Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเนื้อหอม ธุรกิจใหม่พุ่ง อันดับ 2 ภาคเหนือ

เชียงรายยังเติบโต ธุรกิจตั้งใหม่ไตรมาสแรกทะลุ 200 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในพื้นที่

ประเทศไทย, 5 พฤษภาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ประจำไตรมาส 1/2568 (เดือนมกราคม – มีนาคม) โดยพบว่า จังหวัดเชียงรายมีจำนวนการจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่รวม 241 ราย อยู่ในอันดับที่ 2 ของภาคเหนือ รองจากจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนสูงสุดที่ 991 ราย และมากกว่าพิษณุโลกซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยจำนวน 135 ราย

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเชียงรายในการเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการเป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)

เชียงรายกับโอกาสทางธุรกิจที่กำลังขยายตัว

การเพิ่มขึ้นของจำนวนธุรกิจใหม่ในจังหวัดเชียงรายเกิดขึ้นภายใต้บริบทของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่น หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง โดยกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจบริการด้านท่องเที่ยว การค้าชายแดน การขนส่ง และธุรกิจภัตตาคารร้านอาหารที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทางด่านพรมแดนแม่สาย

การมีสนามบินนานาชาติเชียงรายที่รองรับเที่ยวบินตรงจากจีนและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เช่น ถนนวงแหวนรอบเมือง ด่านโลจิสติกส์แม่สาย และศูนย์กลางกระจายสินค้า ล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในจังหวัดโดยตรง

ภาคเหนือยังคงมีพลวัตทางเศรษฐกิจ

นอกจากเชียงรายแล้ว จังหวัดในภาคเหนือที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน โดยตัวเลขการจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ในเชียงใหม่สูงถึง 991 ราย ขณะที่ลำปางและลำพูนมีจำนวน 111 และ 98 ราย ตามลำดับ ทั้งนี้ การกระจุกตัวของธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไตรมาสแรกปี 2568 มีจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ในภาคเหนือรวมทั้งสิ้น 2,267 ราย คิดเป็นประมาณ 9.5% ของทั้งประเทศ โดย 3 จังหวัดที่มีจำนวนสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (991 ราย), เชียงราย (241 ราย) และพิษณุโลก (135 ราย)

จำนวนการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ ไตรมาส 1/2568 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ดังนี้

  1. เชียงใหม่: 991 ราย
  2. เชียงราย: 241 ราย
  3. พิษณุโลก: 135 ราย
  4. นครสวรรค์: 129 ราย
  5. ลำปาง: 111 ราย
  6. ลำพูน: 98 ราย
  7. เพชรบูรณ์: 83 ราย
  8. ตาก: 82 ราย
  9. กำแพงเพชร: 70 ราย
  10. น่าน: 52 ราย
  11. อุตรดิตถ์: 51 ราย
  12. พะเยา: 50 ราย
  13. สุโขทัย: 47 ราย
  14. พิจิตร: 41 ราย
  15. แพร่: 39 ราย
  16. แม่ฮ่องสอน: 19 ราย
  17. อุทัยธานี: 17 ราย

ประเทศไทยยังน่าจับตามองในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ในระดับประเทศ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่รวมทั้งสิ้น 23,823 ราย แม้จะลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย (ประมาณ -4.72%) แต่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 79,920 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงมีต่อระบบเศรษฐกิจไทย

ที่น่าสนใจคือในไตรมาสเดียวกันนี้ มีการขออนุญาตจากนักลงทุนต่างชาติในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวนถึง 272 ราย เพิ่มขึ้นถึง 53% จากปีก่อนหน้า โดยมีเงินลงทุนรวมกว่า 47,033 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจาก 5 ประเทศที่ลงทุนสูงสุด ได้แก่ ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, จีน, สิงคโปร์ และฮ่องกง ธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนเหล่านี้ได้แก่ ธุรกิจบริการด้านดิจิทัล พลังงานทางเลือก โลจิสติกส์ และการผลิตเพื่อส่งออก

ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ หนุนเศรษฐกิจภาคเหนือ

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง คือ ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยในปี 2567 มีจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางผ่านทางอากาศในประเทศไทยถึง 141 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 16% ขณะที่เที่ยวบินมีจำนวนรวม 886,438 เที่ยว และมีการขนส่งสินค้าทางอากาศมากกว่า 1.5 ล้านตัน

ในระดับประเทศ มีนิติบุคคลด้านธุรกิจขนส่งทางอากาศจำนวน 141 ราย โดยเป็นธุรกิจขนาดเล็กถึง 81.56% มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 53,499 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้สามารถทำกำไรในปี 2566 ถึง 73,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 185%

สำหรับจังหวัดเชียงราย การเติบโตของธุรกิจขนส่งทางอากาศกำลังเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีการเสนอให้พัฒนาอาคารคลังสินค้า และศูนย์กลางการบินภูมิภาคเพื่อรองรับการเติบโตของการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สายและพื้นที่รอยต่อสามเหลี่ยมทองคำ

ความท้าทายและโอกาสในระยะยาว

แม้ว่าแนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในจังหวัดเชียงรายจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การคงความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนจากภาครัฐ การเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่น และการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ

สถิติ

  • จำนวนธุรกิจจดทะเบียนใหม่ในเชียงรายไตรมาส 1/2568: 241 ราย (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
  • จำนวนธุรกิจจดทะเบียนใหม่ในภาคเหนือรวม: 2,267 ราย (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
  • จำนวนธุรกิจใหม่ทั้งประเทศไตรมาส 1/2568: 23,823 ราย (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
  • จำนวนผู้โดยสารทางอากาศปี 2567: 141 ล้านคน (สำนักงานการบินพลเรือน)
  • จำนวนเที่ยวบิน: 886,438 เที่ยวบิน (CAAT)
  • มูลค่าการลงทุนจากต่างชาติในไทยไตรมาส 1/2568: 47,033 ล้านบาท จาก 272 ราย (BOI)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

เชียงรายประกาศปิด “ภูชี้ฟ้า” ชายแดนเดือด ‘ลาว’ ปะทะหนัก

อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าประกาศปิดจุดชมวิวชั่วคราว หลังเหตุปะทะชายแดนฝั่งลาว

เชียงราย, 5 พฤษภาคม 2568 – สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์รายงานว่า อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า (เตรียมการ) ได้ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิวภูชี้ฟ้าในพื้นที่ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น และตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) บริเวณเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีการปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายกับทหารลาว ส่งผลให้มีกระสุนปืนตกลงในฝั่งไทยและสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 และต่อเนื่องจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 โดยมีรายงานเสียงปืนและการปะทะอย่างรุนแรงในพื้นที่ภูผาหม่นและบ้านเชียงตอง เมืองปากทา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว การปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าถือเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย

ความตึงเครียดชายแดนไทย-ลาว

จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอเวียงแก่น เป็นพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับสปป.ลาว โดยมีแม่น้ำโขงและแนวเขตแดนธรรมชาติเป็นตัวแบ่งเขตแดนระหว่างสองประเทศ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่รู้จักในด้านความงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะจุดชมวิวภูชี้ฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดกับชายแดนทำให้พื้นที่นี้มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ความไม่สงบในฝั่งลาว โดยเฉพาะในแขวงบ่อแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติความขัดแย้งและการค้ายาเสพติด

ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ชาวบ้านในพื้นที่บ้านร่มฟ้าผาหม่น หมู่ 15 และบ้านผาตั้ง หมู่ 14 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น เริ่มรายงานว่าได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้นเป็นระยะจากฝั่งลาว บริเวณเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว รายงานดังกล่าวได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดน ซึ่งระบุว่าเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายกับทหารลาว โดยมีการยึดฐานปฏิบัติการทหารลาวบริเวณภูผาหม่นได้ 3 จาก 4 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากระสุนปืนขนาด 7.62 มม. ตกลงในฝั่งไทย สร้างความเสียหายให้กับหลังคาบ้านของนางพิมพ์ใจ อนุชิตวรการ และนางสาวมรกต แซ่โซ้ง ในหมู่บ้านร่มฟ้าผาหม่น

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับชุมชนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ภูชี้ฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับจุดปะทะ อำเภอเวียงแก่นจึงออกหนังสือด่วนที่สุด (ที่ ชร 1318.3/1165 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2568) เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้งดทำกิจกรรมในพื้นที่ตามแนวชายแดนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การตัดสินใจปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าของอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าจึงเป็นผลสืบเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความจำเป็นในการปกป้องชีวิตของนักท่องเที่ยว

การปะทะในฝั่งลาวและผลกระทบต่อประเทศไทย

การปะทะในฝั่งสปป.ลาวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. และต่อเนื่องจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย ซึ่งคาดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่ร่วมมือกับเครือข่ายนอกประเทศ ได้โจมตีฐานปฏิบัติการทหารลาวบริเวณภูผาหม่นและบ้านเชียงตอง เมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว การโจมตีครั้งนี้ใช้ยุทธวิธีที่ผ่านการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยมีการแบ่งกำลังออกเป็นหลายกลุ่มเพื่อล่อและโจมตีทหารลาวที่เข้ามาสนับสนุน ส่งผลให้ทหารลาวเสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย รวมถึงนายทหารระดับหัวหน้า 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่ปะทะ

สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อกองกำลังติดอาวุธขุดหลุมและอุโมงค์เพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของทหารลาว ทำให้ทหารลาวไม่สามารถเข้าถึงฐานที่ถูกยึดได้ การใช้รถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์ของทหารลาวก็เผชิญกับข้อจำกัด เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นป่าและมีถ้ำจำนวนมากในพื้นที่ภูผาหม่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ซึ่งติดตามพ่อที่เป็นทหารไปยังฐานปฏิบัติการ ติดอยู่ในพื้นที่ปะทะ สร้างความกังวลให้กับทางการลาวที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือ

ในฝั่งไทย หน่วยทหารพรานที่ 3104 (ทพ.3104) และฝ่ายปกครองอำเภอเวียงแก่นได้ตรึงกำลังตามแนวชายแดนตั้งแต่ผาตั้ง ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน ไปจนถึงภูชี้ฟ้า เพื่อป้องกันผลกระทบจากเหตุการณ์ในลาว นายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น ระบุว่า ได้ออกตรวจพื้นที่เสี่ยงและสั่งการให้ผู้นำชุมชนจัดชุดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ รวมถึงขอความร่วมมือจากประชาชนให้แจ้งเบาะแสหากพบบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่

ด้านสถานีเรือเชียงของได้จัดชุดลาดตระเวนทางน้ำเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นจุดที่อาจได้รับผลกระทบจากการปะทะในฝั่งลาว การปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงจากกระสุนปืนที่อาจตกลงในฝั่งไทย และปกป้องนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน

สถานการณ์ล่าสุดและมาตรการรับมือ

จนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 สถานการณ์ในฝั่งลาวเริ่มสงบลง โดยไม่มีรายงานการปะทะเพิ่มเติมตั้งแต่ช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม ทางการลาวยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ภูผาหม่นได้ทั้งหมด และยังคงเผชิญกับความท้าทายในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเด็กหญิงที่ติดอยู่ในฐานปฏิบัติการ มีรายงานว่าทางการลาวจับกุมสมาชิกกองกำลังติดอาวุธได้ 2 ราย ซึ่งให้การว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่มีการวางแผนโจมตีมานาน โดยอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ

ก่อนหน้านี้ ตำรวจเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ได้ยึดยาบ้า 20.2 ล้านเม็ด ซึ่งถือเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ในพื้นที่ ชาวบ้านในลาวจึงเชื่อว่าเหตุปะทะครั้งนี้อาจเป็นการตอบโต้จากกลุ่มค้ายาเสพติดที่สูญเสียผลประโยชน์จากการปราบปรามของทางการลาว อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน และทางการลาวยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มกองกำลังดังกล่าว

ในฝั่งไทย อำเภอเวียงแก่นได้ออกหนังสือสอบถามไปยังเมืองปากทา ซึ่งได้รับคำตอบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของลาว และจะแจ้งความคืบหน้าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ กล่าวว่า “ขณะนี้เราเน้นการเฝ้าระวังและปกป้องความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน” ทางการไทยยังคงประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในลาวเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าจะยังคงมีผลจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าได้ประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ “อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า-Phu Chi Fa National Park” เพื่อแจ้งนักท่องเที่ยวให้งดเดินทางมายังพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ทางการได้แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แนวชายแดนเพื่อความปลอดภัย

ความท้าทายและโอกาส

เหตุการณ์ปะทะในฝั่งลาวและผลกระทบต่อประเทศไทยสะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งความมั่นคง การค้ายาเสพติด และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ดังนี้:

มิติด้านความมั่นคง

การปะทะในฝั่งลาวเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว โดยเฉพาะในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการค้ายาเสพติดและกิจกรรมข้ามชาติ การที่กระสุนปืนตกลงในฝั่งไทยแสดงถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

มิติด้านการท่องเที่ยว

การปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น โรงแรมและร้านอาหาร อาจเผชิญกับรายได้ที่ลดลงในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม การปิดชั่วคราวนี้เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานในการปกป้องนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว

มิติด้านการค้ายาเสพติด

การสันนิษฐานว่าเหตุปะทะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการปราบปรามยาเสพติดในภูมิภาคสามเหลี่ยมทองคำ การจับกุมยาบ้า 20.2 ล้านเม็ดในแขวงบ่อแก้วแสดงถึงความเข้มงวดของทางการลาว แต่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากกลุ่มค้ายา การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างไทย ลาว และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

โอกาสในการพัฒนา

วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยและลาวพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงและการจัดการชายแดน การจัดตั้งกลไกประสานงานฉุกเฉินและการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะช่วยลดผลกระทบจากความขัดแย้งในอนาคต นอกจากนี้ การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย เช่น วัดร่องขุ่นหรือดอยช้าง อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากการปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้า

ทัศนคติเป็นกลางต่อความเห็นทั้งสองฝั่ง

  • หน่วยงานความมั่นคงและทางการไทย หน่วยงานความมั่นคงและทางการไทยมองว่าการปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าและการตรึงกำลังตามแนวชายแดนเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว การแจ้งเตือนและการประสานงานกับฝั่งลาวแสดงถึงความรับผิดชอบในการจัดการสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของไทย
  • ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการ ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการในพื้นที่อาจรู้สึกกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดแหล่งท่องเที่ยวและความเสียหายจากกระสุนปืนที่ตกลงในฝั่งไทย พวกเขาต้องการให้ทางการแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็วและให้การสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ

การปิดจุดชมวิวภูชี้ฟ้าและการตรึงกำลังตามแนวชายแดนเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผลเพื่อปกป้องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ทางการควรพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนเพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน การประสานงานกับฝั่งลาวเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอจะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. จำนวนนักท่องเที่ยวที่ภูชี้ฟ้า: ในปี 2567 จุดชมวิวภูชี้ฟ้ามีนักท่องเที่ยวประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นประมาณ 1,000 ล้านบาท
    ที่มา: สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, รายงานประจำปี 2567
  2. การจับกุมยาเสพติดในแขวงบ่อแก้ว: ตำรวจเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว จับกุมยาบ้า 20.2 ล้านเม็ดในปี 2568 ถือเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี
    ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ, รายงานสถานการณ์ชายแดน, 5 พฤษภาคม 2568
  3. ความเสียหายจากกระสุนปืน: มีบ้านเรือนในหมู่บ้านร่มฟ้าผาหม่นเสียหายจากกระสุนปืน 2 หลัง โดยกระสุนขนาด 7.62 มม. ตกในพื้นที่เมื่อวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2568
    ที่มา: อำเภอเวียงแก่น, รายงานสถานการณ์ชายแดน, 4 พฤษภาคม 2568
  4. จำนวนผู้เสียชีวิตในฝั่งลาว: การปะทะที่ภูผาหม่นและบ้านเชียงตอง ส่งผลให้ทหารลาวเสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
    ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ, รายงานจากแหล่งข่าวความมั่นคง, 5 พฤษภาคม 2568
  5. ความถี่ของเหตุการณ์ชายแดน: ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) มีรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-ลาวในจังหวัดเชียงรายอย่างน้อย 10 ครั้ง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด
    ที่มา: กองกำลังผาเมือง, รายงานความมั่นคงชายแดน, 2567

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, รายงานประจำปี 2567
  • สำนักข่าวชายขอบ, รายงานสถานการณ์ชายแดน, 5 พฤษภาคม 2568
  • อำเภอเวียงแก่น, รายงานสถานการณ์ชายแดน, 4 พฤษภาคม 2568
  • สำนักข่าวชายขอบ, รายงานจากแหล่งข่าวความมั่นคง, 5 พฤษภาคม 2568
  • กองกำลังผาเมือง, รายงานความมั่นคงชายแดน, 2567
  • อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า (เตรียมการ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โจรขโมยสายไฟ ซิ่งมอเตอร์ไซค์ หนีด่าน ‘อ.แม่จัน’ เจอพิรุธ

ตำรวจ สภ.แม่จัน รวบผู้ต้องหาขโมยสายไฟหลวง พร้อมของกลางและหลักฐานชัดเจน – เสพยาขณะขับขี่ จ่อแจ้ง 3 ข้อหา

เริ่มต้นจากการตั้งด่านตรวจ สู่การเปิดโปงอาชญากรรมร้ายแรงกระทบสาธารณูปโภค

เชียงราย, 5 พฤษภาคม 2568 – เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรแม่จัน จังหวัดเชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และ พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผู้กำกับการ สภ.แม่จัน พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภูริวัฒ รุจิรัฐภาส รองผู้กำกับการป้องกันและปราบปราม พ.ต.ท.นิติการณ์ แก้วรากมุก สารวัตรป้องกันปราบปราม และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการด่านตรวจท่าข้าวเปลือก ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชายวัย 45 ปี ชื่อเล่น “นายตุลุ” (สงวนนามสกุล) พร้อมของกลางสายไฟและเครื่องมือใช้ในการโจรกรรม

การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจบริเวณถนนบายพาสสายเชียงราย – เชียงแสน จุดตัด ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจุดที่มักมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มกระทำผิดกฎหมายทั้งด้านยาเสพติดและการลักลอบตัดสาธารณูปโภค

พบพิรุธหนีด่าน ตรวจค้นพบบุคคลต้องสงสัยพร้อมของกลางเต็มคันรถ

ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่พบชายขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีแดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน วิ่งมาด้วยความเร็วจากทาง อ.เชียงแสน มุ่งหน้าเข้า อ.เมืองเชียงราย เมื่อเห็นด่านตรวจได้พยายามกลับรถและหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามจนสามารถสกัดรถไว้ได้ที่บริเวณหน้าตลาดชุมชน

จากการตรวจค้นเบื้องต้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายในตัวผู้ต้องหา แต่บริเวณเบาะท้ายรถจักรยานยนต์พบของกลางสำคัญ ได้แก่

  1. สายไฟชนิด CV2C ขนาด 35 มม. ยาวประมาณ 8 เมตร
  2. สายไฟชนิด CV2C ขนาด 4 เมตร จำนวน 1 เส้น
  3. เครื่องมือช่าง ได้แก่ ชะแลง 1 อัน, เลื่อยเหล็ก 1 ปื้น และจอบขุดดินอีก 1 อัน

ขณะเดียวกัน นายตุลุ ได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ว่าได้เสพยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) มาก่อนหน้านี้ และผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดประเภทที่ 1 ในร่างกายจริงตามที่กล่าวอ้าง

ยืนยันของกลางเป็นทรัพย์สินราชการ พร้อมลงพื้นที่พิสูจน์การโจรกรรม

เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งไปยังแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายเพื่อตรวจสอบของกลาง โดยวิศวกรและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคได้ยืนยันว่า สายไฟดังกล่าวเป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในโครงการไฟส่องสว่างริมทาง โดยเฉพาะในเขตถนนหมายเลข ชร.1063 ซึ่งเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 1

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพร้อมเจ้าหน้าที่แขวงฯ ได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณ กม. 32+500 บ้านทับกุมารทอง หมู่ 8 ตำบลท่าข้าวเปลือก และพบว่ามีสายไฟที่ถูกตัดออกหายไปจากเสาไฟริมทาง ซึ่งตรงกับจำนวนและชนิดของสายไฟที่ตรวจพบในเบาะรถผู้ต้องหา

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทเชียงรายจึงได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ในทันที

แจ้ง 3 ข้อหาหนักตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายยาเสพติด

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหากับนายตุลุ รวม 3 ข้อหาหนัก ได้แก่

  1. ลักทรัพย์ของทางราชการ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือครอบครองเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 336 และ 337 ซึ่งการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการก่อเหตุ จะมีโทษเพิ่มขึ้นจากลักทรัพย์ทั่วไป โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  2. ขับขี่ยานพาหนะขณะเสพสารเสพติด ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 43(8) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลมีอำนาจสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
  3. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2564 มาตรา 57(1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายตุลุส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วิเคราะห์ผลกระทบของการลักทรัพย์สาธารณะต่อสังคม

การลักทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่พึ่งพาแสงสว่างจากไฟถนนในการเดินทาง การตัดสายไฟส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจากความมืด และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจแก่ภาครัฐที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นการลดทอนศักยภาพของรัฐในการดูแลโครงข่ายทางหลวงชนบท และทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐลดลง

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ตามข้อมูลจาก กรมทางหลวงชนบท พบว่าในปี 2566 มีกรณีลักทรัพย์ระบบไฟส่องสว่างทางหลวงชนบทรวมทั้งสิ้น 218 ครั้งทั่วประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ราว 18%
  • จังหวัดเชียงรายพบเหตุลักสายไฟบนทางหลวงชนบทรวม 12 กรณี ในปี 2566 โดยมากกระจุกตัวอยู่ในเขตอำเภอแม่จันและเชียงแสน
  • งบประมาณที่รัฐต้องจ่ายในการซ่อมแซมไฟถนนที่ถูกขโมยหรือทำลาย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 85 ล้านบาท/ปี ทั่วประเทศ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รายงานว่า ในปี 2567 มีผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ตรวจพบสารเสพติดในระบบรวมทั้งสิ้น 13,271 ราย โดย 76% เป็นการตรวจพบเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมทางหลวงชนบท

  • ป.ป.ส.

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • สถานีตำรวจภูธรแม่จัน จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI

บทความ “กินสุก เป็นสุข” วัฒนธรรม “อาหาร” ของคนไทย โดย “พิสันต์ จันทร์ศิลป์” วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

กินสุก เป็นสุข (กิ๋นสุก เป๋นสุข) บทความโดย พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

          วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทย โดยเฉพาะคนไทยภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือชาวอีสาน นิยมรับประทานอาหารปรุงดิบ เช่น ลาบ หลู้ ส้า ซกเล็ก ซอยจุ๊ เป็นต้น ซึ่งหากวัตถุดิบโดยเฉพาะเนื้อวัว เนื้อควาย ปนเปื้อนจากเชื้อพยาธิ หรือเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้เกิดโรคระบาดคือ โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) หรือมีอีกชื่อว่า โรคกาลี คือโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสัตว์กินหญ้าเป็นอาหารแทบทุกชนิด โดยสัตว์พาหะหลักคือ โค กระบือ แพะ แกะ โดยสามารถถูกแพร่กระจายไปยังสัตว์ชนิดอื่น ๆ และคนได้ ผ่าน 3 ทางคือ การสัมผัส การรับประทาน และการสูดหายใจเอาสปอร์เข้าไป อย่างไรก็ตาม เชื้อไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โรคดังกล่าวเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Bacillus anthracis

ซึ่งสามารถพบได้ในดิน น้ำ และพืช โดยเชื้อโรคมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมทั้งความร้อนสูง และความเย็นจัด อาการที่เกิดขึ้นจากโรคแอนแทรกซ์ สามารถบ่งบอกเส้นทางการได้รับเชื้อโรคได้ เช่น การมีแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้บริเวณผิวหนัง คือลักษณะการติดเชื้อผ่านทางผิวหนัง หรือหากติดเชื้อผ่านทางการรับประทาน อาจเกิดการท้องเสีย หรือถ่ายเหลวปนเลือด และหากเป็นการติดเชื้อจากการหายใจ อาการก็จะเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเช่น การไอ หรือหายใจติดขัด โดยเว็บไซต์ของกรมอนามัยระบุว่า หากมีอาการรุนแรง โอกาสเสียชีวิตมีสูงถึง 80%

          เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ประกาศพื้นที่ควบคุมโรคระวังแอนแทรกซ์ หลังมีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันอีก 2 ราย และมีกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 638 ราย ทั้งนี้กรมควบคุมโรค ระบุว่า ผู้เสียชีวิตติดเชื้อจากการชำแหละโค และมีการนำเนื้อโคที่ชำแหละไปแจกจ่ายเพื่อรับประทานกันในหมู่ชาวบ้าน

          โรคแอนแทรกซ์ จึงถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนได้โดยตรง และมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ดังนั้น เราจึงต้องระมัดระวังไม่รับประทานอาหารดิบๆ แม้กระทั่งการรับประทานอาหารประเภท สเต็ก ก็ควรปรุงให้สุก ไม่ใช่ย่างแค่ระดับ แรร์(Rare) มีเดียม แรร์ (Medium Rare) ที่สุกแค่ผิวด้านนอกด้านในเนื้อยังไม่สุก เชื้อโรคอาจจะยังตกค้างอยู่ก็ได้ และที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือขณะปรุงอาหาร เราไม่ควรใช้มือสัมผัสกับเนื้อดิบโดยตรง ควรสวมถุงมือป้องกันด้วย หรือการทานอารหารประเภทปิ้งย่างหรือหม้อไฟในร้านบุฟเฟ่

เรามักจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อไปปิ้งย่างในกระทะ หรือในหม้อชาบู แล้วใช้ตะเกียบนั้นคีบอาหารเข้าปาก ก็อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเช่นกัน ดังนั้น เราควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ชีวิตเราก็จะพบกับความสุข มีสุขภาพแข็งแรง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

บทความโดย พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

‘อังกฤษ’ เจอวิกฤต “ทิชชู่เปียก” ผู้คนจำนวนมากจี้รัฐบาลแบนด่วน

รัฐบาลอังกฤษถูกกดดันให้เร่งกำหนดวันแบน “แผ่นเช็ดเปียกที่มีพลาสติก” หลังพบสร้างเกาะขยะ-กระทบระบบนิเวศในแม่น้ำเทมส์

เริ่มต้นที่ปัญหาเล็กน้อย กลายเป็นผลกระทบระดับระบบนิเวศ

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – สถานการณ์มลภาวะทางน้ำในประเทศอังกฤษกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อองค์กรการกุศลด้านสิ่งแวดล้อม Thames21 ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษเร่งกำหนดวันชัดเจนในการแบนแผ่นเช็ดทำความสะอาด (wet wipes) ที่มีส่วนประกอบของพลาสติก หลังพบว่าขยะประเภทนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มลพิษในแม่น้ำ แต่กำลังเปลี่ยนรูปร่างของแม่น้ำเทมส์ และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตน้ำและคุณภาพของแหล่งน้ำ

แม้รัฐบาลก่อนหน้านี้จะเคยประกาศแผนการแบนแผ่นเช็ดเปียกที่มีพลาสติกเมื่อปีที่แล้ว แต่กระบวนการดำเนินการกลับหยุดชะงักภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

แผ่นเช็ดเปียก ขยะที่ดูไร้พิษภัย แต่ส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาล

แผ่นเช็ดเปียกหรือ “wet wipes” ที่มีส่วนผสมของพลาสติกไมโครไฟเบอร์ ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ดูแลเด็ก ทำความสะอาดผิว และฆ่าเชื้อโรค แต่หลายคนยังคงทิ้งแผ่นเช็ดเหล่านี้ลงชักโครกโดยเข้าใจผิดว่า “ย่อยสลายได้” จากคำว่า “flushable” บนฉลาก

ลิซ กีเยกเย (Liz Gyekye) ตัวแทนจาก Thames21 ระบุว่า แผ่นเช็ดเปียกที่ถูกชักโครกลงในระบบท่อน้ำ จะเข้าไปรวมกับน้ำเสีย เมื่อเกิดฝนตกหนักและระบบระบายน้ำล้น สิ่งปฏิกูลเหล่านี้จะถูกระบายลงสู่แม่น้ำโดยตรง ทำให้แผ่นเช็ดเปียกเหล่านี้ตกตะกอนรวมกันจนเกิดเป็น “เกาะขยะเทียม” ซึ่งไม่เพียงแต่บดบังลำน้ำ แต่ยังถูกสัตว์น้ำกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เป็นการนำไมโครพลาสติกเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

แผ่นเช็ดเปียกกำลังเปลี่ยนรูปร่างของแม่น้ำเทมส์

ข้อมูลจาก Thames21 ระบุว่า แผ่นเช็ดเปียกไม่ได้เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำหรือคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะสมในปริมาณมากจนส่งผลต่อภูมิประเทศของแม่น้ำเทมส์ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านกรุงลอนดอน

“มันเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจอย่างยิ่ง” – ยานิส บรูซ-แบรนด์ (Janice Bruce-Brande) อาสาสมัครที่ทำงานสำรวจแม่น้ำเทมส์กล่าว พร้อมระบุว่า “แม้การสร้างระบบบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ใหม่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ แต่ปัญหาจะไม่มีวันหมดไปหากยังมีการผลิตและใช้งานแผ่นเช็ดเปียกที่มีพลาสติก”

ข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Thames21 จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของอังกฤษดำเนินการทันทีต่อแผนการแบนพลาสติกในแผ่นเช็ดเปียก โดยกำหนด “วันที่แน่นอน” สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่า “ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน”

ทางด้านกรมสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักร (Defra) ได้ออกแถลงการณ์ตอบกลับว่า “แผ่นเช็ดเปียกที่มีพลาสติกอุดตันท่อระบายน้ำ ทำลายระบบทางน้ำ และส่งผลต่อสัตว์ป่าอันมีค่าของเรา นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลจะทำการแบนผลิตภัณฑ์นี้”

กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ของอังกฤษ การเปลี่ยนแปลงที่อาจนำไปสู่มาตรฐานใหม่ของโลก

ในช่วงปีที่ผ่านมา อังกฤษได้ผ่านร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ที่มีบทลงโทษรุนแรงขึ้น เช่น การจำคุก 2 ปีสำหรับผู้บริหารองค์กรที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางน้ำ และการยกเลิกโบนัสผู้บริหารของบริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่เป็นธรรม

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ยังได้รวมแผนเร่งรัดในการทำความสะอาดแม่น้ำและลำน้ำทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงมาตรการห้ามการใช้พลาสติกในผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น และการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการของเสียที่ยั่งยืน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย แก้ไขปัญหาที่รากฐาน

  1. ห้ามใช้คำว่า “flushable” บนผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถย่อยสลายในน้ำทะเลได้จริง
  2. ส่งเสริมการผลิตแผ่นเช็ดเปียกจากเส้นใยธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ 100%
  3. รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง โดยยึดหลัก “3Ps”: pee, poo, paper
  4. ตั้งระบบมาตรฐานกลาง (certification) สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ปลอดพลาสติก

เกรซ รอนส์ลีย์ (Grace Rawnsley) ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนของการท่าเรือลอนดอน (Port of London Authority) ระบุว่า “การห้ามใช้พลาสติกในแผ่นเช็ดเปียกเป็นกุญแจสำคัญสู่แม่น้ำที่สะอาด”

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จากรายงานของ Thames21 ปี 2567 ระบุว่า พบแผ่นเช็ดเปียกมากกว่า 30,000 ชิ้น บนพื้นที่ชายฝั่งแม่น้ำเทมส์เพียงในช่วงครึ่งปีแรก
  • องค์การอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งอังกฤษระบุว่า แผ่นเช็ดเปียกที่มีพลาสติกเป็นส่วนผสม สร้างขยะในระบบระบายน้ำมากกว่า 93 ล้านชิ้นต่อสัปดาห์ ในสหราชอาณาจักร
  • รัฐบาลอังกฤษประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการล้างระบบท่อระบายน้ำจากแผ่นเช็ดเปียกและขยะที่เกี่ยวข้องสูงถึง 100 ล้านปอนด์ต่อปี หรือประมาณ 4,500 ล้านบาท
  • กรมสิ่งแวดล้อมและชนบทอังกฤษเผยว่า การห้ามผลิตและขายแผ่นเช็ดเปียกพลาสติกจะช่วยลดขยะในแม่น้ำลงได้มากกว่า 75% ภายใน 3 ปี

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

แม้แผ่นเช็ดเปียกจะดูเป็นผลิตภัณฑ์พื้นฐานในครัวเรือน แต่กลับส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมหากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม การผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุดจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ตัวอย่างของอังกฤษอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย เริ่มทบทวนมาตรการจัดการผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้ “สิ่งเล็กน้อย” กลายเป็น “วิกฤตใหญ่ระดับแม่น้ำ”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • Thames21, Defra
  • Port of London Authority
  • UK Parliament Environmental Audit Committee
  • BBC
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยึด 2,800 กล้าทุเรียน เตรียมส่งข้ามโขง สปป.ลาว

นรข.เชียงรายตรวจยึดต้นกล้าทุเรียนกว่า 2,800 ต้น ลักลอบส่งออกข้ามแดนปลายทาง สปป.ลาว ผ่านแม่น้ำโขง

การขยายตัวของพืชเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดน

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – เจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ได้ดำเนินการตรวจยึดต้นกล้าทุเรียนจำนวนกว่า 2,800 ต้น ที่ถูกลักลอบขนส่งผ่านแม่น้ำโขงเพื่อส่งออกไปยัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายควบคุมพืชพรรณของประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่มีความซับซ้อนมากขึ้นของขบวนการลักลอบค้าพืชเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในฤดูเพาะปลูกและฤดูแล้งที่การขนส่งทางน้ำมีความสะดวกมากกว่าช่วงอื่น

ปฏิบัติการตรวจยึดของกลางริมแม่น้ำโขง

เจ้าหน้าที่ทหารเรือจากสถานีเรือเชียงของ นำโดย ร.ท.สัญญา จันจี รักษาราชการแทนหัวหน้าสถานีฯ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่า จะมีการลักลอบนำต้นกล้าทุเรียนออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่บ้านดอนมหาวัน หมู่ 9 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

หลังได้รับแจ้งดังกล่าว หน่วยลาดตระเวนจึงจัดกำลังพลพร้อมเรือจู่โจมทางน้ำออกปฏิบัติหน้าที่ทันที ต่อมาในช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเรือยนต์ขนาดเล็กหรือ “เรือกาบ” สีดำ ลอยลำและจอดอยู่บริเวณดอนกรวด ใกล้หมู่บ้านที่ได้รับแจ้ง โดยมีชายผู้ต้องสงสัย 1 คนกำลังควบคุมเรือ

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าใกล้จุดตรวจสอบ ชายคนดังกล่าวได้ไหวตัวทันและหลบหนีขึ้นฝั่งไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นภายในเรือ และพบตะกร้าบรรจุต้นกล้าทุเรียนจำนวนมาก คาดว่าทั้งหมดมีจำนวนกว่า 2,800 ต้น บรรจุอยู่ในตะกร้าพลาสติกสีแดงรวม 21 ตะกร้า

ส่งของกลางให้ด่านศุลกากรเชียงของดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังการตรวจยึดเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำเรือและต้นกล้าทุเรียนของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้ด่านศุลกากรเชียงของเพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507

ทั้งนี้ การส่งออกต้นกล้าพันธุ์พืชจะต้องมีการตรวจสอบและได้รับใบอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร และผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายข้ามแดนได้ หากไม่ปฏิบัติตามจะเข้าข่ายเป็นการลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวของตลาดทุเรียนในภูมิภาค

ทุเรียนถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของไทย โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศจีน เวียดนาม และ สปป.ลาว โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงของลาวเริ่มหันมาปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการต้นกล้าคุณภาพสูงจากฝั่งไทย ซึ่งขึ้นชื่อในด้านสายพันธุ์และการเพาะเลี้ยง

ขบวนการลักลอบนำเข้าต้นกล้าทุเรียนจึงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของตลาดทุเรียนในลาวและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งนับเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่สนใจผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของพรมแดน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พันธุกรรมพืช และความมั่นคงด้านเกษตร

การลักลอบส่งออกต้นกล้าพันธุ์พืช นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาการสูญเสียพันธุกรรมพืชท้องถิ่น ซึ่งเป็นทรัพยากรทางเกษตรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์สูง หากสายพันธุ์พืชสำคัญตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี หรือไม่มีการควบคุมที่ดี อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในอนาคต

นอกจากนี้ หากมีการนำต้นกล้าปลอม หรือมีเชื้อโรคแฝงออกไป อาจสร้างปัญหาด้านสุขอนามัยพืชในภูมิภาค และทำให้ไทยถูกลดอันดับมาตรฐานการส่งออกในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบเกษตรกรรมไทย

ความพยายามร่วมของหน่วยงานความมั่นคงชายแดน

หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในลำน้ำโขง โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือที่ติดกับชายแดนลาว การลาดตระเวนเชิงรุกและการประสานข่าวกรองกับชุมชนในพื้นที่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสกัดกั้นการลักลอบค้าของผิดกฎหมาย รวมถึงสินค้าการเกษตร

การจับกุมในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชุมชน ที่ช่วยแจ้งเตือนภัยและร่วมกันเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งต้นทางของการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร (2566) ระบุว่า ประเทศไทยมีการขออนุญาตส่งออกต้นกล้าทุเรียนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้องเฉลี่ยเพียง 9,400 ต้นต่อปี ในขณะที่พบการลักลอบนำออกกว่า 3,000-5,000 ต้น/ปี
  • ศูนย์บัญชาการป้องกันชายแดนภาคเหนือ (2567) รายงานว่าในรอบปีงบประมาณ 2567 มีการตรวจยึดต้นกล้าทุเรียนลักลอบส่งออกในภาคเหนือรวม 12 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าของกลางกว่า 3.2 ล้านบาท
  • สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 เปิดเผยว่า การลักลอบส่งออกพืชเศรษฐกิจโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 17% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบทศวรรษ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมวิชาการเกษตร
  • ศูนย์บัญชาการป้องกันชายแดนภาคเหนือ
  • สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สปป.ลาว ปะทะหนัก กระสุนข้ามแดนตกบ้านเชียงราย

ความตึงเครียดชายแดนไทย-ลาว ฐานทหาร สปป.ลาว ถูกโจมตี กระสุนทะลุบ้านเรือนในฝั่งไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-ลาวตึงเครียด หลังเกิดเสียงปืนหลายจุดในฝั่ง สปป.ลาว

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-ลาว ด้านอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย หลังมีเสียงปืนดังเป็นระยะจากฝั่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) บริเวณเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพื้นที่บ้านร่มฟ้าผาหม่น หมู่ 15 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น โดยเสียงปืนดังขึ้นหลายจุดติดต่อกันและกินเวลาหลายชั่วโมง สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงของฝั่งไทย

พลตรีกิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้พันเอกไพรัช ศรีไชยวาล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 เข้าตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยพบว่าเสียงปืนดังกล่าวมาจากพื้นที่บ้านพูผามน เมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยไม่มาก และยังได้ยินเสียงในหลายจุดที่อยู่ตรงกันข้ามกับตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น ตลอดแนวพื้นที่ตั้งแต่ผาตั้งไปจนถึงภูชี้ฟ้า

ผลกระทบข้ามแดน กระสุนปืนทะลุหลังคาบ้านชาวบ้านฝั่งไทย

ในช่วงเกิดเหตุปะทะกัน มีรายงานว่าหัวกระสุนปืนขนาด 7.62 มม. จำนวน 1 นัด ตกลงมาในพื้นที่ฝั่งไทย โดยกระสุนทะลุหลังคาบ้านของชาวบ้านในหมู่บ้านร่มฟ้าผาหม่น ตำบลปอ โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างมากให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และทำให้เจ้าหน้าที่ทหารของกองกำลังผาเมืองต้องวางกำลังเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

หน่วยทหารได้ยืนยันว่ากระสุนที่ตกลงมานั้นน่าจะมาจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายกับกองกำลังของ สปป.ลาว โดยบริเวณที่เกิดเสียงปะทะนั้นอยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร และยังคงมีเสียงดังต่อเนื่องในบางช่วง

ไทยขอความร่วมมือ สปป.ลาว เร่งตรวจสอบและป้องกันเหตุซ้ำ

พลตรีกิดากร จันทรา ได้มีหนังสือประสานไปยังหัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว-ไทย แขวงบ่อแก้ว เพื่อขอให้ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝั่งไทย ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยและความรู้สึกของประชาชนบริเวณแนวชายแดน

ในหนังสือดังกล่าว ยังได้ขอความร่วมมือจากทางการ สปป.ลาว ให้แจ้งเตือนล่วงหน้าหากมีความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์สำคัญ เพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถเตรียมการป้องกันและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญต่อการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองฝ่ายอย่างสูงสุด

ลาวเตรียมการรับมือ-สั่งเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดน

ภายหลังเหตุการณ์ สปป.ลาว ได้มีการสั่งการในระดับพื้นที่ โดยเจ้าเมืองต่างๆ ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้นำชุมชน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นย้ำให้เฝ้าระวังกลุ่มคนไม่หวังดีและกองกำลังติดอาวุธที่อาจเข้ามาก่อความไม่สงบเพิ่มเติม

คำสั่งยังรวมถึงการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพล อาวุธ และแผนเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะบริเวณป้อมชายแดนที่อาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

วิเคราะห์สถานการณ์ ความมั่นคงของชายแดนไทย-ลาวในบริบทความเปลี่ยนแปลง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-ลาว แม้ทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ที่ดีและให้ความร่วมมือในหลายด้าน แต่ภัยคุกคามจากกองกำลังนอกระบบหรือกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ชัดเจนทางฝ่าย อาจกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งที่กระทบต่อประชาชนและการค้าชายแดนได้อย่างไม่คาดคิด

การที่กระสุนตกมายังฝั่งไทยแม้เพียงหนึ่งนัด ย่อมเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรับมือด้วยความรอบคอบ และไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่อาจลุกลาม

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการดำเนินการต่อไป

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยและลาวจะต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ ร่วมกันวางแนวทางป้องกันที่ครอบคลุมทั้งทางทหารและการข่าว พร้อมทั้งเปิดช่องทางสื่อสารที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในยามฉุกเฉิน

ควรมีการจัดเวทีหารือหรือคณะกรรมการร่วมชายแดน (Joint Border Committee – JBC) เพื่อประเมินความเสี่ยงและปรับแผนการรับมือในสถานการณ์ชายแดนร่วมกันเป็นระยะ

ผลกระทบต่อประชาชนและความเชื่อมั่นในความมั่นคงของพื้นที่

ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับธรรมชาติและการค้าชายแดน การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ ๆ อาจทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในความปลอดภัย และส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากของพื้นที่ที่พึ่งพาความสงบในการดำเนินชีวิต

หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับชุมชนในแนวชายแดน เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความตื่นตระหนก และรักษาเสถียรภาพทางสังคม

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

  • ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อความมั่นคงภาคเหนือ (2566) พื้นที่แนวชายแดนไทย-ลาวในภาคเหนือมีจุดเสี่ยงด้านความมั่นคงมากกว่า 36 จุด โดยเฉพาะในเขตจังหวัดเชียงรายและน่าน
  • รายงานจากศูนย์สันติภาพและความมั่นคง (Peace & Security Studies Center) ระบุว่าในช่วงปี 2565-2567 มีเหตุการณ์กระสุนข้ามแดนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงถึง 14 ครั้ง แม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ส่งผลต่อจิตวิทยาชุมชนชายแดน
  • สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (สมัยรัฐบาลปี 2567) มีข้อเสนอให้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจชายแดน เพื่อการลาดตระเวนและเฝ้าระวังเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่มีความเปราะบางสูง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์วิจัยเพื่อความมั่นคงภาคเหนือ

  • Peace & Security Studies Center

  • สำนักความมั่นคงแห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“Art for Earth” เชียงราย 111 ศิลปิน รวมพลัง สร้างงานรักษ์โลก

Art for Earth 2025 จุดเปลี่ยนพลังศิลปะเพื่อโลก ณ เชียงราย

พลังศิลปะร่วมสมัยสู่การเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – โครงการ “Art for Earth” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศรีดอนมูล อาร์ต สเปซ (Sridonmoon Art Space) อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดย รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ได้รับการสนับสนุนหลักจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมการร่วมมือจากหลายภาคี ทั้ง Bangkok Art Biennale Foundation, ThaiBev, Master Plan 101, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CCAM), สมาคมขัวศิลปะ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

โครงการนี้มุ่งเป้าเพื่อปลุกพลังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะ พร้อมถ่ายทอดแนวคิด “รักษ์โลก” ไปสู่สาธารณชน

รวมตัวศิลปินแห่งชาติ สร้างพลังศิลป์เพื่อสิ่งแวดล้อม

ศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดังระดับประเทศจำนวน 111 คน เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ระหว่างวันที่ 3-5 พฤษภาคม 2568 โดยมีเป้าหมายให้ศิลปะเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดขยะ ลดการทำลายธรรมชาติ และร่วมฟื้นฟูโลกใบนี้อย่างจริงจัง

อาจารย์ศรีวรรณกล่าวว่า “งานศิลปะไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือพลังที่ปลุกเร้าความรู้สึกภายในให้ผู้คนลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง”

พิธีเปิดโครงการและความร่วมมือหลายภาคส่วน

พิธีเปิดโครงการมีการกล่าวแสดงความยินดีจาก อาจารย์ ดร.นฤมล โชติเวช และกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย ศาตรเมธร ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ และ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมทำพิธีตัดริบบิ้นเปิดโครงการอย่างสมเกียรติ

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมสู่รูปธรรม

ศิลปะที่ไม่เพียงงดงาม แต่มีเป้าหมายเพื่อโลก

ผลงานศิลปะทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นในโครงการจะถูกจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2568 ระหว่างเวลา 09:00 – 17:30 น. (ปิดวันจันทร์) โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานจะนำไปสนับสนุนหน่วยงานที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเชียงราย

แนวคิดเบื้องหลังคือ การให้ศิลปะทำหน้าที่ไม่เพียงแต่ “พูดแทนธรรมชาติ” แต่ยัง “สร้างการเปลี่ยนแปลง” อย่างเป็นรูปธรรม

โลกที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ

ปัญหาโลกร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตขยะทะเล เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่ไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน เกิดขึ้นจากความไม่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนในทุกทิศทาง ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ และการสูญเสียของสิ่งมีชีวิต งานนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อปลุกเร้าความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และการลงมือทำของผู้คนทั่วประเทศ

Chiangrai Art for Earth จุดเชื่อมโยงศิลปะกับธรรมชาติ

โครงการ “Chiangrai Art for Earth 2025” คือเวทีที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ใช้ศิลปะเป็นภาษาสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือสถานะ ทุกคนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และมีส่วนร่วมได้

แนวคิดหลักของงานครั้งนี้คือการสร้าง “ประสบการณ์ร่วม” ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

กิจกรรมที่จัดขึ้นภายในโครงการ

ภายในงานมีทั้งเวิร์กช็อปสร้างงานศิลปะ การเสวนาเรื่องศิลปะกับสิ่งแวดล้อม การเปิดเวทีให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้แสดงผลงานและแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมผ่านงานศิลป์

กิจกรรมทุกอย่างดำเนินภายใต้แนวทางของความร่วมมือ การเคารพธรรมชาติ และการเรียนรู้จากศิลปินรุ่นใหญ่สู่รุ่นใหม่

เสียงจากศิลปิน ศิลปะคือเครื่องมือปลุกจิตสำนึก

ศิลปินหลายท่านเห็นตรงกันว่า “ศิลปะคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการปลุกจิตสำนึกของมนุษย์” เพราะมันเข้าไปถึงใจโดยไม่ต้องแปล

บางชิ้นงานสะท้อนความปวดร้าวของธรรมชาติ บางชิ้นเน้นภาพโลกในอนาคตหากไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง บางชิ้นเผยความงามของธรรมชาติที่ยังพอมีให้รักษา

การตอบรับจากประชาชนและผู้ร่วมชมงาน

ประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ และตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายคนแสดงความตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวัน เช่น ลดพลาสติก เลือกซื้อของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนศิลปินที่มีเป้าหมายเพื่อโลก

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ปี 2567 ประเทศไทยมีปริมาณขยะทะเลสูงถึง 52,000 ตัน/ปี
  • รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ปี 2567 มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีถึง 1.3 องศาเซลเซียส
  • ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามลภาวะทางอากาศคร่าชีวิตคนไทยประมาณ 50,000 คนต่อปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ

  • กรมอุตุนิยมวิทยา

  • WHO 2024

  • พิสันต์ จันทร์ศิลป์
  • Sridonmoon Art Space
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

“ไข้หูดับ” ระบาดหนัก! แพร่เตือน กินดิบเสี่ยงตาย หน้าร้อนนี้ต้องระวัง

กินสุกเพื่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคไข้หูดับ

แพร่, 4 พฤษภาคม 2568 –ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหน้าร้อนของปี 2568 จังหวัดแพร่เผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากังวลเกี่ยวกับโรคไข้หูดับ หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ซึ่งพบได้ในหมูที่ป่วยและแพร่สู่มนุษย์ผ่านการบริโภคเนื้อหมูดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ จากข้อมูลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 21 เมษายน 2568 พบผู้ป่วยในจังหวัดแพร่ถึง 10 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย โดยอำเภอสูงเม่นมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด นับเป็นอัตราผู้ป่วยสูงสุดในภาคเหนือ และเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย พร้อมจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในระดับประเทศ พบผู้ป่วยถึง 230 ราย และเสียชีวิต 10 ราย สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคลาบหมูดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สูญเสียการได้ยิน หรือแม้แต่เสียชีวิต

ทำความรู้จักโรคไข้หูดับ

โรคไข้หูดับเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis ที่พบในทางเดินหายใจและเลือดของหมูที่ป่วย การติดเชื้อสามารถเกิดได้จากการบริโภคเนื้อหมูหรือเลือดหมูดิบ รวมถึงการสัมผัสเนื้อหมูดิบผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา อาการที่พบ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น คอแข็ง สูญเสียการได้ยิน หรือในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิต ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่รับประทานอาหารดิบเป็นประจำ ผู้เลี้ยงหมู ผู้ชำแหละเนื้อหมู และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลลิน หรือเซฟไตรอะโซน ผ่านทางหลอดเลือดดำ และหากตรวจพบเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น หูหนวกถาวร หรือการเสียชีวิต

เปลี่ยนเมนูดิบสู่เมนูสุก อร่อยและปลอดภัย

ความอร่อยของเมนูหมู เช่น ลาบ หลู้ หรือก้อย ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการบริโภคแบบดิบ การปรุงอาหารให้สุกด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส สามารถฆ่าเชื้อ Streptococcus suis ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้รสชาติที่คุ้นเคยลดลง การปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารเพียงเล็กน้อย เช่น การนำลาบหมูดิบมาทำเป็นลาบคั่ว หรือการย่างหมูให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน สามารถรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของรสชาติได้อย่างครบถ้วน พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้กับสุขภาพ แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” จึงเกิดขึ้นเพื่อเชิญชวนทุกคนหันมาบริโภคอาหารที่ปรุงสุก ลดความเสี่ยงจากโรคไข้หูดับ และส่งเสริมสุขภาพที่ดีในระยะยาว

วิธีป้องกันง่าย ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี

การป้องกันโรคไข้หูดับสามารถทำได้ด้วยวิธีการที่ไม่ซับซ้อน ดังนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อหมูดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ลาบหมูดิบ หลู้ หรือก้อยดิบ ควรปรุงให้สุกที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  2. สวมถุงมือเมื่อสัมผัสเนื้อหมูดิบ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการชำแหละหรือปรุงอาหาร และล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัส
  3. เลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน เช่น ตลาดสดหรือโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับการรับรอง หลีกเลี่ยงเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาวหรือสีคล้ำผิดปกติ
  4. แยกอุปกรณ์ปรุงอาหาร ใช้เขียงและมีดแยกสำหรับเนื้อดิบและเนื้อสุก รวมถึงใช้ตะเกียบหรือที่คีบแยกสำหรับอาหารดิบและสุกเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  5. รีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือสูญเสียการได้ยินหลังรับประทานหมูดิบหรือสัมผัสเนื้อหมูดิบ ควรรีบไปโรงพยาบาลและแจ้งประวัติความเสี่ยงให้แพทย์ทราบ

กินสุกไม่ใช่เรื่องยาก รสชาติยังคงน่าจดจำ

การเปลี่ยนมาเลือกบริโภคอาหารที่ปรุงสุกไม่ใช่เรื่องยาก และไม่จำเป็นต้องสูญเสียรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเมนูโปรด แคมเปญ “กิ๋นสุก เป๋นสุข” ชวนทุกคนลองปรับเปลี่ยนเมนูดิบให้เป็นเมนูสุก เช่น ลาบคั่วที่หอมกรุ่น ก้อยย่างที่สุกกำลังดี หรือหมูกระทะที่ย่างจนหอมฉุย การปรุงอาหารให้สุกไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคไข้หูดับ แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองและคนที่รัก การกินสุกไม่ได้หมายถึงการห้ามกินดิบอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการเชิญชวนให้ลดการบริโภคอาหารดิบและหันมาสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูสุกที่ทั้งอร่อยและปลอดภัย ในช่วงหน้าร้อนนี้ มาร่วมกันเปลี่ยนความอร่อยให้เป็นความสุขที่ยั่งยืนด้วยการเลือกกินสุก เพื่อสุขภาพที่ดีและความปลอดภัยของทุกคน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการสื่อสาร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) รุ่นที่ 6

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลังเยาวชน เล่าเรื่อง Climate Change ผ่านหนังสั้น

เชียงรายจัดกิจกรรม LearnScape climateX ส่งเสริมเยาวชนสร้างสารคดีแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวน

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมสำคัญ “LearnScape climateX” เพื่อส่งเสริมบทบาทเยาวชนในการผลิตสื่อสารคดีสั้นแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า ณ พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น.

งานนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปลูกฝังความรู้ สร้างจิตสำนึก และเสริมสร้างทักษะการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์สารคดีสั้นให้กับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะการถ่ายทอดมุมมองการเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะโลกรวนที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงจังหวัดเชียงรายเองด้วย

จุดเริ่มต้นของโครงการสำคัญเพื่อเยาวชน

กิจกรรม LearnScape climateX เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า เยาวชนถือเป็นกำลังสำคอันสำคัญในการสื่อสารและเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกรวน โครงการนี้จึงถูกริเริ่มขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหม่ในการเป็นนักเล่าเรื่อง ผ่านการสร้างภาพยนตร์สารคดีสั้นที่สามารถสะท้อนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และนำเสนอทางออกที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง

ในพิธีเปิดกิจกรรมครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายธนวัฒน์ ตาลสุข หัวหน้าโครงการ กล่าวถึงภาพรวมกิจกรรมและวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีนายสุพจน์ ทนทาน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และนายอภิชาต กันธิยะเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ เข้าร่วมเป็นผู้แทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในกิจกรรมที่สำคัญนี้

กิจกรรมฉายภาพยนตร์สารคดีสั้น สะท้อนปัญหาภาวะโลกรวน

ภายในกิจกรรมได้มีการฉายภาพยนตร์สารคดีสั้นจำนวน 5 เรื่อง ที่สร้างสรรค์โดยเยาวชนในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า (บ้านห้วยหินลาดใน) จังหวัดเชียงราย โดยภาพยนตร์แต่ละเรื่องนำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากภาวะโลกรวน ผ่านมุมมองและประสบการณ์จริงของชุมชน ประกอบด้วยภาพยนตร์ดังนี้

  1. เรื่อง คนหลังเขา สะท้อนชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงในพื้นที่ห่างไกล
  2. เรื่อง กลอเกละ ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชนเผ่ากะเหรี่ยงและการปรับตัวในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  3. เรื่อง Modus Vivendi เล่าถึงแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ
  4. เรื่อง ศรัทธาแห่งป่า สื่อถึงความศรัทธาและความเชื่อในการรักษาผืนป่าของชุมชนท้องถิ่น
  5. เรื่อง คนรวน โลกก็รวน นำเสนอการตระหนักถึงบทบาทของมนุษย์ที่มีส่วนในการสร้างผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อม

สนทนาเชิงลึกกับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลจริง โดยมีนายธนบดินทร์ วงค์ตะวัน นายวิโพ โตเชอ นายคฑาเดช ใจเที่ยง และนางสาวณัฐชนันท์ สุริยะวงศ์ ร่วมถ่ายทอดบทเรียนที่ได้จากการทำงานภาคสนาม และการทำหน้าที่ของเยาวชนในการนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างการรับรู้ของสังคม

กิจกรรมสนทนาดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ และนางสาวปวริศา เอลิช แน็ปป์ ซึ่งได้กระตุ้นให้เยาวชนและผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำไปสู่การค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวนที่เหมาะสมและยั่งยืนสำหรับชุมชนท้องถิ่น

จุดวิเคราะห์และแนวทางการแก้ไขปัญหา

จากการนำเสนอภาพยนตร์สารคดีสั้นและการสนทนา พบว่า ปัญหาภาวะโลกรวนส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศสูง เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำที่บ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่เยาวชนและชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แนวทางสำคัญที่ถูกเสนอในกิจกรรมครั้งนี้คือการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใช้การผลิตสื่อสารคดีจากเยาวชนเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร สร้างการรับรู้ และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับชุมชน ซึ่งสามารถขยายผลไปสู่สังคมในวงกว้าง

สถิติและข้อมูลสนับสนุน

จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ปี 2567 ระบุว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ชุมชนมีความพร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ปี 2567 รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รายงานผลการดำเนินงานโครงการ LearnScape climateX ปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE