Categories
NEWS UPDATE

ไม่คุมคอนเทนต์แต่คุมผู้ว่าจ้าง! ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์คุม Finfluencer หวังคุ้มครองนักลงทุนมากกว่าจำกัดเสรีภาพ

ก.ล.ต.เดินหน้า “Responsible Voice” จัดระเบียบ ยุคตลาดอินอินฟลูเอนเซอร์ 16 ล้านราย ภายใต้โจทย์คุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าควบคุมคอนเทนต์

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้เป็น “กระแสหลักของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเสพข่าว หาความบันเทิง หรือเลือกซื้อสินค้า เสียงของ “อินฟลูเอนเซอร์” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญที่กำหนดความคิด การตัดสินใจ และแม้กระทั่งความเสี่ยงทางการเงินและสุขภาพของผู้คนโดยตรง

แม้ประเทศไทยจะมีอินฟลูเอนเซอร์ทุกระดับรวมกันมากกว่า 16 ล้านราย ตั้งแต่มืออาชีพกว่า 3 แสนราย ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์และผู้ทำ Affiliate อีกหลายล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนงบโฆษณาที่เทไปสู่ Influencer Marketing พุ่งจากราว 15.5% และมีแนวโน้มแตะระดับ 21% ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดในปีหน้า แต่คำถามที่ท้าทายไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตคือ “เราปล่อยให้ความไว้ใจทำงานเกินขอบเขตความปลอดภัยไปแล้วหรือยัง?”

เมื่อคอนเทนต์ที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทชวนคุยบนหน้าฟีด แท้จริงเป็นคำแนะนำด้าน “การลงทุน” หรือ “สุขภาพ” ที่อาจไม่มีใบอนุญาต ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ยอดไลก์ที่หายไป แต่คือ ชีวิต ออมทรัพย์ และโอกาสทางการเงินของครัวเรือนไทยนับไม่ถ้วน

ภายใต้ภาพใหญ่นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังขยับตัวครั้งสำคัญ ผ่านโครงการ “Responsible Voice” และชุดเกณฑ์ใหม่ที่เล็งเป้าไปที่ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แทนการพุ่งตรงไปที่การออกใบอนุญาตให้ครีเอเตอร์ – แนวทางที่สะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบความไว้ใจ” โดยไม่ฆ่าพื้นที่สร้างสรรค์บนออนไลน์ให้ตายไปพร้อมกัน

อินฟลูเอนเซอร์ จากเพื่อนในฟีด สู่ผู้ชี้ชะตาการเงินและสุขภาพ

หากมองย้อนกลับไปในระยะไม่กี่ปี “อินฟลูเอนเซอร์” เคยถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยเล่าเรื่องสินค้าให้สนุกและเข้าถึงง่ายกว่าโฆษณาแบบเดิม แต่ในวันนี้ น้ำหนักของ “คำพูด” บนหน้าจอมือถือกลับกลายเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจในเรื่องที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมมาก

ในโลกที่ผู้บริโภคจำนวนมากเชื่อว่า “คำแนะนำจากคนที่เราติดตาม” น่าเชื่อถือกว่าป้ายโฆษณาหรือสื่อหลัก ความผูกพันในระดับเพื่อนสนิทจึงกลายเป็นดาบสองคม – ยิ่งเชื่อมาก ยิ่งเปราะบาง หากข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อคอนเทนต์ด้าน การเงิน” และ “สุขภาพ” ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยผู้ที่อาจไม่มีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตวิชาชีพ ทำให้คำถามเรื่อง “เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับความปลอดภัยของผู้บริโภค” ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะที่ จีน เลือกขีดเส้นให้คมชัด โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือเรื่องจริงจังอื่นๆ ต้องแสดงใบอนุญาตวิชาชีพหรือปริญญาที่เกี่ยวข้อง ก่อนสื่อสารในหัวข้อดังกล่าว และหากฝ่าฝืนอาจเผชิญโทษปรับสูงถึงราว 4.5 แสนบาท อีกทั้งยังห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพในลักษณะโฆษณาแฝง พร้อมบังคับให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Weibo และ Bilibili ต้องร่วมตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์ด้วย

คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่านี้?”

ก.ล.ต. ใช้ AI สแกนโลกโซเชียล ก่อนออกเกณฑ์ใหม่คุมฟินฟลูเอนเซอร์

ฝั่งตลาดทุนไทยไม่ได้ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ก.ล.ต. เริ่มต้นด้วยการทำงานเชิงวิจัยและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กวาดเนื้อหาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อดูพฤติกรรมของกลุ่ม Finfluencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินที่มีบทบาทสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนรายย่อย

ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารทั่วไป แต่มีบางส่วนที่ให้คำแนะนำการลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจง และบางส่วนเข้าข่ายมี ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) เช่น มีสปอนเซอร์หรือรับค่าตอบแทนจากผู้ประกอบธุรกิจ แต่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ติดตามทราบอย่างชัดเจน

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า กฎเกณฑ์เดิมไม่ทันรูปแบบการสื่อสารใหม่ ก.ล.ต. จึงเริ่มต้นจากการทำ Gap Analysis แล้วนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์โฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในสินทรัพย์ดิจิทัล (DA)

แก่นของการปรับปรุงครั้งนี้คือ ย้ายภาระความรับผิดชอบกลับไปที่ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่เป็นผู้ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้สร้างคอนเทนต์เพียงฝ่ายเดียว

“Responsible Voice” – จากแนวคิดคุมใบอนุญาต สู่โมเดล “ดูแลเสียงที่ทรงอิทธิพล”

ในเวทีสัมภาษณ์กับสื่อด้านเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้นำ “งานวิจัย” มาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบายมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5–6 ปี และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคจากการใช้ผลงานวิจัยพัฒนามาตรการที่นำไปใช้ได้จริง

สำหรับการกำกับดูแล Finfluencers นั้น ก.ล.ต. เลือกไม่เดินตามแนวทาง “บังคับออกใบอนุญาต” แบบเข้มที่สุด แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตลาดเติบโตอย่างไร้กรอบ กลับกันจึงออกแบบแนวทางสายกลางผ่านโครงการ “Responsible Voice” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่

  • ใช้ “อิทธิพลของ Finfluencers” ไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ลงทุนมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
  • เชิญกลุ่ม Finfluencers ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเข้าร่วมโครงการ ทำงานเชื่อมโยงกับผู้กำกับดูแลอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน คปภ.
  • จัดอบรมมาแล้ว 2 รุ่น ครอบคลุมเพจและกลุ่มรวม 75 ราย ที่มีผู้ติดตามรวมราว 14 ล้านราย
  • บางรายเมื่อเห็นความเสี่ยงของคอนเทนต์ตัวเอง ก็เลือกปิดเพจหรือยุติเนื้อหาที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายเอง

แม้ ก.ล.ต. จะไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนต้องเลือกใช้เฉพาะ Finfluencers ที่อยู่ในโครงการนี้ แต่ก็เชื่อว่าการมี ตรารับรองเชิงคุณค่า” จะช่วยสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าร่วมในระยะยาว

แนวคิดนี้สะท้อนว่า หน่วยงานกำกับเลือกใช้ การดูแลด้วยความร่วมมือ” (co-regulation) มากกว่าการควบคุมแบบสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว

เกณฑ์ใหม่เล็งเป้าผู้ประกอบธุรกิจ คัด เลือก คุม เปิดเผย

อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ที่เจาะจงไปยัง “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวจริง

หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

  1. คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาอย่างรอบคอบ
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา (รวมถึง Finfluencer) ที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เลือกจากยอดผู้ติดตามหรือกระแสเพียงอย่างเดียว
  2. ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
    ต้องมีสัญญาที่ระบุชัดเจนว่า ผู้จัดทำโฆษณาต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของ ก.ล.ต. ทั้งเรื่องความถูกต้อง การไม่ชวนเชื่อเกินจริง และการเปิดเผยความเสี่ยง
  3. ควบคุมดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามกฎ ไม่ปล่อยให้คอนเทนต์ออกไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง เช่น กรณีโฆษณาคริปโทในวงกว้างที่อาจผิดหลักเกณฑ์
  4. เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสบนโซเชียลมีเดีย
    เมื่อเป็นคอนเทนต์ที่ถูกว่าจ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนในคำอธิบายโพสต์ (description) หรือ caption ว่าเป็นโฆษณาโดยผู้ประกอบธุรกิจรายใด เพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความคิดเห็นส่วนตัว”

หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ จะถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบงาน ซึ่งอาจนำไปสู่คำสั่งให้แก้ไข ปรับปรุง หรือแม้แต่บทลงโทษทางการเงินตามความเหมาะสม

เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ช่วงปลายปี ก่อนมีผลบังคับจริงในไตรมาสแรกของปีหน้า พร้อมกับการย้ำเตือนว่า หาก Finfluencer ให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง แต่มีพฤติกรรมเข้าข่ายให้ข้อมูลบิดเบือนหรือให้คำปรึกษาโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ได้อยู่เช่นเดิม

นักวิชาการเสนอ “ดูแลไม่ใช่ควบคุม” ยืนยันตัวตน – ยกระดับจริยธรรมวิชาชีพอินฟลูเอนเซอร์

ในอีกฟากหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าการออกกติกาเพื่อกำกับอินฟลูเอนเซอร์ควรตั้งต้นจาก “หลักการคุ้มครองผู้บริโภค” เป็นสำคัญ

เขามองว่า หากมองผ่านกรอบดังกล่าว การกำกับดิจิทัลครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า ผู้บริโภคจะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และราคายุติธรรม โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากข้อความที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

  • ให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้จากผู้บริโภคหรือจากการโฆษณา ต้องผ่านกระบวนการ “ยืนยันตัวตน” (KYC) คล้ายผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิทัลทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ
  • กำกับเฉพาะเนื้อหาที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น สุขภาพ การเงิน หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ให้ต้องผ่านมาตรฐานความถูกต้อง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่เข้มข้นกว่าเนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป
  • ใช้คำว่า ดูแล” แทน “ควบคุม” เพื่อให้เกิดความร่วมมือมากกว่าความต้านทาน โดยเป้าหมายหลักคือ
    • คัดคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
    • ส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหาคุณภาพมีมาตรฐานสูงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านที่ดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้บทบาทของพวกเขาจะอยู่ระหว่าง “สื่อ” และ “ผู้ประกอบการ” ที่แสวงหาผลกำไรจากการโปรโมตสินค้า กฎหมายที่ใช้อยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่คือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรูปแบบการทำงานแบบอัลกอริทึม หรือโครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ของครีเอเตอร์

เขาจึงเสนอให้ภาครัฐหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาจรรยาบรรณให้อุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเองในระดับหนึ่ง ซึ่งจะยืดหยุ่นกว่าและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น พร้อมทั้งใช้ “แรงจูงใจเชิงบวก” เช่น ระบบรับรองหรือรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีจริยธรรมควบคู่กับบทลงโทษสำหรับผู้ที่ชี้นำสังคมในทางที่ผิด

มุมมองจากเอเจนซีสื่อ ต้องมีกฎ แต่ห้ามดึงจนขาด

ด้าน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและซีอีโอ มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย มองว่า ประเทศไทย “ขยับตัวช้ากว่าสถานการณ์จริง” ในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้หน่วยงานบางแห่ง เช่น ก.ล.ต. หรือแพทยสภา จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม

เขาชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นยังมองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คนไทยกลับใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น โครงสร้างหลักของ Social Commerce และการกำหนดค่านิยมทางสังคม เมื่อรวมกับระดับ Media Literacy ของผู้บริโภคที่ยังไม่แข็งแรง ความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดหรือการแนะนำที่ละเมิดจริยธรรมจึงสูงเป็นพิเศษ

ภวัตสนับสนุนแนวคิดการจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ โดยเสนอว่าควรมี “เจ้าภาพหลัก” เช่น กสทช. ซึ่งดูแลโครงสร้างการสื่อสารของประเทศ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การเงิน และสื่อ เพื่อออกแบบ “แผนแม่บทการกำกับดูแล” ที่ไม่ตึงจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่หลวมจนปล่อยให้สังคมเผชิญความเสี่ยง

เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองกลุ่มใหญ่

  • เนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง – ให้เสรีภาพสูง
  • เนื้อหากลุ่มเสี่ยง เช่น สุขภาพ ความงาม การเงิน – ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกควรมีใบรับรองวิชาชีพ หรืออย่างน้อยต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็น “ความคิดเห็นส่วนบุคคล”

สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การร่างกฎ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ให้จริงจัง และ กติกาที่ชัดเจนจะยกระดับคุณค่าของอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง ที่รู้จริงและรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่ผู้เล่นที่หวังแต่ยอดวิวระยะสั้นจะต้องระมัดระวังมากขึ้น

บทเรียนจากจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ โลกกำลังทดลองกรอบใหม่ของ “อิทธิพล”

ในระดับสากล การจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นโจทย์ของไทยประเทศเดียว

  • จีน เลือกใช้แนวทางที่เข้มงวดและชัดเจน ผ่านกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานไซเบอร์สเปซ (CAC) บังคับให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการเงิน สุขภาพ กฎหมาย และการศึกษา ต้องมีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และบังคับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ช่วยตรวจสอบ
  • เกาหลีใต้ พิจารณากฎหมายจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังหรือกล่าวหาในเชิงลบต่อประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลมองว่า “เนื้อหาออนไลน์” สามารถกระทบความมั่นคงทางสังคมได้จริง
  • สหรัฐฯ กลับเดินเข้าอีกทิศหนึ่ง เมื่อแพลตฟอร์มบางแห่งผ่อนคลายมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ผลคือ พ็อดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายรายกลับมีน้ำหนักทางความคิดสูงขึ้น ในขณะที่สื่อดั้งเดิมถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือ

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนคำถามร่วมกันของทั้งโลกว่า เราจะรักษาเสรีภาพในการพูด โดยไม่ปล่อยให้ความไม่รู้และข้อมูลบิดเบือนทำร้ายสังคมได้อย่างไร?”

จาก “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” สู่ยุคครีเอเตอร์มืออาชีพ 200,000 ราย

คำกล่าวของ คมสันต์ แซ่ลี ซีอีโอ Flash Express ที่ว่า “ในอนาคตอินฟลูเอนเซอร์จะหายไป” อาจฟังดูสุดโต่งในครั้งแรก แต่เมื่อแยกชั้นความหมาย จะพบว่าเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน “สามยุค” ของอีคอมเมิร์ซ

  1. ยุคโรงงานส่งตรง – สินค้าจากโรงงานถึงผู้บริโภคในราคาต่ำสุด
  2. ยุคอินฟลูเอนเซอร์ / KOL – ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากคนที่ติดตาม
  3. ยุคอัลกอริทึมและ AI – แพลตฟอร์มใช้ข้อมูลและระบบแนะนำช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ทำให้บทบาท “คนกลาง” บางประเภทลดลง

ในมุมนี้ “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” จึงไม่ใช่การหายไปของผู้มีอิทธิพล แต่เป็นการ เปลี่ยนบทบาทจาก “ใครก็ตามที่พูดเก่ง” ไปสู่ “คนที่สร้างแบรนด์ สร้างคุณค่า และมีฐานแฟนจริง”

รายงานคาดการณ์เชิงกลยุทธ์เรื่องจำนวน KOLs และ Influencers ในไทยปี 2568 ชี้ว่า

  • ปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Creator) รวมราว 9 ล้านคน
  • แต่บัญชี KOL/Influencer ระดับมืออาชีพที่ถูกบริหารในระบบ Martech มีเพียงประมาณ 20,000 บัญชี
  • ภายในปี 2568 คาดว่าจำนวนดังกล่าวจะขยายเป็น มากกว่า 200,000 บัญชี – ไม่ใช่เพราะจู่ ๆ มีอินฟลูเอนเซอร์เพิ่ม 900% แต่เพราะตลาดเริ่ม จัดระบบและทำให้หางยาว (Nano/Micro) เป็นมืออาชีพ” โดยใช้ AI และ Big Data ช่วยคัดเลือกและบริหารแคมเปญ

พร้อมกันนั้น มูลค่าตลาด Influencer Marketing ในปี 2567 ประเมินอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อราว 25% ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์โดยรวมแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทและเติบโตเร็วกว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จะ “สิ้นสุด” แต่กำลังถูกยกชั้นสู่การเป็น “วิชาชีพ” ที่ต้องแข่งขันด้วยความรู้ ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรม มากกว่าการสร้างกระแสชั่วคราว

ผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลาดทุน และอนาคตเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทย

การเดินหน้าของ ก.ล.ต. ผ่านโครงการ Responsible Voice และหลักเกณฑ์ใหม่ที่มุ่งไปยังผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ไม่ได้มีผลเฉพาะกับ Finfluencer แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของการตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ “อิทธิพลบนโลกออนไลน์” เพื่อขายสินค้าหรือชี้นำการตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง

สำหรับผู้บริโภค
กรอบกติกาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หมายถึงโอกาสในการได้รับข้อมูลที่โปร่งใสขึ้น เห็นได้ว่าคอนเทนต์ใดเป็นโฆษณา คอนเทนต์ใดเป็นความเห็นส่วนบุคคล และใครคือผู้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็ยังต้องพัฒนาทักษะ Media Literacy ของตนเอง เพื่อไม่ให้ “ความไว้วางใจ” กลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและแบรนด์
ยุคที่แบรนด์เลือกใช้เพียง Mega Influencer ไม่กี่รายกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ต้องบริหาร พอร์ตอินฟลูเอนเซอร์” ทั้ง Nano, Micro, Macro อย่างเป็นระบบ การมีเกณฑ์กำกับชัดเจน แม้จะเพิ่มต้นทุนการตรวจสอบและการทำสัญญา แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงในระยะยาว

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์เอง
ผู้ที่สามารถรักษา “ความจริงใจ” ควบคู่กับความโปร่งใสในการเปิดเผยสปอนเซอร์ รักษามาตรฐานข้อมูล และยอมรับการถูกตรวจสอบ จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่ ในขณะที่ผู้ที่อาศัยเพียงดราม่าและการชี้นำโดยขาดความรับผิดชอบจะถูกคัดออกจากระบบโดยกลไกทั้งภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้บริโภคเอง

ในระยะยาว การยกระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ จะมีส่วนช่วยให้ Creator Economy ไทยมีฐานที่มั่นคงขึ้น ใช้ Soft Power ด้านคอนเทนต์ ผลักดันธุรกิจไทยไปสู่ตลาดภูมิภาคได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในประเทศตัวเอง

จัดระเบียบความไว้ใจ ก่อนตลาดโตเร็วกว่ากติกา

เรื่องราวของฟินฟลูเอนเซอร์และโครงการ Responsible Voice ที่เริ่มขยับจากเวทีเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเรื่อง “กฎใหม่ของ ก.ล.ต.” แต่เป็นจุดเริ่มของการตั้งคำถามต่อทั้งระบบว่า

“ในโลกที่ใครก็พูดได้ ใครก็ขายได้ เราจะรักษาเสรีภาพไว้ โดยไม่ทิ้งผู้บริโภคให้เดินลำพังในดงคอนเทนต์ที่เราไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์กันแน่?”

ท่ามกลางตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านราย งบการตลาดที่กำลังไหลบ่า และเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่เติบโตเร็วเกินกว่ากฎหมายจะไล่ทัน การเลือกเดินบนทางสายกลางของ ก.ล.ต. ที่ผสานการใช้เทคโนโลยี AI การออกเกณฑ์คุมผู้ประกอบธุรกิจ และการสร้างเครือข่าย “เสียงที่รับผิดชอบ” อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดระเบียบ “ความไว้ใจ” ให้เติบโตคู่ไปกับ “ความปลอดภัย” ของสังคม

ความท้าทายต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การเขียนกฎให้ครบทุกบรรทัด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วน – หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริโภค – เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการดูแลพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์ร่วมกัน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน “อิทธิพล” ก็ยังคงอยู่ตราบใดที่มนุษย์ต้องการฟังเสียงจากคนที่ไว้ใจได้ และคำถามสำคัญของยุคนี้คือ เราจะทำให้เสียงเหล่านั้น “รับผิดชอบ” มากพอที่จะอยู่กับเราไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • นายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
  • THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับ Finfluencers, ก.ล.ต. และ Responsible Voice
  • The Economic Times
  • The Korea Times
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

Downtown MC ขนฮาร์เลย์ 300 คันบุกเชียงราย! มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทย

กลุ่มมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ระดับชาติ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี” จัดทริปใหญ่เชียงราย 700 คน มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทยที่แบ่งปันสู่สังคม

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 — ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของหน้าหนาวภาคเหนือ ขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 300 คันจากทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงรายอย่างคับคั่ง ภายใต้ชื่อ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี ไทยแลนด์” (Downtown MC Thailand) หนึ่งในชมรมมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ของประเทศที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วไทยถึง 800 คน เพื่อร่วมทริปท่องเที่ยวสายบุญและคืนกำไรสู่สังคมในช่วงวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยวตามแบบฉบับของกลุ่มไบค์เกอร์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์ในไทย จากภาพลักษณ์เดิมที่มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ก้าวร้าว มาสู่การเป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกต่อสังคม พร้อมคืนกำไรและสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

ทริปใหญ่แห่งปี เส้นทางสายเหนือที่เปี่ยมความหมาย

สำหรับสมาชิกของ Downtown MC Thailand ที่เดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจาก 8 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ Downtown MC The North (ภาคเหนือ), The South (ภาคใต้), The North East (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), The East (ภาคตะวันออก), The Central Region (ภาคกลาง) และแม้กระทั่งสาขาระหว่างประเทศอย่าง Australia, San Diego และ Lao P.D.R.

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” หนึ่งในตัวแทนของชมรมที่ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความประทับใจว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ ขอบคุณพี่น้องเชียงรายที่น่ารักมากๆ ยังไงก็ฝากกราบขออภัยเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะเรามีสมาชิกทั่วประเทศ 800 คน 800 คัน และครั้งนี้สมาชิกสายเหนือเป็นผู้ดำเนินการจัดการ”

สำหรับทริปเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่ชมรมจัดขึ้นสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยปีที่แล้วได้จัดที่จังหวัดน่าน และครั้งนี้ได้เลือกเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทาง มีสมาชิกเดินทางมาร่วมกว่า 700 คน โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันประมาณ 300 คัน รวมถึงมีสมาชิกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและสมาชิกจากภาคใต้สุดอย่างจังหวัดยะลาเดินทางมาร่วมด้วย

การเดินทางที่ท้าทาย กว่า 700 กิโลเมตรบนเส้นทางสองล้อ

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” เล่าถึงเส้นทางการเดินทางว่าตนเองขับขี่มอเตอร์ไซค์มาจากกรุงเทพมหานครระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และความรักในกิจกรรมกลุ่ม “เราชื่นชอบในการขี่มอไซค์ จากกรุงเทพฯ 700 กว่ากิโลมาเชียงราย” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

การเดินทางในลักษณะขบวนใหญ่ของกลุ่มมอเตอร์ไซค์นับร้อยคัน ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องเสียงดังจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชมรมได้แสดงความเข้าใจและขออภัยอย่างจริงใจ “ฝากขอโทษและขอบคุณพี่น้องชาวเชียงรายที่น่ารักมากต้อนรับดี ทักร้านเลยครับ” เขากล่าวทิ้งท้าย

องค์ประกอบของสมาชิกคนมีที่แบ่งปัน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือองค์ประกอบของสมาชิกภายในชมรม ซึ่งส่วนใหญ่ถึง 90% เป็นเจ้าของกิจการ ทำให้กลุ่มนี้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคม “คนที่มางานส่วนมาก เจ้าของกิจการ 90% เราแบ่งปัน ช่วยเหลือ ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่” อ้วน ดาวน์ทาวน์ อธิบาย

ความเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมไบค์เกอร์ในไทย จากอดีตที่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่อาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนอกกฎหมายในบางบริบท มาสู่ยุคปัจจุบันที่ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มีการศึกษาดี และต้องการใช้งานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานหนัก

กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม มอบทุนกว่า 130,000 บาท

หัวใจสำคัญของทริปครั้งนี้คือกิจกรรมเพื่อสังคมที่กลุ่มได้เตรียมการมาอย่างดี โดยได้ประสานงานกับวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่

รายการบริจาคในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. ทุนสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนบ้านสันกลาง มูลค่า 100,000 บาท — เป็นทุนหลักที่จะช่วยพัฒนาสุขาภิบาลพื้นฐานให้กับนักเรียน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโรงเรียนชนบทที่อาจขาดแคลนงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  2. หมวกกันน็อค มูลค่า 15,000 บาท — การมอบหมวกกันน็อคสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กลุ่มไบค์เกอร์เองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่จึงเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ
  3. อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา มูลค่า 15,000 บาท — การพัฒนาทักษะด้านกีฬาและสนับสนุนการศึกษาเป็นการลงทุนในอนาคตของเยาวชน โดยอุปกรณ์กีฬาจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนทุนการศึกษาจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 130,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ชมรมยังได้ขอบคุณวัดร่องขุ่นที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

วัดร่องขุ่น แลนด์มาร์กแห่งเชียงรายที่เป็นฉากหลังของกิจกรรม

วัดร่องขุ่น หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักในชื่อ “White Temple” เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วัดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยกระจกสีเงินแวววาว สะท้อนแสงระยิบระยับในยามที่แสงแดดส่องถึง โดยอาจารย์เฉลิมชัยได้อธิบายไว้ว่า สีขาวหมายถึงพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนกระจกขาวหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

วัดร่องขุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยติดอันดับเป็นหนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในโลกหลายครั้งจากการจัดอันดับของสื่อนานาชาติ สถาปัตยกรรมที่งดงามและแนวคิดที่ลึกซึ้งทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงราย และเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนภาคเหนือ

กิจกรรมในช่วง 3 วัน เที่ยว กิน พัก และทำบุญ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สมาชิกของ Downtown MC Thailand ได้วางแผนกิจกรรมอย่างครบครัน โดยในวันที่ 5-6 ธันวาคม สมาชิกได้พักที่โรงแรมเฮอริเทจ (Heritage Hotel) เชียงราย ซึ่งเป็นโรงแรมระดับมาตรฐานที่รองรับกลุ่มใหญ่ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม กลุ่มได้จัดกิจกรรมสรังสรรค์ร่วมกันที่ร้านอาหารในตัวเมืองเชียงราย โดยมีสมาชิกกว่า 700 คนร่วมทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกจากแต่ละภูมิภาคได้พบปะและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ กลุ่มยังได้วางแผนเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย อาทิ ดอยต่างๆ วัดสวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างดอยเชียงดาว ผาฮี้ และอื่นๆ โดย “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ระบุว่า “มี ทำบุญตามที่ลง เพจไปครับ จัดท่องเที่ยวต่อไปตามดอยต่างๆ วัดสวยงาม มีไปดอยเชียงดาว ผาฮี้ไปอีก”

สำหรับการเดินทางกลับ สมาชิกส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับในวันที่ 7 ธันวาคม แต่ก็มีสมาชิกบางส่วนที่ต่อเที่ยวยาวกว่านั้น เพื่อสำรวจความงดงามของภาคเหนือเพิ่มเติม

ขบวนรถ 200 กว่าคัน ภาพที่น่าประทับใจบนท้องถนนเชียงราย

หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวคือการเห็นขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์กว่า 200 คันเดินทางไปยังวัดร่องขุ่น ซึ่ง “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้โพสต์ข้อความว่า “200 กว่าลำ กำลังไป วัดร่องขุ่น ปลอดภัยทุกท่าน ขออภัยในมลภาวะทางเสียงอีกครั้ง เราอยากมาชื่นชมความสวยงามของเชียงรายจริงๆ”

ข้อความนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มที่ต้องการเป็นแขกที่ดี แม้จะสร้างเสียงดังบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยและเคารพกฎจราจร

Downtown MC Thailand ประวัติและวัฒนธรรมของชมรม

Downtown MC Thailand หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า DTMC เป็นชมรมมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 โดยมีสมาชิกก่อตั้งเริ่มแรก 270 คน และได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกกว่า 800 คนในปัจจุบัน กระจายอยู่ทั่วประเทศและมีสาขาในต่างประเทศด้วย

อัตลักษณ์ของกลุ่มคือ “ความเป็นตัวตนที่ไร้ซึ่งขอบเขตในการใช้ชีวิต” ด้วยการปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่มีสีสัน ทันสมัย และศิวิไลซ์ สีประจำชมรมคือ สีดำและสีทอง (หรือเครื่องยนต์สีทอง) และใช้เลข 19 เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมาจากวันเกิดของกลุ่ม (วันที่ 9 เดือนที่ 1)

สโลแกนของกลุ่มคือ “ยุครุ่งเรืองของชนชั้นวัยรุ่น” และ “พวกเซียนเค้าไม่เรียนบทเดิม” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการไบค์เกอร์ไทย โดยเน้นความสนุกสนาน ไม่ต้องมีพิธีรีตองที่ซับซ้อน และสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการจัดกิจกรรมที่ทันสมัย

ปรัชญาของกลุ่มคือ “ไม่เน้นยศ ไม่มีตำแหน่ง” แต่เต็มไปด้วยมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความจริงใจ โดยใช้จิตสำนึกพื้นฐานในการทำกิจกรรมกลุ่ม และช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นค่านิยมที่แตกต่างจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิมที่อาจมีลำดับชั้นและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด

ไบค์เกอร์ไทยยุคใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมสู่การสร้างสรรค์สังคม

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย ในอดีต กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฮาร์เลย์-เดวิดสัน มักถูกมองด้วยความหวาดระแวง บางครั้งเชื่อมโยงกับกลุ่มอันธพาลหรือแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก กลุ่มไบค์เกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักธุรกิจ แพทย์ ทนายความ และผู้ที่มีการศึกษาสูง ซึ่งใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน

มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นยี่ห้อที่มีราคาสูงและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่น้อย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและฐานะทางสังคมในระดับหนึ่ง การเป็นเจ้าของรถฮาร์เลย์จึงแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการเงิน และการเข้าร่วมชมรมฮาร์เลย์ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มไบค์เกอร์ยุคใหม่ยังมีจิตสำนึกในการคืนกำไรสู่สังคม ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมของ Downtown MC Thailand ที่ไม่เพียงแต่จัดทริปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางทุกครั้ง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าการท่องเที่ยว

การเดินทางของกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เช่นนี้มิได้สร้างแต่เพียงความสนุกสนานให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ การที่มีนักท่องเที่ยว 700 คนพักค้างคืน 2 คืนในจังหวัดเชียงราย หมายถึงรายได้จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากคำนวณเบื้องต้นโดยประมาณ สมาชิกแต่ละคนอาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน รวมแล้วอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงรายได้มากกว่า 3.5-7 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการมอบทุนและอุปกรณ์มูลค่า 130,000 บาท

นอกจากนี้ การที่สมาชิกของชมรมกลับไปแล้วพูดถึงความประทับใจในจังหวัดเชียงราย ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีคุณค่า อาจกระตุ้นให้คนในเครือข่ายของพวกเขาสนใจมาเที่ยวเชียงรายในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้าง soft power ด้านการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ บทเรียนสำคัญ

การเดินทางเป็นขบวนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คัน ย่อมมีความท้าทายด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวของภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่าการเดินทางครั้งนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ไม่มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ

ความสำเร็จด้านความปลอดภัยนี้มาจากการเตรียมตัวที่ดี การมีผู้นำกลุ่มที่มีประสบการณ์ และความมีวินัยของสมาชิกในการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ การที่กลุ่มมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่ ยังสะท้อนถึงความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยที่พวกเขาต้องการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ข้อควรพิจารณาสำหรับอนาคต

แม้ว่ากิจกรรมครั้งนี้จะได้รับการต้อนรับและสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการให้ความสำคัญ การที่มีมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คันเดินทางมาพร้อมกัน หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศจำนวนหนึ่ง รวมถึงมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ชมรมได้รับรู้และขอโทษเรื่องเสียงรบกวน พร้อมทั้งชดเชยด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะเป็นแขกที่ดี สำหรับอนาคต อาจมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดจำนวนรถในแต่ละขบวน หรือการเลือกใช้เส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด

เชียงราย จุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยว

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวแบบนี้ ด้วยความมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัดวาอารามที่สวยงาม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ วัฒนธรรมชนเผ่าที่น่าสนใจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเชียงรายมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่น ดังที่ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” กล่าวถึงว่า “พี่น้องชาวเชียงรายน่ารักมากต้อนรับดี” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องการกลับมาเยือนอีก

นอกจากนี้ เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ มายังเชียงราย เป็นเส้นทางที่ท้าทายและน่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ โดยเฉพาะการผ่านภูเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง ทำให้การเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าจดจำ

แนวโน้มในอนาคต ทริปสลับหมุนเวียนทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่ได้รับ Downtown MC Thailand มีนโยบายจัดทริปใหญ่ประจำปีโดยสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค ปีที่แล้วจัดที่จังหวัดน่าน ปีนี้จัดที่เชียงราย ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีการจัดทริปในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

รูปแบบการท่องเที่ยวแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ ทั้งการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ การทำให้สมาชิกได้รู้จักประเทศของตนเองมากขึ้น และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่

สำหรับจังหวัดต่างๆ การได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มในรูปแบบของการมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับโรงเรียนและชุมชน

โมเดลใหม่ของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวและใช้จ่าย แต่ยังคืนกำไรสู่ชุมชนในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม

การมอบทุนสร้างห้องน้ำ หมวกกันน็อค และอุปกรณ์กีฬา รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท อาจดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนักสำหรับกลุ่มที่มีสมาชิก 800 คน แต่สำหรับโรงเรียนบ้านสันกลางและชุมชนท้องถิ่น เงินจำนวนนี้มีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่กลุ่มไบค์เกอร์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความมีวินัย และการใส่ใจต่อชุมชน ยังช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย จากภาพเดิมที่อาจเป็นลบ มาสู่ภาพที่เป็นบวกและสร้างแรงบันดาลใจ

สุดท้ายนี้ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้ทิ้งข้อความที่ชวนให้คิดไว้ว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความประทับใจในความงดงามของเชียงรายอย่างแท้จริง และ “ขอให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดี” ซึ่งเป็นคำอวยพรที่แสดงถึงความหวังดีต่อทุกคนที่เดินทาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การสัมภาษณ์โดยตรง — ข้อมูลจากการสนทนากับ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ตัวแทนของ Downtown MC Thailand โดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568
  • เพจ Facebook: Downtown MC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • วัดร่องขุ่น (White Temple) Official
  • ข้อมูลชุมชนและโรงเรียน — โรงเรียนบ้านสันกลาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้รับการสนับสนุนดาวน์ทาวน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

CLEAR Sky จากดอยตุงโมเดลสู่ลุ่มน้ำโขง ไทยใช้เชียงรายเป็นห้องปฏิบัติการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

กต.–ทส. เลือกเชียงรายเป็นเวที “ฟ้าใส” อาเซียน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ CLEAR Sky แก้หมอกควันข้ามแดน สร้างโมเดลเชิงปฏิบัติการจากพื้นที่จริงสู่ระดับภูมิภาค

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางท้องฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยคลุมด้วยม่านหมอกควันในทุกฤดูแล้ง จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ห้องปฏิบัติการนโยบาย” ด้านสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกันจัดโครงการหารือขับเคลื่อนความร่วมมือตามแผนปฏิบัติการร่วมภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ขึ้นที่โรงแรมเดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568

การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีสัมมนาทางวิชาการ หากแต่เป็นการทดลอง “ทูตเชิงปฏิบัติการ” (operational diplomacy) เพื่อแปลงคำมั่นทางการเมืองในแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action – JPOA 2024–2030 หรือ 2567–2573) ให้กลายเป็นมาตรการและกลไกที่จับต้องได้ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งทุกฝ่ายประเมินตรงกันว่าความเสี่ยงยังคงสูง

เชียงราย ด่านหน้าของปัญหา กลายเป็นด่านหน้าของทางออก

บรรยากาศการประชุมในห้องประชุมริมแม่น้ำกกมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 คน จากทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้แทนจากชุมชนในพื้นที่ โดยมีนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิด ขณะที่นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและรายงานภาพรวมการดำเนินงานของจังหวัดในการลดการเผาในที่โล่งและไฟป่าในช่วงปีที่ผ่านมา

จุดเด่นของเวทีครั้งนี้อยู่ที่ “สถานที่จัด” ไม่ไช่เพียง “เนื้อหาประชุม” เชียงรายคือหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพื้นที่ภายในประเทศและไฟป่าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจังหวัดที่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาใช้แนวทางบูรณาการ ทั้งด้านการจัดการป่า การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข จนสามารถนำเสนอเป็นกรณีศึกษาเชิงปฏิบัติการในการประชุมครั้งนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้รายงานว่า จังหวัดได้แบ่ง “กลุ่มป่าเสี่ยงเผาไหม้” ออกเป็น 14 กลุ่ม โดยเชียงรายอยู่ในกลุ่มป่าศรีลานนา–ขุนตาล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงและวางแผนควบคุมไฟได้ตรงจุด พร้อมทั้งใช้มาตรการเข้มข้น “เผาจริง จับจริง” ควบคู่กับการ “ตัดสิทธิ์เกษตรกร” ที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากรัฐ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดยังได้จัดเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น (Clean Room)” และ “พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)” เพื่อรองรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในช่วงค่าฝุ่น PM2.5 สูง ถือเป็นการบูรณาการมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกับนโยบายด้านสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

จากแผนบนกระดาษสู่การทูตภาคสนาม CLEAR Sky Strategy คืออะไร

ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยเสนอขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืนในกรอบความร่วมมือระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบน และได้ขยายผลเข้าสู่กรอบอาเซียน ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วม JPOA 2024–2030 (2567–2573)

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 5 เสาหลัก ภายใต้คำย่อ C.L.E.A.R. ได้แก่

  • C – Continued Commitment
    ความมุ่งมั่นต่อเนื่องและความรับผิดชอบร่วมกัน ในการลดจุดความร้อนและการเผาในที่โล่งตามเป้าหมายที่เคยรับรองร่วมกันในเวทีระดับภูมิภาค
  • L – Leveraging Mechanisms
    การใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น กรอบอาเซียน กลไกคณะกรรมการชายแดน และเวทีทวิภาคี เพื่อเพิ่ม “แรงกดดันเชิงบวก” ให้ประเทศคู่ภาคีดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม
  • E – Experience Sharing
    การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี ทั้งด้านกฎหมาย การจัดการพื้นที่ และโมเดลการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดแรงจูงใจในการเผา เช่น โมเดลดอยตุง
  • A – Air Quality Network
    การพัฒนาเครือข่ายคุณภาพอากาศ การติดตามและพยากรณ์มลพิษอย่างแม่นยำ เพื่อใช้วางแผนป้องกันและสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชน
  • R – Effective Response
    การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤตหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การดับไฟป่าไปจนถึงการดูแลสุขภาพของประชาชน

ในการประชุมที่เชียงราย เสาหลักทั้ง 5 ถูกถอดออกมาเป็น “วาระการหารือ” ผ่านเวทีเสวนา 2 ช่วงใหญ่ คือ (1) แนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส และ (2) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

เสียงสะท้อนจากสามประเทศลุ่มน้ำโขง จากตัวเลขจุดความร้อนสู่ความรับผิดชอบร่วม

หนึ่งในหัวใจของการประชุมครั้งนี้ คือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมา และแผนเตรียมการรองรับสถานการณ์หมอกควันในช่วงต้นปี 2569

นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานภาพรวมการดำเนินการของไทย ทั้งในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ โดยเชื่อมโยงกับตัวเลขการลด “จุดความร้อนสะสม” ในป่าและพื้นที่เสี่ยงเผา ซึ่งในช่วงปี 2567 ไทยสามารถลดจำนวนจุดความร้อนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน นายซาน อู อธิบดีกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา และนางเตือนจิต อลุนละสี รองอธิบดีสถาบันด้านชีวเทคโนโลยีและระบบนิเวศของ สปป.ลาว ได้นำเสนอความพยายามในการลดการเผาในที่โล่ง การเพิ่มการลาดตระเวนไฟป่า และการร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสร้างกลไกป้องกันก่อนเกิดเหตุ

การรายงานดังกล่าวทำให้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ถ้อยแถลงทางการเมือง” แต่เริ่มมีลักษณะคล้าย “ระบบติดตามและประเมินผลร่วม” ที่ทุกประเทศต้องออกมารายงานความคืบหน้าบนเวทีเดียวกัน เป็นแรงกดดันในเชิงสร้างสรรค์ ให้ทุกภาคีต้องเร่งเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำในที่ประชุมว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะสำเร็จไม่ได้ หากขาด “การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” ตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาคเอกชน ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องแปลงยุทธศาสตร์ฟ้าใสให้เป็นเครื่องมือที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงกรอบเอกสารในระดับรัฐบาลกลาง

เชียงรายในฐานะ “ต้นแบบปฏิบัติการ” จากแผนที่กลุ่มป่าถึงห้องปลอดฝุ่น

ในเวทีหารือ ผู้แทนจังหวัดเชียงรายได้นำเสนอรูปแบบการทำงานที่ถูกหยิบยกให้เป็น “โมเดลต้นแบบ” สำหรับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่ต้นทางมลพิษในประเทศเพื่อนบ้าน

มาตรการสำคัญของเชียงรายประกอบด้วย

  1. การจัดการพื้นที่เสี่ยงเชิงระบบ
    จังหวัดได้แบ่งกลุ่มป่าเสี่ยงไฟออกเป็น 14 กลุ่ม โดยอยู่ภายใต้กลุ่มป่าศรีลานนา–ขุนตาล เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ต้องจัดการเชื้อเพลิงและลาดตระเวนก่อน และใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) ประกอบการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ
  2. มาตรการทางเศรษฐกิจและกฎหมายควบคู่กัน
    นโยบาย “เผาจริง จับจริง” และ “ตัดสิทธิ์เกษตรกรจากโครงการของรัฐ” ถูกใช้เป็นมาตรการยับยั้งเชิงโครงสร้าง ไม่เพียงแต่ปรับเป็นเงิน แต่กระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในระยะยาว ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด
  3. การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรทดแทนการเผา
    จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เศษซัง ฟาง ใบข้าว หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปผลิตปุ๋ยชีวภาพ วัสดุคลุมดิน หรือเชื้อเพลิงชีวมวล แทนการเผาทิ้งในที่โล่ง
  4. การเตรียมพร้อมด้านสาธารณสุข
    การจัดตั้งห้องปลอดฝุ่นและพื้นที่ปลอดภัยในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลสำคัญ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกในการลดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

มาตรการเหล่านี้ได้รับการยกขึ้นในเวทีเสวนาเป็นตัวอย่างของการ “บูรณาการระดับจังหวัด” ที่ผสานเครื่องมือทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้แทนจากลาวและเมียนมาแสดงความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโมเดลการใช้ “มาตรการตัดสิทธิ์ทางเศรษฐกิจ” แทนการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

จากดอยตุงสู่ลุ่มน้ำโขง ใช้เศรษฐกิจพืชยืนต้นแก้ปัญหาที่ราก

อีกหนึ่งไฮไลต์ของโครงการครั้งนี้ คือ การนำคณะผู้แทนจากทั้งสามประเทศ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการพัฒนาดอยตุง ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

ดอยตุงคือกรณีศึกษา “เปลี่ยนภูเขาไฟเป็นภูเขาเขียว” ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ จากอดีตพื้นที่ปลูกฝิ่นและการถางป่าเผาป่า กลายมาเป็นพื้นที่ปลูกพืชยืนต้นและพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้ชุมชน เช่น แมคคาเดเมีย กาแฟ และพืชสวนหลากชนิด

โมเดลดอยตุงถูกเสนอให้เป็น “ตัวอย่างเชิงรูปธรรม” ของเสาหลัก E – Experience Sharing ในยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการปราบปรามได้ แต่ต้อง “เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของชุมชน” จากระบบที่พึ่งพาไฟและการเผา ไปสู่ระบบที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรที่ได้รับการฟื้นฟู

องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) แสดงบทบาทสำคัญในฐานะ “พันธมิตรด้านเทคนิคและการเงิน” ที่พร้อมสนับสนุนการขยายผลโมเดลการพัฒนาลักษณะเดียวกับดอยตุงไปยังพื้นที่ในลาวและเมียนมา ซึ่งมีโครงสร้างภูมิประเทศและสภาพเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน

ร่วมมือข้ามพรมแดน จากอาเซียนสู่เครือข่ายพันธมิตรนานาชาติ

ภายในงานยังมีผู้แทนจากกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้อินโดนีเซีย สถาบัน Chinese Research Academy of Environmental Sciences (CRAES – จีน) ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ประเทศอย่างอินโดนีเซียและสิงคโปร์มีประสบการณ์ยาวนานในการจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่าและพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน การนำบทเรียนจากกรอบความตกลงหมอกควันข้ามแดนอาเซียน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution – AATHP) มาเปรียบเทียบกับบริบทของลุ่มน้ำโขง ช่วยให้การออกแบบกลไกใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสมีความเป็นไปได้และสอดคล้องกับมาตรฐานสากรมากขึ้น

ด้าน CRAES จากจีน มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านแบบจำลองการแพร่กระจายมลพิษและการสร้างเครือข่ายติดตามคุณภาพอากาศระดับภูมิภาค ขณะที่ JICA และ GIZ สนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและเทคนิคในการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน การจัดการเชื้อเพลิง และการสร้างขีดความสามารถให้หน่วยงานท้องถิ่นในสามประเทศ

การเข้ามาของพันธมิตรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ได้เป็นเพียงกรอบความร่วมมือ “สามประเทศ” แต่กำลังขยายตัวเป็น “แพลตฟอร์มความร่วมมือพหุภาคี” ที่เชื่อมโยงผู้เล่นระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้าด้วยกัน

สื่อสารถึงรากหญ้า คลิป “หยุดเผา ฟ้าใส ไร้มลพิษ” 3 ภาษา

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ถูกเปิดตัวในการประชุมครั้งนี้ คือ คลิปรณรงค์ “หยุดเผา ฟ้าใส ไร้มลพิษ” ซึ่งผลิตขึ้นใน 3 ภาษา คือ ไทย ลาว และเมียนมา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชายแดนได้อย่างแท้จริง

สารหลักของคลิปมุ่งเน้นให้เห็น “ต้นทุนที่แท้จริงของการเผา” ทั้งต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของชุมชน พร้อมทั้งชูตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่ไม่ต้องใช้ไฟในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และทางเลือกด้านพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การสื่อสารในภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศช่วยลดช่องว่างด้านวัฒนธรรมและทำให้สารรณรงค์เข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความท้าทายข้างหน้า จากเชียงรายสู่ลุ่มน้ำโขง

แม้การประชุมที่เชียงรายจะสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติการ แต่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ยอมรับตรงกันว่า ความท้าทายที่แท้จริงยังอยู่ “ข้างหน้า” ไม่ใช่ “ข้างหลัง”

ความแตกต่างด้านกฎหมาย ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรของหน่วยงานรัฐในสามประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำมาตรการที่เข้มข้นแบบเชียงราย เช่น การตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรัฐ ไปประยุกต์ใช้ในลาวและเมียนมาในรูปแบบเดียวกัน

การเปลี่ยนผ่านจากเกษตรที่ใช้การเผา ไปสู่เกษตรพืชยืนต้นและระบบการผลิตที่ยั่งยืน ต้องอาศัย “เงินลงทุนระยะยาว” และ “การประกันความเสี่ยงทางรายได้” ของเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ในระดับเปราะบางกว่าภาคเหนือของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นพ้องว่า ยุทธศาสตร์ฟ้าใสและแผนปฏิบัติการร่วม JPOA 2024–2030 ได้สร้าง “กรอบโครง” ที่จำเป็นสำหรับการเดินหน้าต่อในอีก 5–7 ปีข้างหน้า สิ่งที่ต้องจับตาคือ

  • การคง “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้ต่อเนื่อง ไม่ให้ประเด็นหมอกควันถูกกลบด้วยวิกฤตอื่น
  • การแปลงข้อเสนอในระดับนโยบาย เช่น การตั้งกองทุนตอบสนองวิกฤตร่วม หรือกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ให้เกิดขึ้นจริงภายในกรอบเวลาแผน
  • การใช้พื้นที่อย่างเชียงรายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้” ให้ประเทศเพื่อนบ้าน สามารถนำโมเดลไปปรับใช้ตามบริบทตนเอง

สำหรับประชาชนในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนเวทีประชุมหรือจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม หากแต่คือจำนวน “วันที่ฟ้าใส” เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และจำนวน “ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ” ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
  • กรมควบคุมมลพิษ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ข้อมูลจากผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบัน Chinese Research Academy of Environmental Sciences (CRAES) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ที่เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE EDITORIAL

ศิลปะปลุกจิตสำนึก! “Crooked River” สะท้อนวิกฤตแม่น้ำกกที่กำลังถูกปีศาจสารพิษที่มองไม่เห็นหลอกหลอน

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” เปิดเสียงศิลปินชาวเชียงราย สะท้อนวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน 5 ศิลปินร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแม่น้ำสายชีวิต ผ่านงานจิตรกรรม ภาพถ่าย เสียงธรรมชาติ และงานไม้ มอบรายได้ 50% สนับสนุนภารกิจฟื้นฟูแม่น้ำ ท่ามกลางวิกฤตมลพิษที่ยืดเยื้อมาเกือบปี

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 — ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ นักวิชาการ และชาวเชียงรายที่แห่มาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะที่มีความหมายเป็นพิเศษ ภายใต้ชื่อ “Crooked River แม่น้ำกก” ซึ่งจัดแสดงผลงานของศิลปิน 5 ท่าน ที่พยายามบอกเล่าเรื่องราวของแม่น้ำกก สายน้ำแห่งความทรงจำและชีวิตของชาวเชียงราย ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการปนเปื้อนสารพิษครั้งรุนแรง

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ในฐานะประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ว่า เป็นการแสดงความรับผิดชอบของศิลปินที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาแม่น้ำที่เป็นประเด็นเร่งด่วนของจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน

จุดเริ่มต้นของวิกฤต เมื่อแม่น้ำสงบกลายเป็นน้ำโคลนพิษ

เรื่องราวของนิทรรศการครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ แต่ทรงพลัง อังกฤษ อัจฉริยโสภณ หนึ่งในศิลปินหลักของนิทรรศการตั้งขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำของเรา?” คำถามนี้ก่อตัวขึ้นหลังจากที่เขายืนอยู่ริมแม่น้ำกกและสังเกตเห็นว่า แม้แม่น้ำจะยังคงไหลและผิวน้ำสองข้างทางยังดูเหมือนเดิม แต่มี “บางอย่าง” ที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ว่ากำลังเปลี่ยนแปลงไป

“มันเหมือนกับผีหรือปีศาจที่หลอกหลอนเรา ทำให้เรากลัว ทำให้เรากังวล ทำให้เราไม่มั่นคงในการมีชีวิตอยู่ แต่เรามองไม่เห็นตัวมัน” อังกฤษกล่าวในพิธีเปิดงาน ด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความกังวลที่คนในพื้นที่ต่างรับรู้ร่วมกัน

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความวิตกกังวลไร้เหตุผล แต่มีรากฐานมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 เมื่อน้ำท่วมครั้งใหญ่พัดเอาน้ำโคลนสีเทาขุ่นข้นจากต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เข้าท่วมพื้นที่อำเภอแม่สาย และหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านต้องใช้เวลาหลายเดือนในการขุดโคลนและล้างบ้านเรือน เพราะตะกอนดินที่ถูกพัดมามีปริมาณมหาศาล

ตัวเลขที่น่าตกใจ สารหนูเกินมาตรฐานเกือบ 5 เท่า

หลังเหตุการณ์น้ำท่วม กรมควบคุมมลพิษได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำทุก 2 สัปดาห์ ผลการตรวจวิเคราะห์กลับชี้ให้เห็นภาพที่น่าตระหนกยิ่งกว่าที่คาดไว้ จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ที่เก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2568 พบว่า แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู” และ “ตะกั่ว” เกินค่ามาตรฐานในหลายจุด

ที่บริเวณสบกกบ้านแซว ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จุดที่แม่น้ำกกไหลลงสู่แม่น้ำโขง ผลการตรวจวัดพบว่าค่าสารหนูอยู่ที่ 0.036 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่มาตรฐานกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หมายความว่าเกินค่ามาตรฐานถึง 3.6 เท่า ในบางจุดพบว่าสารหนูเกินมาตรฐานเกือบ 5 เท่า ซึ่งถือว่าสูงมากและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ระบุว่า “เกินมาเกือบ 5 เท่า ซึ่งมันสูงมาก” และยังกล่าวเสริมว่า ในการตรวจสอบตะกอนดินพบสารหนูเกินมาตรฐาน 10 จุดจาก 17 จุดตรวจ โดย 4 จุดอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน (มากกว่าหรือเท่ากับ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง)

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ โดยระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งหน่วยแพทย์เฉพาะกิจร่วมกับกรมควบคุมโรคและกรมอนามัย ลงพื้นที่ตรวจหาสารหนูในห่วงโซ่อาหารเป็นระยะเวลา 4 เดือน พร้อมเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับพิษโลหะหนัก แม้ว่าในขณะนั้นยังไม่พบผู้ป่วยจากพิษสารหนูเรื้อรัง แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่

ต้นตอจากเหมืองข้ามพรมแดน ทุนจีนกับเหมืองแร่ในรัฐฉาน

รากเหง้าของปัญหานี้สืบย้อนไปถึงการทำเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ขนาดใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำกกในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยเฉพาะบริเวณเมืองสาด เมืองยอน และเมืองกก ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดของแม่น้ำกก

จากข้อมูลการสำรวจโดยองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการพบว่า บริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกมีการทำเหมืองแร่อย่างน้อย 3 จุดใหญ่ การทำเหมืองดังกล่าวใช้สารเคมีในกระบวนการสกัดแร่ รวมถึงสารหนูที่ใช้ในการแยกทองคำออกจากแร่ เมื่อมีฝนตกหรือเกิดการชะล้างดิน สารพิษเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ำกก แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย

นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น ทำให้เกิดดินถล่มเพราะใช้การละลายแร่ใต้ดิน สร้างมลพิษต่อน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสัตว์ป่าจนถึงแก่ชีวิต ตลอดจนพบการปนเปื้อนในพืชอาหารอีกด้วย

แม่น้ำกกมีความยาวประมาณ 300 กิโลเมตร ไหลจากรัฐฉานเข้าประเทศไทยที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย แม่จัน เวียงเชียงรุ้ง และดอยหลวง แล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่กว่า 6 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ผลกระทบต่อวิถีชีวิต เกษตรกร-ชาวประมงรับผลโดยตรง

การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรและชาวประมงที่พึ่งพาแม่น้ำกกในการประกอบอาชีพ จากการสำรวจเบื้องต้นเฉพาะในอำเภอเวียงชัย และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง พบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 58,000 ไร่ที่ยังคงใช้น้ำจากแม่น้ำกก

ชาวประมงเริ่มประสบปัญหาปลาที่จับได้จากแม่น้ำกกไม่เป็นที่นิยม และถูกกดราคาจากตลาด ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการบริโภค แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันว่าปลามีสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่ แต่ความไม่แน่ใจนี้ส่งผลต่อรายได้และการดำรงชีพของชาวประมง

นอกจากนี้ ชาวบ้านริมแม่น้ำกกกว่า 100 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2567 โดยบ้านเรือนประมาณ 10 หลังถูกน้ำพัดไป ไม่เพียงแต่สูญเสียที่อยู่อาศัย แต่ยังสูญเสียที่ดินทำกินด้วย เพราะน้ำที่มีความเชี่ยวกรากพัดเอาหน้าดินไปด้วย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนสุ่มตรวจน้ำประปาหมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำกกตลอดสายจนถึงเดือนกันยายน 2568 โดยส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1-1 เชียงราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าน้ำประปายังปลอดภัย

ศิลปะกับการปลุกจิตสำนึก 5 ศิลปิน 5 มุมมอง

ท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อมาเกือบปี กลุ่มศิลปิน 5 ท่าน ได้รวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนถึงความเป็นแม่น้ำกกผ่านมุมมองและสื่อที่หลากหลาย นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของแม่น้ำและชุมชนริมฝั่ง

วันชัย พุทธวารินทร์ ช่างภาพชาวเชียงราย ซึ่งบ้านอยู่ทางแม่ข้าวต้ม ได้ใช้โดรนบินถ่ายภาพมุมสูงของแม่น้ำกกในหลายโค้ง หลายมุม และหลายฤดูกาล ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นความงามของแม่น้ำที่คดเคี้ยวไปตามธรรมชาติ พร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำกับผู้คน ทุ่งนา แปลงเกษตร และเหมืองทราย ภาพถ่ายของเขาเผยให้เห็น “ภาพใหญ่” ที่คนบนพื้นดินไม่สามารถมองเห็นได้

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ จิตรกรชาวเชียงรายที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม 40 ชิ้น โดยใช้ภาพถ่ายของวันชัยเป็นแรงบันดาลใจ เขาใช้สีสันแต่งเติมเรื่องราวและมุมมองของศิลปินเกี่ยวกับแม่น้ำกกลงไปในภาพวาด แต่ละชิ้นถูกแยกส่วนออกมา สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า “เรามิอาจจะเข้าถึงความจริงของแม่น้ำกกได้เพียงภาพเดียวหรือจากความจริงที่เรามีเพียงชิ้นเดียว”

เอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินและนักออกแบบอิสระ สร้างสรรค์ประติมากรรมไม้ตะเคียนที่จัดวางบนก้อนหินจากกลางแม่น้ำ เปรียบเหมือนคลื่นผิวน้ำที่ไหลอย่างสงบ แต่ภายใต้ความสงบนั้นกลับมีปัญหาที่ทับถม ยากแก้ไข งานของเขาใช้เป็นฐานสำหรับวางชิ้นงานจิ๊กซอว์ร่วมของอังกฤษและวันชัย

วรพจน์ บุญความดี นักธรรมชาติวิทยาอิสระและนักบันทึกเสียงธรรมชาติ ผู้เคยทำงานในการจัดตั้งและบริหารจัดการ “พื้นที่อนุรักษ์น้ำคำ” อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่างปี 2549-2559 ได้นำเสนอ “เสียงจากแม่น้ำ” ที่เราอาจไม่เคยตั้งใจรับฟัง อยากสื่อสารถึงเสียงของชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่กับแม่น้ำกก ทั้งเสียงนก เสียงแมลง เสียงแพลงก์ตน และเสียงปลา ซึ่งกำลังจะหายไปจากสายน้ำนี้

สมชาย ชื่นทรวงจิต นักบุปผากร ผู้ทำงานไฟฟ้าควบคู่กับการจัดดอกไม้ที่อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) ได้นำเสนองานจัดดอกไม้ที่แสดงความเรียบง่ายของการใช้วัสดุธรรมชาติ กิ่งไม้ ใบไม้ ทั้งสดและแห้ง พร้อมกรวดทรายและหินในแม่น้ำกก เพื่อนำความงามมาเยียวยาใจท่ามกลางความเศร้าที่เกิดจากวิกฤตน้ำท่วมและสารพิษ

ข้อความจากผู้ใหญ่ใจ “ศิลปินคือผู้นำทาง”

ศาสตราจารย์นคร ทองน้อย ผู้อำนวยการไร่แม่ฟ้าหลวง ซึ่งมาร่วมให้กำลังใจศิลปิน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังว่า “แม่น้ำกกเราเนี่ยจะพึ่งใคร เทศบาลเหรอ ข้าราชการเหรอ ตำรวจหรือทหารหรอ พวกคุณนี่แหละที่จะต้องช่วยกันดูแลแม่น้ำกก ไม่ใช่คนอื่น การเป็นศิลปินหมายถึงการเป็นผู้ให้ การเป็นผู้เผื่อแผ่ การเป็นผู้ชี้ทาง การเป็นผู้ให้กำลังใจ ให้กำลังความคิด เป็นผู้ที่จะนำพาคนชาวเชียงราย”

เขากล่าวต่อว่า “เมืองไหนก็ตาม ถ้ามีแม่น้ำเป็นพิษแล้วเมืองนั้นอยู่ไม่ได้ มันง่ายแค่นั้นเอง” คำพูดที่ตรงไปตรงมานี้สะท้อนถึงความจริงจังของปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายตื่นตัวและร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวถึงบทบาทของมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ว่า ปัจจุบันได้มีความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งของเชียงราย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พร้อมด้วยสื่อมวลชนและองค์กรระหว่างประเทศ

ท่านยังเปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 จะมีองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เข้ามาพูดคุยกับชาวเชียงรายและภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง

“ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่เฉพาะแม่น้ำกกแล้ว แต่ลามไปถึงแม่น้ำโขงซึ่งจะส่งผลต่อภาคอีสานของเราด้วย และที่แม่น้ำสาละวินเราก็พบว่ามีเหมืองจำนวนมากถึง 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน” คุณเตือนใจกล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เราก็จะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติอยู่ได้อย่างดีเลย เพราะมนุษย์นี่แหละคือผู้ที่ทำลาย ถ้าเราไม่มีความอ่อนน้อม ความเคารพ ความกตัญญูต่อธรรมชาติ”

เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาและความหวัง

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” เปิดให้ผู้ชมได้สำรวจ สัมผัส มอง ฟัง และรู้สึก ปะติดปะต่อความหมายผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับแม่น้ำจากมุมมองที่แตกต่างกัน พจวรรณ พันธ์จินดา ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ อธิบายว่า การจัดแสดงครั้งนี้ต้องการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาถึงแม่น้ำกกผ่านงานศิลปะและจากผู้ชม เพื่อช่วยประกอบความเป็นแม่น้ำกกให้ชัดเจนและกว้างไกลขึ้น พร้อมทั้งฉายภาพความจริง ความหวัง และความฝันในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้

“เราไม่อาจจะเห็นแม่น้ำทั้งสายได้ เมื่อเรายืนอยู่ที่ริมฝั่ง” คือข้อความที่สะท้อนแนวคิดของนิทรรศการ ที่ต้องการเชื้อเชิญให้ผู้ชมเปิดมุมมองและเข้าใจแม่น้ำกกในมิติที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่สายน้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้าน แต่คือระบบนิเวศที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม

การจัดนิทรรศการครั้งนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมทุนสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยศิลปินทั้ง 5 ท่านยินยอมบริจาครายได้ 50% จากการจำหน่ายผลงานทุกชิ้น รวมถึงงานจัดดอกไม้และจิ๊กซอว์ ให้กับมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เพื่อใช้ในโครงการรณรงค์เกี่ยวกับแม่น้ำของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง

ความร่วมมือระดับนานาชาติ ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาได้จัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องของสารพิษในแม่น้ำทั้ง 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยมีศิลปินเข้าร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้การรณรงค์มีสีสัน มีชีวิตชีวา และมีพลังมาก

ขณะนี้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการศึกษาวิจัยและติดตามสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีองค์กรระหว่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาสนับสนุน อาทิ องค์การสหภาพยุโรป (EU) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ซึ่งได้เปิดสำนักงานในพื้นที่

การเข้ามามีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศถือเป็นก้าวสำคัญ เนื่องจากปัญหาต้นตอมาจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน จึงจำเป็นต้องมีการประสานงานและเจรจาในระดับนานาชาติ ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงในระดับประเทศเดียว

ทางออกที่รอคอย จากความตระหนักสู่การลงมือ

แม้ว่าสถานการณ์จะยังคงน่ากังวล แต่การที่มีหลายฝ่ายเข้ามาให้ความสนใจและร่วมมือกันถือเป็นสัญญาณที่ดี นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การแก้ปัญหาต้องทำหลายแนวทาง ทั้งการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้แก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพ และที่สำคัญคือการหยุดการทำเหมืองแร่ที่ต้นน้ำ

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนในการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำประปาหมู่บ้านที่อยู่ริมแม่น้ำกก รวมถึงการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสารพิษ

สำหรับแนวทางระยะยาว มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาพร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาสังคมกำลังผลักดันให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาเพื่อหยุดการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลพิษ และมีการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีการผลักดันให้มีกฎหมายและกลไกในการควบคุมการลงทุนจากต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ข้อคิดจากศิลปะ เมื่อภาพวาดกลายเป็นเสียงเรียกร้อง

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปะทั่วไป แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม อังกฤษ อัจฉริยโสภณ กล่าวว่า “เราทำอะไรได้บ้างกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้” คือคำถามที่ศิลปินทุกคนถามตัวเอง และนิทรรศการครั้งนี้คือคำตอบหนึ่งที่พวกเขาหาเจอ

การที่ศิลปิน 5 ท่านจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ภาพถ่าย การบันทึกเสียง ประติมากรรม และงานจัดดอกไม้ มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่มีจุดร่วมเดียวกันคือ “แม่น้ำกก” แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการนำเสนอประเด็นสังคม และเชื่อมโยงผู้คนที่มีความห่วงใยร่วมกัน

นิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นตัวอย่างของการทำงานแบบสหสาขาวิชา (Interdisciplinary) ที่นำเอาศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสานกัน ตั้งแต่ศิลปะ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชีววิทยา และสังคมศาสตร์ เพื่อนำเสนอภาพรวมของปัญหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

แขกผู้มีเกียรติและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ในพิธีเปิดงานมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ คุณจันทร์ นคร ทองน้อย ผู้อำนวยการไร่แม่ฟ้าหลวง คุณกิตติวัฒน์ ไลย์ศิริพันธ์ ตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คุณพิศาล จันทร์สิน จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นายกสมาคมศิลปินแห่งประเทศไทย รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IUCN และแขกจากภูเก็ต

การที่มีผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานแสดงให้เห็นว่าปัญหาแม่น้ำกกเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และมีผู้คนพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไข ไม่ใช่เพียงแค่ศิลปิน นักวิชาการ หรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เห็นความสำคัญของการรักษาแม่น้ำและสิ่งแวดล้อม

คุณยุวนิต เตชะไพบูลย์ แขกจากภูเก็ต ที่เดินทางมาร่วมงาน แสดงให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาคล้ายกันสามารถนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รายละเอียดการจัดแสดงและการเข้าชม

นิทรรศการ “Crooked River แม่น้ำกก” จัดแสดงระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ การเข้าชมไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ผู้สนใจสามารถบริจาคหรือซื้อผลงานศิลปะเพื่อสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้

ผลงานที่จัดแสดงประกอบด้วย ภาพถ่ายมุมสูงของแม่น้ำกกกว่า 20 ภาพโดยวันชัย พุทธวารินทร์ ภาพจิตรกรรม 40 ชิ้นโดยอังกฤษ อัจฉริยโสภณ จิ๊กซอว์ที่ผสมผสานระหว่างภาพถ่ายและจิตรกรรม ประติมากรรมไม้ตะเคียนโดยเอกพงษ์ ใจบุญ การบันทึกเสียงธรรมชาติจากแม่น้ำโดยวรพจน์ บุญความดี และงานจัดดอกไม้โดยสมชาย ชื่นทรวงจิต

พจวรรณ พันธ์จินดา ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ ระบุว่า การจัดวางผลงานได้ออกแบบให้ผู้ชมได้สัมผัสแม่น้ำกกผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ตั้งแต่การมอง การฟัง การสัมผัส และการรับรู้ทางอารมณ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์และทำให้เข้าใจถึงความเป็นแม่น้ำกกในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

บทเรียนสำหรับอนาคต จากแม่น้ำกกสู่แม่น้ำอื่นๆ

ปัญหาของแม่น้ำกกไม่ใช่กรณีเฉพาะ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแม่น้ำสายอื่นๆ ในภูมิภาค ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำสาละวิน ล้วนมีความเสี่ยงจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำเช่นกัน

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ กล่าวว่า ที่แม่น้ำสาละวินซึ่งขณะนี้เป็นสายเดียวที่ไม่มีเขื่อนกั้นน้ำและยังคงสภาพธรรมชาติ กลับพบว่ามีเหมืองที่ต้นน้ำแล้ว และค่าสารพิษบางชนิดสูงถึง 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหามีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น และจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

การแก้ปัญหาในระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลการลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน

เสียงจากศิลปิน “อย่างน้อยเราได้เริ่มต้นบทสนทนา”

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ กล่าวปิดท้ายในพิธีเปิดงานว่า “อย่างน้อยศิลปะได้นำพาพวกเรามามาอยู่ร่วมกัน และเป็นจุดเริ่มต้นเล็กเล็กที่เราจะเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา” คำพูดนี้สะท้อนถึงความหวังของกลุ่มศิลปินที่ต้องการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้และปลุกจิตสำนึกของผู้คน

การจัดนิทรรศการครั้งนี้อาจเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ในการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ แต่เป็นก้าวที่สำคัญในการแสดงให้เห็นว่าศิลปินและภาคประชาสังคมพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง และยินดีที่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการหรือต้องการสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อได้ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย หรือมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)
  • องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำนักงานประเทศไทย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่! ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง หารือ K-Mile Air เตรียมปักหมุดสู่ Cargo Hub ภูมิภาคเอเชีย

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปักหมุดสู่ “ศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศภูมิภาค” เดินหน้าหารือ K-Mile Air เปิดเส้นทาง Cargo Flight เชียงรายสู่ต่างประเทศ

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – เช้าวันต้นฤดูหนาวที่เชียงราย ท้องฟ้าเหนือรันเวย์ยาว 3,000 เมตรของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงดูสงบเหมือนเช่นทุกวัน หากแต่ในอาคารท่าอากาศยานกลับเต็มไปด้วยการพูดคุยเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจ “เปลี่ยนบทบาทของสนามบินเชียงรายไปตลอดกาล”

การเข้าพบหารือระหว่าง บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศแห่งแรกของไทย กับผู้บริหาร ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมธุรกิจทั่วไป แต่ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของระบบโลจิสติกส์ทางอากาศของภาคเหนือ และอาจนำไปสู่การยกระดับเชียงรายให้กลายเป็น “ศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo Hub)” แห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชีย

หารือเงียบ ๆ ที่อาจเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือ

ในการประชุมครั้งดังกล่าว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ผชร.) ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ Managing Director บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารสายการบิน

หัวข้อหลักของการหารือคือ การแสวงหาแนวทางที่ K-Mile Air จะใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นฐานปฏิบัติการ หรือจุดเชื่อมสำคัญใซึ่งทาง “ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ยังไม่ได้เปิดเผย สำหรับเส้นทางจากการคาดการณ์ Cargo Flight เชียงราย–เดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์ โดยอาจจะใช้เครื่องบินขนส่งลำตัวกว้างรุ่น Boeing 767-300SF

ภายหลังการพูดคุยในห้องประชุม ผู้บริหารสนามบินและทีมงานได้นำคณะของ K-Mile ลงพื้นที่จริง ทั้งบริเวณลานจอดอากาศยาน พื้นที่คลังสินค้า และจุดที่จะจัดสรรเป็นสำนักงานและสถานที่เก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า สนามบินเชียงราย “พร้อมแค่ไหน” หากจะต้องรองรับเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างที่สามารถบรรทุกได้ถึงราว 50 ตันต่อเที่ยวบิน

แม้บรรยากาศภายนอกจะเป็นเพียงวันทำงานธรรมดา แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องในระบบโลจิสติกส์ การหารือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณเริ่มต้น” ของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศของภาคเหนือทั้งระบบ

จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ “ระเบียงเศรษฐกิจการบิน” แห่งใหม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถูกจดจำในฐานะ “สนามบินท่องเที่ยว” รองรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสทะเลหมอก ดอกไม้เมืองหนาว และวัฒนธรรมล้านนา แต่ในมุมของผู้วางยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน สนามบินแห่งนี้มีศักยภาพมากกว่านั้น

เชียงรายตั้งอยู่บนจุดตัดสำคัญของ ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมไทย–ลาว–จีน และใกล้ด่านการค้าชายแดนสำคัญอย่าง แม่สาย เชียงแสน เชียงของ ซึ่งเป็นประตูสู่เมียนมา สปป.ลาว และจีนตอนใต้ การมีสนามบินที่รองรับเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ จึงเปิดโอกาสให้เชียงรายกลายเป็น “จุดเปลี่ยนโหมด” จากการขนส่งทางถนน (Road) สู่ทางอากาศ (Air) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ K-Mile Air ซึ่งเป็นสายการบินขนส่งสินค้าที่เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าเร่งด่วนพิเศษ (Express Cargo) และทำงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายในเอเชีย การมองหา “ฐานปฏิบัติการใหม่” ที่ไม่แออัดเท่าสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ แต่มีศักยภาพในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นโจทย์สำคัญในช่วงที่ตลาดขนส่งสินค้าทางอากาศในเอเชียเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนของ E-commerce และการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

สนามบินเชียงรายจึงไม่ใช่เพียง “สนามบินปลายทาง” ของนักท่องเที่ยว แต่กำลังถูกพิจารณาให้เป็น “ฟันเฟืองหลัก” ในห่วงโซ่โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค

K-Mile Air และ B767-300SF ข้ามข้อจำกัดเดิมของการขนส่งสินค้า

จุดที่น่าสนใจของการหารือในครั้งนี้ คือ การที่ K-Mile Air วางแผนใช้เครื่องบินขนส่งรุ่น Boeing 767-300SF ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) ที่มีสมรรถนะสูงกว่าฝูงบินลำตัวแคบอย่าง B737 ที่เคยใช้ในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลรายงานเชิงลึกที่จัดทำประกอบการหารือ พบว่า

  • น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (Max Payload) ของ B767-300SF อยู่ที่ประมาณ 50 ตันต่อเที่ยวบิน มากกว่าเครื่องบิน B737 ที่อยู่ราว 23 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
  • ปริมาตรระวางบรรทุก (Volume) ของ B767-300SF สูงกว่าหลายเท่าตัว เหมาะสำหรับสินค้าแบบ E-commerce และพัสดุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักไม่มากแต่ใช้พื้นที่มาก
  • พิสัยการบิน (Range) รองรับเส้นทางระยะกลางอย่าง เชียงราย–เดลี หรือ เชียงราย–เซิ้นเจิ้น ได้โดยไม่ต้องลดน้ำหนักบรรทุกลงมากนัก

กล่าวโดยสรุป การเลือกใช้ B767-300SF ทำให้ K-Mile สามารถ “ขยับจากผู้เล่นระดับภูมิภาคย่อย” สู่การเป็นสายการบินขนส่งสินค้าระดับ Intra-Asia ที่เชื่อมตลาดสำคัญของเอเชียเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดรับกับแนวคิดการใช้เชียงรายเป็นจุดแวะพักหรือฐานปฏิบัติการหลักในเส้นทางวงรอบใหม่

โครงสร้างพื้นฐานสนามบินเชียงราย พร้อมแค่ไหนสำหรับเครื่องบินลำตัวกว้าง

ในมิติทางเทคนิค ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีคุณสมบัติที่ถือว่า “ตอบโจทย์” การปฏิบัติการของเครื่องบินขนส่งลำตัวกว้างอย่าง B767-300SF ได้อย่างครบถ้วน

  1. ทางวิ่ง (Runway) และความแข็งแรงผิวทาง
  • ทางวิ่งยาวประมาณ 3,000 เมตร กว้าง 45 เมตร เป็นมาตรฐานที่รองรับการขึ้น–ลงของเครื่องบินขนาดใหญ่ได้โดยไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักบรรทุกจนเสียความคุ้มค่า
  • ค่าความแข็งแรงของผิวทาง (PCN) อยู่ในระดับสูงกว่าค่าความต้องการของเครื่องบิน B767 อย่างชัดเจน ทำให้มั่นใจได้ว่าการใช้งานต่อเนื่องจะไม่สร้างภาระต่อโครงสร้างทางวิ่งและลานจอดเกินขีดจำกัด
  1. หลุมจอด (Apron) และพื้นที่ภาคพื้น
    จากการตรวจเยี่ยมพื้นที่ของคณะ K-Mile เจ้าหน้าที่สนามบินได้พาเยี่ยมชมบริเวณหลุมจอดที่สามารถจัดสรรให้รองรับเครื่อง B767-300SF ได้ รวมถึงพื้นที่ที่สามารถจัดเตรียมเป็นคลังสินค้า สำนักงาน และพื้นที่เก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (GSE)

การที่สนามบินมีพื้นที่สำรองสำหรับการจัดสรรใหม่ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เมื่อเทียบกับสนามบินใหญ่ที่มักมีพื้นที่ใช้งานหนาแน่นและยากต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคพื้น

  1. การเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
    ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เปิดให้บริการ ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ที่นิยมบินในช่วงกลางคืนเพื่อให้สินค้าไปถึงปลายทางในเช้าวันถัดไป

ในเชิงปฏิบัติการ ระบบ 24 ชั่วโมงช่วยให้สายการบินสามารถวางตารางบินแบบ “หมุนรอบ” (Round Trip) ได้อย่างยืดหยุ่น เช่น ออกจากเชียงรายช่วงดึก มุ่งหน้าเดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์ ก่อนหมุนกลับเข้าสู่เชียงรายในช่วงเช้า เพื่อเตรียมเที่ยวบินถัดไป

‘ถ้าหาก’ สามารถบินในเส้นทางยุทธศาสตร์ เชียงราย–เดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์

หนึ่งในหัวใจสำคัญของแผนงานครั้งนี้ คือการออกแบบเส้นทางบินแบบ Cargo Flight ที่ไม่ใช่เพียง “บินให้ถึงปลายทาง” หากเป็นไปได้และสามารถต้องตอบโจทย์ทั้งปริมาณสินค้า ทิศทางการค้า และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในทุกช่วงเส้นทาง 

เชียงราย เดลี ประตูผลไม้และอิเล็กทรอนิกส์สู่เอเชียใต้
ภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะเชียงราย–เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง เป็นแหล่งผลิต ผลไม้เมืองร้อนและเมืองหนาวมูลค่าสูง เช่น ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง รวมถึงทุเรียนที่กำลังขยายพื้นที่ปลูก สินค้าเหล่านี้มีความไวต่อเวลา การขนส่งผ่านสุวรรณภูมิ แม้จะมีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ต้องแบกรับทั้งเวลาขนส่งทางบกจากภาคเหนือสู่กรุงเทพฯ และความแออัดของคลังสินค้า

การใช้สนามบินเชียงรายเป็นจุดขึ้นสินค้าโดยตรง ช่วย “ตัดตอน” ระยะเวลาและขั้นตอนหลายช่วง หากสามารถส่งสินค้าไปเดลีได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จะเพิ่มโอกาสแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ

ในอีกด้านหนึ่ง นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เช่น ลำพูน เป็นฐานการผลิต ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งออกไปยังหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย การมีเส้นทางบินขนส่งสินค้าจากเชียงรายโดยตรง ทำให้ระบบส่งออกแบบ Just-in-Time มีความคล่องตัวมากขึ้น

เดลี เซิ้นเจิ้น เชื่อมตลาดยักษ์สองฟากเอเชีย

ช่วงเส้นทางระหว่างเดลีกับเซิ้นเจิ้น เชื่อมสองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชียเข้าด้วยกัน แม้บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจจะมีความซับซ้อน แต่ในทางห่วงโซ่อุปทานการผลิต สินค้าจำนวนมากยังหมุนเวียนระหว่างจีนและอินเดีย ทั้งวัตถุดิบ สิ่งทอ และชิ้นส่วนประกอบ

สำหรับสายการบินขนส่งสินค้า การมีจุดแวะที่เซิ้นเจิ้นยังเปิดโอกาสให้รองรับสินค้ากลับในขาเข้าสู่อาเซียน โดยเฉพาะสินค้า E-commerce จากจีนตอนใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระดับโลก

เซิ้นเจิ้น กัวลาลัมเปอร์ เส้นเลือดใหญ่ของพัสดุออนไลน์
กัวลาลัมเปอร์ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางกระจายสินค้าของ E-commerce ในอาเซียน มีศูนย์กระจายของแบรนด์ใหญ่ เช่น Lazada, Shopee และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การเชื่อมเส้นทางเซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์ด้วยเครื่องบินขนส่งลำตัวกว้าง ทำให้ K-Mile สามารถดึงปริมาณพัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่ใช้พื้นที่มากได้อย่างคุ้มค่า

กัวลาลัมเปอร์ เชียงราย ปิดวงรอบเส้นทาง พร้อมสินค้าขากลับ
ในขากลับสู่เชียงราย เครื่องบินสามารถบรรทุกสินค้านำเข้า สินค้าอุปโภคบริโภค และพัสดุออนไลน์สำหรับตลาดภาคเหนือ ทำให้เที่ยวบินไม่ต้อง “ตีเปล่า” และช่วยให้เส้นทางทั้งวงรอบมีความสมดุลในเชิงรายได้

เศรษฐกิจหลังสนามบิน ภาคเหนือได้อะไรจาก Cargo Hub เชียงราย

หากโครงการนี้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สนามบินหรือสายการบินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง

  • ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตร ในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ที่จะมีช่องทางใหม่ในการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงสู่ตลาดอินเดีย จีน และอาเซียน
  • ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมในนิคมลำพูน–เชียงใหม่ ที่สามารถลดต้นทุนด้านเวลา และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้าคงคลัง
  • ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ท้องถิ่น ที่อาจถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย เช่น การให้บริการขนส่งทางบกสู่สนามบิน (Road Feeder Service) การจัดการคลังสินค้า และบริการเสริมอื่น ๆ
  • การค้าชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่สามารถเชื่อมสินค้าจากแม่สาย–เชียงของ–เชียงแสน เข้าสู่ระบบขนส่งทางอากาศได้รวดเร็วขึ้น ลดการพึ่งพาเส้นทางเรือเพียงช่องทางเดียว

ในภาพรวม โครงการนี้สอดคล้องกับแนวคิดการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และลดการรวมศูนย์ด้านโลจิสติกส์ที่สนามบินหลักเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศ

ความท้าทาย โซ่ความเย็น ปริมาณสินค้า และหมอกควัน

แม้ภาพรวมจะมีศักยภาพสูง แต่รายงานเชิงลึกก็สะท้อนชัดว่า โครงการลักษณะนี้ไม่ได้ไร้ข้อท้าทาย

  1. ระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics)
    สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน ลำไย หรือผลไม้สดอื่น ๆ ต้องการระบบควบคุมอุณหภูมิที่เข้มงวด ตั้งแต่ฟาร์ม–คลัง–สนามบิน–เครื่องบิน หากคลังสินค้าแช่เย็นในสนามบินเชียงรายยังมีขนาดจำกัด การรองรับปริมาณสินค้าระดับ 30–50 ตันต่อเที่ยวบินจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข

แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอ คือ การลงทุนในอุปกรณ์ภาคพื้น เช่น รถเข็นสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cool Dollies) และการจัดทำคลังเย็นชั่วคราวหรือถาวรในเขตคลังสินค้าของสนามบิน

  1. ความผันผวนของปริมาณสินค้า
    สินค้าเกษตรมีฤดูกาลชัดเจน หากไม่มีการผสมผสานสินค้าอุตสาหกรรมมาช่วยเสริม อาจทำให้ปริมาณบรรทุกไม่สม่ำเสมอในบางช่วงปี รายงานจึงเสนอแนวคิดการทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผู้ส่งออกสินค้าจากนิคมลำพูน เพื่อสร้าง “ฐานสินค้าถาวร” ให้เที่ยวบินมีความคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง
  2. ปัญหาหมอกควันและทัศนวิสัยการบิน
    ภาคเหนือเผชิญปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 เป็นประจำในบางช่วงของปี แม้ระบบนำร่องการบินและสมรรถนะของเครื่องบินจะรองรับการปฏิบัติการในสภาวะดังกล่าวได้ แต่การจัดทำแผนสำรอง เช่น การเบนเที่ยวบินไปยังสนามบินสำรองในกรณีฉุกเฉิน ก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า

ทางแยกเชิงยุทธศาสตร์ จากการหารือสู่การลงมือทำ

รายงานการศึกษาเชิงลึกที่แนบมากับการหารือ ได้เสนอ “โรดแมปเบื้องต้น” สำหรับการเดินหน้าโครงการใน 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะสั้น (1–3 เดือน)
    ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง K-Mile Air กับผู้บริหารสนามบินเชียงราย ทดสอบระบบจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นสำหรับ B767 และหารือกับหน่วยงานศุลกากรเพื่อรองรับปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง
  • ระยะกลาง (3–6 เดือน)
    ติดตั้งระบบ Cold Chain ชั่วคราว ทำสัญญาระยะยาวกับผู้ส่งออกในลำพูน–เชียงใหม่ เริ่มทดลองเที่ยวบินปฐมฤกษ์ (Inaugural Flight) และประเมินผลเชิงปฏิบัติการจริง
  • ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป)
    พัฒนาโครงสร้างถาวร เช่น คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และระบบขนส่งทางบกเชื่อมสนามบินกับฐานการผลิตและด่านชายแดนต่าง ๆ เพื่อให้เชียงรายทำหน้าที่เป็น “Aviation Economic Corridor” ได้อย่างแท้จริง

ในภาพรวม โครงการนี้สอดรับทั้งกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และแนวคิดของ ทอท. และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ที่ต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด

เชียงรายบนเส้นทางใหม่ของท้องฟ้าเศรษฐกิจ

หากย้อนมองภาพสนามบินเชียงรายเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่เน้นรองรับเที่ยวบินผู้โดยสารในประเทศและนักท่องเที่ยวจำนวนไม่มาก การพูดถึง “เส้นทางบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้าง เชียงราย–เดลี–เซิ้นเจิ้น–กัวลาลัมเปอร์” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว

แต่วันนี้ ภายใต้บริบทที่ระบบโลจิสติกส์ทางอากาศกำลังกลายเป็น “เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล” การที่สายการบินขนส่งสินค้าเฉพาะทางอย่าง K-Mile Air หันมาให้ความสนใจเชียงราย และร่วมกันประเมินศักยภาพกับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงอย่างจริงจัง ย่อมสะท้อนว่า เมืองเล็กริมโขงแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว” อีกต่อไป เชียงรายกำลังยืนอยู่บน “ทางแยกเชิงยุทธศาสตร์”  เส้นหนึ่ง คือการคงบทบาทสนามบินท่องเที่ยวอย่างเดียว อีกเส้นหนึ่ง คือการยกระดับตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางอากาศของภูมิภาค ที่เชื่อมภาคเหนือของไทยเข้ากับตลาดใหญ่ในเอเชียใต้ จีน และอาเซียน

การหารือครั้งล่าสุดระหว่าง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air จึงไม่ใช่เพียงการประชุมในห้องปิด หากเป็น “จุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าบทใหม่” ของเชียงรายในฐานะเมืองที่พร้อมใช้ท้องฟ้าเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้ประโยชน์ตกสู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนในภูมิภาคอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด
  • https://www.tatnews.org/2024/03/aot-kicks-off-pushing-thailand-to-top-of-aviation-hub/
  • https://www.bangkokpost.com/business/general/637264/airports-get-25-leap-in-passengers
  • https://www.khaosodenglish.com/news/2023/10/20/chiang-mai-airport-launches-24-hour-service-in-november/
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย ยกระดับ สามล้อ สู่ ทูตวัฒนธรรม ต้อนรับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

อบจ.เชียงรายดัน “สามล้อเมืองเชียงราย” เป็นทูตวัฒนธรรม เตรียมร่วมเป็นเจ้าบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวในงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025”

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – เช้าตรู่ต้นเดือนธันวาคม อากาศเย็นสบายเหนือริมแม่น้ำกก ที่ “ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย” เสียงสนทนาสลับเสียงหัวเราะของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพสามล้อดังคลอไปกับบรรยากาศการเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีของจังหวัดเชียงราย

เบื้องหน้าไม่ใช่เพียงการนัดพบกันตามปกติของคนทำมาหากิน หากแต่เป็น “เวทีนโยบายสาธารณะระดับฐานราก” ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ใช้ในการสื่อสารทิศทางสำคัญของเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ – การยก “สามล้อ” จากเพียงพาหนะรับจ้างดั้งเดิม สู่บทบาท “เจ้าบ้าน” และ “ทูตวัฒนธรรม” ในงานระดับอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

ภายใต้การนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ หรือ “นายก นก” นายก อบจ.เชียงราย ซึ่งมอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นผู้ลงพื้นที่พบปะและพูดคุยกับผู้ประกอบอาชีพสามล้อในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนการต่อสัญญาการยืมจักรยานสามล้อประจำปี หากยังเป็น “สัญญาใจทางสังคม” ระหว่างภาครัฐกับแรงงานดั้งเดิมของเมือง ในการร่วมกันรักษาเสน่ห์เชียงรายให้คงอยู่ควบคู่กับการเติบโตของการท่องเที่ยวสมัยใหม่

ต่อสัญญาสามล้อ – ต่อชีวิตอาชีพดั้งเดิมในเมืองท่องเที่ยว

กิจกรรมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นพญามังราย มีวัตถุประสงค์หลักสองประการที่ดำเนินควบคู่กัน คือ

  1. ต่อสัญญาการยืมจักรยานสามล้อประจำปี
    อบจ.เชียงรายจัดให้มีการต่อสัญญาการยืมรถสามล้อเป็นประจำในทุกเดือนธันวาคม ซึ่งไม่ใช่เพียงขั้นตอนด้านเอกสาร แต่เป็นกลไกให้หน่วยงานท้องถิ่นได้พบปะ รับฟัง และยืนยันความตั้งใจในการสนับสนุนอาชีพสามล้ออย่างต่อเนื่อง
  2. ส่งสัญญาณนโยบาย “สามล้อคือเจ้าบ้าน”
    การพบปะในปีนี้ถูกยกระดับจากเพียงการบริหารจัดการอาชีพรับจ้าง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เตรียมตัวเป็นเจ้าบ้านของจังหวัดเชียงราย ในโอกาสการจัด “งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ที่กำลังจะมาถึง

สามล้อในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพาหนะรับจ้าง แต่เป็น “ภาพจำ” ของผู้มาเยือนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศเมืองเหนือแบบเนิบช้า ใกล้ชิดผู้คน และได้ชมเมืองผ่านมุมมองของคนท้องถิ่น การที่ อบจ.เชียงราย ยืนยันจะหนุนอาชีพนี้อย่างเป็นระบบ จึงมีนัยยะมากกว่าเรื่องรายได้ หากยังเกี่ยวข้องกับ “อัตลักษณ์ของเมือง” โดยตรง

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ฤดูดอกไม้ และฤดูโอกาสของสามล้อ

เชียงรายในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม คือช่วงเวลาที่เมืองทั้งเมืองถูกโอบล้อมด้วยอากาศหนาวเย็นและสีสันของดอกไม้ งาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ณ “สวนไม้งามริมน้ำกก” ภายใต้การดูแลของ อบจ.เชียงราย จึงเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของจังหวัดตลอดช่วงไฮซีซัน

ระยะเวลาการจัดงานรวมกว่า สามสัปดาห์เต็ม ทำให้พื้นที่ริมน้ำกกกลายเป็น “เมืองดอกไม้ชั่วคราว” ที่รองรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเดินทางมาชมความงดงามของไม้ดอกเมืองหนาวและการตกแต่งภูมิทัศน์อย่างวิจิตร

ในบริบทนี้ บทบาทของสามล้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร” แต่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ “ประสบการณ์การเยือนเชียงราย” ตั้งแต่ก้าวแรกที่นักท่องเที่ยวมาถึงในพื้นที่จัดงาน

อบจ.เชียงรายได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกสองส่วนสำคัญ ได้แก่

  • ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์งานบนสามล้อทุกคัน
    รถสามล้อจึงกลายเป็น “สื่อประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่” ที่วิ่งอยู่ทั่วตัวเมืองเชียงราย สร้างการรับรู้เกี่ยวกับงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนล่วงหน้า ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและคนเชียงรายเอง
  • จัดให้สามล้อให้บริการรับ-ส่งภายในบริเวณงาน
    ผู้ประกอบอาชีพสามล้อจะได้เข้าไปมีบทบาทเป็นระบบขนส่งขนาดเล็กภายในพื้นที่งาน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้ผู้เข้าชม ลดความหนาแน่นของรถยนต์ส่วนบุคคล และสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมกับงานเทศกาลสมัยใหม่อย่างลงตัว

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของสามล้อจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ล้อรถ” แต่เป็นเรื่องของ “ภาพลักษณ์” และ “ประสบการณ์ร่วม” ที่ผู้มาเยือนจะได้รับในทุกจุดสัมผัสของงาน

สามล้อในฐานะ “ทูตวัฒนธรรม” ของเชียงราย

หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนเจตนารมณ์ทางนโยบายได้อย่างชัดเจน คือการยกสถานะของสามล้อจาก “แรงงานขนส่ง” ไปสู่บทบาท “ทูตวัฒนธรรม” ของเมือง

จากคำชี้แจงของ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ซึ่งได้รับมอบหมายจากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้มาพบปะกลุ่มสามล้อในครั้งนี้ ระบุถึงเป้าหมายสำคัญว่า นายก อบจ.เชียงราย “ต้องการให้ผู้ประกอบอาชีพสามล้อเข้ามามีบทบาทสำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยว” พร้อมทั้งย้ำให้เห็นว่า สามล้อจะไม่เพียงทำหน้าที่รับ-ส่งนักท่องเที่ยวในเชิงบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความประทับใจแรกให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

คำกล่าวของรองนายกฯ เน้นย้ำชัดว่า การผลักดันบทบาทของสามล้อครั้งนี้

  • เป็นการ รักษาเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและอาชีพดั้งเดิม
  • เป็นช่องทาง กระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก
  • เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สามล้อไม่ได้เป็นเพียง “ภาพถ่ายสวย ๆ” ในโปสการ์ดหรือสื่อท่องเที่ยว แต่เป็น “เจ้าของเรื่องเล่า” ที่สามารถพูดคุย แนะนำสถานที่ และส่งต่อเรื่องราวเชียงรายให้กับผู้โดยสารแบบตัวต่อตัวในทุกการเดินทาง

กระจายรายได้–สร้างโอกาส สามล้อในเศรษฐกิจท้องถิ่นยุคใหม่

ในแง่เศรษฐกิจ การนำสามล้อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ช่วยให้รายได้จากนักท่องเที่ยวไม่กระจุกตัวอยู่เพียงในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร หรือบริษัทนำเที่ยว หากแต่ไหลลงไปสู่แรงงานรับจ้างดั้งเดิม ซึ่งเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาคมากกว่า

การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ที่ให้สามล้อเข้ามามีบทบาทในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “นโยบายเชิงพหุวัตถุประสงค์” ที่ตอบโจทย์ทั้ง

  • การอนุรักษ์ งานวัฒนธรรมดั้งเดิม
  • การสร้าง รายได้เสริมช่วงไฮซีซัน
  • การเพิ่ม คุณค่าทางประสบการณ์ ให้กับนักท่องเที่ยว

อาชีพสามล้อซึ่งเคยถูกมองว่าเสี่ยงต่อการหายไปตามการเติบโตของเมืองท่องเที่ยว เมื่อถูกเชื่อมโยงกับเทศกาลสำคัญและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม ก็มีโอกาสกลับมายืนอยู่ใน “โครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น” อย่างภาคภูมิ ไม่ได้เป็นเพียง “ภาพเก่าในความทรงจำ” ของผู้คนรุ่นก่อน

บทบาทภาครัฐท้องถิ่น จากผู้กำกับดูแล สู่ “พาร์ตเนอร์” ของแรงงานดั้งเดิม

กรณีของ อบจ.เชียงราย กับอาชีพสามล้อในครั้งนี้ ยังสะท้อนแนวโน้มสำคัญด้านการบริหารท้องถิ่น คือ การเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “หุ้นส่วนการพัฒนา”

การจัดให้มีการพบปะผู้ประกอบอาชีพสามล้อเป็นประจำทุกเดือนธันวาคม ไม่เพียงเพื่อจัดการด้านเอกสารหรือการยืมรถเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางรับฟังเสียงของกลุ่มอาชีพที่มักเข้าไม่ถึงเวทีนโยบายระดับใหญ่ การย้ำความห่วงใยและคำขอบคุณอย่างเป็นทางการต่อผู้ประกอบการสามล้อ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้รู้สึกว่า “ไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง

นโยบายหนุนสามล้อร่วมเป็นเจ้าบ้านในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน จึงไม่ใช่มาตรการระยะสั้นในเชิงพิธีกรรม แต่มีศักยภาพจะต่อยอดสู่

  • การอบรมพัฒนาทักษะด้านการบริการและการสื่อสารสำหรับผู้ขับสามล้อ
  • การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ใช้สามล้อเป็นพาหนะหลักในบางโซนของเมือง
  • การสร้างแพ็กเกจท่องเที่ยวที่ผนวกบริการสามล้อเข้ากับกิจกรรมทางการท่องเที่ยวอื่น

แม้รายละเอียดเชิงนโยบายในขั้นต่อไปจะต้องอาศัยการหารือเพิ่มเติม แต่โครงร่างของวิธีคิดได้ชัดเจนแล้วว่า ภาครัฐท้องถิ่นไม่ได้มองสามล้อเป็นเพียง “ผู้ประกอบการรายย่อย” หากมองเป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในภาพรวม

เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สามล้อคือฟันเฟืองเล็กในเครื่องยนต์ใหญ่

เชียงรายในปัจจุบันไม่ได้ขายเฉพาะภูเขา ทะเลหมอก หรือดอกไม้เมืองหนาวเท่านั้น หากยังขาย “วิถีชีวิต” และ “เรื่องเล่า” ของผู้คนในพื้นที่ การทำให้สามล้อกลับมามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในฤดูกาลท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวแบบ “Slow Travel” และ “Local Experience” ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการสัมผัส

เมื่อสามล้อได้รับการสนับสนุนให้ทำหน้าที่รับ-ส่งนักท่องเที่ยวในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงเห็นดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอย่างวิจิตร แต่ยังได้พูดคุยกับคนขับสามล้อ เรียนรู้เรื่องราวของเมือง ผ่านบทสนทนาระหว่างการเดินทางระยะสั้น นี่คือ “มิติที่ไม่อาจสร้างได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว”

ในมุมของยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง การผนวกรวมสามล้อเข้ากับเทศกาลระดับอาเซียน ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงเมืองจัดงานอีเวนต์หรือแหล่งเช็กอินชั่วคราว

จากงานเทศกาลสู่ความยั่งยืน คำถามต่ออนาคตของอาชีพสามล้อเชียงราย

แม้การสนับสนุนสามล้อในช่วงก่อนและระหว่างงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่ง แต่คำถามเชิงนโยบายที่ยังต้องติดตามคือ

  • หลังจบเทศกาลแล้ว สามล้อจะยังได้รับบทบาทเชิงโครงสร้างในระบบท่องเที่ยวของเมืองต่อไปหรือไม่
  • จะมีการออกแบบเส้นทาง “ท่องเที่ยวเมืองเชียงรายด้วยสามล้อ” อย่างต่อเนื่องในช่วงอื่นของปีหรือไม่
  • ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จะร่วมกันออกแบบกลไกดูแลคุณภาพบริการและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไร เพื่อให้ภาพลักษณ์ของสามล้อในฐานะทูตวัฒนธรรมสามารถยืนระยะได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นที่เกิดขึ้นในวันนี้ – ตั้งแต่การต่อสัญญายืมรถสามล้อประจำปี การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์งานบนสามล้อทุกคัน ไปจนถึงการจัดให้สามล้อเข้ามามีบทบาทในพื้นที่งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียน – ล้วนสะท้อนว่า เชียงรายไม่ได้มุ่งเป็นเพียง “เมืองจัดงานดอกไม้” หากต้องการเป็นเมืองที่เติบโตอย่างไม่ทิ้งรากวัฒนธรรมของตนเองไว้ข้างหลัง

สามล้อ – เสน่ห์เล็ก ๆ ที่แบกรับภาพใหญ่ของเมืองเชียงราย

การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ภายใต้การนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ และการขับเคลื่อนภารกิจโดยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ในการสนับสนุนอาชีพสามล้อให้มีบทบาทเชิงรุกในงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 สะท้อนภาพของ “เมืองที่มองเห็นคุณค่าฟันเฟืองเล็ก ๆ” ในเครื่องจักรเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของตนเอง

สามล้ออาจเป็นเพียงพาหนะที่เคลื่อนตัวไม่เร็ว ไม่หรูหรา และรองรับผู้โดยสารได้ไม่มาก แต่กลับมี “ศักยภาพเชิงสัญลักษณ์” สูงกว่ายานพาหนะสมัยใหม่หลายประเภท เพราะทุกเที่ยวที่ออกตัว คือการพานักท่องเที่ยวเข้าใกล้ผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเชียงรายอย่างแนบชิด

ในฤดูกาลดอกไม้ปลายปี 2568 ที่กำลังจะมาถึง บทบาทของสามล้อจึงไม่ได้เป็นเพียง “ฉากประกอบ” หากเป็นส่วนสำคัญของ “เรื่องเล่าเชียงราย” ที่กำลังถูกเล่าซ้ำต่อสายตานักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและทั่วโลก

ว่าเมืองเล็กริมกกแห่งนี้ ไม่ได้เติบโตด้วยการละทิ้งอดีต แต่เลือกจะเดินหน้าไปข้างหน้าโดย “พาคนตัวเล็ก ๆ ไปด้วยกัน”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  •  “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ สวนไม้งามริมน้ำกก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย –
  • นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

AOT ขึ้นค่า PSC 390 บาท ตั้งแต่ เม.ย. 69 สนามบิน เชียงราย (CEI) จะ ดีขึ้นแค่ไหน?

AOT ขึ้นค่า PSC ดันไทยสู่ Aviation Hub เปิดมุมสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กับโจทย์ใหม่ “บริการต้องดีขึ้น แค่ไหน? ถึงจะคุ้ม 390 บาท”

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – การตัดสินใจของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาทต่อคน หรือเพิ่มขึ้น 390 บาท นับเป็นหนึ่งในมาตรการด้านโครงสร้างราคาที่ถูกจับตามองมากที่สุดของอุตสาหกรรมการบินไทยในรอบหลายปี

แม้ข่าวใหญ่จะถูกโฟกัสไปที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในฐานะ “หัวใจหลัก” ของแผนลงทุนมูลค่ากว่า 170,000 ล้านบาท แต่ในมุมของประชาชนและผู้ประกอบการในภูมิภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย คำถามสำคัญคือ – การปรับขึ้น PSC ครั้งนี้จะสะท้อนอย่างไรต่ออนาคตของ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) และเศรษฐกิจชายแดนในพื้นที่

บทความนี้จึงชวนผู้อ่านมอง “ภาพใหญ่ของประเทศ” ควบคู่กับ “ภาพใกล้ของเชียงราย” เพื่อทำความเข้าใจว่า 390 บาทที่เพิ่มขึ้นต่อหนึ่งที่นั่ง ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในตั๋วเครื่องบิน แต่สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแข่งขันด้านการท่องเที่ยว และคุณภาพการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

มติ กบร. ขยับ PSC ต่างประเทศ 390 บาท ระดมรายได้ปีละกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

จากมติการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 3/2568 ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้ AOT ปรับขึ้นค่า PSC สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศในท่าอากาศยาน 6 แห่งในความรับผิดชอบของ AOT ได้แก่

  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง
  • ท่าอากาศยานภูเก็ต
  • ท่าอากาศยานเชียงใหม่
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
  • ท่าอากาศยานหาดใหญ่

โดยอัตราใหม่มีรายละเอียดดังนี้

  • อัตราเดิม: 730 บาทต่อผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ
  • อัตราใหม่: 1,120 บาทต่อผู้โดยสาร
  • ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น: 390 บาทต่อคน
  • เส้นทางภายในประเทศ: ยังคงอัตราเดิมที่ 130 บาทต่อคน

จากการประเมินเบื้องต้น AOT คาดว่าการปรับขึ้น PSC จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มราว 13,650 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้รองรับแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน โดยเฉพาะโครงการใหญ่ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาทิ

  1. การขยายส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารเป็นราว 80 ล้านคนต่อปี
  2. แผนแม่บท “South Development” ซึ่งครอบคลุมการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และรันเวย์เส้นที่ 4 รวมวงเงินลงทุนกว่า 170,000 ล้านบาท

ตามกรอบกฎหมาย รายได้จากค่า PSC จะถูกนำไปใช้เฉพาะเพื่อการพัฒนาท่าอากาศยานเท่านั้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการบริหารและพัฒนาสนามบินได้

อย่างไรก็ดี ก่อนการจัดเก็บอัตราใหม่ในเดือนเมษายน 2569 AOT ยังต้องจัดทำเอกสารชี้แจงต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และแจ้งประชาชนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 4 เดือน เพื่อให้ผู้โดยสารและสายการบินสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

ด้านหนึ่ง “ลงทุนครั้งใหญ่” อีกด้านหนึ่ง “ตั๋วแพงขึ้น” – สมการที่สังคมต้องชั่งน้ำหนัก

ในมุมของรัฐ การปรับขึ้น PSC ถูกอธิบายว่าเป็น “กลไกจำเป็น” เพื่อรองรับต้นทุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความคาดหวังด้านมาตรฐานบริการและความปลอดภัยจากผู้โดยสารและสายการบินก็สูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 390 บาทในตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศต่อหนึ่งที่นั่ง ย่อมถูกตั้งคำถามว่า – เมื่อจ่ายมากขึ้นแล้ว สนามบินจะ “ดีขึ้นแค่ไหน” และ “เชียงรายจะได้อะไรกลับมา” นอกจากตัวเลขในงบลงทุนส่วนกลาง

คำถามนี้ยิ่งชัดเจนในพื้นที่ภูมิภาคที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและพัฒนาการบินระหว่างประเทศของตนเอง เช่น เชียงราย ที่กำลังพยายามยกระดับสนามบินแม่ฟ้าหลวงให้เป็นประตูสำคัญของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงและภาคเหนือฝั่งตะวันออก

 

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากประตูท่องเที่ยวสู่ฟันเฟือง Aviation Hub

แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคของแผนลงทุนในแต่ละท่าอากาศยานจะยังอยู่ระหว่างการจัดสรรอย่างเป็นทางการ แต่ในกรอบใหญ่ AOT ระบุชัดว่า รายได้จาก PSC ที่เพิ่มขึ้นจะถูกใช้ “พัฒนาและยกระดับท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง” ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือ ดันประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาคเอเชีย

สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) บทบาทของสนามบินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นจุดรับ-ส่งผู้โดยสารในจังหวัดเท่านั้น หากยังเป็น “ประตูเชื่อม” สำหรับ

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีนตอนใต้ ลาว เมียนมา และประเทศในลุ่มน้ำโขง
  • ชาวเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงที่ใช้สนามบินเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางระหว่างประเทศผ่านเส้นทางต่อเครื่อง
  • การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม และชายแดน ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของเชียงราย

ในช่วงก่อนหน้านี้ มีการพูดถึงแนวทางการขยายศักยภาพของสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้รองรับผู้โดยสารระดับ 6–8 ล้านคนต่อปี ควบคู่กับการจัดระเบียบพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย หากรายได้จาก PSC ส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ต่อยอดโครงการเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม สนามบินเชียงรายจะมีโอกาสยกระดับบทบาทจาก “สนามบินปลายทาง” สู่การเป็น “จุดเชื่อมต่อ” สำคัญในโครงข่ายการบินภาคเหนือ

ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนที่เพิ่มขึ้นยังสัมพันธ์กับความสามารถในการดึงสายการบินใหม่ เส้นทางการบินตรงสู่เมืองหลักในภูมิภาค และการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำในฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งล้วนส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดและพื้นที่โดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ

แรงกดดันใหม่ต่อผู้โดยสารระหว่างประเทศของเชียงราย

แม้โครงสร้างค่า PSC เป็นเพียงส่วนหนึ่งของราคาตั๋วเครื่องบินโดยรวม แต่เมื่อรวมกับต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าภาษีสนามบินประเทศปลายทาง และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ก็ทำให้การเดินทางทางอากาศอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศจากสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายที่มีเที่ยวบินตรงต่างประเทศยังไม่หนาแน่นเท่าสนามบินหลัก

ในมิติหนึ่ง ผู้โดยสาร “กลุ่มฐานกว้าง” ที่ต้องการตั๋วราคาประหยัดอาจหันไปใช้สนามบินอื่นที่มีทางเลือกมากกว่า หรือเลือกการเดินทางข้ามแดนผ่านด่านทางบก เช่น แม่สาย–ท่าขี้เหล็ก หรือด่านเชียงของ เพื่อลดต้นทุนการเดินทาง ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและกลุ่มธุรกิจอาจยังมองว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น “ยอมรับได้” หากบริการในสนามบินดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านความสะดวก ความรวดเร็ว และความปลอดภัย

ดังนั้น สำหรับสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “รองรับ” มติเรื่อง PSC แต่คือการแปลงเม็ดเงินลงทุนให้กลับมาในรูปแบบของประสบการณ์ที่ผู้โดยสาร “รู้สึกได้” ว่าแตกต่างจากเดิม

เคลียร์ปม King Power ก่อนเดินหน้าแผนใหญ่

ในเวลาใกล้เคียงกัน คณะกรรมการ AOT ยังมีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) กับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ในท่าอากาศยาน 5 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่

แม้สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีการแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรีในรอบนี้โดยตรง แต่การจัดระเบียบโครงสร้างรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสนามบิน เช่น ค่าผลประโยชน์ขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) และส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ก็มีผลต่อ “ภาพรวมการเงิน” ของ AOT ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารสนามบินเชียงรายโดยตรง

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ AOT ระบุชัดว่า บริษัทจะ “เรียกเก็บผลประโยชน์ในอัตราที่สูงสุด” โดยเปรียบเทียบระหว่างรายได้จากส่วนแบ่ง และรายได้ขั้นต่ำในทุกท่าอากาศยาน พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มปริมาณผู้โดยสารเพื่อให้ระดับการใช้สนามบินแตะเป้าหมายตามสัญญาให้เร็วที่สุด

เมื่อโครงสร้างรายได้ของ AOT ทั้งจาก PSC และธุรกิจดิวตี้ฟรี ถูกวางให้มีเสถียรภาพมากขึ้น สนามบินในภูมิภาคอย่างแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ย่อมมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการจัดสรรงบลงทุนอย่างต่อเนื่องมากกว่าช่วงที่องค์กรต้องแบกรับความไม่แน่นอนด้านรายได้

เสียงจากฝั่งนักวิเคราะห์ ข่าวดีในระยะยาว แต่ตลาดรับรู้ไปแล้ว

บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า รายได้ที่ AOT จะได้รับจากการเจรจาเรื่องดิวตี้ฟรีกับ King Power เฉลี่ยอยู่ที่ราว 6,000–7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่เคยถูกคาดการณ์ในตลาดราว 8,000 ล้านบาทต่อปี จึงยังเป็นปัจจัยจำกัดต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในมุมหนึ่ง

อย่างไรก็ดี การปรับขึ้น PSC อีก 390 บาทต่อคน ถือว่า “สูงกว่ากรณี Best Case” ที่นักวิเคราะห์บางส่วนเคยประเมินไว้ที่ราว 300 บาทต่อคน ทำให้มีผลเชิงบวกต่อมูลค่าพื้นฐานของหุ้น AOT เพิ่มขึ้นอีกราว 3–4 บาทต่อหุ้นในเชิงประมาณการ แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนหน้าข่าวอย่างมีนัยสำคัญแล้วก็ตาม

สำหรับประชาชนในฐานะ “ผู้ใช้บริการสนามบิน” มากกว่า “ผู้ลงทุนในตลาดทุน” ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่ราคาหุ้น AOT แต่คือคำถามว่า – รายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งจากดิวตี้ฟรีและ PSC จะถูกแปลงเป็นบริการที่จับต้องได้อย่างไรในสนามบินที่ตนเองใช้งาน โดยเฉพาะสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ที่เป็นฐานหลักของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่หลงใหลธรรมชาติและวัฒนธรรมของเชียงราย

โอกาสและความท้าทายของสนามบินเชียงราย หลังเมษายน 2569

เมื่ออัตรา PSC ใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2569 สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จะต้องเผชิญทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในเวลาเดียวกัน

โอกาส

  1. มีปัจจัยรองรับการขอจัดสรรงบลงทุนเพื่อปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ระบบรักษาความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการขยายตัวของผู้โดยสารสู่ระดับ 6–8 ล้านคนต่อปีในอนาคต
  2. มีศักยภาพในการดึงสายการบินระหว่างประเทศใหม่ ๆ เข้ามาเปิดเส้นทางตรง หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานสนามบินและศักยภาพการรองรับผู้โดยสาร
  3. เสริมภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะ “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่เชื่อมต่อได้สะดวกทั้งจากกรุงเทพฯ เมืองหลักในประเทศ และเส้นทางระหว่างประเทศในอนาคต

ความท้าทาย

  1. ต้องบริหารภาพลักษณ์ไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่า “ค่าตั๋วสูงขึ้น แต่บริการยังเหมือนเดิม” โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่โครงการลงทุนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
  2. ต้องวางแผนร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสายการบิน เพื่อให้ผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่กระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยจนเกินไป
  3. ต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนา “บริการเชิงพาณิชย์” (เช่น ร้านค้า พื้นที่พาณิชย์) กับ “บริการสาธารณะพื้นฐาน” (เช่น พื้นที่นั่งรอ ห้องน้ำ ระบบขนส่งเชื่อมต่อสนามบิน–ตัวเมือง) เพื่อไม่ให้ภาพรวมกลายเป็นสนามบินที่ถูกมองว่าเน้นเชิงธุรกิจเกินไป

390 บาทที่มากกว่า “ค่าธรรมเนียม” แต่คือคำถามต่อคุณภาพระบบสาธารณสุขทางอากาศของประเทศ

การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้อาจถูกมองได้สองมุมพร้อมกัน –

  • ในมุมหนึ่ง เป็น “ความจำเป็น” ทางการคลังและการลงทุน เพื่อไม่ให้สนามบินไทยหยุดนิ่งหรือด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
  • แต่อีกมุมหนึ่ง ก็เป็น “เครื่องทดสอบความเชื่อมั่น” ของประชาชน ว่าเม็ดเงินที่จ่ายเพิ่มในทุกเที่ยวบิน จะถูกแปลงกลับมาเป็นประสบการณ์การเดินทางที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น และปลอดภัยขึ้นจริงเพียงใด

สำหรับสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข 390 บาท แต่คือบททดสอบว่าเชียงรายจะก้าวขึ้นมาใช้ “โอกาสจากนโยบายส่วนกลาง” เพื่อยกระดับสนามบินให้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้มากแค่ไหน

คำตอบสุดท้ายอาจไม่อยู่บนเวทีแถลงข่าว หากแต่อยู่ในสายตาของผู้โดยสารที่ก้าวผ่านประตูสนามบินเชียงรายทุกเที่ยวบิน ตั้งแต่เมษายน 2569 เป็นต้นไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงคมนาคม / คณะกรรมการการบินพลเรือน
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ นำร่อง ประกันสุขภาพสมัครใจในโรงพยาบาลรัฐ ดึงเงิน 1.6 หมื่นล้าน เข้า สธ.

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์นำร่องโมเดลใหม่ “ประกันสุขภาพสมัครใจในรพ.รัฐ” หลัง สธ.–สมาคมประกันชีวิตไทยเซ็น MOU ดันเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้านเข้าระบบสาธารณสุข

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องงบประมาณสาธารณสุขที่ตึงตัว และค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ขยับสูงขึ้นทุกปี การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับสมาคมประกันชีวิตไทย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 จึงถูกจับตามองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระบบสุขภาพไทย

ในดีลครั้งประวัติศาสตร์นี้ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลายเป็นหนึ่งใน 28 โรงพยาบาลรัฐนำร่อง ที่จะรองรับ “ประกันสุขภาพภาคสมัครใจ” อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในส่วนของคลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ซึ่งในอดีตผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้เต็มที่จากข้อจำกัดของกติกาและระบบเบิกจ่าย

การขยับครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนภาพจำของ “โรงพยาบาลรัฐที่ใช้ประกันไม่ได้” แต่ยังมีเป้าหมายดึงเม็ดเงินกว่า 16,000 ล้านบาทจากระบบประกันสุขภาพสมัครใจ เข้าสู่โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดภาระงบประมาณ และยกระดับมาตรฐานบริการสำหรับประชาชนในระยะยาว

MOU ใหญ่ สธ.–สมาคมประกันชีวิตไทย เชื่อม “เงินเอกชน” เข้าระบบ “บริการรัฐ”

พิธีลงนาม MOU จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ร่วมลงนามและสักขีพยานจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ฝั่งกระทรวงสาธารณสุข มี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงนาม ขณะที่ฝั่งสมาคมประกันชีวิตไทย นำโดย นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคปภ. และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง ร่วมเป็นสักขีพยานในห้องประชุมเดียวกัน

ใจกลางของ MOU ฉบับนี้คือการ “บูรณาการเครือข่ายบริการสาธารณสุขของรัฐ” เข้ากับ “ระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจของเอกชน” อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และได้มาตรฐาน เป้าหมายสำคัญมีสองมิติ

  1. มิติด้านบริการ – ยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐให้รองรับผู้เอาประกันสุขภาพได้อย่างสะดวก ทันสมัย ผ่านการพัฒนา Service Center คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ลดเวลารอคอยและความแออัด ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนจำนวนมากคุ้นเคย
  2. มิติด้านการคลังและเศรษฐกิจ – ดึงเม็ดเงินจากประกันสุขภาพสมัครใจ ที่คาดว่าจะสามารถ “Top Up” สิทธิประโยชน์เดิมเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเสริมรายได้ ลดภาระงบประมาณ และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของระบบสาธารณสุขในระยะยาว

ในแง่นี้ MOU จึงไม่ใช่เพียงเอกสารความร่วมมือเชิงพิธีการ แต่เป็น “กลไกเชื่อม” ระหว่าง เงินเอกชน – ระบบรัฐ – สิทธิประโยชน์ของประชาชน เข้าด้วยกันในครั้งเดียว

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ จากโรงพยาบาลศูนย์ สู่ต้นแบบ “รพ.รัฐที่ใช้ประกันได้เต็มสิทธิ์”

สำหรับจังหวัดเชียงราย ชื่อของ “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์” เป็นเหมือนศูนย์กลางด้านสาธารณสุขที่ประชาชนในพื้นที่คุ้นเคยมานาน ในครั้งนี้ โรงพยาบาลถูกผลักดันให้ก้าวอีกขั้นสู่บทบาท “โรงพยาบาลรัฐนำร่อง” ภายใต้โมเดลใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข

วันเดียวกับการลงนาม MOU นพ.สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พร้อมด้วย นพ.เปรมชัย ติรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ได้เข้าร่วมประชุมและพิธีลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมขึ้นเวทีเสวนาในหัวข้อ
“Model การบริหารจัดการในโรงพยาบาลรัฐ รองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ (Showcase)”

ในเวทีดังกล่าว โรงพยาบาลเชียงรายฯ ถูกนำเสนอในฐานะ “ต้นแบบการบริหารจัดการ” ที่พร้อมรองรับระบบประกันสุขภาพสมัครใจในโรงพยาบาลรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติ

  • การออกแบบเส้นทางบริการ (Patient Journey) สำหรับผู้เอาประกันสุขภาพ
  • การจัดคลินิกพิเศษและ Premium Clinics ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและความรวดเร็ว
  • การบริหารห้องพิเศษที่สามารถรองรับผู้ป่วยประกันสุขภาพโดยไม่กระทบสิทธิ์ของผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

การขึ้นเวทีระดับชาติในฐานะ Showcase สะท้อนว่า รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ตาม” นโยบายจากส่วนกลาง แต่มีบทบาทเชิงรุกในการนำเสนอโมเดลบริหารจัดการ เพื่อให้เงินประกันสุขภาพสมัครใจไหลเข้าระบบโรงพยาบาลรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงมาตรฐานความเท่าเทียมด้านบริการขั้นพื้นฐานไว้ควบคู่กัน

ทำไมต้องดึง “เงินประกันสุขภาพ” เข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ?

เบื้องหลัง MOU ครั้งนี้ เชื่อมโยงกับโจทย์ใหญ่ที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเคยสะท้อนไว้ในเวที “การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569” นั่นคือ ต้นทุนด้านสุขภาพของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากต้องเผชิญภาวะขาดทุนและภาระงบประมาณที่หนักขึ้นทุกปี

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพเองก็เผชิญแรงกดดันจาก ค่าใช้จ่ายด้านการเคลมที่สูงขึ้น ทั้งจากค่ารักษาทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพมีแนวโน้มต้องขยับสูงขึ้นตามต้นทุน

ข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรวมต่อปีในระดับหลายแสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว 2–4% ต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของเม็ดเงินจากระบบประกันยังมีอยู่มาก หากสามารถออกแบบให้ไหลเข้าสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

MOU ครั้งนี้ จึงถูกออกแบบให้ “จับมือกันกลางทาง”

  • ฝั่ง กระทรวงสาธารณสุข ต้องยกระดับคุณภาพและประสบการณ์บริการให้ประชาชนรู้สึกว่า โรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับผู้เอาประกันสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ สะดวกสบาย และไม่ต่างจากการไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนในบางบริการ
  • ฝั่ง บริษัทประกันชีวิต จะได้เครือข่ายโรงพยาบาลรัฐที่มีต้นทุนบริการต่ำกว่าเอกชน ช่วยชะลอการขึ้นค่าเบี้ยในระยะยาว และออกผลิตภัณฑ์ที่ “จับต้องได้” มากขึ้นสำหรับคนไทยรายได้ปานกลาง

เมื่อเม็ดเงินจากประกันสุขภาพสมัครใจ กว่า 16,000 ล้านบาท สามารถถูกดึงเข้ามา “Top Up” ระบบเดิมได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบประมาณ แต่คือการเสริมความยั่งยืนให้กับโรงพยาบาลรัฐทั้งระบบ

สามฝ่ายได้อะไรจากโมเดลใหม่ “ประกันสุขภาพภาคสมัครใจในรพ.รัฐ”

ถ้ามองในภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้สร้างผลประโยชน์อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. ประชาชนและผู้เอาประกัน: ทางเลือกที่มากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้

ผู้เอาประกันสุขภาพที่เคยลังเลว่า
“จะไปโรงพยาบาลรัฐที่แออัด หรือไปเอกชนที่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า?”

อาจมีคำตอบใหม่เมื่อโรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับการเบิกจ่ายประกันสุขภาพสมัครใจในคลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ได้อย่างเป็นระบบ

ประชาชนจะได้รับ:

  • บริการที่รวดเร็วขึ้นในบางจุดบริการ
  • การเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลรัฐ ที่ขึ้นชื่อว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญไม่แพ้เอกชน
  • ค่าใช้จ่ายสุทธิที่ “สมเหตุสมผล” กว่าการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนเต็มรูปแบบ

นางนุสรา นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เคยระบุถึงทิศทางสำคัญว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีแนวโน้มจะนำไปสู่ กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่เลือกใช้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ” ซึ่งคาดว่าจะมี “ราคาเบี้ยที่ย่อมเยาลง” ทำให้ประชาชนเข้าถึงการทำประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น และมีตัวเลือกมากกว่าที่เป็นอยู่

  1. โรงพยาบาลรัฐ: รายได้เพิ่มขึ้น – งบลงทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป การมีรายได้จากระบบประกันสุขภาพสมัครใจเข้ามาเพิ่มเติม นอกจากช่วยบรรเทาปัญหาขาดทุนสะสมแล้ว ยังหมายถึง “งบลงทุน” ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

ในกรณีของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการรับผู้เอาประกันสุขภาพในคลินิกพิเศษและห้องพิเศษ จะกลายเป็นงบประมาณหมุนเวียนกลับไปสู่

  • การพัฒนาระบบบริการพื้นฐานสำหรับประชาชนทุกสิทธิ์
  • การลงทุนในระบบ IT และ Service Center เพื่อให้การบริหารจัดการผู้ป่วยทุกกลุ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การดูแลบุคลากรด่านหน้า ที่ต้องรองรับภาระงานหนักในแต่ละวัน
  1. ภาคธุรกิจประกัน: ต้นทุนการเคลมลดลง – เบี้ยประกันเติบโตอย่างยั่งยืน

ในมุมของบริษัทประกันชีวิต “ต้นทุนจากค่ารักษาพยาบาล” คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันการปรับขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพในแต่ละปี การมีเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐที่สามารถให้บริการผู้เอาประกันได้จริง จะช่วยให้บริษัทประกันมีต้นทุนเรื่องค่ารักษาที่ต่ำลง เมื่อเทียบกับการพึ่งพาโรงพยาบาลเอกชนเพียงอย่างเดียว

รมว.สาธารณสุขสะท้อนมุมนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การดึงผู้เอาประกันให้เข้ามารักษาในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จะเป็น “กลไกสำคัญ” ในการชะลอการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันสุขภาพในระยะยาว ขณะเดียวกัน ธุรกิจประกันชีวิตก็ยังสามารถเติบโตบนฐานเบี้ยประกันที่รับได้ต่อสังคม

รพ.เชียงรายฯ กับโจทย์ใหม่ ยกระดับบริการ โดยไม่ทิ้งความเท่าเทียม

แม้โมเดลใหม่จะถูกมองว่าเป็น “โอกาส” ครั้งใหญ่ แต่ก็มีคำถามสำคัญที่สังคมจับตาเช่นกัน นั่นคือ

เมื่อมีบริการพรีเมียมสำหรับผู้เอาประกันมากขึ้น
ระบบจะรักษาความเท่าเทียมสำหรับผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างไร?

โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ที่มีภาระรองรับผู้ป่วยจำนวนมากจากทั้งจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง

การบริหารจัดการจึงต้องวางอยู่บนหลักสองประการคู่กันคือ

  1. ไม่ลดทอนคุณภาพและสิทธิของผู้ป่วยในระบบหลักประกันเดิม – บริการพื้นฐานต้องยังคงเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
  2. ใช้รายได้จากผู้เอาประกันสมัครใจกลับไปเสริมความเข้มแข็งของระบบเดิม – ทั้งในมิติบุคลากร เวชภัณฑ์ และระบบสนับสนุนด้านหลังบ้าน

บทบาทของทีมผู้บริหาร นำโดย นพ.สมศักดิ์ และ นพ.เปรมชัย จึงไม่ใช่เพียงการ “ดีลกับบริษัทประกัน” หรือ “เพิ่มบริการพรีเมียม” เท่านั้น แต่ต้องวางสมดุลระหว่าง ประสิทธิภาพทางการเงิน” และ “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ” ให้เดินไปด้วยกัน

ภาคเหนือและโรงพยาบาลนำร่อง เครือข่ายเชื่อมโยงมากกว่าหนึ่งจังหวัด

การนำร่องครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ในภาคเหนือ มีโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่หลายแห่งที่เข้าร่วม เช่น

  • โรงพยาบาลลำปาง
  • โรงพยาบาลนครพิงค์
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • โรงพยาบาลพุทธชินราช
  • โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

การมีเครือข่ายโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ ทำให้อนาคตของ “กรมธรรม์ประกันสุขภาพเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ” มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะผู้เอาประกันจะสามารถเลือกใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐชั้นนำในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แค่โรงพยาบาลเอกชนในเมืองใหญ่

สำหรับเชียงรายเอง การที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดก้าวสู่การเป็นหนึ่งในต้นแบบระดับชาติ อาจส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) และ ความเชื่อมั่นด้านระบบสาธารณสุข ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและอยู่อาศัยของประชาชนในระยะยาว

ขยับจาก “นโยบายบนกระดาษ” สู่ “สิทธิที่ประชาชนใช้ได้จริง”

อย่างไรก็ดี การลงนาม MOU เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น สิ่งที่จะตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ถ้อยคำบนเวที หรือภาพพิธีลงนาม แต่คือประสบการณ์จริงของประชาชนที่เดินเข้าไปในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลนำร่องอื่น ๆ ในวันข้างหน้า

คำถามที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่

  • ระบบการลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ประกันสุขภาพในโรงพยาบาลรัฐ จะรวดเร็วและไม่ซับซ้อนเพียงใด
  • การจัดโซนคลินิกพิเศษและ Premium Clinics จะสามารถช่วยลดความแออัดในระบบปกติ หรือกลับเพิ่มภาระให้บุคลากรด่านหน้า
  • รายได้จากประกันสุขภาพสมัครใจ จะถูกนำกลับไปใช้เสริมบริการพื้นฐานให้ผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างโปร่งใสเพียงใด

คำตอบเหล่านี้จะค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อระบบเริ่มเดินจริงในปีงบประมาณถัดไป และเมื่อกรมธรรม์ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เลือกใช้เฉพาะโรงพยาบาลรัฐถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

สำหรับประชาชนเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “นโยบายส่วนกลาง” หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะสะท้อนอยู่ในห้องตรวจ ห้องพิเศษ และคลินิกพิเศษของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในอนาคตอันใกล้ หากโมเดลนี้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น และรักษาสมดุลระหว่าง สิทธิพื้นฐาน” และ “บริการพิเศษ” ได้อย่างแท้จริง

สำหรับสถานพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ 

ที่เข้าร่วมเป็นรพ.นำร่อง ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศภายใต้ MOU ดังกล่าว และคาดหวังได้ว่า เมื่อประกันสุขภาพแบบใหม่คลอดออกมา จะสามารถใช้ได้กับรพ. เหล่านี้ ได้แก่

  1. โรงพยาบาลลำปาง
  2. โรงพยาบาลนครพิงค์
  3. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  4. โรงพยาบาลพุทธชินราช
  5. โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
  6. โรงพยาบาลสระบุรี
  7. โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
  8. โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
  9. โรงพยาบาลสมุทรสาคร
  10. โรงพยาบาลราชบุรี
  11. โรงพยาบาลนครปฐม
  12. โรงพยาบาลระยอง
  13. โรงพยาบาลพระปกเกล้า
  14. โรงพยาบาลสมุทรปราการ
  15. โรงพยาบาลชลบุรี
  16. โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
  17. โรงพยาบาลขอนแก่น
  18. โรงพยาบาลสกลนคร
  19. โรงพยาบาลอุดรธานี
  20. โรงพยาบาลชัยภูมิ
  21. โรงพยาบาลสุรินทร์
  22. โรงพยาบาลบุรีรัมย์
  23. โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  24. โรงพยาบาลศรีสะเกษ
  25. โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
  26. โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช
  27. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
  28. โรงพยาบาลหาดใหญ่
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 จัดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” แปลงนาสาธิต ทหารพันธุ์ดี สืบสาน ศาสตร์พระราชา

เชียงราย – มทบ.37 สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ผ่านกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” แปลงนาสาธิตทหารพันธุ์ดี เชื่อมจิตอาสา–ชุมชน สร้างพื้นที่เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงราย,4 ธันวาคม 2568 – เสียงหัวเราะของเด็กนักเรียน เสียงทักทายของทหารผ่านศึก และจังหวะก้าวย่ำลงผืนนาอย่างพร้อมเพรียงของกำลังพลจิตอาสา คือภาพแรกที่ปรากฏขึ้น ณ แปลงนาสาธิต โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช เมื่อบ่ายวันที่ 2 ธันวาคม 2568

ภายใต้บรรยากาศเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมาย ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) จัดกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตรงกับวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568

เบื้องหลังเพียงครึ่งวันของกิจกรรม คือ “เรื่องเล่า” ของการสืบสานพระราชปณิธานด้านการพัฒนา การยืนหยัดบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความพยายามเปลี่ยน “ผืนนาในค่ายทหาร” ให้เป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ของคนทั้งชุมชน

พลังจิตอาสาหลากหลายรุ่น จากทหาร ถึงนักเรียนอนุบาล

หัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือ “การรวมพลัง” ของเครือข่ายจิตอาสาหลายภาคส่วน ภายใต้การนำของ พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีและนำกำลังพลลงแปลงนาอย่างเป็นตัวอย่าง

กิจกรรมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลากหลาย ได้แก่

  • กำลังพลจิตอาสา 904
  • กำลังพลมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช
  • โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
  • หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร
  • สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย–พะเยา
  • โรงเรียนอนุบาลกองทัพบกอุปถัมภ์ บริบูรณ์ธนวัฒน์

การที่ “ทหารแนวหน้า – ทหารผ่านศึก – เยาวชน – บุคลากรทางการแพทย์ – ครูและนักเรียน” ลงมือทำนาเคียงบ่าเคียงไหล่กันในกิจกรรมเดียว ไม่ได้เป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ หากยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของงานครั้งนี้ คือ “การเรียนรู้ร่วมกัน” และ “การสืบสานวิถีเกษตรกรรมไทยอย่างมีส่วนร่วม”

แม้กิจกรรมจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมแปลงนา การลงแขกดำนา ไปจนถึงการอธิบายขั้นตอนจัดการน้ำ ดิน และเมล็ดพันธุ์ ล้วนถูกออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้ง “วิธีคิด” และ “วิธีปฏิบัติ” ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และศาสตร์พระราชาอย่างเป็นระบบ

ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” วงจรเวลาที่ผูกหัวใจคนกับผืนนา

ชื่อกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เป็นวลีที่คนไทยคุ้นหูมาหลายปี แต่ในบริบทของ มทบ.37 วลีนี้ถูกทำให้ “จับต้องได้จริง” ผ่านแปลงนาสาธิตของโครงการทหารพันธุ์ดี

แนวคิดหลักคือการใช้ “วงจรเวลา” จากเดือนสิงหาคม (วันแม่แห่งชาติ) จนถึงเดือนธันวาคม (วันพ่อแห่งชาติ) เป็นกรอบการเรียนรู้เรื่องข้าวและวิถีเกษตรกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมดิน ดำนา ดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว

แม้ในปีนี้กิจกรรมที่รายงานจะจัดขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงใกล้วันพ่อแห่งชาติ แต่การลงแขกดำนาในแปลงนาสาธิตครั้งนี้ก็ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับการ “เก็บเกี่ยวในอนาคต” อย่างชัดเจน

ข้าวที่ผู้เข้าร่วมปลูกร่วมกันในวันนี้ จะกลายเป็นผลผลิตที่สะท้อนให้เห็นว่า “การทำตามศาสตร์พระราชา” ไม่ใช่เพียงคำขวัญ หากคือกระบวนการเรียนรู้ระยะยาว ที่ต้องอาศัยความเพียร ความร่วมมือ และการวางแผนอย่างรอบคอบ

แปลงนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดี ห้องเรียน “ศาสตร์พระราชา” ในค่ายทหาร

กิจกรรมทั้งหมดจัดขึ้น ณ แปลงนาสาธิต โครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 37 ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช” ทำหน้าที่เป็นแหล่งสาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกำลังพล ส่วนราชการ นักเรียน และประชาชนทั่วไป

หน่วยได้ประกาศชัดว่า การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้ความคิด

“เรียนรู้จากผืนนา ในศาสตร์พระราชา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และการพัฒนาที่ตั้งอยู่บน “ความพอประมาณ เหตุผล และภูมิคุ้มกัน” โดยอาศัยเงื่อนไขความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน เพื่อให้ครอบครัว ชุมชน และประเทศสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อหลักคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดลงสู่ “ผืนนาในค่ายทหาร” แปลงนี้จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงเป็นพื้นที่ปลูกข้าว แต่กลายเป็น “สื่อการเรียนรู้” ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นภาพจริงของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล ทั้งน้ำ ดิน พืช และแรงงานคน

เกษตรทฤษฎีใหม่ จากแนวพระราชดำริ สู่ผังการจัดการพื้นที่ของ มทบ.37

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการทหารพันธุ์ดี คือการน้อมนำ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มาปรับใช้ในพื้นที่ของหน่วย เพื่อให้เกิดต้นแบบการจัดการพื้นที่เกษตรขนาดเล็กที่เหมาะสมกับสภาพของเกษตรกรไทย

เอกสารแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของสำนักงาน กปร. ระบุว่า ทฤษฎีใหม่นี้เสนอให้เกษตรกรที่มีที่ดินเฉลี่ยประมาณ 10–15 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ เช่น แหล่งน้ำ พื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่ปลูกพืชผสมผสาน และพื้นที่อยู่อาศัยหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตอาหาร การกักเก็บน้ำ และการสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืน

การที่มณฑลทหารบกที่ 37 นำแนวทางนี้มาปรับใช้ในแปลงนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดี ไม่เพียงช่วยให้กำลังพลเข้าใจระบบเกษตรแบบบูรณาการ แต่ยังทำให้พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบภาคปฏิบัติ” ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมาศึกษา เรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในแปลงของตนเองได้

ในมุมของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร แปลงทดสอบที่มีข้าวเป็นศูนย์กลาง และมีพืชอาหารอื่น ๆ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์หรือปลูกพืชเศรษฐกิจเสริม ย่อมมีศักยภาพในการช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ตลอดจนรองรับสถานการณ์วิกฤตในอนาคตได้ดีกว่าระบบเกษตรเชิงเดี่ยว

จาก “หน้าที่ทหาร” สู่ “บทบาทครู” กองทัพกับภารกิจใหม่ในชุมชน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทัพบกได้พยายามขยายบทบาทจาก “หน่วยงานด้านความมั่นคง” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนา” กับชุมชน ผ่านโครงการด้านเกษตรและจิตอาสาต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการทหารพันธุ์ดี” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ในคราวเดียวกัน

กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นการปรับบทบาทดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อกำลังพลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงป้องกันประเทศ แต่ยังลงมาสวมบท “ครู” ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการจัดการแปลงนา การอนุรักษ์น้ำดิน และการวางแผนปลูกข้าวตามฤดูกาลให้กับเยาวชนและประชาชน

ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของหน่วยงานอย่างโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย–พะเยา ยังช่วยให้ภาพของกิจกรรมครั้งนี้เชื่อมโยงกับการดูแล “คนในระบบ” อย่างครบวงจร ทั้งทหารประจำการ ทหารผ่านศึก และครอบครัว

กล่าวได้ว่า แปลงนาสาธิตแปลงเล็ก ๆ แห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่ที่ “ภารกิจการพัฒนา คุณภาพชีวิต และการปลูกฝังคุณค่าจิตอาสา” เดินไปพร้อม ๆ กับภารกิจหลักด้านความมั่นคงของกองทัพ

เมื่อเด็ก ๆ ลงนา การปลูกเมล็ดพันธุ์ “คนรุ่นใหม่” ไปพร้อมกับเมล็ดข้าว

หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของกิจกรรม คือการที่นักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลกองทัพบกอุปถัมภ์ บริบูรณ์ธนวัฒน์ ได้มีโอกาสลงแปลงนา เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกข้าว รู้จักอุปกรณ์การทำนา และฟังคำอธิบายเรื่อง “ศาสตร์พระราชา” ในภาษาที่เข้าใจง่าย

สำหรับเด็กในยุคดิจิทัลที่คุ้นเคยกับหน้าจอมากกว่าผืนนา การได้สัมผัสดินโคลนด้วยตนเอง ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยเชื่อมโยง “อาหารในจาน” กับ “แรงงานของชาวนาและระบบนิเวศในท้องนา” อย่างจับต้องได้

เมื่อมองในระยะยาว การเปิดพื้นที่เช่นนี้ให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ย่อมช่วยปลูกฝังทัศนคติด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การเห็นคุณค่าของแรงงานเกษตร และการเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับชาติ

ความหมายเชิงสังคม ข้าวหนึ่งรวง สะท้อนเครือข่าย “จิตอาสา – เกษตร – ชุมชน”

แม้กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” จะเป็นเพียงหนึ่งในหลายกิจกรรมของศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มทบ.37 แต่ความหมายในเชิงสังคมของกิจกรรมนี้มีความน่าสนใจในหลายมิติ

  1. มิติด้านจิตอาสา
    การรวมตัวของกำลังพลจิตอาสา 904 หน่วยทหาร หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร และเครือข่ายทหารผ่านศึก สะท้อนให้เห็นว่าจิตอาสาในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบรรเทาทุกข์ในภาวะวิกฤต แต่ยังขยายสู่ “การสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง” ผ่านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
  2. มิติด้านเศรษฐกิจฐานราก
    การส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ช่วยให้ครัวเรือนมีโอกาสปรับรูปแบบการเพาะปลูก ให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรผันผวน และสร้างรายได้เสริมจากพืชผสมผสานตามแนวทางที่สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันมายาวนาน
  3. มิติด้านวัฒนธรรมและอัตลักษณ์
    ข้าวและผืนนาไม่ใช่เพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชุมชนไทย โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงราย ที่มีทั้งชาวไทยพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ วิถีเกษตรที่เชื่อมโยงกับ “ศาสตร์พระราชา” จึงเท่ากับการรักษาทั้งภูมิปัญญาและความทรงจำร่วมของชุมชน

 

จากผืนนาสู่อนาคต พื้นที่ต้นแบบที่ขยายผลได้จริง

จุดแข็งของกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่การวาง “โจทย์ระยะยาว” ให้แปลงนาสาธิตของโครงการทหารพันธุ์ดีทำหน้าที่ต่อไปในฐานะ “ต้นแบบการเรียนรู้” ที่ขยายผลไปยังครอบครัวและชุมชนอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่ นักเรียน และประชาชนทั่วไป เห็นตัวอย่างของการจัดสรรพื้นที่ตามทฤษฎีใหม่ การวางระบบน้ำ การปลูกพืชระบบหมุนเวียน และการเชื่อมโยงกับตลาดอย่างพอเหมาะ พวกเขาสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ตามบริบทของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องลอกแบบทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ การที่ มทบ.37 วางศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เปิดรับส่วนราชการ สถานศึกษา และภาคประชาชน ยังช่วยให้ “องค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา” ไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะในกรม กอง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ถูกส่งต่อในรูปแบบความร่วมมือข้ามองค์กรอย่างแท้จริง

เมื่อ “ผืนนาในค่ายทหาร” กลายเป็นเวทีสืบสานศาสตร์พระราชา

หากมองเพียงผิวเผิน กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ของศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 อาจถูกมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในช่วงวันสำคัญของชาติ

แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่า

  • ผืนนาสาธิตโครงการทหารพันธุ์ดี คือ “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ที่แปลงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ให้จับต้องได้จริง
  • การผนึกกำลังของทหาร จิตอาสา นักเรียน ทหารผ่านศึก และหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ คือ “รูปธรรมของความสามัคคี” ที่สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาชุมชนไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยลำพังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • วงจรเวลา “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการวางแผนระยะยาว ความเพียร และการเรียนรู้จากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นแก่นสำคัญของศาสตร์พระราชา

ในโลกที่เผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำทางโอกาส การมี “แปลงนาสาธิต” ที่ขับเคลื่อนบนหลักคิด “พอเพียง มั่นคง ยั่งยืน” ในทุกมณฑลทหารบก อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา แต่ย่อมเป็น “จุดตั้งต้นที่สำคัญ” ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนไทยยืนหยัดได้ด้วยตนเอง

สำหรับจังหวัดเชียงราย กิจกรรมในวันนั้นจึงไม่ได้ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนผืนนา หากยังทิ้ง “เมล็ดพันธุ์ความคิด” ไว้ในหัวใจของผู้เข้าร่วม ว่าการเคารพสถาบันหลักของชาติ การรักถิ่นฐานบ้านเกิด และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

และทุกครั้งที่ชาวบ้าน หรือเด็ก ๆ ได้กลับมาเห็นรวงข้าวที่เคยร่วมกันปลูกค่อย ๆ ตั้งท้องและสุกเหลืองพร้อมเก็บเกี่ยว พวกเขาย่อมตระหนักได้ว่า “วันที่เราลงนา” ไม่ได้เป็นเพียงภาพในอดีต แต่คือบทเรียนที่ต่อยอดไปสู่การตัดสินใจและการใช้ชีวิตในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ชวนผจญภัยกับ Monsters’ Journey กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชียงรายยั่งยืน

สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 เปิดฤดูหนาวเชียงราย “The Monsters’ Journey – Blooming Inspiration” ผสานวัฒนธรรม 6 ชนเผ่า เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวยั่งยืน

เชียงราย, 3 ธันวาคม 2568 – สายหมอกยามเช้าและลมหนาวปลายปีที่โอบล้อมยอดดอยตุง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดม่านเทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด The Monsters’ Journey “Blooming Inspiration” ชวนผู้คนออกเดินทางผจญภัยไปกับ “ผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง” ท่ามกลางสวนดอกไม้ลายชนเผ่า ศิลปวัฒนธรรมบนดอยสูง และกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตชุมชนอย่างลึกซึ้ง

เทศกาลจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569 ทุกวันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00–18.00 น. ณ โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยเปิดให้เข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นการเข้าชมพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง และสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (ดอยช้างมูบ) ซึ่งมีการจัดเก็บค่าบำรุงสถานที่ตามปกติ

ดอยตุง จากพื้นที่ปลูกฝิ่น สู่ต้นแบบการพัฒนา “คนอยู่กับป่า”

ตลอดกว่า 37 ปีของการดำเนินงาน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เปลี่ยนพื้นที่ภูเขาสูงซึ่งเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและไร่เลื่อนลอย ให้กลายเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการพัฒนาคนไปพร้อมกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย อธิบายถึงความหมายทางวัฒนธรรมว่า ดอยตุงไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยว หากแต่เป็น “เวทีมีชีวิต” ของชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้งอาข่า ลาหู่ ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทลัวะ และจีนยูนนาน ที่ยังคงสืบสานประเพณีและพิธีกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะประเพณีกินข้าวใหม่และประเพณีขอบคุณธรรมชาติหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งสะท้อนความผูกพันระหว่างคน ชุมชน และผืนป่า

“สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายทำงานร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์บนดอยตุง เพื่อรวบรวม ถ่ายทอด และต่อยอดประเพณีเหล่านี้ ไม่ให้เป็นเพียงการจัดแสดงให้ดู แต่ให้คนในชุมชนเป็นผู้เล่าเรื่องของตนเอง” นายพิสันต์กล่าว พร้อมย้ำว่าข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อและภูมิปัญญาของแต่ละเผ่า ยังสามารถเรียนรู้จากคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ตัดขาดจากรากวัฒนธรรม

“พี่โต–หมานหมาน” ผู้พิทักษ์ป่าดอยตุง เมื่อมาสคอตกลายเป็นครูของคนรุ่นใหม่

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาลปีนี้ คือการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ “พี่โต” และ “เหล่าหมานหมาน” สี่ผู้พิทักษ์จากเชียงแสน ผ่านความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อทำให้เรื่องราวภูเขา ป่าไม้ และชุมชนชาติพันธุ์ ถูกเล่าในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

พี่โต ได้แรงบันดาลใจจาก “รำนกรำโต” การแสดงของชาวไทใหญ่ กลายเป็นตัวแทนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพบนดอยตุง เปรียบเสมือนเจ้าป่าที่ใจดี คอยดูแลสรรพชีวิตบนภูเขาสูง ขณะที่ “หมานหมาน” ทั้งสี่ตัวทำหน้าที่แบ่งปันบทเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในรูปแบบน่ารักร่วมสมัย ได้แก่

  • นาคา ผู้พิทักษ์ผืนดิน ผืนน้ำ และอากาศ สัญลักษณ์ของความสมดุลระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม
  • มาลี ผู้แทนแห่งความหลากหลายและสันติภาพ มองโลกด้วยสายตาแห่งความเท่าเทียม
  • อัคคี พลังแห่งไฟจากครัวเชียงแสน ตัวแทนภูมิปัญญาเรื่องอาหารและวิถีชีวิตชุมชน
  • สะหลีเมือง ผู้พิทักษ์หัวใจเมืองเชียงแสน คอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีและพรแห่งความสุข

คาแรกเตอร์เหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงบนป้ายหรือของที่ระลึก แต่กระจายตัวอยู่ทั่วสวนแม่ฟ้าหลวง ผ่านงานจัดสวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่า จุดถ่ายภาพ และภารกิจตามหา “ผู้พิทักษ์ป่า” ในกิจกรรม The Monsters’ Journey Quest ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนเรียนรู้เรื่องดอยตุงไปพร้อมกับสนุกกับการท่องเที่ยว

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

  “ผมขอเน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวและบริการเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจังหวัดเชียงรายอย่างแท้จริงครับ เรามีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 116,580 ล้านบาท และในจำนวนนี้ 65,000 ล้านบาท หรือ 65% มาจากรายได้ภาคการท่องเที่ยวและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ

เราได้กำหนดนโยบาย เที่ยวทั้งปี” หรือ “เที่ยว 12 เดือน” ขึ้นมา เพื่อให้การท่องเที่ยวของเชียงรายไม่จำกัดอยู่แค่ช่วงฤดูท่องเที่ยวเท่านั้น โดยเราได้ขับเคลื่อนกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ และ 124 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การแสดง ความเป็นอยู่ หรือแม้แต่อาหารท้องถิ่น และในทุกพื้นที่ เรายืนยันว่าได้ดำเนินการดูแลแหล่งท่องเที่ยวให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมประสานงานกับตำรวจภูธรจังหวัดเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ เราตระหนักดีถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหา ฝุ่นละออง PM 2.5 ดังนั้น จังหวัดจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการท่องเที่ยวแบบ Responsible/Sustainable Tourism เรามุ่งเน้นการจัดการและลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และให้ความสำคัญกับการจัดการ ขยะมูลฝอย ในทุกแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขอนามัยของพื้นที่

สำหรับกิจกรรมในช่วง High Season นี้ เรามี เทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง” เป็นแม่เหล็กสำคัญ ซึ่งเรามั่นใจว่าเทศกาลนี้ได้ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมให้กับ พี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่ดอยตุง นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังสวนแม่ฟ้าหลวงและพระตำหนักดอยตุงแล้ว ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมเพิ่มเติมเพื่อสร้าง ‘โปรโมชั่นความสุขทางใจ’ ด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงเชียงราย พวกเขา ไม่ได้มาเที่ยวที่เดียว’ แต่จะกระจายตัวไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ทั่วทั้ง 18 อำเภอ ทำให้เกิด การสร้างรายได้เป็นเครือข่ายชุมชน ที่กว้างขวาง ทั้งธุรกิจที่พัก โฮมสเตย์ และโรงแรมต่างก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาสัมผัส สิ่งมหัศจรรย์ ของเชียงรายในช่วง High Season นี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขา ภูผาที่สวยสง่าอุดมสมบูรณ์ หรือลำธารแม่น้ำ ตลอดจนอารยธรรมศิลปะ เพราะเราคือเมืองแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ผมรับรองว่าท่านมาเชียงรายแล้วจะประทับใจและมีความสุขกลับไปอย่างแน่นอนครับ”

เทศกาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงราย เมื่อการท่องเที่ยวคือ 65% ของจีพีพี

ในมิติเศรษฐกิจ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า การท่องเที่ยวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) อยู่ที่ประมาณ 116,580 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการราว 65,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของเศรษฐกิจทั้งหมด

“เมื่อเราพูดถึงการสร้างรายได้ให้คนเชียงราย เราต้องมองการท่องเที่ยวเป็นฐานหลัก เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงไม่เพียงดึงคนขึ้นมาเที่ยวบนดอยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่เครือข่ายชุมชน บ้านพัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในทั้ง 18 อำเภอ 124 อปท. อย่างต่อเนื่อง” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าว

เขาย้ำด้วยว่า จังหวัดให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการดูแลปัญหา PM2.5 และการจัดการขยะในทุกแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้ภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ” เดินหน้าควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น

ธุรกิจเพื่อสังคมบนดอยสูง รายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน

ด้านนายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายว่า เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงเป็นส่วนสำคัญของภารกิจ “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงให้คนในพื้นที่

ภายในงาน ร้านค้าชุมชนกว่า 35 ร้าน ที่กาดชนเผ่าและกาดดอยตุง นำเสนออาหารท้องถิ่นและฟิวชัน เช่น พิซซ่าหน้าหมูดำดอยตุง เมนูจากหมูดำที่เกิดจากโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบนดอย, ร้าน “ใฝ่ดีคาเฟ่” ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนฝึกฝนทักษะบาริสต้า และร้านผักผลไม้ท้องถิ่นที่จำหน่ายบัวหิมะ สับปะรดภูแล งาขี้ม้อน รากชู ฯลฯ ในราคายุติธรรม

ขณะที่ “ร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์” และ “บ้านหัตถกรรมชนเผ่า” เป็นพื้นที่ให้กลุ่มช่างฝีมือ 6 ชนเผ่าจำหน่ายผ้าทอมือ งานปัก เครื่องประดับ และงานคราฟต์ร่วมสมัย ด้วยแนวคิดต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ที่คนเมืองใช้ได้จริง เช่น กระเป๋าผ้าจากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิล (Upcycling) และผ้าทอที่ผสมผสานลายดั้งเดิมกับการออกแบบยุคใหม่

“ทุกชิ้นงานที่ขายในเทศกาลนี้มีคนทำอยู่เบื้องหลัง และคนส่วนใหญ่มาจากชุมชนบนดอยตุง รายได้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังส่งลูกหลานไปเรียนต่อ มีโอกาสกลับมาพัฒนาบ้านเกิดต่อไปในอนาคต นี่คือหัวใจของธุรกิจเพื่อสังคมที่มูลนิธิฯ ยึดถือ” นายประเสริฐกล่าว

Carbon Neutral Event เทศกาลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์”

จุดเด่นอีกประการของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง คือการเป็น “Carbon Neutral Event” หรืองานที่ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้จากวัสดุธรรมชาติ ลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมถึงมีระบบจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ร่วมมือกับกลุ่ม “Eco Crew” ที่ให้บริการภาชนะยืม–คืนภายในงาน เพื่อลดปริมาณขยะจากแพ็กเกจจิงอาหารและเครื่องดื่ม

ด้านการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม ภายในงานมีนิทรรศการ “Nature Snap” แสดงภาพถ่ายธรรมชาติจากชาวดอยตุงกว่า 30 ภาพ และบูธสิ่งแวดล้อมที่มีเครือข่ายเยาวชน Young Guardian เป็นผู้บรรยายข้อมูล เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของดอยตุงจากพื้นที่เสื่อมโทรมสู่ผืนป่าต้นน้ำ และตระหนักว่าการท่องเที่ยวในวันนี้สัมพันธ์กับอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า

“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำหลักการของ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ดอยตุงมาโดยตลอดครับ ซึ่งเรามุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในสามมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสำหรับ เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปลายปี แต่เป็นกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและการสร้างงานสร้างอาชีพที่สำคัญให้กับคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

เราสนับสนุนการสร้างรายได้ผ่านสองช่องทางหลักครับ คือการส่งเสริม ร้านค้าของชุมชน ซึ่งสินค้าของพวกเขาพัฒนามาจากภารกิจด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิฯ และอีกส่วนหนึ่งคือการจ้างงานคนในชุมชนให้มาผลิตสินค้าภายใต้ แบรนด์ดอยตุง (Doi Tung Lifestyle) แล้วนำมาจำหน่ายในร้านของเราเอง สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงให้คนในชุมชนมีรายได้ มีความมั่นคงในอาชีพและครอบครัว สามารถส่งบุตรหลานเรียนต่อ มีความรู้เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเราที่ต้องการพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งคนและชุมชน

ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่เราทำมานานกว่า 30 ปี จนดอยตุงเกิดความยั่งยืน มีป่าต้นน้ำ มีพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างกาแฟและแมคคาเดเมีย เราได้นำ องค์ความรู้ด้านศิลปะและการออกแบบ เข้ามาช่วยสื่อสารภารกิจนี้ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการสร้างสรรค์ตัวละครอย่าง พี่โต” และ “น้องหม่านหม่าน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ผู้พิทักษ์ป่า” รุ่นใหม่ ตัวละครเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกิมมิกในงาน เพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลป่าและสิ่งแวดล้อม การใช้ศิลปะและการออกแบบนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับทั้งความสุข ความสนุกสนาน ควบคู่ไปกับการได้รับความรู้และเกิดจินตนาการด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เรายังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้สืบสานงานในอนาคต โดยมีแผนงานที่ชัดเจนและเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่การ ส่งเสริมการศึกษาพื้นฐาน ให้กับชุมชน การจัดค่ายเด็กใฝ่ดีที่หน่วยงาน KLC (Knowledge Center) เพื่อให้นักเรียนเข้ามาศึกษาและค้นพบความถนัดของตนเอง รวมถึงการมอบ ทุนการศึกษา ให้กับเด็กที่เติบโตในพื้นที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเมื่อพวกเขาสำเร็จการศึกษา หากมีความตั้งใจ เราก็เปิดโอกาสให้กลับมาทำงานร่วมกันที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงหรือโครงการพัฒนาโดยตุงได้เลยครับ

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 นี้ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 เรามุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวทุกวัยได้ขึ้นมาสัมผัสความสุข สนุกสนาน และได้รับความรู้ องค์ความรู้ที่จะสามารถนำกลับไปเป็นประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวได้ครับ”

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า

“ในฐานะสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เราได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและสานสัมพันธ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์บนดอยตุงร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ครับ สิ่งที่เราเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งคือการเชิดชูวัฒนธรรมรากฐาน ซึ่งในปีนี้เราได้นำประเพณีเก่าแก่อย่าง กินข้าวใหม่” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง

ประเพณีนี้เป็นประเพณีการเก็บเกี่ยวผลผลิตของพี่น้องชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บนดอยตุง ไม่ว่าจะเป็นชาว อาข่า, ลาหู่, หรือไทใหญ่ ซึ่งมีความหมายเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งมากครับ คือการแสดงความกตัญญูต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บรรพบุรุษ และธรรมชาติ ที่ได้มอบความอุดมสมบูรณ์และทำให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้อย่างบริบูรณ์ สำนักงานวัฒนธรรมของเราเองก็จะเข้ามาประสานงานกับเครือข่ายชาติพันธุ์เหล่านี้ เพื่อเก็บรวบรวมและรักษาประเพณีดั้งเดิมอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ให้คงอยู่

นอกจากประเพณีดั้งเดิมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากคือการผนวกภูมิปัญญาชาติพันธุ์เข้ากับศิลปะสมัยใหม่ โดยได้มีการออกแบบ สวนดอกไม้ ในเทศกาล โดยใช้แรงบันดาลใจจาก ลวดลายผ้าปัก ของชาติพันธุ์ในพื้นที่ นี่คือการสื่อสารข้ามมิติที่สวยงามครับ เป็นการผสานระหว่างธรรมชาติของสวนดอกไม้ เข้ากับภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ที่ถ่ายทอดผ่านลวดลายผ้าปัก

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลในเชิงของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นการยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ผู้เข้าชมงานไม่เพียงแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงาม แต่ยังสามารถเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของแต่ละชาติพันธุ์ได้ด้วย โดยสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามจาก พี่น้องชาติพันธุ์ ที่อยู่ภายในงานโดยตรง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนเองได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

ผมจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่าน ให้มาเที่ยวชมสวนอันงดงามในช่วงฤดูหนาวนี้ครับ มา สัมผัสบรรยากาศหนาว ๆ, ชมดอกไม้สวย ๆ, และสัมผัสสีสันแห่งชาติพันธุ์ บนดอยตุง ซึ่งเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่เข้ากับรูปแบบการนำเสนอสมัยใหม่ที่ดึงดูดใจครับ”

The Monsters’ Journey Quest เมื่อภารกิจล่ารางวัลเชื่อมโลกออฟไลน์–ออนไลน์

สำหรับผู้ที่ต้องการผจญภัยไปกับผู้พิทักษ์ดอยตุงแบบเต็มรูปแบบ เทศกาลปีนี้มีภารกิจ “The Monsters’ Journey Quest” ให้ร่วมสนุก เริ่มจากการซื้อบัตร Happy Journey Ticket หรือบัตรชมสวนและพระตำหนัก จากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมจะถ่ายรูปเช็กอินที่จุด “ปล่อยพลังมอนส์เตอร์” และจุดตัวละครทั้ง 5 ได้แก่ นาคา มาลี อัคคี สะหลีเมือง และพี่โต ท่ามกลางสวนดอกไม้ลายชนเผ่า

เมื่อเก็บครบ 6 จุด ผู้ร่วมกิจกรรมต้องโพสต์ภาพลง Facebook หรือ Instagram ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมแฮชแท็ก #สีสันแห่งดอยตุงครั้งที่12 และ #TheMonstersJourney เพื่อชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–เชียงราย พร้อมที่พัก Doi Tung Lodge รวมถึงของที่ระลึกพิเศษอีกหลายรายการ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์สนุกบนดอยตุง แต่ยังเปลี่ยนผู้เข้าร่วมให้กลายเป็น “สื่อกลาง” ในการประชาสัมพันธ์งานและเชียงรายสู่โลกออนไลน์ ช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน

มุมชิล มุมอร่อย มุมสนุก สีสันที่มากกว่าดอกไม้

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงขึ้นชื่อเรื่องสวนดอกไม้เมืองหนาวที่จัดเต็มทุกปี โดยเฉพาะโซน “สวนดอกไม้ลายผ้าปักชนเผ่า” บริเวณลานประติมากรรมความต่อเนื่อง ที่นำแรงบันดาลใจจากลายผ้าปักดั้งเดิม มาถ่ายทอดบนทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสภูมิปัญญาชาติพันธุ์ผ่านงานจัดสวนร่วมสมัย

นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะจิบกาแฟดริปร้อน ๆ ณ คาเฟ่ดอยตุง Slowbar บนระเบียงไม้กลางสวนแม่ฟ้าหลวง ชิมเมนูพิเศษประจำฤดูกาล เช่น Choco Strawberry Slushy และไอศกรีม Soft Serve รสวานิลลาดอยตุงและชาเขียว รวมทั้งเมนูอาหารจาก “ครัวตำหนัก” ที่ใช้วัตถุดิบจากโครงการ เช่น ลาซานญ่าไส้อั่ว ชุด “ม่วนอ๋ก ม่วนใจ๋” และสเต๊กอกไก่ซอสสะเบี๊ยะ

สำหรับสายครอบครัว มีโซน Craft Workshop ภายใต้ “ซุ้มเพลิดเพลิน” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่ได้ลงมือทำงานคราฟต์จากวัสดุธรรมชาติและวัสดุเหลือใช้ โดยทีมงานมูลนิธิฯ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ขณะที่โซน “ชนเผ่าสตูดิโอ” เปิดบริการถ่ายภาพในชุดประจำเผ่าทั้ง 6 ให้เก็บเป็นความทรงจำพิเศษ

รายชื่อเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา 1. คุณศุภวงศ์ เกื้อสังข์ ผู้จัดการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคเหนือ หรือ TCEB 2. คุณยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย 3. คุณประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการ ธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 4. คุณรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย 5. คุณนคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมไร่แม่ฟ้าหลวง 6. พันเอกประณต ศิริพันธ์ เสนาธิการ ผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 37 7. คุณปวิณ ชํานิประศาสน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

เชื่อมโยง 18 อำเภอ ดอยตุงในฐานะ “ประตูสู่เชียงรายทั้งจังหวัด”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมองว่า ดอยตุงถือเป็น “สัญลักษณ์” ของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวรู้จักมากที่สุด เมื่อใครมาถึงเชียงรายแล้วมักไม่พลาดแวะที่พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง ซึ่งการจัดเทศกาลสีสันแห่งดอยตุงในช่วงไฮซีซัน เดือนธันวาคม–มกราคม ยิ่งทำให้พื้นที่บนดอยตุงกลายเป็น “จุดตั้งต้นการเดินทาง” ไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นทั่วจังหวัด

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกพักค้างคืนในเชียงราย และต่อเส้นทางไปยังดอยแม่สลอง วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สามเหลี่ยมทองคำ หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนในอำเภออื่น ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้รับอานิสงส์ร่วมกัน

การจัดงานในลักษณะนี้จึงไม่ได้สร้างความคึกคักเฉพาะบนดอยตุง หากแต่เป็นกลไก “กระจายรายได้” ระหว่างเมืองกับภูเขา เมืองใหญ่กับชุมชนชาติพันธุ์ และคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเดียวกัน

ข้อมูลการเข้าชมและแพ็กเกจบัตร

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 12 มีแพ็กเกจ “Happy Journey Package” มูลค่า 734 บาท จำหน่ายในราคาเพียง 399 บาท ซึ่งรวมบัตรเข้าชมสถานที่ ของที่ระลึก และกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ ขณะที่ค่าบำรุงสถานที่หากเข้าชมแยกจุดคิดจุดละ 90 บาท

มีส่วนลด 50% สำหรับผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา (ระดับปริญญาตรี) คนพิการ และนักบวชทุกศาสนา เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร เข้าชมฟรี นอกจากนี้ยังมีบริการรถกอล์ฟ รถรับ–ส่งภายในพื้นที่ จุดปฐมพยาบาล และบริการรถเข็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงประสบการณ์บนดอยตุงได้อย่างเท่าเทียม

เทศกาลที่สะท้อน “ความยั่งยืนที่จับต้องได้”

เมื่อมองภาพรวม เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 ไม่ได้เป็นเพียงงานชมดอกไม้ฤดูหนาว หากแต่เป็นพื้นที่แสดงให้เห็นว่า “การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” สามารถแปลงเป็นกิจกรรมจริงที่จับต้องได้ ตั้งแต่การใช้คาแรกเตอร์การ์ตูนสื่อเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการออกแบบระบบจัดการขยะ การลดการใช้พลาสติก การสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านธุรกิจเพื่อสังคม และการขยายผลทางเศรษฐกิจสู่ทั้งจังหวัดเชียงราย

ในขณะเดียวกัน เทศกาลยังทำหน้าที่เป็นเวทีให้เสียงของชุมชนชาติพันธุ์ ธุรกิจท้องถิ่น ภาครัฐ และภาคเอกชนได้มาบรรจบกันบนภูเขาเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายร่วมคือ “การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับป่า”

ฤดูหนาวปีนี้ สำหรับผู้ที่มองหาทั้งความสวยงามของธรรมชาติ เรื่องเล่าทางวัฒนธรรม และตัวอย่างจริงของการท่องเที่ยวยั่งยืน เทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 – The Monsters’ Journey Blooming Inspiration” อาจเป็นจุดหมายปลายทางที่ให้อะไรมากกว่ารูปถ่ายสวย ๆ แต่คือแรงบันดาลใจใหม่ให้กับวิถีชีวิตของเราในเมืองใหญ่เช่นกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มันรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย / อังคณา ลาภา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME