Categories
EDITORIAL

ไขข้อข้องใจ เหตุผลที่สายการบินเปิดบินเฉพาะฤดูกาล

เข้าใจระบบการจัดสรรเวลาการบินและผลกระทบต่อผู้โดยสาร

ประเทศไทย, 7 มีนาคม 2568 – อุตสาหกรรมการบินเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตารางบินซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก ได้แก่ ตารางบินฤดูร้อน และ ตารางบินฤดูหนาว ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการเส้นทางบินและการใช้ทรัพยากรของสายการบิน รวมถึงการรองรับความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร

หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดบางเส้นทางบินจึงเปิดให้บริการเฉพาะในบางช่วงของปี และบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบิน ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนตาม ฤดูกาลการบิน” (Season) ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดย สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association – IATA) และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)

ฤดูกาลการบินคืออะไร?

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้กำหนดคำว่า ฤดูกาลการบิน” (Season) ไว้ในระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการจัดสรรเวลาการเข้าออกสนามบินของอากาศยาน โดยกำหนดให้แบ่งตารางบินออกเป็นสองช่วง คือ:

  • ตารางบินฤดูร้อน (Summer Schedule – S): เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม ไปจนถึงวันเสาร์สุดท้ายของเดือนตุลาคม มีระยะเวลาประมาณ 30 สัปดาห์
  • ตารางบินฤดูหนาว (Winter Schedule – W): เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ไปจนถึงวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคมของปีถัดไป มีระยะเวลาประมาณ 22 สัปดาห์

เช่น W24/25 หมายถึง ตารางบินฤดูหนาวของปี 2024 จนถึงต้นปี 2025

เหตุผลที่สายการบินปรับตารางบินตามฤดูกาล

  1. ความต้องการเดินทางเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สายการบินเปิดทำการบินเฉพาะบางช่วง คือ อุปสงค์ของผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น:

  • ฤดูหนาว: นักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกามักเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อหลีกหนีอากาศหนาว ทำให้มีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • ฤดูร้อน: การเดินทางในภูมิภาคเอเชียมีความคึกคักขึ้น เช่น การเดินทางในประเทศและภูมิภาคอาเซียน
  1. ข้อจำกัดของสนามบินและการจัดสรรเวลาการบิน (Slot Coordination)

สายการบินไม่สามารถกำหนดตารางบินเองได้โดยอิสระ แต่ต้องได้รับการจัดสรรเวลาบินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย สนามบินถูกแบ่งเป็น 3 ระดับ ตามข้อกำหนดของ IATA:

  • ระดับ 1 (Non-Coordinated): สนามบินที่ไม่มีข้อจำกัดด้านความจุ
  • ระดับ 2 (Facilitated): สนามบินที่มีโอกาสเกิดความคับคั่งบางช่วง เช่น สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่
  • ระดับ 3 (Coordinated): สนามบินที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างและต้องมีการจัดสรรเวลาบิน เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และเชียงใหม่
  1. ปัจจัยด้านสภาพอากาศและเส้นทางบิน
  • ทิศทางลมและสภาพอากาศมีผลต่อการทำการบิน เช่น ฤดูหนาวในบางประเทศอาจมีหิมะตกหนัก ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือระงับเที่ยวบินชั่วคราว
  • เวลาออมแสง (Daylight Saving Time – DST) ทำให้ต้องปรับตารางบินให้สอดคล้องกับเวลาท้องถิ่นของประเทศปลายทาง

ตารางบินฤดูหนาว 2024/2025 (W24/25) และแนวโน้มของอุตสาหกรรมการบิน

จากข้อมูลของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า:

  • คาดว่าจะมีเที่ยวบินเข้าไทยไม่ต่ำกว่า 427,994 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 124% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ในจำนวนนี้ มี 370,239 เที่ยวบิน ที่ดำเนินการใน 6 สนามบินหลักของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
  • เส้นทางบินยอดนิยม ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินเดีย สิงคโปร์ และฮ่องกง

การเปลี่ยนแปลงของผู้โดยสารในตารางบินฤดูร้อน 2025 (S25)

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ AOT คาดการณ์ว่าในช่วงตารางบินฤดูร้อน 2025 (S25) จะมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2024

  • ผู้โดยสารในประเทศ: เพิ่มจาก 24 ล้านคนเป็น 32 ล้านคน
  • ผู้โดยสารระหว่างประเทศ: เพิ่มจาก 42 ล้านคนเป็น 55 ล้านคน
  • จำนวนเที่ยวบินคาดการณ์: เพิ่มขึ้นจาก 419,520 เที่ยวบินในปี 2024 เป็น 533,037 เที่ยวบินในปี 2025

ผลกระทบต่อผู้โดยสาร

การแบ่งฤดูกาลการบินส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสาร ดังนี้:

  1. การจองตั๋วเครื่องบินและตารางบิน
  • สายการบินมักเปิดให้จองตั๋วล่วงหน้า 1-2 ฤดูกาลการบิน (6-12 เดือน) ทำให้ผู้โดยสารสามารถวางแผนเดินทางได้ง่ายขึ้น
  • บางสายการบินต้นทุนต่ำอาจเปิดตารางบินล่วงหน้า 3-4 ฤดูกาลการบิน ทำให้สามารถ จองตั๋วข้ามปีได้
  1. การเปลี่ยนแปลงของตารางบิน
  • เมื่อเปลี่ยนฤดูกาลการบิน อาจมีการ เพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน
  • เส้นทางบินใหม่มักถูกเปิดตัวในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล และมักมี โปรโมชั่นราคาพิเศษ
  1. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการยกเลิกเที่ยวบิน
  • หลายคนเข้าใจผิดว่าสายการบิน ยกเลิกเส้นทางบิน แต่แท้จริงแล้ว เป็นการเปิดให้บริการตามฤดูกาลการบิน
  • เส้นทางบางเส้นทาง เช่น เที่ยวบินเช่าเหมาลำสำหรับนักท่องเที่ยว มักถูกกำหนดให้มีเฉพาะบางช่วงของปี

สรุป

ตารางบินฤดูหนาวและฤดูร้อนถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สายการบิน สามารถบริหารจัดการเส้นทางบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของผู้โดยสารในแต่ละช่วง การเข้าใจหลักการของฤดูกาลการบินจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม ลดความสับสนเกี่ยวกับการเปิด-ปิดเส้นทางบิน และสามารถเลือกช่วงเวลาการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : wingtips

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL

ริมโขงสองเมือง เชียงของ – นครพนม มุ่งหน้าสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

เชียงของ vs นครพนม: เปรียบเทียบแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมฝั่งโขง

นครพนม, 6 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงของและนครพนมเป็นสองเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย ทั้งสองเมืองมีโครงการพัฒนาที่โดดเด่น แต่มีแนวทางที่แตกต่างกันในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวตามแนวแม่น้ำโขงได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างเชียงของ จังหวัดเชียงราย และนครพนม ทั้งสองพื้นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนระหว่างไทย ลาว เมียนมา และจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งสองพื้นที่จะมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่คล้ายกัน แต่แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของแต่ละพื้นที่กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

การพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของนครพนม

นครพนมเป็นจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีโครงการ Mekong River Eye และ ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Maekhong River Eye ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองให้กลายเป็น “Restination” หรือเมืองหลักแห่งการพักผ่อน การลงทุนในโครงการนี้มีมูลค่ารวมกว่า 54.5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น

รายละเอียดโครงการ Mekong River Eye นครพนม

  • โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ซึ่งรวมถึงสวนสาธารณะและชิงช้าสวรรค์ยักษ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
  • ระยะเวลาดำเนินการ 300 วัน โดยมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ตุลาคม 2568
  • การวางเป้าหมายเศรษฐกิจของนครพนม ให้มีอัตราการเติบโตของ GDP จังหวัดอยู่ที่ 7% ต่อปี และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 8,700 ล้านบาทภายในปี 2571
  • การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว จาก 2.5 ล้านคน เป็น 3.68 ล้านคน ภายในปี 2571
  • กลยุทธ์ 5 สร้าง ได้แก่
    1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย
    2. การสร้างแบรนด์เมืองผ่านอัตลักษณ์ท้องถิ่น
    3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นภายใต้แนวคิด One Day One District (ODOD)
    4. การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ระดับสากล
    5. การยกระดับกิจกรรมระดับจังหวัดเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว

การพัฒนาเชียงของและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

เชียงของเป็นอำเภอชายแดนที่มีศักยภาพในการเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ ของภาคเหนือ โดยมีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ และ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งเชียงของ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมฝั่งโขง และ พื้นที่นันทนาการใหม่ริมแม่น้ำโขง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

รายละเอียดโครงการพัฒนาเชียงของ

  • โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ มีระยะทาง 323.1 กิโลเมตร ผ่าน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย มีสถานีทั้งหมด 26 สถานี
  • โครงการพัฒนาเขื่อนป้องกันตลิ่งริมฝั่งโขง และ พื้นที่นันทนาการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักลงทุน เช่น ศูนย์โลจิสติกส์เชียงของ และ ศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO ของเชียงราย ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่
  • เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเชียงของ โดยมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ และรองรับการขยายตัวของ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

การเปรียบเทียบระหว่างนครพนมและเชียงของ

ปัจจัย

นครพนม

เชียงของ

ลักษณะพื้นที่

เมืองริมแม่น้ำโขง เน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวและนันทนาการ

เมืองชายแดน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโลจิสติกส์

โครงการสำคัญ

Mekong River Eye, ชิงช้าสวรรค์ Maekhong River Eye

รถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ, ศูนย์โลจิสติกส์, เขตเศรษฐกิจพิเศษ

เป้าหมายหลัก

ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพักผ่อน

พัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน

งบประมาณโครงการ

54.5 ล้านบาท

มากกว่า 3,800 ล้านบาท

จำนวนนักท่องเที่ยวเป้าหมาย

3.68 ล้านคนภายในปี 2571

มุ่งเน้นการเติบโตของภาคโลจิสติกส์และการค้า

จากข้อมูลที่ได้รับ นครพนมและเชียงของมีแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อน ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

ข้อดีของการพัฒนานครพนม:

  • ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยว
  • สร้างงานในภาคบริการและการท่องเที่ยว
  • ดึงดูดนักลงทุนในภาคธุรกิจบริการ

ข้อเสียของการพัฒนานครพนม:

  • อาจต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น
  • ใช้งบประมาณที่สูงในการก่อสร้าง แต่ผลตอบแทนอาจไม่แน่นอน

ข้อดีของการพัฒนาเชียงของ:

  • ส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดน และช่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  • มีโอกาสในการเติบโตระยะยาวจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและอาเซียน
  • โครงการโครงสร้างพื้นฐานช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่น

ข้อเสียของการพัฒนาเชียงของ:

  • ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาและคืนทุน
  • อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัยของประชาชน

บทสรุป

ทั้ง นครพนมและเชียงของ ต่างมีแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมโขงที่แตกต่างกัน นครพนมเน้นการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและวัฒนธรรม ผ่านโครงการชิงช้าสวรรค์และการสร้างอัตลักษณ์เมือง ในขณะที่ เชียงของเน้นพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการค้าไทย-จีน

แม้ว่าทั้งสองโครงการจะมีข้อดีและข้อเสีย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการรักษาสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม / chiang khong tv / ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL

เลือกตั้ง อบจ. 2568 ใครครองพื้นที่? เปิดผลสรุป 76 จังหวัดทั่วไทย

เจาะผลเลือกตั้ง อบจ. 68 เพื่อไทยมาแรง ภูมิใจไทยไม่น้อยหน้า

ประเทศไทย, 6 กุมภาพันธ์ 2568  – Rocket Media Lab เผยข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ครบวาระทั้ง 47 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่อีก 29 จังหวัดได้มีการเลือกตั้งไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ขณะนี้มีการเลือกตั้งนายก อบจ. ครบทั้ง 76 จังหวัดแล้ว

ผลการเลือกตั้งนายก อบจ. ทั้ง 47 จังหวัด

จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า พรรคเพื่อไทยสามารถคว้าชัยชนะใน 14 จังหวัด รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 10 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐ 6 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ 3 จังหวัด พรรคประชาชาติ 3 จังหวัด พรรคกล้าธรรม 2 จังหวัด พรรคประชาชน 1 จังหวัด และมีผู้ชนะเลือกตั้งในฐานะอิสระอีก 1 จังหวัด

เมื่อแบ่งพรรคที่ได้รับชัยชนะในแต่ละภาคของประเทศ พบว่า:

  • ภาคเหนือ: เพื่อไทย 4 จังหวัด, ประชาชน 1 จังหวัด, ภูมิใจไทย 2 จังหวัด

  • ภาคกลาง: พลังประชารัฐ 4 จังหวัด, ชาติไทยพัฒนา 2 จังหวัด, เพื่อไทย 2 จังหวัด, กล้าธรรม 1 จังหวัด

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เพื่อไทย 5 จังหวัด, ภูมิใจไทย 4 จังหวัด, กล้าธรรม 1 จังหวัด, พลังประชารัฐ 1 จังหวัด

  • ภาคตะวันออก: เพื่อไทย 3 จังหวัด, อิสระ 3 จังหวัด

  • ภาคตะวันตก: ประชาธิปัตย์ 1 จังหวัด

  • ภาคใต้: ประชาธิปัตย์ 2 จังหวัด, รวมไทยสร้างชาติ 3 จังหวัด, ประชาชาติ 3 จังหวัด, ภูมิใจไทย 2 จังหวัด, พลังประชารัฐ 1 จังหวัด

ว่าที่นายก อบจ. ทั้ง 47 จังหวัด เป็นใครมาจากไหน

Rocket Media Lab ได้จัดกลุ่มว่าที่นายก อบจ. ทั้ง 47 คน พบว่า:

  • นายก อบจ. เดิม 29 คน

  • นักการเมืองท้องถิ่น 7 คน

  • นักการเมืองระดับชาติ 5 คน

  • หน้าใหม่ 6 คน (โดยในจำนวนนี้เป็นเครือญาตินักการเมือง 4 คน)

โดยมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง ดังนี้:

  • นายก อบจ. เดิมสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้ถึง 43 คน

  • ว่าที่นายก อบจ. หน้าใหม่ 7 คน โดย 3 คนในจำนวนนี้เป็นเครือญาตินักการเมือง

บทสรุปการเลือกตั้ง นายก อบจ. 76 จังหวัด

เมื่อรวมผลการเลือกตั้งครบทั้ง 76 จังหวัด พบว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง 25 จังหวัด รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 21 จังหวัด พรรคพลังประชารัฐ 9 จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ 3 จังหวัด พรรคประชาชาติ 3 จังหวัด พรรคกล้าธรรม 3 จังหวัด พรรคชาติไทยพัฒนา 2 จังหวัด พรรคประชาชน 1 จังหวัด และมีผู้ได้รับเลือกตั้งในฐานะอิสระอีก 3 จังหวัด

การเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2563

เมื่อนำผลการเลือกตั้งปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2563 พบว่า:

  • 39 จังหวัดยังคงรักษาพื้นที่ทางการเมืองเดิม

  • 37 จังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทางการเมือง

พรรคที่สามารถขยายอิทธิพลได้มากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคพลังประชารัฐสูญเสียพื้นที่ไปบางส่วน

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

จากการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองระดับชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้สมัครหน้าใหม่ที่สามารถชิงชัยชนะได้ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน

ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะทำการตรวจสอบและรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 3 มีนาคม 2568 และนายก อบจ. จะสามารถเข้ารับตำแหน่งภายในวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศทางการบริหารท้องถิ่นในอีก 4 ปีข้างหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : rocketmedialab

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL WORLD PULSE

สื่อจีนมอง ‘กลยุทธ์ตัดไฟ-ตัดเน็ต’ ของขวัญไทยก่อนเยือน ‘รัฐบาลจีน’

ไทยใช้มาตรการเข้ม ปราบอาชญากรรมข้ามพรมแดน ได้ใจจีน รัฐบาลจีนชื่นชมมาตรการไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน

กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, 6 กุมภาพันธ์ 2568 jeenthainews รายงานว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เดินทางเยือนจีนเป็นวันที่สอง โดยพบปะกับผู้นำจีน ณ อาคารมหาศาลาประชาชน ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากทั้งสองฝ่าย คือมาตรการของรัฐบาลไทยที่ใช้จัดการกับอาชญากรรมข้ามพรมแดน อาทิ การฉ้อโกงทางโทรศัพท์และการพนันออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จีน หลิวชิ่งปิน ได้ให้ข้อมูลในเว็บไซต์ news.qq.com ของจีน ระบุว่าท่าทีของรัฐบาลจีนที่ชื่นชมมาตรการดังกล่าวของไทย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้รัฐบาลไทยว่ามาตรการที่ดำเนินอยู่นั้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ การได้รับการยอมรับจากรัฐบาลจีนอาจส่งผลให้ไทยได้รับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและปฏิบัติการด้านความมั่นคงเพิ่มเติมในอนาคต

มาตรการตัดไฟ-ตัดเน็ตชายแดนไทย-เมียนมา: ข้อพิสูจน์ความจริงจังของไทย

ก่อนเดินทางมายังกรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีแพทองธารได้ออกคำสั่งให้ตัดไฟฟ้า ตัดอินเทอร์เน็ต และระงับการส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายสูงมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็น “ของขวัญ” ที่รัฐบาลไทยมอบให้แก่จีน เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหาที่จีนให้ความกังวลมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการในการฉ้อโกงประชาชนจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงแต่ได้รับเสียงชื่นชมจากรัฐบาลจีนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยว่าให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมและความปลอดภัยในระดับภูมิภาค

กลยุทธ์ของแพทองธาร ได้รับแรงสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ

มีข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่า แนวทางของนายกรัฐมนตรีแพทองธารอาจได้รับการแนะนำจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นบิดา ซึ่งเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไทยควรเร่งให้ความร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจและการค้า

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชื่อว่าทักษิณมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของไทยมาอย่างยาวนาน นโยบายของแพทองธารในครั้งนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องในแนวทางของพรรคเพื่อไทย ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว

การดำเนินมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลไทยก่อนการเยือนจีน มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักเดินทางหลักที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนหลังจากเกิดเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนชาวจีนในไทย ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเดินทางเยือนจีนของแพทองธารในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นใจและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนให้กลับคืนมา

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในอนาคต

หนึ่งในเป้าหมายหลักของการเยือนจีนครั้งนี้ คือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างน้อย 14 ฉบับ ระหว่างไทยและจีน ในด้านต่างๆ อาทิ

  • โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน
  • การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับรถไฟจีน-ลาว
  • การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน

นักวิเคราะห์มองว่า ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างบทบาทของไทยในภูมิภาคอาเซียน ในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนจากจีนให้เข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

แม้ว่าการดำเนินนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลไทยจะได้รับการตอบรับที่ดีจากจีน แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการบริหารจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามพรมแดนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นักวิเคราะห์เตือนว่าหากไทยไม่สามารถรักษาความเข้มงวดของมาตรการเหล่านี้ได้ ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของจีนในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของกลุ่ม BRICS ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทยในอนาคต

บทสรุป

การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามของไทยในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ไม่เพียงแต่ในด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวผ่านข้อตกลงระดับทวิภาคีที่มีนัยสำคัญ

แม้ว่ามาตรการที่เข้มงวดของไทยจะได้รับการสนับสนุนจากจีน แต่รัฐบาลไทยยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : jeenthainews / 刘庆彬

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

คุยกับเหล่าทายาทรุ่นใหม่ ‘อทิตาธร’ 4 ป. ตัวช่วยหาเสียงสนามเลือกตั้ง อบจ.

เบื้องหลังทายาทการเมืองในการเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงราย 2568

การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (นายกอบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2568 ได้จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งนายกอบจ.เชียงรายจำนวน 3 คน ได้แก่ นางอทิตาธร วันไชยธนวงค์ อดีตนายกอบจ.เชียงรายสมัยที่ผ่านมา, นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ที่ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย และคนสุดท้าย นางสาวจิราพร หมื่นไชยวงศ์ ผู้สมัครอิสระ

ในระหว่างการหาเสียงของแต่ละผู้สมัครนั้น มีหนึ่งเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนในจังหวัดเชียงราย และได้รับการติดตามจากสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ตลอดการเลือกตั้ง นั่นคือการมีส่วนร่วมของทายาททางการเมืองที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ช่วยหาเสียง โดยเฉพาะในฝั่งของพรรคเพื่อไทยที่นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช มีผู้ช่วยหาเสียงที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากตระกูล ‘ติยะไพรัช’ ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองและกีฬาในจังหวัดเชียงราย

การเข้ามาของทายาททางการเมือง

การเลือกตั้งครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าได้มีการนำทายาทจากครอบครัวการเมืองเข้ามามีบทบาทในการหาเสียง โดยเฉพาะในฝ่ายของพรรคเพื่อไทยที่นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการการเมืองและกีฬา อย่าง ‘ฮั่น’ มิตติ ติยะไพรัช ผู้เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลชื่อดังอย่างสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด , “สส.โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย เขต 2 และ “ฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช

การมีส่วนร่วมของลูกๆ ของทั้งสองตระกูลการเมืองนี้ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยหาเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้สมัคร

บทสัมภาษณ์: ป่าน ธัญชนก หนุนนำสิริสวัสดิ์

ป่าน ธัญชนก หนุนนำสิริสวัสดิ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคมและการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะในฐานะผู้ช่วยหาเสียงให้กับแม่ในครั้งนี้ เธอได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและมุ่งมั่นที่จะทำให้การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนที่สามารถมีส่วนร่วมได้ และเธอยังให้กำลังใจแม่ในการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศที่ดีขึ้น ป่าน ธัญชนก หนุนนำสิริสวัสดิ์ พี่สาวคนโตจาก 4 ปอ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือแม่ในการหาเสียงในครั้งนี้ ซึ่งบทสัมภาษณ์นี้จะทำให้เราได้รู้จักเธอมากขึ้นในมุมมองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว การเมือง หรือการช่วยหาเสียง

สัตว์เลี้ยง

ป่านเริ่มต้นด้วยการพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่บ้านของเธอ โดยมีสุนัข 6 ตัวและแมว 2 ตัว ซึ่งทั้งหมดนอนอยู่ด้วยกันบนเตียงตลอดเวลา ป่านกล่าวว่า ทุกตัวเป็นเหมือนลูกๆ ของเตี่ยแม่ เตี่ยแม่รักยิ่งกว่าลูกอีกค่ะ” เธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนในครอบครัวเมื่อวันหนึ่งเธอกำลังจะตอบคำถามจากเตี่ยและแม่ แต่กลับพบว่าเตี่ยและแม่ไม่ได้ถามเธอ แต่กลับถามน้องหมาของเธอว่า เป็นยังไงบ้าง กินข้าวรึยังลูก” ป่านเล่าด้วยความขำว่า ตอนนั้นก็รู้เลยว่าใครลูกรักกันแน่”

การเมือง

เมื่อพูดถึงการเมือง ป่านเผยว่า จริงๆ ตอนเด็กๆ ก็ไม่ค่อยชอบเรื่องการเมืองเท่าไร เพราะเห็นมาตั้งแต่เล็กๆ แต่พอโตมาก็คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนสามารถทำให้มันดีขึ้นได้ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นนักการเมืองก็ตาม” ป่านพูดถึงความสำคัญของการเมืองในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ป่านแค่อยากเห็นบ้านเราพัฒนามากขึ้น คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี facilities ที่ครบครัน มีความสุขที่เป็นความสุขจริงๆ” เธอเชื่อว่าการมีการเมืองที่ดีจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน

ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง

ป่านได้เล่าถึงประสบการณ์ในการช่วยแม่หาเสียงในครั้งนี้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและเต็มไปด้วยความทุ่มเท รอบนี้เป็นการช่วยเหลือแม่ที่เจออะไรหลายอย่างแบบที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนค่ะ” เธอพูดถึงความยากลำบากของแม่ที่ไม่ได้พึ่งพาคนจากพรรคการเมืองอื่น ทำให้การหาเสียงครั้งนี้หนักกว่าที่เคย แม้จะเหนื่อยแต่ก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง จากตอนหาเสียงรอบแรก เราก็แค่ช่วยด้านออนไลน์ แต่รอบนี้เราเห็นการทำงานของแม่จริงๆ การทุ่มเทของแม่ในช่วงน้ำท่วมที่บ้านก็ท่วมเหมือนกัน เตี่ยแม่ยังไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นผู้ประสบภัย” ป่านเล่าถึงความตั้งใจของแม่ที่ช่วยเหลือชาวบ้านแม้ในช่วงที่บ้านตนเองกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม

ได้เจออะไรมาบ้างในการช่วยหาเสียง?

ป่านกล่าวว่า เราได้เจอทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีมากมายเลยค่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมากสำหรับครั้งนี้” เธอพูดถึงความแตกต่างในการหาเสียงในปัจจุบันและอดีต ซึ่งการหาเสียงในยุคนี้ต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่ไม่คาดคิด แต่โชคดีที่มีครอบครัวคอยให้กำลังใจและสนับสนุน เราคิดว่าเราจะต้องเริ่มทำการหาเสียงแบบยุคใหม่ที่ fair and free” ป่านกล่าวถึงความตั้งใจในการทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

สุดท้าย ป่านอยากพูดให้กำลังใจแม่ว่า

วันนี้มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด 100% แต่สิ่งที่แม่ทำอยู่ การไม่โจมตี ไม่หาเรื่องใคร ไม่ใส่สีใคร มันก็ทำให้เด็กๆ มีความหวังว่าประเทศนี้ มันจะต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอนค่ะ”

บทสัมภาษณ์: ปองพล หนุนนำสิริสวัสดิ์

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้ให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งของปองพล หนุนนำสิริสวัสดิ์ ที่นอกจากจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงในครั้งนี้แล้ว เขายังเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการเมืองและการพัฒนาท้องถิ่น ด้วยความตั้งใจที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในจังหวัดเชียงราย ทั้งในฐานะผู้ช่วยหาเสียงและในฐานะคนในครอบครัวของผู้สมัคร ปองพลได้เรียนรู้และเข้าใจในกระบวนการการเมืองท้องถิ่นที่มีความซับซ้อนและต้องการความทุ่มเทอย่างแท้จริง

ประวัติส่วนตัว

วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับ ปองพล หนุนนำสิริสวัสดิ์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ปริญญ์” หนุ่มที่มีความสนใจในด้านการเมืองและการช่วยเหลือสังคม เรามาเริ่มต้นกันที่เรื่องราวส่วนตัวของเขาก่อน

สิ่งที่ชอบ

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ชอบ ปองพลเปิดเผยว่าเขามีสัตว์เลี้ยงอยู่หลายตัวในบ้าน โดยเฉพาะสุนัข 6 ตัว และแมว 2 ตัว แต่สิ่งที่เขาอยากเล่าให้เราฟังมากที่สุดคือเรื่องของแมวตัวแรกที่เขาเลี้ยง ชื่อว่า “มันเดย์” เป็นแมวที่พี่สาวของเขาเก็บมาเลี้ยงจากพุ่มไม้ข้างออฟฟิศ มันเดย์ตัวเล็กและผอมมากตอนแรก แต่หลังจากมาอยู่กับครอบครัวของเขาได้ไม่กี่ปีก็กลายเป็นแมวตัวใหญ่และอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มันเดย์เป็นแมวขี้อ้อนสุดๆ มันชอบให้กอดมากๆ โดยเฉพาะตอนที่นอนหลับ มันจะกอดตลอดเวลา ถ้าไม่ได้กอดมันจะโวยวายไม่หยุด” ปองพลเล่าอย่างยิ้มๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า ถึงแม้เขาจะมีอาการแพ้ขนแมว แต่เขาก็รักมันมากและไม่สามารถปฏิเสธความขี้อ้อนของมันได้ โดยทุกครั้งหลังจากเล่นกับมันเขาจะระมัดระวังไม่ให้มือไปสัมผัสตาแล้วล้างมือทุกครั้ง

การเมือง

เมื่อมาถึงเรื่องการเมือง ปองพลพูดถึงความสำคัญของการเมืองต่อชีวิตประจำวันว่า การเมืองมีผลกระทบต่อเราทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ภาษี ค่าแรงขั้นต่ำ หรือแม้แต่คุณภาพของบริการสาธารณะ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของนักการเมือง” เขายกตัวอย่างเช่น การที่รัฐบาลมีนโยบายที่ดีในการควบคุมราคาสินค้าหรือช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าการบริหารจัดการไม่ดีค่าครองชีพสูงขึ้นและรายได้ไม่เพิ่มตาม ก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น

แม้ว่าบางคนอาจไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่การติดตามข่าวสารหรือออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันมีผลต่อชีวิตของทุกคน” เขากล่าวถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมในการเมือง

ครั้งนี้ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงเป็นอย่างไรบ้าง?

ปองพลบอกว่าการเป็นผู้ช่วยหาเสียงในครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและน่าประทับใจมาก นอกจากผมจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงแล้ว ผมยังเป็นลูกชายของผู้สมัครด้วย มันทำให้ผมรู้สึกมีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่ช่วยหาเสียงแบบทั่วไป แต่เป็นการทำงานเพื่อสนับสนุนคุณแม่ของผมด้วย” เขาบอกว่าในครั้งนี้เขาได้เรียนรู้ว่า การเมืองท้องถิ่นมีรายละเอียดเยอะมาก และการที่จะเข้าถึงประชาชนในพื้นที่จริงๆ นั้นจำเป็นต้องฟังปัญหาของพวกเขาโดยตรง

ได้เจออะไรมาบ้างในประสบการณ์การช่วยหาเสียงครั้งนี้?

ปองพลได้บอกว่าเขาได้เจอกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม ได้ฟังเรื่องราวปัญหาของพวกเขา บางคนมีความหวังและอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่บางคนก็หมดหวังกับการเมือง เขากล่าวว่า สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้พวกเขาเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง”

เขายังได้เห็นความเหนื่อยและความตั้งใจของคุณแม่ในฐานะนักการเมือง ผมเข้าใจมากขึ้นว่าการเป็นนักการเมืองไม่ง่ายเลย ต้องอดทน เสียสละ และทำงานหนักเพื่อคนส่วนรวม” เขากล่าว

บทสัมภาษณ์: ป้อน พัทธ์ธีรา หนุนนำสิริสวัสดิ์

ป้อน พัทธ์ธีรา หนุนนำสิริสวัสดิ์ เป็นตัวอย่างของคนที่มีความตั้งใจและทุ่มเทในการช่วยเหลือสังคมและการเมืองท้องถิ่น โดยไม่เพียงแต่เป็นผู้ช่วยหาเสียงในครั้งนี้ แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญในการทำงานเพื่อคนส่วนรวม ทั้งในฐานะลูกและในฐานะผู้ที่มุ่งมั่นที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในจังหวัดของเขา

ประวัติส่วนตัว

ป้อน พัทธ์ธีรา หนุนนำสิริสวัสดิ์ เป็นหนึ่งในคนที่มีความรักและความตั้งใจในการทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองและการพัฒนาชุมชน ที่ทำให้เขาได้รับบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวและการหาเสียงในฐานะผู้ช่วยหาเสียงให้กับคุณแม่ที่ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้

สัตว์เลี้ยง

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ชอบ ป้อนได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเขา ซึ่งในบ้านมีสุนัข 6 ตัวที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของครอบครัว เขาบอกว่า “ที่บ้านชอบหมามาก พวกมันเป็นสิ่งฮีลใจของพวกเราเลย” นอกจากนี้ ป้อนยังได้เล่าเรื่องน่ารักของสุนัขตัวหนึ่งในบ้าน ซึ่งเคยเดินไปขอน้ำจากแม่ของเขาแทนที่เขาจะไปให้น้ำเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกแย่งตำแหน่งลูกรักจากสุนัข เพราะแม่กลับไปโอ๋สุนัขแทนที่จะดุเลยทำให้ป้อนหัวเราะและยอมรับว่าบางครั้งก็ต้องยอมแพ้ให้กับความขี้อ้อนของน้องหมา

การเมือง

ป้อนมองว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากในชีวิตประจำวัน “การเมืองอยู่ในทุกๆ อย่างในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ภาษี ค่าแรงขั้นต่ำ หรือคุณภาพของบริการสาธารณะ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของนักการเมือง” เขายกตัวอย่างเช่นการบริหารของรัฐบาลที่สามารถมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีความเหลื่อมล้ำสูง แม้จะจ่ายภาษีเท่ากัน แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้ง
“ถ้าการเมืองดี ปัญหาพวกนี้ก็จะลดลงได้และคนเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามพื้นฐานที่ควรจะมีได้จริงๆ” เขากล่าวถึงความสำคัญของการเลือกผู้บริหารที่ดีที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง

ป้อนได้เล่าถึงการเป็นผู้ช่วยหาเสียงครั้งนี้ว่า “ครั้งนี้ก็เข้มข้นพอสมควรด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เราเห็นแม่ตั้งใจมาก สมัยที่ผ่านมาเรานับถือใจเค้ามากที่ทุ่มเทเพื่อชาวบ้านขนาดนี้”

บทสัมภาษณ์: พิชามญชุ์ หนุนนำสิริสวัสดิ์ (ปอ)

ปอ พิชามญชุ์ หนุนนำสิริสวัสดิ์ เป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจในการพัฒนาและช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองท้องถิ่น การช่วยแม่หาเสียงในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เธอเข้าใจการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับครอบครัวของเธอด้วย ความทุ่มเทและความตั้งใจของปอทำให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่ใส่ใจในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม

ประวัติส่วนตัว

วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับ พิชามญชุ์ หนุนนำสิริสวัสดิ์ หรือ ปอ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยแม่ในการหาเสียง ปอเป็นพี่คนหนึ่งในสี่พี่น้องที่มีความรักสัตว์และสนใจการเมืองอย่างลึกซึ้ง

สิ่งที่ชอบ

ปอเริ่มต้นการพูดถึงสิ่งที่ชอบ โดยเฉพาะเรื่องสัตว์เลี้ยงที่เป็นส่วนสำคัญในครอบครัวของเธอ ครอบครัวของเรารักสัตว์มากๆ ยิ่งกว่าอะไร” ปอกล่าว ด้วยความที่ครอบครัวของเธอมีสัตว์เลี้ยงรวมทั้งหมด 8 ตัว ได้แก่ สุนัข 6 ตัว และแมว 2 ตัว ซึ่งลูกๆ เป็นคนซื้อมาดูแลเอง ปอได้เล่าถึงการเลี้ยงสุนัขและแมวที่บ้านว่า ที่กรุงเทพฯ ปอเลี้ยงสุนัข 3 ตัว ส่วนที่เชียงรายเลี้ยง 4 ตัวค่ะ ทุกตัวเป็นเหมือนลูกๆ ของเราเลย ทุกครั้งที่กลับบ้านเราก็จะได้เล่นกับพวกมัน และมันก็มีความสำคัญกับครอบครัวเราไม่น้อย”

การเมือง

เมื่อพูดถึงการเมือง ปอเริ่มเล่าถึงมุมมองการเมืองของตัวเองที่ได้สัมผัสจากการอยู่ในกรุงเทพฯ และการทำงานที่นั่น การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ มันส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหรือสาธารณสุข และการตัดสินใจของนักการเมืองมีผลต่อเราทุกคน” เธอพูดถึงประสบการณ์ที่ได้เห็นจากการจัดการของพรรคการเมืองในปัจจุบัน ถ้าวันนี้การเมืองยังไม่ดีไม่พัฒนา เราก็ไม่มีวันพัฒนาไปได้มากกว่านี้” ปอเชื่อว่าการเมืองมีผลกระทบกับชีวิตทุกคน และทุกคนควรให้ความสำคัญกับมันอย่างมาก

ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง

การเป็นผู้ช่วยหาเสียงในครั้งนี้ ปอรู้สึกว่ามันท้าทายมากกว่าครั้งที่ผ่านมา รู้สึกว่าครั้งนี้ท้าทายมากกว่ารอบที่แล้ว แต่ก็รู้สึกว่าเรามือแข็งขึ้นเยอะ เพราะทีมเราใหญ่ขึ้นและมีแต่คนรุ่นใหม่ ทำให้การทำงานเข้าใจกันมากขึ้น” ปอพูดถึงความร่วมมือที่ดีในทีมและความภูมิใจในตัวคุณแม่ที่ทุ่มเทและสู้มากๆ ในการหาเสียง เราภูมิใจในตัวคุณแม่ทั้งเก่งและสู้มากค่ะ”

ได้เจออะไรมาบ้างในการช่วยหาเสียง?

เมื่อถามถึงประสบการณ์ในการช่วยหาเสียงในครั้งนี้ ปอกล่าวว่า เราได้เจอประสบการณ์หลากหลายรูปแบบค่ะ ทีมเราทำทุกอย่างกันเอง ทำให้เราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น” เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นและปัญหาของประชาชน สิ่งที่เราพบคือ ความเข้าใจด้านการเมืองท้องถิ่นของชาวบ้านยังไม่มากพอ ทำให้บางครั้งพวกเขายังไม่เข้าใจในเรื่องอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่นหรือเรื่องภาษี งบประมาณจังหวัด” ปอได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน เราควรให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์มากที่สุดค่ะ”

ความหมายของการมีทายาทการเมือง

การที่ทายาทจากครอบครัวการเมืองเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณของการสานต่อภารกิจเพื่อพัฒนาจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนท้องถิ่น การที่ลูกๆ ของนักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความต่อเนื่องของนโยบายที่เคยดำเนินการไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในการเมืองท้องถิ่นที่มีความเป็นส่วนตัวและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างใกล้ชิด

บทสรุป

การเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงรายในปี 2568 เป็นการเลือกตั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทายาทการเมืองในการพัฒนาจังหวัด ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งเสริมชื่อเสียงของครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่น การที่ทายาทจากทั้งสองตระกูลมีส่วนร่วมในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมความต่อเนื่องของการพัฒนาในจังหวัดเชียงราย และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตการเมืองท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งและมั่นคง

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL

ไขข้อข้องใจ นิสิต-นักศึกษา ต่างกันอย่างไรในมหาวิทยาลัยไทย

ความแตกต่างระหว่างคำว่า “นิสิต” และ “นักศึกษา” ในสถาบันการศึกษาไทย

ในประเทศไทย คำว่า “นิสิต” และ “นักศึกษา” ถูกใช้เรียกผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา แต่มีความแตกต่างกันทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และการใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละสถาบันการศึกษา

ที่มาของคำว่า “นิสิต” และ “นักศึกษา”

คำว่า นิสิต” มีรากฐานมาจากภาษาบาลี หมายถึง “ผู้อาศัยกับอุปัชฌาย์” ซึ่งในอดีตหมายถึงผู้เรียนที่พักอาศัยในบริเวณมหาวิทยาลัย เช่น ในยุคเริ่มแรกของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459 ผู้เรียนจะต้องพักอาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ทำให้มีการเรียกผู้เรียนว่า “นิสิต” สะท้อนถึงลักษณะการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในบริเวณมหาวิทยาลัย

ส่วนคำว่า นักศึกษา” เริ่มต้นใช้ในปี พ.ศ. 2477 พร้อมการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย ผู้เรียนที่นี่ไม่จำเป็นต้องพักอาศัยในมหาวิทยาลัย คำว่า “นักศึกษา” จึงถูกใช้เพื่อแยกแยะลักษณะผู้เรียนที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น

มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ใช้คำว่า “นิสิต”

แม้ว่าคำว่า “นิสิต” จะเลือนหายไปในสถาบันใหม่ ๆ แต่ยังคงถูกใช้ในมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งมานาน เช่น

  1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  3. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  4. มหาวิทยาลัยนเรศวร
  5. มหาวิทยาลัยบูรพา
  6. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  7. มหาวิทยาลัยทักษิณ
  8. มหาวิทยาลัยพะเยา
  9. มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
  10. มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
  11. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยเหล่านี้ยังคงรักษาประเพณีดั้งเดิมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในลักษณะของการใช้ชีวิตแบบนิสิต

ความหมายของ “นิสิต” และ “นักศึกษา” ตามพจนานุกรม

  • นิสิต
    หมายถึงผู้ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง หรือศิษย์ที่เล่าเรียนและอาศัยอยู่ในสำนักของครู
  • นักศึกษา
    หมายถึงผู้ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย หรือในสถานศึกษาระดับสูง

เหตุผลในการใช้คำเรียกที่แตกต่างกัน

การเลือกใช้คำว่า นิสิต” หรือ นักศึกษา” ขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์และปรัชญาการศึกษาในแต่ละสถาบัน ตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังคงใช้คำว่า “นิสิต” เพื่อสะท้อนถึงเอกลักษณ์ที่ผู้เรียนต้องมีการพักอาศัยและใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ในขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลือกใช้คำว่า “นักศึกษา” เพื่อสะท้อนถึงความเป็นประชาธิปไตยและการเปิดกว้าง

ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน การใช้คำว่า “นักศึกษา” กลายเป็นที่นิยมในมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เพราะแสดงถึงความทันสมัยและอิสระของผู้เรียน ขณะที่คำว่า “นิสิต” ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมหาวิทยาลัยดั้งเดิมเพียงไม่กี่แห่ง

สรุปความแตกต่างระหว่าง “นิสิต” และ “นักศึกษา”

  1. นิสิต: ใช้ในมหาวิทยาลัยที่มีประเพณีให้ผู้เรียนอาศัยอยู่ในมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. นักศึกษา: ใช้ในมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้าง และไม่จำเป็นต้องมีการพักอาศัยในมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้ว่าคำสองคำนี้จะมีความหมายและประวัติที่แตกต่างกัน แต่ทั้ง “นิสิต” และ “นักศึกษา” ต่างก็เป็นผู้แสวงหาความรู้ในระดับอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : campus / มหาวิทยาลัยพะเยา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง อบจ.เชียงราย พุ่งสูงถึง 71 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง อบจ. ปี 2568 สูงถึง 3.5 พันล้านบาท ประชาชนควรออกมาใช้สิทธิ

จากรายงานของ Rocket Media Lab ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในข้อบัญญัติงบประมาณประจำปี 2568 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศ ซึ่งไม่รวมงบประมาณของ อบจ. แม่ฮ่องสอน และอีก 4 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร บึงกาฬ เลย และสมุทรสาคร ที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับการเลือกตั้งไว้ พบว่า ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ รวมทั้งค่าจัดการเลือกตั้งและค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ มีมูลค่ารวมสูงถึง 3,563,810,232 บาท

รายละเอียดค่าใช้จ่าย

  • ค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย
    จังหวัดเชียงรายใช้งบประมาณรวมทั้งหมด 71 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการจัดการเลือกตั้ง 34,948,553 บาท และค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ 36,051,447 บาท เมื่อนำมาคำนวณเทียบกับประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงรายที่มีจำนวน 176,685 คน พบว่าต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ 401.85 บาทต่อคน
  • งบประมาณเลือกตั้งระดับประเทศ
    ค่าใช้จ่ายการจัดการเลือกตั้งในปีนี้สูงถึง 3.5 พันล้านบาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายด้าน เช่น การจัดตั้งหน่วยเลือกตั้ง ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ การพิมพ์บัตรเลือกตั้ง และการประชาสัมพันธ์

ผลกระทบจากการลาออกก่อนครบวาระ

ในปี 2568 มีเพียง 17 จังหวัดที่ต้องจัดการเลือกตั้งนายก อบจ. เนื่องจากบางพื้นที่ได้เลือกตั้งไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกรณีที่นายก อบจ. ลาออกก่อนครบวาระ เช่น จังหวัดปทุมธานี ที่ใช้งบประมาณในการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2567 จาก 79 ล้านบาท เป็น 89 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากการลาออกดังกล่าว

อัตราการใช้สิทธิเลือกตั้งและเป้าหมายในปี 2568

ในการเลือกตั้ง อบจ. ปี 2563 พบว่า อัตราการใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศอยู่ที่ 62.25% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 65% ปีนี้ กกต. ย้ำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เงินภาษีที่ใช้ไปในกระบวนการเลือกตั้งเกิดประโยชน์สูงสุด

จังหวัดงบการจัดการเลือกตั้ง 68 (บาท)ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้ง (บาท)งบจัดการเลือกตั้ง68+ค่าตอบแทน (บาท)ประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (คน)งบต่อหัวรวมหมายเหตุ
นครราชสีมา78,098,000110,000,000188,098,000365,192515.07 
เชียงราย34,948,55336,051,44771,000,000176,685401.85 
นครศรีธรรมราช42,150,00034,028,00076,178,000212,271358.87 
บุรีรัมย์50,800,00047,980,00098,780,000432,622228.33 
ร้อยเอ็ด17,938,60040,912,20058,850,800262,516224.18 
สมุทรปราการ120,000,00033,000,000153,000,000752,019203.45 
กำแพงเพชร60,000,000 60,000,000303,089197.96ไม่ตั้งงบค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งไว้
สงขลา34,000,00040,500,00074,500,000407,945182.62 
ระยอง50,000,00020,000,00070,000,000385,091181.78 
น่าน18,000,00020,000,00038,000,000209,669181.24 
กระบี่10,000,00015,000,00025,000,000142,114175.92 
นครนายก15,160,00010,000,00025,160,000157,102160.15 
ชลบุรี40,000,00050,000,00090,000,000570,120157.86 
ชุมพร12,320,00015,300,00027,620,000183,361150.63 
สกลนคร24,563,10224,220,35048,783,452331,807147.02 
สุรินทร์46,370,00015,000,00061,370,000433,837141.46 
ขอนแก่น40,000,00052,000,00092,000,000654,181140.63 
นราธิวาส31,700,00036,569,40068,269,400506,704134.73 
นครสวรรค์20,000,00035,000,00055,000,000411,154133.77 
เชียงใหม่50,000,00050,000,000100,000,000791,945126.27 
ศรีสะเกษ26,000,00044,000,00070,000,000588,876118.87 
นครพนม20,484,41022,015,59042,500,000401,623105.82 
ลพบุรี15,000,00025,000,00040,000,000389,684102.65 
ตาก12,550,00015,750,00028,300,000279,832101.13 
ตรัง28,000,00022,000,00050,000,000517,53096.61 
ปทุมธานี49,000,00040,000,00089,000,000948,93593.79 
ฉะเชิงเทรา29,374,30025,279,50054,653,800587,34293.05 
อุดรธานี41,200,00040,600,00081,800,000906,43790.24 
พิจิตร19,047,00018,953,00038,000,000428,97488.58 
กาฬสินธุ์15,300,00023,000,00038,300,000435,26187.99 
มหาสารคาม17,418,00032,582,00050,000,000572,94487.27 
มุกดาหาร17,000,0002,500,00019,500,000225,05286.65 
สุโขทัย11,000,00016,920,00027,920,000324,79585.96 
ตราด6,700,0007,300,00014,000,000168,30483.18 
พิษณุโลก11,800,00017,000,00028,800,000362,86079.37 
อุตรดิตถ์13,500,00013,000,00026,500,000335,29279.04 
ภูเก็ต8,000,00011,200,00019,200,000243,73378.77 
กาญจนบุรี15,000,00015,000,00030,000,000389,78676.97 
สระบุรี34,000,00018,000,00052,000,000690,99475.25 
แพร่12,500,00017,200,00029,700,000394,80675.23 
ปราจีนบุรี30,000,0008,000,00038,000,000517,46273.44 
หนองคาย30,145,00014,589,40044,734,400611,65173.14 
จันทบุรี10,000,00019,000,00029,000,000420,69468.93 
ชัยภูมิ43,269,62430,595,32673,864,9501,225,77960.26 
สุราษฎร์ธานี57,090,00012,910,00070,000,0001,168,95559.88 
ราชบุรี19,000,00021,000,00040,000,000675,46059.22 
พระนครศรีอยุธยา40,000,00039,500,00079,500,0001,347,31059.01 
ปัตตานี19,102,40030,472,60049,575,000840,26359.00 
เพชรบูรณ์30,188,00043,000,00073,188,0001,277,45857.29 
อำนาจเจริญ20,000,00013,271,48033,271,480598,45155.60 
ประจวบคีรีขันธ์18,500,00013,000,00031,500,000606,83751.91 
พะเยา13,000,00013,000,00026,000,000509,85750.99 
ลำปาง50,000,0005,000,00055,000,0001,096,74450.15 
นครปฐม25,000,00027,000,00052,000,0001,085,48547.90 
เพชรบุรี18,000,00017,000,00035,000,000785,37544.56 
อุบลราชธานี15,701,00048,000,00063,701,0001,459,56243.64 
สุพรรณบุรี20,000,00023,000,00043,000,000999,75443.01 
สมุทรสาคร15,000,000 15,000,000367,83440.78ไม่ตั้งงบค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งไว้
ชัยนาท8,000,00010,000,00018,000,000459,36239.18 
สระแก้ว13,247,65013,452,35026,700,000690,27038.68 
นนทบุรี50,500,00032,000,00082,500,0002,142,23538.51 
ยะลา25,000,00023,000,00048,000,0001,260,36538.08 
สตูล8,650,0008,100,00016,750,000442,90237.82 
ยโสธร12,231,35016,260,72028,492,070772,26536.89 
บึงกาฬ7,639,880 7,639,880261,95529.16ไม่ตั้งงบค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งไว้
อ่างทอง6,900,0005,000,00011,900,000409,31029.07 
สมุทรสงคราม7,000,0005,000,00012,000,000413,72829.00 
หนองบัวลำภู15,000,00015,000,00030,000,0001,057,06028.38 
ลำพูน8,500,00012,700,00021,200,000918,76123.07 
อุทัยธานี13,000,00011,710,00024,710,0001,114,80122.17 
พังงา2,500,0007,000,0009,500,000479,10719.83 
พัทลุง10,000,00011,000,00021,000,0001,116,32018.81 
เลย21,000,000 21,000,0001,259,95516.67ไม่ตั้งงบค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้งไว้
สิงห์บุรี4,000,0006,000,00010,000,000678,73214.73 
ระนอง4,700,0005,600,00010,300,000840,62912.25 
แม่ฮ่องสอน   1,493,0420.00ไม่มีการตั้งงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณ อบจ. ปี 2568

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ

จากข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่าการจัดการเลือกตั้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงสะท้อนถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เงินภาษีที่ถูกใช้นั้นเกิดความคุ้มค่า และแสดงออกถึงความรับผิดชอบของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ การเลือกตั้งที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมจากประชาชนในทุกระดับจะช่วยสร้างความมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย

สรุป

การเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้มีงบประมาณรวมกว่า 3.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งไม่เพียงแค่ช่วยสร้างความโปร่งใส แต่ยังสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ / Rocket Media Lab 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ทำไม ‘น้ำฟ้า ธมลวรรณ’ ถึงลงมาสู่ การสมัคร ส.อบจ. ที่ อ.เวียงชัย

การเลือกตั้ง ‘ส.อบจ.เชียงราย’ และ ‘นายก อบจ.เชียงราย’ ที่จะมีขึ้น

คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงราย (กกต.) เปิดเผยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เชียงราย สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งในพื้นที่

ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. เชียงราย

การเลือกตั้งนายก อบจ. เชียงราย มีผู้สมัครทั้งสิ้น 3 ราย โดยแต่ละราย ได้คงได้มีการนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาจังหวัดเชียงรายในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา และการท่องเที่ยว

  • เบอร์ 1 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์
  • เบอร์ 2 นางสลักจฤฏดิ์ ติยะไพรัช
  • เบอร์ 3 นางสาวจิราพร หมื่นไชยวงศ์

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิก ส.อบจ. เชียงราย

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิก ส.อบจ. เชียงรายในปีนี้ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 103 ราย จาก 36 เขตทั่วทั้งจังหวัดเชียงราย โดยผู้สมัครทุกคนต่างแสดงความพร้อมและความตั้งใจในการรับใช้ประชาชนในพื้นที่

บทสัมภาษณ์: หนทางเข้าสู่ น้ำฟ้า ธมลวรรณ ผู้สมัคร ส.อบจ. เชียงราย ในอำเภอเวียงชัย

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้ดำเนินการสัมภาษณ์ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ส.อบจ.) เพื่อสะท้อนมุมมองและนโยบายจากผู้สมัครที่ตั้งใจอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ หลังการติดต่อผู้สมัครหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่ติดภารกิจ ทำให้ทางทีมข่าวได้รับการตอบรับจากหนึ่งในผู้สมัครคือ น้ำฟ้า ธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ ผู้สมัครรุ่นใหม่จากอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ที่มาพร้อมความมุ่งมั่นและแนวคิดในการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์

บทบาทสำคัญของ ส.อบจ. ในการพัฒนาชุมชน

สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร รวมถึงการเสนอร่างข้อบัญญัติเกี่ยวกับงบประมาณและแผนพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนในพื้นที่ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเชียงราย

ช่วยแนะนำตัวเองและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในท้องถิ่น

“สวัสดีค่ะ น้ำฟ้า ธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ หรือฟ้าค่ะ อายุ 25 ปี จบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ค่ะ พื้นฐานครอบครัวของฟ้าทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ฟ้าจึงมีโอกาสทำงานเกี่ยวกับงานท้องถิ่นร่วมกับ อบจ. เทศบาล และ อปท. บ่อยครั้ง ได้สัมผัสกับปัญหาชุมชน เช่น ถนน อ่างเก็บน้ำ และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเคยดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุ และบริหารงานท่าทรายให้ครอบครัว ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้ฟ้าเข้าใจปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง”

แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ท่านตัดสินใจลงสมัครสมาชิก ส.อบจ. เชียงราย?

“ฟ้ามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้เริ่มต้นหลังจากน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ เราได้ช่วยเหลือพี่น้องในหลายอำเภอ ฟ้ารู้สึกว่าถ้าเรามีโอกาสช่วยเหลือได้มากกว่านี้ เราก็อยากทำ ฟ้าอยากเป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงปัญหาของทุกกลุ่มวัย และช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน”

มองว่าประสบการณ์หรือคุณสมบัติอะไรที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้

“ฟ้ามีประสบการณ์ทำงานในท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่จริง เข้าใจปัญหาและวิธีแก้ไข ฟ้าคิดว่าเด็กรุ่นใหม่อย่างฟ้าสามารถนำมุมมองและพลังใหม่ ๆ มาช่วยพัฒนาชุมชนได้ และฟ้าพร้อมทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของอำเภอเวียงชัย”

บทบาทของครอบครัวหรือชุมชนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงสมัครครั้งนี้บ้าง

“ครอบครัวฟ้าสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชนมาโดยตลอด ท่านสอนเสมอว่าการทำอะไรด้วยใจสำคัญที่สุด ฟ้าได้นำแนวคิดนี้มาใช้และต้องการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือเป็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน”

หากครั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมีแผนงานสำคัญอะไรที่อยากผลักดันในพื้นที่ตัวเอง

“โครงการ ‘ของดีแต่ละตำบล’ คือสิ่งที่ฟ้ากำลังทำอยู่ ฟ้าต้องการโปรโมตสินค้าชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเวียงชัยให้เป็นที่รู้จัก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ฟ้ายังมีแผนสนับสนุนกลุ่มเยาวชนและสตรีร่วมกับผู้สมัครนายก อบจ. คุณนก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในชุมชน”

มุมมองปัญหาหลักในพื้นที่คืออะไร และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

“ปัญหาหลักในเวียงชัยมีหลายมิติ เช่น น้ำประปา เศรษฐกิจ หรือปัญหาชุมชนเฉพาะจุด ฟ้าจะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น หาทางแก้ไขร่วมกับชาวบ้าน และดำเนินการให้รวดเร็วที่สุดเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”

แล้วถ้าพูดถึงนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นหรือการพัฒนาชุมชนในเชียงรายอย่างไร

“ฟ้าจะสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น ส่งเสริมการขายออนไลน์ และสร้างโอกาสให้คนในชุมชนมีงานทำ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของเวียงชัย”

มีวิธีการรับฟังและตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่อย่างไร

“ฟ้าจะลงพื้นที่ให้มากที่สุด และใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางรับฟังปัญหา พร้อมทำงานร่วมกับทีมงานเพื่อตอบสนองข้อร้องเรียนอย่างรวดเร็ว”

ดรัณภพ อินตาพรหม ผู้สมัคร ส.อบจ.เวียงชัย พรรคเพื่อไทย โปรไฟล์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งที่โดดเด่น

ประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน
ดรัณภพ อินตาพรหม มีพื้นฐานด้านการศึกษาและประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย

  • ปริญญาโท MBA บริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด (Stamford International University)
  • ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (Rajamangala University of Technology Lanna)

ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา

  1. ดำรงตำแหน่ง เลขานุการประจำตัว ส.ส.เชียงราย เขต 2
  2. ผู้ชำนาญการประจำตัว ส.ส.เชียงราย เขต 2 และเขต 4
  3. เป็นคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ที่สถานีตำรวจภูธรเวียงชัย
  4. คณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน
  5. ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยในรัฐสภา
  6. อดีตวิศวกรปฏิบัติงานที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย
  7. เป็นเจ้าของกิจการ ห้องเย็นซูริค เชียงราย

นโยบายและเป้าหมายการทำงาน

ดรัณภพมุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่อำเภอเวียงชัยให้มีความก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ และนำไปสู่การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ

จุดยืนทางการเมือง

ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ. พรรคเพื่อไทย ดรัณภพเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่มีความตั้งใจจริงให้กับชุมชน โดยเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยในเขตเวียงชัย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 36 เขตของจังหวัดเชียงราย ด้วยโปรไฟล์ที่โดดเด่นและประสบการณ์ที่หลากหลาย คาดว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันเลือกตั้งและสิทธิของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิมีรายชื่ออยู่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขอเชิญชวนประชาชนชาวเชียงรายที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน หรือหลักฐานแสดงตนอื่น ๆ ที่ทางราชการออกให้

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของจังหวัดเชียงราย โดยทั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า พร้อมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่

ประชาชนชาวเชียงรายอย่าลืม!

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 มาใช้สิทธิของท่านในการเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของจังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

แนวคิดลดค่าไฟ 3.70 บาท: ทำได้จริงหรือแค่ฝัน?

การลดค่าไฟ 3.70 บาท แนวคิดดี แต่ต้องใช้กลไกตลาดเพื่อความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้กล่าวถึงแนวคิดที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำเสนอบนเวทีปราศรัยที่จังหวัดเชียงราย ว่าด้วยการลดค่าไฟฟ้าจาก 4.15 บาท เหลือ 3.70 บาท ซึ่งเขามองว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะค่าไฟฟ้าเป็นตัวกำหนดค่าครองชีพสำคัญของครัวเรือน แต่การดำเนินการจำเป็นต้องพิจารณาในเชิงลึกเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้และยั่งยืน

การลดค่าไฟ: แนวคิดที่ดีแต่ต้องระวังผลกระทบ

นายนณริฏระบุว่า การตั้งเป้าหมายเพื่อลดค่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ประเทศไทยยังอยู่ในระบบตลาด การลดค่าไฟจึงต้องพิจารณาว่าจะสามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างไรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อภ

าคธุรกิจมากเกินไป หากรัฐบาลเลือกใช้มาตรการกดดันหรือบังคับภาคธุรกิจ อาจส่งผลให้เอกชนต้องประสบปัญหาขาดทุนและสร้างแรงกระทบที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น ควรมุ่งเน้นวิธีการที่สร้างสรรค์ เช่น การวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนพลังงาน หรือการหาแหล่งพลังงานราคาถูกเพิ่มเติม

กลไกตลาด: คีย์สำคัญสู่ความยั่งยืน

นักวิชาการทีดีอาร์ไอเสนอว่า รัฐบาลควรใช้กลไกตลาดในการดำเนินการเพื่อสร้างประสิทธิภาพ โดยมีบทบาทสนับสนุนเพื่อให้แนวคิดนี้สามารถเกิดขึ้นจริงโดยมีผลกระทบน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกหรือการร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดหาพลังงานต้นทุนต่ำ

เศรษฐกิจไทยปี 2568: การฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม

ในอีกด้านหนึ่ง นายนณริฏยังกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ว่ามีการฟื้นตัวดีขึ้นในภาพรวม โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะเติบโตที่ 2.6-2.8% อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม กลุ่มรากหญ้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังคงเผชิญความลำบาก รัฐบาลจึงควรมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการแจกเงินในลักษณะที่สร้างผลกระทบเพียงชั่วคราว

นวทางแก้ปัญหา: การลดหนี้และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

การแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญคือการลดปัญหาหนี้ โดยเฉพาะหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มคนตัวเล็ก รัฐบาลควรสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย การลดอุปสรรคทางการค้า และการสร้างโอกาสในเศรษฐกิจโลก

สรุป

แนวคิดลดค่าไฟเป็นเป้าหมายที่ดีและสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อค่าครองชีพประชาชน แต่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังโดยใช้กลไกตลาดและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนพร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การลดหนี้และเพิ่มโอกาสแข่งขัน ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในปี 2568 เพื่อสร้างความสมดุลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL

10 คดีคอร์รัปชัน 2567 ที่สังคมต้องจับตา

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเผย 10 คดีคอร์รัปชันเด่นแห่งปี 2567

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เผยแพร่ข้อมูล “10 กรณี คอร์รัปชันแห่งปี 2567” ที่ทำคนไทย “เจ็บ” และ “จน” หลายกรณียัง “ไม่จบ” ทั้งหมดล้วนเกิดจากภาคเอกชนสมคบกับเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการครอบงำ วิ่งเต้น ขาดความรับผิดชอบ ใช้อำนาจไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม   เป็น “วิกฤต” ที่คนไทยต้องช่วยกันติดตาม ทวงถามและเฝ้าระวังต่อไป

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดเผยถึงกรณี/คดีคอร์รัปชันที่ได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงในสังคมวงกว้างในรอบปี 2567 ที่ผ่านมาว่า  หลายกรณีเป็นการโกงกันซึ่งๆ หน้า ค้านสายตาประชาชน  ที่สำคัญ ยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดล้วนสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่และการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรมรุนแรง

10 คดีคอร์รัปชันเด่นที่สังคมต้องจับตา

  1. กรณีลดโทษนักโทษคดีโกงชาติ
    นักโทษบางรายได้รับการลดโทษและอภิสิทธิ์อย่างไม่โปร่งใส เช่น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และเสี่ยเปี๋ยง ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรม

  2. ไฟไหม้รถนำเที่ยวเด็กนักเรียน
    โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตเด็ก 22 คน แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่ใดรับผิดชอบ และปัญหา “ส่วย-สินบน” ในระบบขนส่งยังไม่ได้รับการแก้ไข

  3. คดีนายอิทธิพล คุณปลื้ม
    แม้ศาลชี้ว่ามีความผิด แต่คดีกลับหมดอายุความ ส่งผลให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม

  4. กรณีฮุบที่ดินเขากระโดง
    การโยกย้ายกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่รัฐกลายเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ โดยมีการใช้กฎหมายอย่างบิดเบี้ยว

  5. สัมปทานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
    แม้ประมูลโครงการเสร็จสิ้น แต่รัฐยังเจรจาแก้สัญญาซึ่งเป็นการเพิ่มประโยชน์ให้เอกชน

  6. การรุกที่ ส.ป.ก.
    การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ส.ป.ก. ให้สามารถซื้อขายและจำนองได้ นำไปสู่การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมให้กับกลุ่มนายทุน

  7. การขุด/ขนย้ายกากแร่แคดเมียม
    การขนย้ายของเสียอันตรายโดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่งผลให้ประชาชนหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ

  8. หมูแช่แข็งเถื่อน
    การลักลอบนำเข้าเนื้อหมูที่ไม่ได้มาตรฐานส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้เลี้ยงหมูในประเทศ

  9. วิกฤตปลาหมอคางดำ
    การปล่อยให้เอกชนดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม

  10. คดีดิ ไอคอน
    การเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐในหลายหน่วยงานทำให้ประชาชนสูญเสียความไว้วางใจ

บทสรุปแห่งปี 2567

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT กล่าวว่า การทุจริตในปี 2567 เป็นปัญหาที่ประชาชนต้องร่วมกันต่อต้านอย่างจริงจัง พร้อมเน้นย้ำว่า “รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมั่นในสังคมไทย”

ACT ยังระบุเพิ่มเติมถึงคดีที่สร้างความตื่นตัวในสังคม เช่น การสาวไส้การทำงานในหน่วยงานรัฐ และการร้องเรียนเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่มีผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง

ประชาชนต้องร่วมมือเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชัน

ACT เรียกร้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนร่วมมือกันตรวจสอบและติดตามคดีต่าง ๆ เพื่อให้การโกงบ้านเมืองไม่กลายเป็นเรื่องปกติ และสร้างสังคมไทยที่โปร่งใสและเป็นธรรมในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE