒิ เน้นย้ำว่าความสำเร็จของเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพรสวรรค์ แต่เกิดจากความมุ่งมั่นและการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง  

“ศิลปะไทยมีคุณค่าและศักยภาพมากพอที่จะก้าวไกลในระดับโลก สิ่งสำคัญคือเราต้องกล้าที่จะลอง และไม่หยุดเรียนรู้”  

นี่คือเรื่องราวของศิลปินไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นตัวแทนของชาติบนเวทีโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่ที่ต้องการนำศิลปะไทยสู่อนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Jeerawut 3D art

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เปิด 15 อำเภอเมืองเจริญที่สุด เชียงรายติดอันดับ 12

เปิดอันดับ 15 อำเภอเมืองที่เจริญที่สุดในประเทศไทย เชียงรายติดอันดับ 12

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ได้มีการจัดอันดับอำเภอเมืองที่มีความเจริญที่สุดในประเทศไทย ซึ่งการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นผลการสำรวจโดย The Ranking โดยพิจารณาจากหลายเกณฑ์ ได้แก่ ความเป็นเมือง เศรษฐกิจ งบประมาณ ขนส่งในเมือง การศึกษา การแพทย์ ความบันเทิง และการค้าขาย ผลการจัดอันดับเผยให้เห็นว่า อำเภอเมืองเชียงรายสามารถติดอันดับที่ 12 จากทั้งหมด 15 อำเภอเมืองทั่วประเทศ ซึ่งไม่รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ความสำคัญของ “อำเภอเมือง” ในการพัฒนาแต่ละจังหวัด

อำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การศึกษา การแพทย์ รวมถึงการเป็น แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ และความสะดวกสบายต่าง ๆ อำเภอเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมักมี โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้ประชาชนในจังหวัดได้รับ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับอำเภอเมือง

The Ranking ได้ใช้ปัจจัยหลายด้านในการประเมินว่า อำเภอเมืองไหนเจริญที่สุด โดยเน้นที่:

  1. ความเป็นเมือง (Urbanization): การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ
  2. เศรษฐกิจ (Economy): การลงทุน การเจริญเติบโตของธุรกิจ และรายได้ต่อหัวประชากร
  3. งบประมาณ (Budget): การจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่นในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ
  4. ขนส่งในเมือง (Transportation): ความสะดวกในการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะ
  5. การศึกษา (Education): คุณภาพของสถานศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้
  6. การแพทย์ (Healthcare): ความพร้อมของสถานพยาบาลและการให้บริการสุขภาพ
  7. ความบันเทิง (Entertainment): สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า
  8. การค้าขาย (Commerce): ความหลากหลายของร้านค้า ศูนย์การค้า และตลาดนัด

เปิด 15 อันดับ อำเภอเมืองที่เจริญที่สุด

จากการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล The Ranking ได้เผยรายชื่อ 15 อำเภอเมืองที่เจริญที่สุด ดังนี้:

  1. เมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่) – ศูนย์กลางทางการศึกษาและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ
  2. เมืองขอนแก่น (ขอนแก่น) – จุดเชื่อมต่อการค้าสำคัญในภาคอีสาน
  3. เมืองนครราชสีมา (นครราชสีมา) – เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  4. เมืองชลบุรี (ชลบุรี) – เมืองอุตสาหกรรมและท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก
  5. เมืองอุดรธานี (อุดรธานี) – แหล่งรวมธุรกิจและการค้าชายแดน
  6. เมืองภูเก็ต (ภูเก็ต) – เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  7. เมืองระยอง (ระยอง) – แหล่งอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคตะวันออก
  8. เมืองพิษณุโลก (พิษณุโลก) – เมืองประวัติศาสตร์ที่มีการพัฒนาด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว
  9. เมืองสุราษฎร์ธานี (สุราษฎร์ธานี) – ประตูสู่เกาะสมุยและแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้
  10. เมืองอุบลราชธานี (อุบลราชธานี) – เมืองสำคัญในด้านการศึกษาและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  11. เมืองนครศรีธรรมราช (นครศรีธรรมราช) – เมืองศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมภาคใต้
  12. เมืองเชียงราย (เชียงราย) – เมืองที่มีความเป็นเอกลักษณ์และเป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
  13. เมืองนครสวรรค์ (นครสวรรค์) – ศูนย์กลางการค้าและขนส่งในภาคเหนือ
  14. เมืองสงขลา (สงขลา) – เมืองท่าเรือและการค้าชายแดนที่มีความสำคัญ
  15. เมืองลำปาง (ลำปาง) – เมืองที่มีความสงบและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

อำเภอเมืองเชียงใหม่: ผู้นำในการพัฒนาเมือง

อันดับที่หนึ่งตกเป็นของ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน มีสนามบินนานาชาติ สถานศึกษาชั้นนำ และสถานพยาบาลที่ทันสมัย ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น จุดหมายปลายทางยอดนิยม ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

อำเภอเมืองขอนแก่น: เมืองใหญ่แห่งอีสาน

สำหรับ อำเภอเมืองขอนแก่น ถือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาที่สำคัญของภาคอีสาน มีมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำในระดับประเทศ และยังมีระบบขนส่งที่สะดวก ทำให้การเดินทางและการค้าขายในพื้นที่นี้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อำเภอเมืองเชียงราย: เมืองแห่งศักยภาพในภาคเหนือ

เชียงรายติดอันดับที่ 12 ซึ่งถือเป็นอำเภอเมืองที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ด้วยทำเลที่ตั้งเป็น ประตูสู่อาเซียน เชียงรายมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน

ปัจจัยที่ทำให้เชียงรายเจริญเติบโตขึ้น

  1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม
    เชียงรายมีการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งสนามบินและถนนสายหลัก ทำให้การเข้าถึงเมืองสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนจากภาคเอกชน

  2. แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย
    เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ดอยตุง วัดร่องขุ่น และภูชี้ฟ้า ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว

  3. ศูนย์กลางการค้าชายแดน
    ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนเมียนมาและลาว เชียงรายจึงเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญ มีด่านชายแดนที่สำคัญอย่างแม่สายและเชียงของ ทำให้เกิดการค้าขายและการลงทุนข้ามพรมแดนมากขึ้น

ทำไมเชียงรายเจริญขึ้นจนติดอันดับ 12 ของประเทศ?

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาต่อเนื่องในหลาย ๆ ด้านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถก้าวขึ้นมาติดอันดับในระดับประเทศได้ มาดูกันว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชียงรายเจริญขึ้นคืออะไร

  1. สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์
    เชียงรายเป็นเมืองที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ดอยตุง ดอยแม่สลอง วัดร่องขุ่น หรือสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างหมู่บ้านชนเผ่า ทำให้เชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศนิยมเดินทางมาเยือน ส่งผลให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

  2. การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน
    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชียงรายได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบขนส่ง โรงพยาบาล และโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุนด้านการเกษตรและการค้าชายแดนที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดให้แข็งแกร่งขึ้น

  3. การเป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคมในภูมิภาค
    เชียงรายตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดนไทย-ลาว และไทย-เมียนมา ทำให้สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนได้ มีด่านชายแดนที่สำคัญ เช่น ด่านแม่สาย และด่านเชียงของ ซึ่งเชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ

  4. การพัฒนาสถาบันการศึกษาและสถานพยาบาล
    เชียงรายมีการพัฒนาด้านการศึกษาและสถานพยาบาลที่ดี มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนที่มีคุณภาพสูง นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลชั้นนำที่สามารถให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขีดจำกัดและความท้าทายของเชียงราย

แม้เชียงรายจะมีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีขีดจำกัดและความท้าทายหลายประการที่ควรพิจารณาในการพัฒนาต่อไป ได้แก่

  1. การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
    แม้เชียงรายจะมีการพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ยังคงจำกัด ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ ที่ทันสมัย

  2. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
    เชียงรายเป็นเมืองที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวและการเกษตร หากไม่มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน

  3. การกระจายรายได้อย่างไม่เท่าเทียม
    แม้เศรษฐกิจของเชียงรายจะเติบโต แต่รายได้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และพื้นที่เมือง ขณะที่พื้นที่ชนบทยังคงมีปัญหาด้านความยากจนและการขาดแคลนโอกาสในการพัฒนา

แนวทางการพัฒนาเชียงรายให้เจริญมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้เชียงรายสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง มีแนวทางที่ควรดำเนินการดังนี้

  1. พัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร
    ควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีดิจิทัลได้ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล

  2. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและชุมชน
    ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่และช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น

  3. เพิ่มการลงทุนในภาคการศึกษาและสุขภาพ
    การพัฒนาโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความรู้และทักษะ รวมทั้งเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนให้ดีขึ้น

  4. สร้างโอกาสให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
    การส่งเสริมธุรกิจ SMEs ในพื้นที่จะช่วยกระจายรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ

  5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง
    ควรพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงเชียงรายกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้านให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการค้าและการลงทุน

สรุป: ความสำคัญของการพัฒนาอำเภอเมือง

การจัดอันดับครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า อำเภอเมือง แต่ละแห่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และการแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การที่อำเภอเมืองต่าง ๆ พยายามพัฒนาตนเองให้เป็น ศูนย์กลางความเจริญของจังหวัด จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศไทย

เชียงรายแม้จะเป็นจังหวัดที่มีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงมีขีดจำกัดและความท้าทายที่ต้องเผชิญ การพัฒนาจังหวัดให้เจริญยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านการศึกษา เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้ การร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเชียงรายให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงราบนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

‘TCDC เชียงราย สร้างสรรค์การออกแบบ ชูสุขภาพและคุณภาพชีวิตดี

SaTa Na Architect โพสต์เกี่ยวกับการออกแบบศูนย์สร้างสรรค์ TCDC เชียงราย

เพจ SaTa Na Architect ได้เผยแพร่ผลงานการออกแบบศูนย์สร้างสรรค์ TCDC เชียงราย หรือศูนย์ข้อมูลและทรัพยากรสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบแห่งประเทศไทย (TCDC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

แรงบันดาลใจในการออกแบบ

เชียงรายได้รับการยอมรับว่าเป็น “เมืองศิลปะ” มีความหลากหลายด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นแหล่งจัดเทศกาลศิลปะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก การออกแบบ TCDC เชียงราย ได้แรงบันดาลใจจากคำอวยพรพื้นเมืองที่ใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญที่ว่า “อยู่ดีกิ๋นดี บ่เจ็บบ่ไข้” ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง จึงได้แนวคิดในการออกแบบให้ศูนย์สร้างสรรค์แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะและนวัตกรรม

แนวคิดหลักในการออกแบบ

TCDC เชียงราย นำแนวคิด “อยู่ดีกิ๋นดี บ่เจ็บบ่ไข้” มาใช้เป็นแกนในการออกแบบ พื้นที่โดยรอบอาคารจัดให้เป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรและผักสวนครัว เพื่อให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวเชียงราย ซึ่งการปลูกพืชสมุนไพรเหล่านี้ยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดของ “Wellness Lab” อีกด้วย

อาคารถูกออกแบบให้สะท้อนวิถีชีวิตชาวเชียงราย ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เรือนไม้ล้านนา” โดยใช้โครงสร้างแบบ “ม้าต่างไหม” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านในภาคเหนือ การออกแบบนี้สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ และยังสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมได้รับแรงบันดาลใจในการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

พื้นที่การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์

ภายในศูนย์ TCDC เชียงรายถูกจัดให้มีพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ อาทิ

  • Co-working Space พื้นที่ทำงานร่วมกัน ที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนไอเดีย
  • ห้องปฏิบัติการ (Lab) สำหรับการทดลองและวิจัย โดยเน้นด้านสุขภาพและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
  • พื้นที่แสดงผลงานศิลปะ สำหรับนักออกแบบและศิลปินที่ต้องการเผยแพร่ผลงานของตน
  • สวนสมุนไพร ที่เปิดให้ผู้คนได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติและความรู้ทางสมุนไพรแบบพื้นบ้าน

สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีอากาศเย็นสบาย ธรรมชาติที่งดงาม ประกอบด้วยภูเขา แม่น้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม สภาพแวดล้อมนี้เหมาะสมกับการพักผ่อนและสร้างสรรค์ผลงานอย่างยั่งยืน ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีและอากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้ศิลปิน นักออกแบบ และผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สามารถใช้เวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้แรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ

เชียงราย เมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ UNESCO

TCDC เชียงรายยังเน้นให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในฐานะเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก ภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบของ UNESCO โดยมุ่งหวังให้เชียงรายเป็นเมืองต้นแบบที่แสดงถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังเน้นการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของชาวเชียงรายสู่สากล และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน

การออกแบบ TCDC เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดและนวัตกรรมที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ตามแนวคิด “อยู่ดีกิ๋นดี บ่เจ็บบ่ไข้” ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนในทุกด้าน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : satanaarchitect

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

‘ดร.สืบสกุล’ ชวนฟื้นฟูจิตใจหลังน้ำท่วม “มหาอุทกภัยเชียงราย 2567

เชียงรายจัดนิทรรศการศิลปะสะท้อนเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ 2567

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2567 ศิลปินจากจังหวัดเชียงรายและศิลปินจากทั่วประเทศจะร่วมกันจัดนิทรรศการศิลปะชื่อว่า “มหาอุทกภัยเชียงราย 2567 (Chiangrai Disaster Archives 2024)” เพื่อสะท้อนภาพเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เชียงรายผ่านผลงานศิลปะหลากหลายประเภท

งานนิทรรศการที่จัดโดย ศิลปินแห่งชาติ ชลามชัย โฆษิตพิพัฒน์ จะเปิดเผยผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย วิดีโออาร์ต และอินสตอลเลชัน มากกว่า 100 ชิ้น จากศิลปินทั้งภายในจังหวัดเชียงรายและจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ

รายละเอียดงานนิทรรศการ

นิทรรศการ “มหาอุทกภัยเชียงราย 2567” จะจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2567 โดยมีการเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ตุลาคม 2567

งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการจดบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่เชียงรายผ่านมุมมองของประชาชนและศิลปิน ทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับความรู้สึกและประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านงานศิลปะที่สร้างสรรค์

สัมภาษณ์พิเศษจาก ดร. สืบสกุล กิจนุกูล

ดร. สืบสกุล กิจนุกูล อาจารย์สำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์เกี่ยวกับโครงการศิลปะนี้ ว่า:

“น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในเชียงรายไม่เพียงแต่ทำลายทรัพย์สินและบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังสร้างขยะน้ำท่วมจำนวนมหาศาลภายในตัวเมือง โดยมีการประเมินขยะที่เกิดขึ้นประมาณ 50,000 ตัน ซึ่งขยะเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นตุ๊กตาที่คนใช้เป็นที่ระลึกหรือของเล่นที่กลายเป็นขยะหลังน้ำท่วม”

ดร.สืบสกุลกล่าวต่อว่า:

“ในขณะที่เราไปช่วยเก็บขยะและช่วยเหลือทางบ้าน เราได้นำตุ๊กตาที่ถูกทิ้งมาใช้ในโครงการนี้ โดยนำมาตกแต่งและฟื้นฟูให้กลับมาเป็นศิลปะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการฟื้นฟูจิตใจของผู้คนหลังน้ำท่วม เราต้องการให้ตุ๊กตาเหล่านี้เป็นตัวแทนในการส่งต่อความรักและความทรงจำของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม”

เป้าหมายของโครงการศิลปะ

โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างพื้นที่ในการเยียวยาจิตใจและฟื้นฟูความหวังของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยการนำสิ่งของที่กลายเป็นขยะกลับมาสร้างสรรค์ใหม่เป็นงานศิลปะที่มีความหมายและคุณค่า นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของศิลปินและประชาชนในการสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนถึงประสบการณ์และความรู้สึกในช่วงวิกฤต

ดร.สืบสกุลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า:

“เราต้องการให้ตุ๊กตาเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เราหวังว่าผู้ที่เป็นเจ้าของตุ๊กตาเหล่านี้จะกลับมารับของที่พวกเขาเคยรัก และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการฟื้นฟูนี้”

กิจกรรมพิเศษภายในนิทรรศการ

ในงานนิทรรศการจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชม เช่น การจัดเวิร์กช็อปศิลปะ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วม และการแสดงผลงานศิลปะสดจากศิลปินที่เข้าร่วมงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดจำหน่ายสินค้าพิเศษ เช่น เสื้อยืดที่ออกแบบด้วยตุ๊กตาที่ถูกฟื้นฟูจากขยะน้ำท่วม ซึ่งเป็นที่ระลึกให้กับผู้ที่มาร่วมงานและสนับสนุนโครงการนี้

สรุป

นิทรรศการ “มหาอุทกภัยเชียงราย 2567” เป็นโอกาสที่ดีในการร่วมกันระลึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเชียงรายผ่านมุมมองของศิลปะ และเป็นพื้นที่ในการเยียวยาจิตใจและสร้างความหวังใหม่ให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โครงการนี้ยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของศิลปินและประชาชนในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและความหมาย

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM) ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 2567 ถึงวันที่ 20 ธ.ค. 2567 และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM)
ที่อยู่: https://maps.app.goo.gl/cszwdfWMKmgEqvBQ7
โทรศัพท์: 0884185431
เปิด อังคาร – อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 09.00 น. – 17.00 น.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

เครือข่ายอุดมศึกษาเรียกร้องหยุดบุหรี่ไฟฟ้า

วิกฤตบุหรี่ไฟฟ้า: ปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชนไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนในประเทศไทยอย่างรุนแรง นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส รองประธานโครงการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาปลอดผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้ชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่บุหรี่ไฟฟ้าสร้างขึ้นต่ออนาคตและสุขภาพของเยาวชนไทย

การเพิ่มขึ้นของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน

ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าในระยะเวลาเพียง 2 ปี การแพร่หลายของผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทางกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นสามารถนำไปสู่การเสพติดนิโคติน ซึ่งมีผลเสียต่อการพัฒนาอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงสมองที่กำลังพัฒนาอยู่

ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจชาติ

บุหรี่ไฟฟ้าไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติในระยะยาว การเสพติดนิโคตินสามารถนำไปสู่การใช้ยาเสพติดชนิดอื่น ๆ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและโรคปอด นอกจากนี้ การแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้ายังเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจจากการรักษาพยาบาลและการลดประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในอนาคต

ความเห็นจากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรร่วมใจ

เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาปลอดบุหรี่ ซึ่งประกอบด้วยสถาบันกว่า 10 แห่ง ได้ร่วมออกแถลงการณ์ “ข้อเรียกร้องขอต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชนไทย” ต่อรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

การพิจารณากฎหมายและมาตรการควบคุม

คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยหลังจากมีการประชุมกันมาหลายครั้งและการไปดูงานที่โรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศจีน ขณะนี้กำลังจะส่งบทสรุปเพื่อเสนอแก่คณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยมีตัวเลือกในการจัดการกับบุหรี่ไฟฟ้า 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. คงไว้ซึ่งกฎหมายเดิม ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าและห้ามจำหน่าย
  2. อนุญาตให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าชนิด Heat not burn
  3. อนุญาตให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเสรีแต่ควบคุม (แบบเดียวกับบุหรี่มวน)

เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษามีความเห็นว่า การห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสุขภาพของเด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป

ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา

ในวันที่ 10 ตุลาคม 2567 เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาปลอดบุหรี่ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติคงกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวด

ความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ

การต่อสู้กับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้านี้ไม่สามารถทำได้โดยภาคส่วนเดียว ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสุขภาพดีสำหรับเด็กและเยาวชนไทย

บทสรุป

ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าเป็นวิกฤตที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและร่วมมือจากทุกภาคส่วน เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาปลอดบุหรี่และองค์กรร่วมใจได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย การคงกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดปัญหานี้และสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับเยาวชนของประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : โครงการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาปลอดผลิตภัณฑ์ยาสูบสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

ยุทธศาสตร์พัฒนายั่งยืนเสริมสร้างสังคมไทยมั่นคง

ความสำคัญของการพัฒนายั่งยืนต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เน้นย้ำว่าการเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนายั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยให้มั่นคงในระยะยาว การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ยังคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคตอย่างสมดุล

ยุทธศาสตร์การพัฒนายั่งยืน: แนวทางและเป้าหมาย

การพัฒนายั่งยืนต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่าการพัฒนาเศรษฐกิจควรคำนึงถึงการลดภาระทางสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากร การนำแนวคิดยั่งยืนและจริยธรรมเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งเร่งด่วน เพื่อให้การพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย

รายงาน IPCC Climate ของสหประชาชาติ ระบุว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าประเทศอื่น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับรุนแรงมาก

มาตรการบรรเทาภัยพิบัติด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน

การนำแนวคิดยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจช่วยบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก นอกจากนี้ ภาคการผลิตควรเน้นการผลิตที่ยั่งยืน ลดการปล่อยของเสียและมลพิษ รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

 
การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและสร้างกลไกส่งเสริมการลงทุนในด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ESG เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ สถานประกอบการต่างๆ ควรบริหารองค์กรตามแนวคิด ESG เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม ประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการเพื่อลดความยากจนและสร้างความมั่นคงให้กับประชากรที่เปราะบาง การลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนและการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

อนาคตของการพัฒนายั่งยืนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเป็น 40% ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งการดำเนินการตามแผนงานระดับชาติและการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ อย่างไรก็ตาม การลดก๊าซเรือนกระจกและการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสังคมไทยที่มั่นคงในระยะยาว

บทสรุป

การเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนายั่งยืนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ลาก่อนความทรงจำ ‘บ้านถ้ำผาจม’ ตัดใจทุบบ้านหลังน้ำท่วมหนักที่แม่สาย

บ้านพังทั้งหลัง น้ำท่วมแม่สายสร้างความเสียหาย ชาวบ้านรอความช่วยเหลือด่วน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบ้านเรือนและชุมชนในบริเวณดังกล่าว โดยมีผู้ใช้โซเชียลที่ชื่อว่า อนันต์ ปุระ โพสต์ภาพบ้านของตนที่จำเป็นต้องรื้อทิ้งหลังน้ำท่วม เนื่องจากโครงสร้างพังเสียหายทั้งหลัง คานรับน้ำหนักหัก ทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมได้ จึงต้องทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการสร้างบ้านใหม่

บ้านพังทั้งหลัง น้ำท่วมกระหน่ำเสียหายยับเยิน

บ้านหลายหลังในเขต บ้านถ้ำผาจม ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และพื้นที่โดยรอบถูกน้ำท่วมอย่างหนัก หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง บางครอบครัวต้องรื้อถอนบ้านทั้งหลังเนื่องจากโครงสร้างพังเสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้ ส่งผลให้ชาวบ้านต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือบ้านญาติเป็นการชั่วคราว ขณะที่บางครอบครัวเลือกที่จะกางเต็นท์อยู่หน้าบ้านตัวเองเพื่อดูแลทรัพย์สินที่ยังหลงเหลืออยู่

ชาวบ้านแม่สายเผยความเดือดร้อน รอการช่วยเหลือ

อนันต์ ปุระ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดียว่า “บ้านหลังเก่าไป บ้านหลังใหม่มา แต่กว่าจะได้บ้านใหม่กลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ติดต่อหน่วยงานใด ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก” เขาเล่าว่าตอนนี้ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นจาก มูลนิธิพึ่ง(ภา)ยามยาก และ มูลนิธิทรรมนัส พรหมเผ่า ที่เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่วันแรกของน้ำท่วม แต่ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้คือการสร้างบ้านใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณสูงและยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

หน่วยงานมูลนิธิและภาคเอกชนเข้าช่วยเหลือ แต่ยังไม่เพียงพอ

แม้จะมีมูลนิธิต่าง ๆ เช่น มูลนิธิไอแคร์ และ มูลนิธิพึ่ง(ภา)ยามยาก เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการจัดหาสิ่งของจำเป็นและการฟื้นฟูเบื้องต้น แต่การสร้างบ้านใหม่และการซ่อมแซมโครงสร้างนั้นต้องอาศัยงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐเข้ามาร่วมมือกัน เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากบางพื้นที่มีปัญหาเรื่องการกัดเซาะของน้ำและดินโคลนจำนวนมาก ทำให้การก่อสร้างหรือซ่อมแซมในพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง

บ้านถล่ม โครงสร้างเสียหาย ซ่อมแซมไม่ได้ต้องรื้อถอนใหม่

ปัญหาสำคัญที่ชาวบ้านแม่สายต้องเผชิญในขณะนี้คือ การรื้อถอนและสร้างบ้านใหม่เนื่องจากบ้านที่ได้รับความเสียหายมีโครงสร้างที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้กับลำน้ำแม่สายซึ่งมีการกัดเซาะของน้ำอย่างรุนแรง ทำให้โครงสร้างเสียหายถึงขั้นต้องรื้อถอนทั้งหมด ชาวบ้านบางส่วนระบุว่า หากไม่มีการสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือการจัดการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ น้ำท่วมในอนาคตก็อาจสร้างความเสียหายซ้ำอีกครั้ง

เรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ กรมโยธาธิการและผังเมือง ลงพื้นที่สำรวจและจัดทำแผนฟื้นฟูโดยด่วน เพื่อช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและระบบโครงสร้างต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางน้ำและสร้างกำแพงกั้นน้ำในจุดที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการยื่นขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ

ชาวบ้านยังรอความช่วยเหลือ บ้านพังทลายชีวิตต้องเริ่มใหม่

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่แม่สายยังคงรอคอยความช่วยเหลือและการเยียวยาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างบ้านใหม่และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคตได้ แม้จะมีความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและมูลนิธิต่าง ๆ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ชาวบ้านหลายครอบครัวยังต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีบ้านพักอาศัยถาวร และไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เหลืออยู่

บทสรุป: ชุมชนแม่สายยังรอความช่วยเหลือ ฟื้นฟูบ้านและชีวิตใหม่

วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้นอกจากจะทำให้บ้านเรือนประชาชนในอำเภอแม่สายได้รับความเสียหายอย่างหนักแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนอย่างมาก การฟื้นฟูบ้านเรือนและการสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ชุมชนแม่สายสามารถกลับมาเป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้อีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อนันต์ ปุระ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

สกสว. หนุนวิศวกรจิตอาสาร่วมฟื้นฟู เมืองเชียงรายอัจฉริยะ ‘รับมือทุกภัยพิบัติ’

 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้สนับสนุนทีมวิศวกรจิตอาสาจากสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและมูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อตรวจสอบความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มในเขตอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย พร้อมวางแนวทางฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยมี ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยศูนย์เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำทีม

สำรวจความเสียหายพร้อมวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน

ทีมวิศวกรจิตอาสาได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทั้งในเขตอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบระบบโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ถนนและบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมแซมเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่ในพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงการจัดทำรูปแบบและประมาณราคาในการก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

นายชูเลิศ จิตเจือจุน อุปนายกสมาคมฯ ได้สรุปสถานการณ์ในอำเภอแม่สายว่าความเสียหายยังคงรุนแรง และคาดว่าต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างน้อย 3 เดือน เนื่องจากการเข้าถึงพื้นที่ประสบปัญหาเป็นไปได้ยาก ต้องใช้เครื่องจักรขนาดเล็กและการขนส่งด้วยเท้า โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำที่มีดินโคลนจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการวางแผนจัดการน้ำอย่างละเอียดอ่อนเนื่องจากแม่สายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางชายแดน

อบจ.เชียงรายร่วมมือวิศวกรวางแผนฟื้นฟูและเสริมความปลอดภัยในพื้นที่

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ได้กล่าวว่า อบจ.เชียงรายจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับทีมวิศวกรจิตอาสาและหน่วยงานท้องถิ่น เช่น นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อสำรวจความเสียหายอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ โดยจุดสำรวจเร่งด่วนได้แก่ บ้านอยู่สุข อ.เวียงแก่น ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายจำนวน 13 หลัง และ บ้านห้วยทรายขาว อ.เวียงป่าเป้า ที่ดินถล่มทำลายบ้านเรือนกว่า 10 หลัง

สำหรับการฟื้นฟูโรงเรียนที่บ้านห้วยหินลาด อ.เวียงป่าเป้า นั้น ทีมวิศวกรได้เสนอแนวทางเสริมโครงสร้างเหล็กพิเศษเพื่อรองรับแรงลมและแรงแผ่นดินไหว หากต้องสร้างโรงเรียนในพื้นที่เดิม ส่วนถนนบริเวณบ้านเมืองงิมที่ได้รับความเสียหายจากแรงดันน้ำจนพนังกั้นน้ำแม่กกแตก ทีมวิศวกรเสนอให้เสริมพนังคอนกรีตและยกคันดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะในอนาคต

เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างโมเดลเชียงรายเมืองอัจฉริยะ

แผนการฟื้นฟูระยะสั้นของ อบจ.เชียงราย คือการเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงปกติอย่างน้อย 80% ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับฤดูกาลท่องเที่ยว โดยอบจ.มีแผนจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงรายริมน้ำกก และกิจกรรมการค้าขายในพื้นที่อำเภอแม่สาย ต.โป่งงาม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติพันธุ์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ในระยะยาว ทีมวิศวกรจิตอาสาและ อบจ.เชียงราย ได้เสนอแนวคิด “โมเดลเชียงราย เมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ” เพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน รวมถึงการวางระบบเตือนภัยที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม และฝุ่นควัน PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการเพื่อสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การบูรณาการและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน

การฟื้นฟูครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างรอบด้าน โดยมี ศ. ดร.รัฐพล เกติยศ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ร่วมเสนอแนวทางในการจัดทำระบบแก้มลิงและการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สกสว. ยังสนับสนุนการวิจัยเพื่อประยุกต์ใช้ข้อมูลทางวิชาการและเทคโนโลยีในการจัดการภัยพิบัติ โดยจะร่วมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในด้านต่าง ๆ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)

โดย ผศ.ดร.รัฐพล เกติยศ รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย กล่าวว่าการจัดการเมืองที่คำนึงถึง ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ และการเตรียมตัวเพื่อรับมือเหตุจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลาดดินถล่ม ฝุ่น PM 2.5 ฯลฯ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดการทรัพยากรน้ำ การดูแลสภาพอากาศ การบริหาร จัดการของเสีย และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ตลอดจนเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข  อย่างยั่งยืน 

บทสรุป: เชียงราย เมืองอัจฉริยะเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

การฟื้นฟูและการพัฒนาพื้นที่เชียงรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติ แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการใช้เทคโนโลยีและการจัดการเมืองอย่างครบวงจร เพื่อให้เชียงรายกลายเป็นเมืองต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะและมีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

‘ตุ๊กตาหมีเกย’ วาดหวัง ฟื้นฟู ชูใจ เจียงฮายบ้านเฮา โดย อ.สืบสกุล

 

อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ก่อตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย ได้ริเริ่มโครงการ “หมีเกย วาดหวัง” เพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้ประสบภัยหลังเกิดมหาอุทกภัยในตัวเมืองเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2567 โดยโครงการนี้เริ่มต้นจากการเก็บตุ๊กตาหมีตัวแรกที่ถูกทิ้งไว้ริมขอบกำแพง จากนั้นขยายเป็นการรวบรวมตุ๊กตาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งหมดกว่า 200 ตัวเพื่อนำมาทำความสะอาดและหาวิธีส่งคืนเจ้าของเดิม

 “ผมตระหนักดีว่าจะมีหนทางใดที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจผู้สูญเสียให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง”
 จากหมีเกยสู่การสร้างความหวัง

ผลงานที่อาจารย์ได้ริเริ่มเป็นท่านแรกนี้ ทางโครงการ “วาดหวัง” จะขอนำไปเสนอในงาน UCCN (UNESCO Creative Cities Network) ที่จัดขึ้น ณ เมืองอาซาฮิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงถึงการฟื้นฟูจิตใจและการสร้างความหวังให้กับเด็กๆ และครอบครัวในเชียงรายที่สูญเสียข้าวของสำคัญหลังน้ำท่วม

“ผมจะเล่าผ่านเรื่องราวของตุ๊กตาหมีเกย วาดหวัง ฟื้นฟู ชูใจ เจียงฮาย บ้านเฮา”

อาจารย์สืบสกุลเล่าว่า ตุ๊กตาหลายตัวที่เก็บได้มักอยู่ในสภาพเปื้อนโคลน บางตัวเปรอะเปื้อนจนแทบจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตุ๊กตาได้รับการทำความสะอาดและจัดแสดง ผู้คนที่พบเห็นกลับมีความยินดีและซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งของที่เคยสูญเสีย

พลังของชุมชนและการมีส่วนร่วม
 

นอกจากการเก็บและทำความสะอาดตุ๊กตา โครงการยังมีการเชิญชวนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครกว่า 600 คน ช่วยกันล้างบ้านและฟื้นฟูชุมชนในพื้นที่ประสบภัยทั่วเชียงราย รวมถึงช่วยกันจัดเก็บขยะน้ำท่วมกว่า 50,000 ตัน เพื่อให้บ้านและชุมชนกลับมามีสภาพพร้อมใช้งานอีกครั้ง

โครงการนี้ไม่ได้เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการคืนสภาพบ้านเรือน แต่ยังเน้นการฟื้นฟูจิตใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่

 ตุ๊กตากลับบ้านและการประมูลเพื่อฟื้นฟูชุมชน
 

โครงการได้กำหนดจัดแสดงตุ๊กตาที่เก็บมาได้ทั้งหมดในงาน “จดหมายเหตุฉบับประชาชน มหาอุทกภัยเชียงราย 2567” ที่ขัวศิลปะ จ.เชียงราย ในวันที่ 19 ตุลาคม 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของเดิมมาตามหาตุ๊กตาของตนเอง โดยจะมีการเก็บรักษาและตามหาเจ้าของจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2567 หากยังมีตุ๊กตาที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ โครงการจะนำตุ๊กตาเหล่านั้นไปประมูลเพื่อนำรายได้เข้าสู่กองทุนฟื้นฟูชุมชนและเมืองเชียงรายต่อไป

อาจารย์สืบสกุลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะไม่หยุดเพียงแค่การฟื้นฟูชุมชนเท่านั้น แต่ยังมีแผนในการพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่มศิลปิน นักธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่นในเชียงราย เพื่อสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมและสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ผมตระหนักดีว่าจะมีหนทางใดที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจผู้สูญเสียให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง”

อาจารย์สืบสกุลเล่าให้ฟังอีกว่า ทุกวันๆ ที่ออกไปทางานร่วมกับอาสาสมัคร ผมพบว่าประชาชนจ่อมจมอยู่ในความเศร้าโศก ท้อแท้ และสิ้นหวัง เนื่องจากการล้างบ้านเป็นงานหนักและใช้เวลานานหลายวัน อีกทั้งขยะน้าท่วมคือข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่เช่นทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตียง โซฟา ที่นอนไปจนถึงของชิ้นเล็กๆ เช่น ของเล่น และตุ๊กตาผ้า ข้าวของทั้งหมดที่จมน้าและกองโคลนคือทรัพย์สิน ความรัก และความผูกพันของผู้คน นอกเหนือจากการล้างบ้านแล้ว

 การร่วมมือระดับสากลและแนวทางในอนาคต
 

การนำเสนอ “โครงการวาดหวัง” ในเวที UCCN ณ ประเทศญี่ปุ่น ช่วยให้เชียงรายได้รับการยอมรับในระดับสากลและกลายเป็นเมืองตัวอย่างในการฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัยหลังภัยพิบัติ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรท้องถิ่น เช่น Chiang Rai Creative City Network, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย และกลุ่มศิลปินเชียงราย

อาจารย์สืบสกุลสรุปว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การจัดการภัยพิบัติ แต่คือการสร้างขวัญกำลังใจและความหวังให้กลับคืนสู่ผู้ประสบภัย เพราะทุกคนต่างมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูชุมชนและสร้างอนาคตใหม่ให้กับบ้านเกิดของตนเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

น้ำท่วมเชียงใหม่ปี 67 หนักสุดในรอบ 200 ปี แม่น้ำปิงรับน้ำไม่ไหว

 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐ มาแจ้ง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งระบุว่า น้ำท่วมปีนี้ถือว่าเป็นน้ำท่วมระดับ “รอบ 200 ปี” แม้ว่าอัตราการไหลของน้ำจะน้อยกว่าปี 2554 แต่ระดับน้ำกลับสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

จากการเปรียบเทียบข้อมูลระดับน้ำและอัตราการไหลของแม่น้ำปิง พบว่า ปี 2567 นี้ มีอัตราการไหลสูงสุดที่ 656 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 ที่มีอัตราการไหลสูงสุดถึง 816.8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในทางกลับกัน ระดับน้ำสูงสุดในปีนี้กลับอยู่ที่ 305.8 เมตรรทก. ซึ่งสูงกว่าปี 2554 ที่ระดับ 305.44 เมตรรทก. แสดงให้เห็นว่าแม่น้ำปิงในปัจจุบันมีความสามารถในการระบายน้ำได้น้อยลงมากเมื่อเทียบกับอดีต

ผศ.ดร.ณัฐ ได้วิเคราะห์ว่า การที่แม่น้ำปิงมีความสามารถในการระบายน้ำลดลง อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การรุกล้ำแนวทางน้ำ การทับถมของตะกอนในลำน้ำ หรือมีสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ ซึ่งทำให้แม้ปริมาณน้ำไหลจะน้อยกว่า แต่ระดับน้ำกลับสูงขึ้นมาก เป็นสัญญาณว่าลำน้ำมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างชัดเจน

เมื่อนำข้อมูลอัตราการไหลและระดับน้ำมาคำนวณเป็นรอบปีการเกิดซ้ำ พบว่า ระดับน้ำสูงสุดในปี 2567 อยู่ในระดับที่เกิดซ้ำได้ทุก ๆ 200 ปี ขณะที่ระดับน้ำสูงสุดในปี 2554 อยู่ที่รอบการเกิดซ้ำ 46 ปี แต่อัตราการไหลกลับตรงกันข้าม โดยปี 2567 อัตราการไหลสูงสุดอยู่ในรอบการเกิดซ้ำเพียง 17 ปี ขณะที่ปี 2554 อัตราการไหลสูงสุดอยู่ในระดับ 62 ปี แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในระบบระบายน้ำและลักษณะทางกายภาพของแม่น้ำปิงที่มีแนวโน้มแย่ลง

ดร.ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม่น้ำปิงที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่มีความสามารถในการระบายน้ำลดลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการเตรียมรับมือและระบบระบายน้ำที่ดี แต่หากยังมีการรุกล้ำลำน้ำหรือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแม่น้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำท่วมในอนาคตอาจจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าการปรับปรุงลำน้ำ คูคลอง และเส้นทางน้ำในพื้นที่เชียงใหม่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถรองรับน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างและการพัฒนาเมืองที่รุกล้ำพื้นที่ทางน้ำมากกว่าที่ควรจะเป็น หากไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง สถานการณ์น้ำท่วมในเชียงใหม่อาจเกิดซ้ำบ่อยครั้ง และความรุนแรงของน้ำท่วมจะสูงขึ้นตามลำดับ

จากการเปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำและอัตราการไหลของแม่น้ำปิง ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง จึงสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของลำน้ำปิงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น แม้จะมีอัตราการไหลของน้ำที่ลดลงก็ตาม สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป และการปรับตัวของมนุษย์ที่มีผลต่อระบบนิเวศน้ำในพื้นที่

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำและการฟื้นฟูลำน้ำ เพื่อให้ลำน้ำสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต” นอกจากนี้ การป้องกันและเตรียมการล่วงหน้าจำเป็นต้องวางแผนระยะยาว โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์เป็นหลัก เพื่อป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยในอนาคต.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Nat MJ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News