Categories
CULTURE

คนไทยจำวันสำคัญ พุทธศาสนาได้แค่ไหน?

นิด้าโพลเผย คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ความหมายวันสำคัญทางพุทธศาสนา

สำรวจการรับรู้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในกลุ่มคนไทย

ประเทศไทย,12 พฤษภาคม 2568 – ข้อมูลศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจในหัวข้อ “จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และนับถือศาสนาพุทธ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2568 ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้จากทั่วประเทศ โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบความสำคัญวันมาฆบูชา

จากผลสำรวจพบว่า เมื่อสอบถามประชาชนถึงการรับรู้ถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่มีประวัติศาสตร์และความหมายสำคัญในพุทธศาสนา พบว่ามีประชาชนเพียงร้อยละ 40.38 ที่ตอบว่าทราบถึงความสำคัญ ขณะที่อีกร้อยละ 59.62 ระบุว่า ไม่ทราบถึงที่มาและความสำคัญของวันนี้แต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนถึงการขาดความตระหนักรู้ในระดับประชาชนทั่วไปที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก

วันวิสาขบูชายังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

เมื่อสำรวจในหัวข้อของวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นวันสำคัญระดับสากลที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ ผลสำรวจปรากฏว่า มีประชาชนร้อยละ 47.94 ระบุว่าทราบความหมายของวันวิสาขบูชา ในขณะที่ร้อยละ 52.06 ตอบว่าไม่ทราบ สะท้อนให้เห็นว่า แม้วันวิสาขบูชาจะมีความสำคัญและได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจถึงแก่นแท้ของวันดังกล่าวได้

วันอาสาฬหบูชา ประชาชนรับรู้น้อยที่สุด

ด้านวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาและเกิดพระสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนา กลับพบว่า ประชาชนมีการรับรู้ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับวันสำคัญอื่น ๆ มีประชาชนเพียงร้อยละ 26.87 เท่านั้นที่ตอบว่าทราบ ขณะที่ร้อยละ 73.13 ไม่ทราบถึงที่มาและความสำคัญของวันนี้เลย ถือว่าเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้น

ประชาชนรู้จักวันเข้าพรรษามากที่สุด

ในทางตรงกันข้าม เมื่อสำรวจเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา ผลสำรวจพบว่า มีประชาชนสูงถึงร้อยละ 77.94 ตอบว่าทราบถึงความสำคัญของวันเข้าพรรษา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธส่วนใหญ่มีกิจกรรมที่ชัดเจน เช่น การถวายเทียนพรรษา และพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มีเพียงร้อยละ 22.06 เท่านั้นที่ตอบว่าไม่ทราบ จึงแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการเผยแพร่และสืบทอดประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันเข้าพรรษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าวันสำคัญอื่นๆ

การทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังไม่โดดเด่น

นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการส่งเสริมและอนุรักษ์พุทธศาสนาในประเทศไทย ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 43.12 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจกับผลงานของสำนักงาน รองลงมาร้อยละ 29.85 ตอบว่าไม่ค่อยพอใจ ขณะที่ร้อยละ 15.73 ตอบว่าพอใจมาก และร้อยละ 11.30 ตอบว่าไม่พอใจเลย

วิเคราะห์สถานการณ์และแนวทางแก้ไข

ผลสำรวจที่ออกมาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากอดีต การที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่มาและความสำคัญของวันสำคัญทางศาสนา ส่งผลให้วัฒนธรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเสื่อมถอยลง และอาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางจริยธรรมและคุณธรรมในสังคมไทยได้ในระยะยาว

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรม ควรร่วมมือกันจัดกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านช่องทางที่เข้าถึงประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และสถานศึกษา เพื่อสร้างการรับรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธประมาณ 93% ของประชากรทั้งประเทศ แต่กลับมีประชากรที่สามารถอธิบายความหมายวันสำคัญทางพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและชัดเจนน้อยกว่า 50% โดยเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาด้านการสื่อสารและการให้ความรู้ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ (ที่มา: รายงานสำรวจทางสังคมและวัฒนธรรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 
  • ายงานสำรวจทางสังคมและวัฒนธรรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
CULTURE

หลอนปนฮา! “ผีขนลำปาง” หนึ่งเดียวในงานบุญแปดเป็ง

ขบวนผีขนลำปาง สืบสานประเพณีแปดเป็ง แจ้ซ้อน นักท่องเที่ยวแห่ชมคึกคัก

ประเพณีแปดเป็ง แจ้ซ้อน หนึ่งเดียวในลำปาง

ลำปาง, 11 พฤษภาคม 2568 – ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “วันแปดเป็ง” ณ วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ได้จัดงานประเพณีสำคัญประจำปี “สรงน้ำพระธาตุ ยกช่อฟ้า แปดเป็ง บุญบอกไฟ และขบวนผีขน” ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวแจ้ซ้อน ที่สืบทอดวัฒนธรรมอันเก่าแก่มายาวนานกว่า 400 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในประเพณีที่ได้รับความนิยมและความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ สรงน้ำพระธาตุแจ้ซ้อน

ตั้งแต่เช้าตรู่ บรรยากาศภายในวัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเต็มไปด้วยศรัทธาของประชาชนชาวลำปางและจังหวัดใกล้เคียง ที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองมาร่วมพิธีกรรมสรงน้ำพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต และอุทิศบุญกุศลแด่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ โดยพิธีนี้ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนแปด (เหนือ) ตามปฏิทินล้านนา

ภายในงานมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีบูชายกช่อฟ้าของพระอุโบสถ และพิธีจุดบั้งไฟหรือบุญบอกไฟ เพื่อถวายแด่ฟ้าดินและขอให้ฝนตกตามฤดูกาล ซึ่งเป็นความเชื่อที่ชาวล้านนาสืบทอดต่อกันมาช้านาน

ขบวนผีขน ไฮไลต์สำคัญสร้างสีสันในงาน

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของงาน และได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก คือ “ขบวนผีขน” หรือ “ผีโขน” ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ชาวแจ้ซ้อนภาคภูมิใจ โดยขบวนผีขนเริ่มต้นจากบริเวณวัดและเคลื่อนขบวนผ่านหมู่บ้าน สร้างความตื่นตาตื่นใจและเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

ผีขนของชาวแจ้ซ้อนมีลักษณะเฉพาะตัว โดยผู้ร่วมขบวนจะแต่งกายด้วยชุดที่ทำจากเศษจีวรพระเก่าและวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ รวมถึงเศษผ้าที่หาได้ตามท้องถิ่น ส่วนศีรษะผีขนจะทำจากตะกร้าสานไม้ไผ่ ห่อด้วยฝอยมะพร้าวและจีวรพระที่เก่าจนไม่สามารถใช้ได้แล้ว จากนั้นจะตกแต่งด้วยสีสันและรายละเอียดบนใบหน้าให้ดูน่ากลัวและขนลุก อีกทั้งยังมีการนำเส้นผมจริงหรือเส้นผมของผู้ที่เสียชีวิตแล้วมาติดไว้บนหัวผีขน สร้างความน่ากลัวสมจริง

ความเชื่อและการสืบทอดพิธีกรรมผีขน

ตามความเชื่อของชาวแจ้ซ้อน การเล่นผีขนนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เชื่อกันว่า หากผู้ใดในชาติปัจจุบันหน้าตาไม่ดี ไร้คนรัก หากได้มีโอกาสร่วมเล่นผีขนแล้ว ในชาติหน้าจะเกิดมาหน้าตาดี มีคนรักและชื่นชอบ

ในอดีต ก่อนจะเริ่มขบวน ผู้เล่นจะต้องนำชุดผีขนไปทำพิธีอัญเชิญวิญญาณในป่าช้า โดยมีการเตรียมหมาก 1 คำ พลู 1 ใบ กล้วย 1 ลูก และข้าว 1 ปั้น เพื่อให้ดวงวิญญาณผู้ตายเข้ามาสิงในชุดผีขน จากนั้นเมื่อได้ยินเสียงฆ้องกลอง ดวงวิญญาณที่เข้ามาในชุดผีขนจะเริ่มออกมาร่ายรำและหลอกล้อกับผู้ชมสร้างความสนุกสนานในขบวนแห่

เมื่อการเล่นเสร็จสิ้น ผู้เล่นจะต้องนำชุดผีขนไปแขวนทิ้งไว้ในป่าช้า และทำพิธีชำระร่างกายด้วยน้ำขมิ้นส้มป่อย เพื่อชำระสิ่งไม่ดีออกจากร่างกายตามความเชื่อโบราณ

การอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านสู่ยุคปัจจุบัน

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ประเพณีแปดเป็งและขบวนผีขนนั้นได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดอย่างจริงจังจากรุ่นสู่รุ่นกว่า 400 ปี ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญทางวัฒนธรรมที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดลำปางเป็นจำนวนมากในแต่ละปี อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดลำปางอย่างยั่งยืน

บทวิเคราะห์และความสำคัญทางเศรษฐกิจ

ประเพณีดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปางได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้มีการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในชุมชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะร้านค้า โรงแรม และร้านอาหารในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาจังหวัดต่อไปในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง ปี 2567 ระบุว่า งานประเพณีแปดเป็งและขบวนผีขน มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 20% และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนกว่า 12 ล้านบาท (ที่มา: รายงานสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง ประจำปี 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : รายงานสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง ประจำปี 2567

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัดขัวแคร่จัดตักบาตรใหญ่ เนื่องในวันวิสาขบูชา 2568

วัดขัวแคร่ จ.เชียงราย จัดพิธีทำบุญตักบาตรวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนร่วมแน่นวัด

จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ พุทธศาสนิกชนเชียงรายร่วมใจตักบาตรวันวิสาขบูชา

เชียงราย,11 พฤษภาคม 2568 – เวลา 06.30 น. ณ วัดขัวแคร่ ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย วัดขัวแคร่ได้ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และคณะศรัทธาประชาชน จัดกิจกรรมสำคัญเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนชาวเชียงราย ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญตักบาตร น้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนชาวเชียงรายที่มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และเป็นระเบียบเรียบร้อยตามแบบแผนประเพณีทางพุทธศาสนา

พิธีเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการโดยพระอธิการเสกสรร สุทธสนโธ

ภายในงานมี พระอธิการเสกสรร สุทธสนโธ เจ้าอาวาสวัดขัวแคร่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรจากวัดต่างๆ ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย รวมจำนวนกว่า 50 รูป ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้ง และฟังธรรมเทศนา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ตามหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

สำนักงานวัฒนธรรมเชียงรายร่วมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม

สำหรับในส่วนของหน่วยงานราชการที่เข้าร่วมพิธี นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางพรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงบุคลากรของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายอีกหลายท่าน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง โดยเน้นย้ำว่ากิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของสำนักงานวัฒนธรรม ที่ต้องการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีทางพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่ชาวเชียงรายสืบไป

ประชาชนร่วมพิธีด้วยจิตศรัทธาแน่นวัด

ในการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชาในปีนี้ พบว่าประชาชนได้เดินทางมาร่วมพิธีอย่างคับคั่งตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งผู้สูงอายุ วัยรุ่น และเด็กนักเรียน ต่างมาร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม และร่วมกิจกรรมเวียนเทียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพุทธศาสนาในพื้นที่เชียงราย ที่สามารถเชื่อมโยงทุกเพศทุกวัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้ พระอธิการเสกสรร สุทธสนโธ เจ้าอาวาสวัดขัวแคร่ ยังได้ให้โอวาทแก่พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน โดยเน้นย้ำให้ทุกคนนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการรักษาศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและสงบสุข

กิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา และบทบาทของสังคมเชียงราย

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีความสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเดียวกัน พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและหลักธรรมคำสอนของพระองค์ ซึ่งในจังหวัดเชียงราย ได้จัดกิจกรรมขึ้นทุกปี และพบว่าประชาชนมีแนวโน้มเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งเสริมและอนุรักษ์ศาสนาและวัฒนธรรมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

บทวิเคราะห์และจุดที่น่าสังเกต

จากกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในระดับบุคคลแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและความเข้มแข็งในชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในพิธีอย่างกระตือรือร้น เป็นสัญญาณที่ดีในการส่งต่อประเพณีและคุณค่าทางวัฒนธรรมแก่คนรุ่นต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องในการเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่า ประชาชนชาวไทยเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-10% โดยเฉพาะกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา มีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศกว่า 12 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • รายงานสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567

  • อัมพิกา จิณะเสน

  • นายอภิชาต กันธิยะเขียว

  • นางวนิดาพร ธิวงศ์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ศรัทธาเชียงราย! สรงน้ำพระธาตุดอนชัย เสริมสิริมงคลชุมชน

พิธีสรงน้ำพระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน เชียงรายสืบสานศรัทธา สะท้อนรากวัฒนธรรมล้านนา

ศรัทธาที่หยั่งรากลึกสืบสานประเพณีแห่งล้านนา

เชียงราย, 9 พฤษภาคม 2568 – ณ วัดป่าอ้อดอนชัย ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ “พิธีสมโภชสรงน้ำพระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน” ขึ้นในค่ำวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.30 น. โดยมี นายอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธี

พิธีนี้นับเป็นอีกหนึ่งการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมล้านนาที่ชาวเชียงรายร่วมกันรักษาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชนในท้องถิ่น

 

บทบาทของชุมชนในงานบุญท้องถิ่น

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ คณะสงฆ์วัดป่าอ้อดอนชัย, คณะกรรมการวัด, และ คณะศรัทธาจาก 4 หมู่บ้าน ได้แก่

  • หมู่ 10 บ้านป่าตึง
  • หมู่ 1 บ้านป่าอ้อ
  • หมู่ 12 บ้านสันทรายยาว
  • หมู่ 21 บ้านประตูล้อ

โดยมี นายสุฐาน อ้ายขอดแก้ว กำนันตำบลป่าอ้อดอนชัย พร้อมด้วยฝ่ายปกครองในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี เพื่อแสดงความเคารพและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม

ความพร้อมเพรียงของทั้งภาคประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น สะท้อนถึงพลังแห่งการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมที่มีชีวิตอย่างแท้จริง

 

ความหมายแห่งพิธีสรงน้ำพระธาตุ

พิธีสรงน้ำพระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน มิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความเคารพในพระพุทธศาสนา และความศรัทธาต่อพระธาตุที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงทางจิตใจของชาวล้านนา

การสรงน้ำพระธาตุในแต่ละปีจึงถือเป็นกิจกรรมมงคลของตำบลป่าอ้อดอนชัย ที่ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันจัดขึ้น โดยมีพระสงฆ์ผู้ทรงศีล และพระเถรานุเถระจำนวน 10 รูปมาประกอบพิธีกรรม ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ และสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่า

วัดป่าอ้อดอนชัย ศูนย์กลางจิตวิญญาณของชุมชน

วัดป่าอ้อดอนชัย เป็นวัดสำคัญในเขตอำเภอเมืองเชียงราย มีบทบาทไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา การศึกษาอบรมธรรมะ การอบรมเยาวชน และการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจ

พระธาตุดอนชัยไตรรัตนาธิษฐาน ภายในวัด เป็นองค์พระธาตุที่ชาวบ้านให้ความเคารพสูงสุด โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ได้สรงน้ำบูชาจะได้รับอานิสงส์แห่งความเป็นสิริมงคล และขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดีจากชีวิต

ในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมพิธีมากกว่า 500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่และเยาวชนรุ่นใหม่ที่มาร่วมสืบสานประเพณี พร้อมทั้งนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ทราบข่าวจากช่องทางออนไลน์

 

บทบาทของวัฒนธรรมกับการพัฒนาสังคมเชียงราย

เชียงรายในฐานะเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และศรัทธา กำลังใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน

พิธีสรงน้ำพระธาตุ เช่นเดียวกับเทศกาลประจำปีต่าง ๆ อาทิ ปอยหลวง สรงน้ำพระ รำลึกวีรชน และงานผูกเสี่ยว ฯลฯ ล้วนเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงพลังแห่งความร่วมมือและการส่งต่อมรดกทางจิตวิญญาณ

ในทางเศรษฐกิจ งานบุญงานประเพณียังส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระดับฐานราก ทั้งในรูปแบบของการบริจาค การจำหน่ายสินค้าในงาน และการท่องเที่ยวในชุมชน

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีที่หลอมรวมเยาวชนกับผู้สูงอายุ ให้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมอย่างมีความหมาย สร้างการเรียนรู้แบบพหุวัฒนธรรม ที่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

 

สถิติที่เกี่ยวข้อง ณ พฤษภาคม 2568

  • จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย: 1,398 แห่ง (ที่มา: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย)
  • วัดที่จัดพิธีสรงน้ำพระธาตุประจำปี: 273 แห่ง (สำรวจโดยฝ่ายวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย)
  • ผู้เข้าร่วมงานบุญในเชียงรายต่อปี: ประมาณ 85,000 คน (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด)
  • มูลค่าการหมุนเวียนเศรษฐกิจจากงานบุญท้องถิ่นในแต่ละปีในเชียงราย: ประมาณ 128 ล้านบาท (ข้อมูลจากกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจฐานราก ม.ราชภัฏเชียงราย)
  • สัดส่วนเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาในตำบลป่าอ้อดอนชัย: 62% ของประชากรวัยเรียน (ที่มา: ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • วัดป่าอ้อดอนชัย ต.ป่าอ้อดอนชัย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจฐานราก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายยกระดับชุมชน พัฒนาสินค้า บริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เดินหน้าโครงการพัฒนาศักยภาพสุดยอดชุมชนคุณธรรมและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ประจำปี 2568

เชียงราย, 7 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และเครือข่ายชุมชนยลวิถี เดินหน้าพัฒนาศักยภาพชุมชนและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand: CPOT) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมุ่งยกระดับชุมชนท้องถิ่นให้เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับเป็น Soft Power ของจังหวัด

กิจกรรมจัดขึ้น ณ ห้องประชุมวัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก พระไพศาลประชาทร วิ. (ท่านเจ้าคุณพบโชค ติสสวังโส) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการและกล่าวสัมโมทนียกถา รวมทั้งมี นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการและวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ พร้อมต้อนรับเครือข่ายจากชุมชนยลวิถีหลากหลายพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

ยกระดับ CPOT สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับพื้นที่

วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการในปีนี้ มุ่งเน้นการต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยของชุมชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ CPOT ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งตลาดภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเน้นการออกแบบ การเล่าเรื่อง การสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรมควบคู่กับมิติความงามและการใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน

สุดยอดชุมชนคุณธรรม 4 ปีซ้อน ร่วมกิจกรรมเต็มรูปแบบ

ภายใต้โครงการครั้งนี้ มีชุมชนต้นแบบและเครือข่ายเข้าร่วมรวม 7 กลุ่ม ได้แก่

  1. ชุมชนยลวิถีบ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2564)
  2. ชุมชนยลวิถีบ้านเมืองรวง อำเภอเมืองเชียงราย (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2565)
  3. ชุมชนยลวิถีวัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2566)
  4. ชุมชนยลวิถีวัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย (สุดยอดชุมชนฯ ปี 2567)
  5. ชุมชนยลวิถีบ้านสันทางหลวง อำเภอแม่จัน (สุดยอดชุมชนระดับจังหวัด ปี 2568)
  6. เครือข่ายผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จังหวัดเชียงราย
  7. เครือข่ายนักเรียนนักเล่าเรื่อง โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

รวมจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิต นักพัฒนา นักการศึกษา และเยาวชนในพื้นที่

กิจกรรมพัฒนาศักยภาพและต่อยอดองค์ความรู้เชิงสร้างสรรค์

กิจกรรมสำคัญภายในโครงการประกอบด้วย

  • การบรรยายเรื่อง “การเป็นเจ้าบ้านที่ดี” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐรกานต์ คำใจวุฒิ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย เพื่อยกระดับมาตรฐานการต้อนรับนักท่องเที่ยวของชุมชนให้มีความพร้อมทั้งด้านทัศนคติและการให้บริการ
  • การบรรยายเรื่อง “การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชไมพร รัตนเจริญชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย มุ่งเน้นกระบวนการพัฒนา CPOT ให้เชื่อมโยงกับตลาดและสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

แนวโน้ม CPOT เชียงราย จากท้องถิ่นสู่สากล

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพสูงในด้านผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น งานหัตถกรรมไม้สัก ผ้าทอพื้นเมือง สมุนไพร ภูมิปัญญาอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์เชิงศิลปะที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาเข้าสู่ระบบ CPOT อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงกับเทศกาลวัฒนธรรม การประกวด และงานแสดงสินค้าระดับประเทศ

การสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรมและความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ กำลังผลักดันให้เชียงรายเป็น “ต้นแบบการท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงคุณภาพ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ตามนโยบาย Soft Power ระดับชาติ

วิเคราะห์และข้อเสนอเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

จากการดำเนินโครงการและผลการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่าความสำเร็จของ CPOT ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ

  1. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ – ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และความปลอดภัย
  2. เรื่องราวและอัตลักษณ์ – ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จคือผลิตภัณฑ์ที่สามารถสื่อสารเรื่องราวของชุมชนได้อย่างชัดเจน
  3. ช่องทางการตลาด – จำเป็นต้องมีการจัดจำหน่ายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมกลยุทธ์การสื่อสารที่ทันสมัย

ดังนั้น การสร้างระบบสนับสนุนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การบรรจุภัณฑ์ การทำตลาด และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป

สถิติและข้อมูลประกอบข่าว

  • จังหวัดเชียงรายมี ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จำนวนกว่า 128 รายการ ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงวัฒนธรรม (ข้อมูลปี 2567)
  • จำนวนชุมชนคุณธรรมในจังหวัดเชียงรายรวมทั้งสิ้น 182 ชุมชน (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, 2567)
  • การท่องเที่ยวในชุมชนยลวิถีในจังหวัดเชียงรายปี 2566 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 170,000 คน สร้างรายได้รวมกว่า 65 ล้านบาท
  • ผลิตภัณฑ์ CPOT ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้น ร้อยละ 18 ในปี 2566 (ข้อมูลจากระบบติดตามของกระทรวงวัฒนธรรม)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กระทรวงวัฒนธรรม, ระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT Database)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วธ. จับมือ 111 ศิลปินเชียงราย Art for Earth สะท้อนวิกฤตโลก

เชียงราย ART FOR EARTH 2025 ศิลปะร่วมสมัยเพื่อปลุกพลังสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกสังคม

เปิดม่านศิลปะร่วมสมัยกลางหุบเขาเชียงราย

เชียงราย,7 พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายกลายเป็นศูนย์กลางแห่งพลังสร้างสรรค์ เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับศิลปินร่วมสมัยกว่า 111 คน เปิดนิทรรศการ CHIANG RAI ART FOR EARTH 2025 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย พร้อมด้วยผลงานศิลปะกว่า 140 ชิ้น ถ่ายทอดเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากภัยพิบัติผ่านมุมมองศิลปะที่ลึกซึ้ง

ศิลปะร่วมสมัย Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนทุนวัฒนธรรมและสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะร่วมสมัย เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยในระดับนานาชาติ การรวมตัวของศิลปินทั่วประเทศในโครงการนี้ ถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

ปลุกพลังเยาวชนผ่านศิลปะ เปลี่ยนโลกด้วยพู่กัน

โครงการครั้งนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมกับศิลปิน ไม่เพียงแต่เป็นผู้ชม แต่ยังเป็นผู้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกร้อน น้ำท่วม ภัยพิบัติ และผลกระทบต่อชุมชน เช่น กรณีน้ำท่วมเชียงรายปี 2567 ที่ส่งผลกระทบประชาชนกว่า 500,000 คน และสร้างความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาท

รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ แรงบันดาลใจเบื้องหลังโครงการ

รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินร่วมสมัยผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะไทย เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการจัดนิทรรศการครั้งนี้ ด้วยความตั้งใจจะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนให้ง่ายต่อความเข้าใจและเข้าถึงจิตใจคนทุกกลุ่ม

กิจกรรมสร้างสรรค์และการเรียนรู้เพื่อสังคม

โครงการนี้ประกอบด้วยกิจกรรมมากมาย ได้แก่

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการ
  • การเสวนาออนไลน์ทั่วประเทศ
  • การแสดงบทกวีและดนตรีสร้างแรงบันดาลใจ
  • นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่จริงและออนไลน์
  • การจัดทำหนังสือรวมผลงานเพื่อเผยแพร่ทั่วประเทศ

ศิลปะสร้างสังคม เปลี่ยนความคิด สู่วิธีปฏิบัติ

เป้าหมายของโครงการไม่ใช่แค่ความงามเชิงศิลป์ หากแต่ต้องการ

  1. สื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ
  2. กระตุ้นการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างเครือข่ายศิลปินและนักวิชาการ
  4. ยกระดับบทบาทของศิลปะร่วมสมัยเพื่อสังคม

พลังศิลปะในภาคเหนือ เชียงรายคือหัวใจ

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับด้วยความภาคภูมิใจว่า เชียงรายเป็นเมืองแห่งศิลปะ โดยเคยเป็นเจ้าภาพงาน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และโครงการ ART FOR EARTH ครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหม่อีกครั้ง พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และสร้างบุคลากรทางศิลปะรุ่นใหม่

สถานที่และระยะเวลาดำเนินการ

  • วันที่ 3 – 5 พฤษภาคม: ณ หอศิลป์ศรีดอนมูล อาร์ต สเปซ อ.เชียงแสน
  • วันที่ 7 – 31 พฤษภาคม: ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย

ศิลปะคือพลังที่เปลี่ยนแปลงโลกได้จริง

โครงการ CHIANG RAI ART FOR EARTH 2025 คือเวทีที่ศิลปินนำความรู้สึก ความคิด และพลังแห่งศิลปะมาหล่อหลอมเป็นพลังบวกให้สังคม ได้ตระหนักและลงมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • น้ำท่วมเชียงรายปี 2567 ส่งผลกระทบกว่า 500,000 คน
  • ความเสียหายจากน้ำท่วมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)
  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเขตเมืองเชียงรายในช่วงฤดูแล้งปี 2567 สูงกว่าค่ามาตรฐาน WHO กว่า 2.5 เท่า (ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (www.disaster.go.th)
  • สำนักงานศิลปะร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (www.ocac.go.th)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“Art for Earth” เชียงราย 111 ศิลปิน รวมพลัง สร้างงานรักษ์โลก

Art for Earth 2025 จุดเปลี่ยนพลังศิลปะเพื่อโลก ณ เชียงราย

พลังศิลปะร่วมสมัยสู่การเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – โครงการ “Art for Earth” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศรีดอนมูล อาร์ต สเปซ (Sridonmoon Art Space) อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดย รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ได้รับการสนับสนุนหลักจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมการร่วมมือจากหลายภาคี ทั้ง Bangkok Art Biennale Foundation, ThaiBev, Master Plan 101, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM), สมาคมขัวศิลปะ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

โครงการนี้มุ่งเป้าเพื่อปลุกพลังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะ พร้อมถ่ายทอดแนวคิด “รักษ์โลก” ไปสู่สาธารณชน

รวมตัวศิลปินแห่งชาติ สร้างพลังศิลป์เพื่อสิ่งแวดล้อม

ศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดังระดับประเทศจำนวน 111 คน เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2568 โดยมีเป้าหมายให้ศิลปะเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดขยะ ลดการทำลายธรรมชาติ และร่วมฟื้นฟูโลกใบนี้อย่างจริงจัง

อาจารย์ศรีวรรณกล่าวว่า “งานศิลปะไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือพลังที่ปลุกเร้าความรู้สึกภายในให้ผู้คนลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง”

พิธีเปิดโครงการและความร่วมมือหลายภาคส่วน

พิธีเปิดโครงการมีการกล่าวแสดงความยินดีจาก อาจารย์ ดร.นฤมล โชติเวช และกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย ศาตรเมธร ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ และ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมทำพิธีตัดริบบิ้นเปิดโครงการอย่างสมเกียรติ

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมสู่รูปธรรม

ศิลปะที่ไม่เพียงงดงาม แต่มีเป้าหมายเพื่อโลก

ผลงานศิลปะทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นในโครงการจะถูกจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2568 ระหว่างเวลา 09:00 – 17:30 น. (ปิดวันจันทร์) โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานจะนำไปสนับสนุนหน่วยงานที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเชียงราย

แนวคิดเบื้องหลังคือ การให้ศิลปะทำหน้าที่ไม่เพียงแต่ “พูดแทนธรรมชาติ” แต่ยัง “สร้างการเปลี่ยนแปลง” อย่างเป็นรูปธรรม

โลกที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ

ปัญหาโลกร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตขยะทะเล เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน เกิดขึ้นจากความไม่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนในทุกทิศทาง ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และการสูญเสียของสิ่งมีชีวิต งานนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อปลุกเร้าความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และการลงมือทำของผู้คนทั่วประเทศ

Chiangrai Art for Earth จุดเชื่อมโยงศิลปะกับธรรมชาติ

โครงการ “Chiangrai Art for Earth 2025” คือเวทีที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ใช้ศิลปะเป็นภาษาสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือสถานะ ทุกคนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และมีส่วนร่วมได้

แนวคิดหลักของงานครั้งนี้คือการสร้าง “ประสบการณ์ร่วม” ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

กิจกรรมที่จัดขึ้นภายในโครงการ

ภายในงานมีทั้งเวิร์กช็อปสร้างงานศิลปะ การเสวนาเรื่องศิลปะกับสิ่งแวดล้อม การเปิดเวทีให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้แสดงผลงานและแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมผ่านงานศิลป์

กิจกรรมทุกอย่างดำเนินภายใต้แนวทางของความร่วมมือ การเคารพธรรมชาติ และการเรียนรู้จากศิลปินรุ่นใหญ่สู่รุ่นใหม่

เสียงจากศิลปิน ศิลปะคือเครื่องมือปลุกจิตสำนึก

ศิลปินหลายท่านเห็นตรงกันว่า “ศิลปะคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการปลุกจิตสำนึกของมนุษย์” เพราะมันเข้าไปถึงใจโดยไม่ต้องแปล

บางชิ้นงานสะท้อนความปวดร้าวของธรรมชาติ บางชิ้นเน้นภาพโลกในอนาคตหากไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง บางชิ้นเผยความงามของธรรมชาติที่ยังพอมีให้รักษา

การตอบรับจากประชาชนและผู้ร่วมชมงาน

ประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ และตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายคนแสดงความตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวัน เช่น ลดพลาสติก เลือกซื้อของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนศิลปินที่มีเป้าหมายเพื่อโลก

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ปี 2567 ประเทศไทยมีปริมาณขยะทะเลสูงถึง 52,000 ตัน/ปี
  • รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ปี 2567 มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีถึง 1.3 องศาเซลเซียส
  • ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามลภาวะทางอากาศคร่าชีวิตคนไทยประมาณ 50,000 คนต่อปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ

  • กรมอุตุนิยมวิทยา

  • WHO 2024

  • พิสันต์ จันทร์ศิลป์
  • Sridonmoon Art Space
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ. ยกฉัตรเจดีย์ วัดห้วยก้าง เสริมสิริมงคล

เชียงรายจัดยิ่งใหญ่ พิธียกฉัตรเจดีย์วัดห้วยก้าง ประชาชนแห่ร่วมขอพรเพื่อความสิริมงคล

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – ณ วัดห้วยก้าง ตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดพิธียกฉัตรเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระครูโกศลกิจจานุกิจ (บุญมา) เจ้าคณะอำเภอพญาเม็งราย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พุทธศาสนิกชน และประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมพิธีเพื่อขอพร เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

พิธียกฉัตรเจดีย์ในครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยศรัทธาและความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจากทั่วทั้งจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างคับคั่ง

จุดเริ่มต้นและความสำคัญของพิธียกฉัตรเจดีย์

ฉัตร ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรแห่งพระรัตนตรัย อันหมายถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การยกฉัตรขึ้นประดิษฐานบนยอดเจดีย์จึงถือเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีความหมายถึงการสักการะบูชาพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังแสดงถึงการรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

วัดห้วยก้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพญาเม็งรายและใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือมาอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดพิธียกฉัตรครั้งนี้จึงได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ต่างพร้อมใจกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

บรรยากาศในพิธีและกิจกรรมภายในงาน

ภายในพิธีเริ่มต้นด้วยพิธีสงฆ์ พระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าสู่พิธียกฉัตรเจดีย์ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ทำพิธีถวายเครื่องสักการะบูชา และร่วมประกอบพิธีทางศาสนากับพระครูโกศลกิจจานุกิจ (บุญมา) เจ้าคณะอำเภอพญาเม็งราย

พิธียกฉัตรเจดีย์ดำเนินไปด้วยความสง่างาม มีการเชิญฉัตรที่ประดับตกแต่งด้วยวัสดุอันประณีตงดงาม ขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดเจดีย์ ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ และเสียงอธิษฐานขอพรจากประชาชนที่มาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก หลังจากพิธีกรรมสำเร็จลุล่วง ประชาชนที่มาร่วมงานต่างพร้อมใจกันกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด เพื่อความสงบสุขและเป็นมงคลในชีวิต

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น การแสดงดนตรีพื้นบ้าน การจัดเลี้ยงอาหารแบบท้องถิ่น เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองระหว่างคนในชุมชน อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนพูดคุย และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย

การอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวภายในงานว่า การจัดพิธียกฉัตรเจดีย์ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสืบทอดขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงามแล้ว ยังเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน และส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์นี้อีกด้วย

พระครูโกศลกิจจานุกิจ (บุญมา) เจ้าคณะอำเภอพญาเม็งราย ได้กล่าวเสริมว่า การที่ชาวบ้านและหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดพิธีกรรมทางศาสนาเช่นนี้ ถือเป็นการบ่มเพาะจิตสำนึกให้ประชาชนมีความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียว และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทางด้านจิตใจอีกด้วย

วิเคราะห์ผลดีของการจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมในชุมชน

การจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมเช่นพิธียกฉัตรเจดีย์นี้ มีส่วนสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงทางจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างเผชิญกับความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอื่นๆ กิจกรรมเช่นนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาความเครียด และสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เข้าร่วมพิธี

อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังและส่งเสริมค่านิยมทางสังคมที่ดีงาม เช่น การมีน้ำใจ การแบ่งปัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้มีความยั่งยืนในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนาในจังหวัดเชียงราย

จากข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2567) พบว่า ในแต่ละปี จังหวัดเชียงรายมีการจัดพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมกว่า 500 ครั้งต่อปี โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

บทสรุปและแนวทางในอนาคต

พิธียกฉัตรเจดีย์วัดห้วยก้างครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย โดยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และคณะสงฆ์ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วจังหวัดเชียงรายในอนาคต เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและความยั่งยืนของวัฒนธรรมประเพณีไทยต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2567), รายงานประจำปี 2567
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (2567), รายงานกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมประจำปี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายแฟชั่นโลก ผสานผ้าชาติพันธุ์ สร้างแบรนด์ดัง

โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3 เปิดอบรมออกแบบผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างแบรนด์เชียงรายสู่ตลาดโลก

เชียงราย, 25 เมษายน 2568 – จังหวัดเชียงราย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา จัดอบรมครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3 เพื่อส่งเสริมการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างสรรค์ “เชียงรายแบรนด์” สู่เวทีโลก งานนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบแฟชั่น พร้อมสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

มรดกผ้าทอและความสำคัญของเชียงราย

จังหวัดเชียงราย ถือเป็นศูนย์กลางของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เช่น ไทลื้อ ไทใหญ่ ลาหู่ และกะเหรี่ยง ซึ่งแต่ละกลุ่มมีเอกลักษณ์ด้านศิลปะการทอผ้าที่สืบทอดมานานหลายศตวรรษ ผ้าทอเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของชุมชน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าในตลาดโลกได้

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การทอผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับความสนใจจากนักออกแบบและแบรนด์แฟชั่นระดับสากล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่โดยคงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมยังคงเป็นความท้าทาย โครงการ Chiang Rai Fashion to the World จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นเวทีที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายในการสร้าง “เชียงรายแบรนด์” ที่โดดเด่นในระดับสากล และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นผ่านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจ

การอบรมออกแบบผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ณ ห้อง Studio 1 พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดอบรมครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อขับเคลื่อน นโยบายที่ 7 ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (TCDC) สร้างเชียงรายแบรนด์สู่ตลาดโลก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3

งานนี้ได้รับเกียรติจาก นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และบริษัท เวลคัม ทู เชียงราย จำกัด (TRADER CHIANG RAI) ซึ่งร่วมกันจัดการอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มผู้เข้าร่วมที่ประกอบด้วย:

  • นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ
  • นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • นักออกแบบและดีไซเนอร์เยาวชนรุ่นใหม่

การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการออกแบบผ้าทอของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยผสมผสานความรู้ด้านวัฒนธรรมและเทคนิคการผลิตเข้ากับแนวคิดสมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เนื้อหาการอบรมประกอบด้วย:

  1. การบรรยายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ้าทอชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง โดย รศ.ดร.พลวัต ประพัฒน์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของผ้าทอในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงความหมายของลวดลายและสีสันที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชุมชน
  2. การบรรยายเทคนิคการทอผ้าจากช่างฝีมือท้องถิ่น โดย นายกฤตพงศ์ แจ่มจันทร์ ช่างทอผ้าผู้มากประสบการณ์ ซึ่งถ่ายทอดเทคนิคการทอผ้าแบบดั้งเดิมและวิธีการปรับใช้เทคนิคเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์สมัยใหม่

ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับโอกาสในการลงมือปฏิบัติจริง โดยได้ทดลองออกแบบลวดลายและสร้างชิ้นงานต้นแบบจากผ้าทอชาติพันธุ์ ผลงานที่โดดเด่นจากการอบรมจะถูกคัดเลือกเพื่อพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เชียงราย และนำไปจำหน่ายในงานแสดงแฟชั่นของโครงการในอนาคต

ผลกระทบต่อชุมชนและเยาวชน

โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3 ไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบของเยาวชน แต่ยังมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสให้กับชุมชนชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยนักเรียนโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพ และนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จะถูกนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการสร้างวงจรแห่งโอกาสที่ยั่งยืน

นอกจากการอบรม ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมเชียงรายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น:

  • พิธีสืบชะตาเสริมบุญญาบารมี ณ วัดพระธาตุดอยเวา ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่แสดงถึงความผูกพันของชุมชนกับความเชื่อและศาสนา
  • การเยี่ยมชมและช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น ณ ร้าน Welcome to Chiang Rai Shop (TRADER CHIANG RAI) ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าจากผู้ประกอบการเชียงราย ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวเชียงรายอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่น ขณะเดียวกัน การที่นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติและนักศึกษาท้องถิ่นทำงานร่วมกันยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเยาวชนจากหลากหลายพื้นเพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

ความท้าทายและโอกาส

โครงการ Chiang Rai Fashion to the World Season 3 สะท้อนถึงความพยายามในการผสมผสานมรดกวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังเผชิญกับความท้าทายและโอกาสในหลายมิติ:

มิติด้านวัฒนธรรม การอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมและป้องกันการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่ไม่เหมาะสม การให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความหมายของผ้าทอจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเคารพในมรดกของชุมชนชาติพันธุ์

มิติด้านเศรษฐกิจ การผลักดัน “เชียงรายแบรนด์” สู่ตลาดโลกต้องเผชิญกับการแข่งขันจากแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ ที่ใช้ผ้าทอจากภูมิภาคต่างๆ การสร้างจุดเด่นที่แตกต่าง เช่น การเน้นเรื่องราวของชุมชนชาติพันธุ์และความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์

มิติด้านการศึกษาและชุมชน การที่รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ถูกนำไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กชาติพันธุ์เป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการพัฒนาชุมชน อย่างไรก็ตาม การขยายผลกระทบของโครงการให้ครอบคลุมชุมชนชาติพันธุ์ในวงกว้างมากขึ้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป

โอกาสที่สำคัญของโครงการนี้คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ การที่เยาวชนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในโครงการจะช่วยสร้างผู้นำด้านการออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝั่ง

ความคาดหวังของชุมชนชาติพันธุ์
ชุมชนชาติพันธุ์อาจคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มรายได้และรักษามรดกวัฒนธรรมของตนไว้ได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน พวกเขาอาจกังวลว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์อาจทำให้สูญเสียความหมายดั้งเดิมของผ้าทอ หรือไม่สามารถเข้าถึงชุมชนในวงกว้างได้

ความพยายามของหน่วยงานและเยาวชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และบริษัท เวลคัม ทู เชียงราย แสดงถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการศึกษาเยาวชน การที่นักเรียนและนักศึกษามีส่วนร่วมในการออกแบบผลิตภัณฑ์แสดงถึงความตั้งใจในการสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ทัศนคติ ความคาดหวังของชุมชนชาติพันธุ์ในเรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลและควรได้รับการตอบสนองผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ความพยายามของหน่วยงานและเยาวชนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเชียงรายสู่เวทีโลก การแก้ไขปัญหาควรเน้นที่การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งขยายโอกาสให้ชุมชนชาติพันธุ์มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของโครงการ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. มูลค่าตลาดแฟชั่นผ้าทอในประเทศไทย ในปี 2567 ตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าทอและแฟชั่นพื้นบ้านในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 35% (ที่มา: รายงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, 2567)
  2. จำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงราย จังหวัดเชียงรายมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 10 กลุ่ม คิดเป็นประชากรประมาณ 20% ของประชากรทั้งจังหวัด หรือราว 250,000 คน (ที่มา: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2566)
  3. การมีส่วนร่วมของเยาวชนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การสำรวจของ TCDC ในปี 2566 พบว่า 70% ของเยาวชนอายุ 15–25 ปีในประเทศไทยสนใจงานด้านการออกแบบและศิลปะ แต่มีเพียง 20% ที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ (ที่มา: รายงานการสำรวจเยาวชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์, TCDC, 2566)
  4. ผลกระทบของการศึกษาต่อชุมชนชาติพันธุ์ องค์การยูเนสโกระบุว่า การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในชุมชนชาติพันธุ์สามารถลดอัตราการยากจนได้ถึง 30% ภายในหนึ่งชั่วอายุคน (ที่มา: UNESCO Education Report, 2023)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)

  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

  • ศูนย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (TCDC)

  • องค์การยูเนสโก (UNESCO)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วันผู้สูงอายุ-ครอบครัวอบอุ่น เชียงรายชู “คุณค่า” มอบ 38 รางวัล

เชียงรายจัดยิ่งใหญ่ วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว 2568

เชียงรายรวมพลังหนุนคุณค่าผู้สูงอายุ

เชียงราย,เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 – โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย จัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “คุณค่าผู้สูงวัย สานสายใยพลังครอบครัว” ณ โรงแรมลักษวรรณ รีสอร์ท อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงตัวแทนภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ส่งเสริมความรัก-อบอุ่น สร้างสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณค่า

งานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงอายุ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างความรัก ความอบอุ่น และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลในครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสถาบันครอบครัวไทยให้เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของทุกคนในสังคม

กิจกรรมหลากหลาย สะท้อนภูมิปัญญาผู้สูงวัย

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น การจัดบูธนิทรรศการคลังปัญญาผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์จากผู้สูงอายุ และนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ “เคล็ดลับการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย และการเอาใจใส่ของครอบครัว” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ร่วมงานทุกกลุ่มอายุ

พิธีรดน้ำดำหัวและขอพรผู้สูงอายุ

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของงานคือ การรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้สูงอายุ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพรักและความกตัญญูกตเวที โดยมีพระครูปิยวรรณพิพัฒน์ ดร. ประธานเครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำกล่าวสัมโมทนียกถาในหัวข้อ “คุณค่าผู้สูงวัย สานสายใยครอบครัว” เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุในครอบครัวและสังคม

มอบรางวัลเกียรติยศ เชิดชูบุคคลต้นแบบ

ในโอกาสนี้มีการมอบรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและหน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและครอบครัว จำนวน 38 ราย ได้แก่ ผู้สูงอายุแบบอย่างดีเด่น ผู้สูงอายุดีเด่นของสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุดีเด่น ครอบครัวร่มเย็น บุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนดีเด่น และบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนในจังหวัดเชียงราย

ผู้ว่าฯ ย้ำ ครอบครัวเข้มแข็งสู่สังคมยั่งยืน

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของครอบครัวและผู้สูงวัย โดยกล่าวว่า “การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ครอบครัวเป็นสถาบันหลักที่อบอุ่นและมั่นคง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสังคมในระยะยาว”

สถิติผู้สูงอายุของประเทศไทยและเชียงราย

จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ทั้งสิ้นประมาณ 13.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด โดยจังหวัดเชียงรายมีผู้สูงอายุรวมกว่า 300,000 คน หรือร้อยละ 21 ของประชากรทั้งจังหวัด (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567)

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและความเข้มแข็งของครอบครัว ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการสร้างสังคมไทยที่มีความยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกวัย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE