Categories
TOP STORIES

คมนาคมเร่งเพิ่มเที่ยวบิน-คุมค่าตั๋ว รับปีใหม่ 2568

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เร่งแก้ปัญหาค่าเครื่องบินแพงช่วงปีใหม่ เพิ่มเที่ยวบินและคุมราคาตั๋ว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาค่าโดยสารเครื่องบินที่มีราคาสูงในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 27-28 ธันวาคม 2567 และ 1-2 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับบ้านเป็นจำนวนมาก

นายสุริยะ เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เจรจากับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินและควบคุมราคาตั๋วโดยสารไม่ให้เกินเพดานราคาที่กำหนด โดยได้รับความร่วมมือจากสายการบินต่างๆ ได้แก่ การบินไทย, บางกอกแอร์, ไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์, ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท ซึ่งได้ตอบรับแผนเพิ่มเที่ยวบินและปรับใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับบางเส้นทาง

เพิ่มจำนวนเที่ยวบินและขยายที่นั่ง

นายสุริยะ เปิดเผยว่า สายการบินเหล่านี้จะมีการเพิ่มเที่ยวบินและขยายที่นั่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะเส้นทางที่ได้รับความนิยม เช่น เชียงใหม่, เชียงราย, ภูเก็ต, กระบี่, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครพนม, น่าน, และสุราษฎร์ธานี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว

บริษัทการบินไทยได้ประกาศแผนการปรับชนิดของอากาศยานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเน้นเส้นทางหลัก เช่น ภูเก็ต, กระบี่, เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งได้ถึง 25,144 ที่นั่ง นอกจากนี้ สายการบินอื่นๆ จะเพิ่มเที่ยวบินรวมกว่า 247 เที่ยวบิน และขยายที่นั่งเพิ่มเติมอีก 48,244 ที่นั่ง โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 และเปิดให้จองตั๋วได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567

ควบคุมราคาตั๋วอย่างเข้มงวด

นายสุริยะได้เน้นย้ำให้ กพท. ตรวจสอบราคาค่าโดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้อย่างเคร่งครัด โดยไม่ให้ราคาสูงเกินเพดานที่กำหนด และขอให้ประชาชนซื้อตั๋วโดยสารโดยตรงจากเว็บไซต์ของสายการบิน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขายตั๋วที่ราคาสูงเกินจริง นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (charter flight) ให้ปรับราคาตามที่ กพท. กำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เป็นภาระต่อประชาชน

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า การควบคุมราคาตั๋วเครื่องบินในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับบ้านหรือไปท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ได้อย่างสะดวกและเป็นธรรม ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

การเพิ่มเที่ยวบินและควบคุมราคาดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะในเมืองหลักและเมืองรองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้คนไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นและส่งเสริมเศรษฐกิจในภูมิภาค

สรุป

กระทรวงคมนาคมภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ร่วมมือกับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มเที่ยวบินและควบคุมราคาค่าโดยสารในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปี 2568 โดยคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวันหยุดยาว ทั้งนี้ ประชาชนสามารถจองตั๋วเครื่องบินในราคาที่เป็นธรรมผ่านเว็บไซต์ของสายการบินได้ตั้งแต่วันนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงคมนาคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มูลนิธิกาญจนบารมีคัดกรองมะเร็งเต้านมกลุ่มเสี่ยงทั่วไทย

 

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 มูลนิธิกาญจนบารมีได้จัดกิจกรรมคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยใช้เครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ ณ เทศบาลตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย โดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีผู้แทนจากมูลนิธิกาญจนบารมี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่ลาว นายกเทศมนตรีตำบลป่าก่อดำ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ อาสาสมัครสาธารณสุข และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายประสงค์กล่าวว่า ปัจจุบันมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงในประเทศไทย อัตราผู้ป่วยและการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ในระยะที่โรคลุกลามไปแล้ว ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างยากลำบาก ดังนั้นการตรวจพบให้ได้เร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันเวลา ลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้สตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างทั่วถึง โดยมีรถตรวจคัดกรองเคลื่อนที่ 4 คัน ประกอบด้วย รถเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) 2 คัน รถตรวจและสอนการตรวจเต้านมโดยแพทย์ 1 คัน และรถนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมอีก 1 คัน โดยการสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจากมูลนิธิกาญจนบารมี และโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย กิจกรรมนี้จะดำเนินการระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ถึง 17 ธันวาคม 2567 รวมระยะเวลา 20 วัน

การคัดกรองมะเร็งเต้านมที่มูลนิธิกาญจนบารมีจัดขึ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้สตรีไทยใส่ใจตรวจสุขภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยการตรวจคัดกรองที่แนะนำประกอบด้วย 3 วิธี ได้แก่ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์ และการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มแรก ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิต

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยว่า ในปี 2567 สตรีไทยอายุ 30-70 ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตรับผิดชอบ คิดเป็นร้อยละ 51.93 แต่ยังคงมีช่องว่างที่ต้องเร่งผลักดันให้สตรีกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงการตรวจได้มากขึ้น กิจกรรมนี้นับเป็นโอกาสที่ดีในการให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้หญิงในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนในจังหวัดเชียงราย

นายประสงค์กล่าวทิ้งท้ายว่า การป้องกันมะเร็งเต้านมไม่เพียงแต่จะช่วยลดการสูญเสียชีวิต แต่ยังช่วยให้สตรีไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การตรวจคัดกรองเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรค ดังนั้นทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันผลักดันให้ประชาชนได้รับการตรวจสุขภาพอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาและได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ทั้งนี้ มูลนิธิกาญจนบารมีจะยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมคัดกรองมะเร็งเต้านมต่อไปในปีถัดๆ ไป เพื่อสร้างความตระหนักรู้และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ให้ได้มากที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิกาญจนบารมี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อนุทินสั่งรับมือพายุหม่านหยี่ เร่งฟื้นฟูน้ำท่วมแม่สาย

“มหาดไทยเตรียมพร้อมรับมือพายุหม่านหยี่ เร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมแม่สาย”

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ณ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์พายุหม่านหยี่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยกล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เตรียมแผนเผชิญเหตุและแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติที่จะมาถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น พื้นที่ลาดเชิงเขาที่อาจเกิดดินถล่ม หรือถนนที่อาจถูกน้ำท่วมขังจนทำให้การสัญจรถูกตัดขาดได้ ทางกระทรวงได้กำชับให้มีการตั้งจุดตรวจเตือนให้กับผู้สัญจรไปมา พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังในจุดเสี่ยง พร้อมทั้งมีการเตรียมอุปกรณ์และเครื่องจักรเพื่อช่วยเคลียร์พื้นที่และซ่อมแซมถนนที่อาจได้รับความเสียหาย

การฟื้นฟูพื้นที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการฟื้นฟูพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา โดยปัจจุบันทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้เสนอแนวทางการวางผังเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการสร้างฝายและเขื่อนถาวรเพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบและดำเนินการ

นายอนุทินระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่เกิดปัญหา โดยเฉพาะในตลาดสายลมจอย ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการลุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ทำให้เกิดการอุดตันของทางน้ำ และเป็นสาเหตุให้น้ำไม่สามารถระบายได้ตามปกติ กระทรวงมหาดไทยจึงมีแผนที่จะเร่งเวนคืนพื้นที่ดังกล่าวเพื่อนำไปสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเตรียมความพร้อมรับมือพายุหม่านหยี่

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการเตรียมการรับมือพายุหม่านหยี่จะต้องเป็นไปอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับจังหวัดและท้องถิ่น ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำหลากและดินถล่มที่จะเกิดขึ้น โดยให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมความพร้อมในการระดมกำลังคนและอุปกรณ์สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กระทรวงยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักร อุปกรณ์ และยานพาหนะที่ใช้ในการบรรเทาสาธารณภัย พร้อมทั้งเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่เกิดอุทกภัย เช่น การจัดหาถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยทันที

แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว

นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยการพัฒนาระบบระบายน้ำและการวางผังเมืองให้สามารถรองรับน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงของน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ได้วางไว้ เพื่อให้สามารถลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน และเพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จากการเตรียมความพร้อมและการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลและช่วยเหลือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ โดยนายอนุทินได้ย้ำว่า การร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

เศรษฐกิจไทยโต 3% ไตรมาส 3 ปัจจัยบวกการท่องเที่ยวหนุน

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2567 ขยายตัว 3% แม้เผชิญปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจโลก

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2567 ว่า GDP ขยายตัว 3% เร่งตัวขึ้นจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยที่ 2.3% การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากภาคบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคการผลิตและเกษตรกรรมยังชะลอตัวลง

สัญญาณการฟื้นตัวในภาคบริการและการท่องเที่ยว

นายดนุชากล่าวว่า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 8.4% ในไตรมาสนี้ จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยกว่า 8.58 ล้านคน สร้างรายรับจากการท่องเที่ยวรวมกว่า 5.82 แสนล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 29.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สร้างรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 2.25 แสนล้านบาท

ความท้าทายในปี 2568 จากปัจจัยเสี่ยงภายนอก

สศช. คาดการณ์ว่าในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.6% ส่วนปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 2.3-3.3% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและภาคการผลิตของไทย ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาการกีดกันทางการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ

เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สศช. แนะนำให้รัฐบาลผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนธุรกิจ SMEs ที่กำลังประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง เน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น

การปรับตัวของภาคเอกชนและการบริโภค

คาดการณ์ว่าในปี 2568 การลงทุนของภาคเอกชนจะขยายตัว 2.8% และการบริโภคจะเพิ่มขึ้น 3% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายของประชาชน

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองในอนาคต

นายดนุชาเน้นย้ำว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

ตลาดอสังหาฯ ปี 68 มีสัญญาณฟื้นตัว หลังมาตรการลดค่าธรรมเนียมหนุน

 

ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 3 ปี 2567 สัญญาณฟื้นตัวแม้ยังติดลบเล็กน้อย

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสที่ 2 – 3 ของปี 2567 ว่ายังคงเผชิญกับการชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม พบว่าการติดลบลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยหลังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งขยายจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น

ยอดโอนกรรมสิทธิ์ฟื้นตัวในกลุ่มอาคารชุด

มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกลุ่มราคาเกิน 7 ล้านบาทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาคารชุดที่มีการโอนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยแนวราบกลับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ REIC คาดการณ์ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2567 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 350,545 หน่วย ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 4.4% แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 243,088 หน่วย ลดลง 6.0% และอาคารชุด 107,456 หน่วย ลดลงเพียง 0.6%

แนวโน้มการฟื้นตัวในปี 2568

สำหรับปี 2568 คาดว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น โดย REIC ประมาณการณ์ว่าจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 363,600 หน่วย คิดเป็นอัตราการเติบโต 3.7% หรืออยู่ในช่วง -4.5% ถึง 12.3% โดยที่อยู่อาศัยแนวราบคาดว่าจะมีการโอนจำนวน 254,520 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.7% ส่วนอาคารชุดคาดว่าจะมีการโอน 109,080 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.5%

ในด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,043,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากปี 2567 ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบจะมีมูลค่าการโอนประมาณ 739,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนอาคารชุดจะมีมูลค่าการโอน 303,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7%

ตลาดอสังหาฯ รับแรงสนับสนุนจากมาตรการลดค่าธรรมเนียม

นายกมลภพกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีมูลค่าสูงกว่า 7 ล้านบาท นอกจากนี้ การผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของตลาด

ทิศทางตลาดอสังหาฯ ปีหน้า: ฟื้นตัวต่อเนื่อง

สำหรับปี 2568 นายกมลภพคาดการณ์ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดและบ้านแนวราบ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นในการลงทุนอีกครั้ง ทั้งนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงต้องจับตาดูปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และมาตรการของภาครัฐที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

สรุป แม้ตลาดอสังหาฯ ในปี 2567 จะเผชิญกับความท้าทาย แต่การสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คาดว่าจะทำให้ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดกลับมาเติบโตอย่างมั่นคง

เครดิตข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพ : รับบินโดรนเชียงราย โดรนเชียงราย ถ่ายภาพมุมสูง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

สมศักดิ์เผยแผนคุมเหล้า-เบียร์ปีใหม่ เน้นปลอดภัยทุกพื้นที่

“สมศักดิ์” ไฟเขียวแนวทางควบคุมแอลกอฮอล์ช่วงปีใหม่ เน้นความปลอดภัย-กระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อพิจารณาแนวทางการควบคุมและกำหนดมาตรการการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน พร้อมสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

แนวทางการควบคุมและส่งเสริมการขายแอลกอฮอล์ในโรงแรม

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หารือในที่ประชุมคือการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องพักของโรงแรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยนายสมศักดิ์เปิดเผยว่า การอนุญาตดังกล่าวจะจำกัดเฉพาะในพื้นที่ห้องพักเท่านั้น เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่ในมินิบาร์ โดยไม่ขยายการอนุญาตไปยังห้องอาหารหรือพื้นที่สาธารณะของโรงแรม การตัดสินใจนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความสะดวกแก่ผู้เข้าพักและกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน

ความเห็นเกี่ยวกับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ

ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นการขออนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟ โดยเฉพาะในขบวนรถเช่าเหมาลำและตู้นอนชั้น 1 คณะกรรมการส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์อาชญากรรมในอดีต ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ได้เสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับไปสรุปข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมาตรการความปลอดภัย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขบวนเช่าเหมาลำอาจได้รับการพิจารณาอนุมัติในอนาคต

มาตรการควบคุมการขายแอลกอฮอล์ช่วงเทศกาลปีใหม่

ในการเตรียมความพร้อมสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2568 คณะกรรมการได้เน้น 4 มาตรการหลักเพื่อควบคุมและลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่:

  1. ขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
  2. รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์
  3. ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยง โดยการตั้งด่านตรวจและการเฝ้าระวังในชุมชนต่างๆ
  4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่และการเมาแล้วขับ

นายสมศักดิ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อเข้ามามีบทบาทในการตรวจเตือนประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายการดื่มแอลกอฮอล์ และการประเมินพฤติกรรมการดื่มสุราในชุมชน

การสนับสนุนด้านสุขภาพและความปลอดภัย

ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า การประชุมครั้งนี้ได้เน้นถึงการควบคุมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มักมีการบริโภคแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมในวงกว้าง

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาล และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งนี้ การออกมาตรการควบคุมการขายและการบริโภคแอลกอฮอล์ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดอาคารเรียนฟัรดูอีน มัสยิดดอยวาวี เชียงราย เสริมศาสนาและชุมชน

การเปิดอาคารละหมาดหญิงและอาคารเรียนฟัรดูอีนฯ ณ มัสยิดอัฏฏออะห์ สร้างความสามัคคีและส่งเสริมการศึกษาในชุมชน

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.30 น. อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารละหมาดหญิงและอาคารเรียนฟัรดูอีน ณ มัสยิดอัฏฏออะห์ ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยมีการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชุมชนและบุคคลสำคัญมากมายที่มาร่วมงานในครั้งนี้

ภายในงานยังมีการร่วมพิธีเปิดโดย Mr. ALI k.m.c. chang (อาลี เค.เอ็ม.ซี. ชาง) ประธานคณะกรรมการอิสลามแห่งไต้หวัน พร้อมด้วยอาจารย์ประสาน ศรีเจริญ นายกสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พลตำรวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้แทนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายสมจิต มุณีกร รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงราย

เป้าหมายของการเปิดอาคารใหม่และการส่งเสริมการศึกษา

อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า การสร้างอาคารละหมาดและอาคารเรียนฟัรดูอีนนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามแก่เยาวชนมุสลิมในพื้นที่ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในชุมชนหลากหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะบนดอยวาวีซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งชาติพันธุ์และศาสนา

จุฬาราชมนตรียังกล่าวชื่นชมการอยู่ร่วมกันของพี่น้องมุสลิมและคนไทยในพื้นที่เชียงราย ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความเคารพซึ่งกันและกันอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

การสนับสนุนจากภาครัฐและต่างประเทศ

ในพิธีเปิดครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวว่า การพัฒนาอาคารใหม่เพื่อการศึกษาและการละหมาดนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา รวมถึงความร่วมมือจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน ที่ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาศาสนาและวัฒนธรรมในประเทศไทย

Mr. ALI k.m.c. chang ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญของประเทศไทยต่อพี่น้องมุสลิม โดยชื่นชมการบริหารจัดการของประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นความโชคดีของชาวมุสลิมไทยที่มีสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนศาสนาและวัฒนธรรมของตนเอง

การเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากพิธีเปิดอาคารใหม่แล้ว ยังมีการเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยและผู้เข้าร่วมงาน เกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาชุมชนมุสลิมในเชียงรายให้ยั่งยืน การพัฒนาด้านการศึกษาและการส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนมุสลิมในพื้นที่สามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างมั่นคง

สร้างอนาคตที่ดีผ่านการศึกษาและศาสนา

การเปิดอาคารเรียนฟัรดูอีนฯ และอาคารละหมาดหญิงในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้แก่เยาวชนในพื้นที่ โดยเน้นให้เยาวชนมุสลิมมีโอกาสในการศึกษาและเรียนรู้ศาสนาอิสลาม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวสรุปในงานว่า การเปิดอาคารใหม่ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม

การเปิดอาคารละหมาดหญิงและอาคารเรียนฟัรดูอีนฯ ณ มัสยิดอัฏฏออะห์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนมุสลิมในเชียงราย ทั้งด้านศาสนา การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนังานวัฒนธรรมเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายดันท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

 

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 เวลา 18.00 น. จังหวัดเชียงรายได้จัดกิจกรรมเสวนา “แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดจังหวัดเชียงราย” (Chiangrai Dark Sky Tourism) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืน โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่วิสาหกิจชุมชนฮ่อมลมจอย ตำบลธารทอง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ภายใต้การนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

ในพิธีเปิดงาน นางอทิตาธรได้กล่าวเปิดตัวแนวคิดการท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้จังหวัดเชียงรายกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน โดยเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการลดมลพิษแสง (Light Pollution) เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสกับดวงดาวอย่างเต็มที่

การเสวนาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่สำคัญ เช่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยพร ศรีสม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวแนวใหม่นี้ รวมทั้งมีการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย นำโดยนายวิสูตร บัวชุม และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย นำโดยนายประธาน อินทรียงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคเอกชน

นางอทิตาธรได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดเป็นโครงการที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ธรรมชาติที่สมบูรณ์และท้องฟ้าปลอดมลพิษ เหมาะสำหรับกิจกรรมการดูดาวและการเรียนรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ยังส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่

การพัฒนาการท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด: โอกาสและความท้าทาย


แนวคิดการท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับดวงดาวและจักรวาล ซึ่งเหมาะสมกับการใช้เป็นกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่สนใจวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ

ในการเสวนาครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการพัฒนาและการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวประเภทนี้ เช่น การลดแสงไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียงและการจัดตั้งจุดชมดาวที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับการฝึกอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและการเตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการนักท่องเที่ยว

กิจกรรมภายในงานและการมีส่วนร่วมของชุมชน


ภายในงานยังมีกิจกรรมการสาธิตการดูดาว ซึ่งผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับทิศทางของดวงดาว การหักเหของแสง และการใช้กล้องโทรทรรศน์ในการสังเกตท้องฟ้าในยามค่ำคืน กิจกรรมเหล่านี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและชุมชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจากนักศึกษาและนักวิจัยที่ศึกษาด้านดาราศาสตร์และการท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาท้องฟ้ามืดเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นโยบายสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย


นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ในระยะยาว โครงการ Chiangrai Dark Sky Tourism นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้เชียงรายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติในยามค่ำคืนอย่างแท้จริง

การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาการท่องเที่ยวและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป

งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาแนวคิดการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่เชียงราย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

สรุปแล้ว งานเสวนานี้ได้เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันผลักดันการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในจังหวัดเชียงราย และสร้างแนวทางให้เกิดการพัฒนาชุมชนที่มีประสิทธิภาพต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

ลูกแพนด้าแดงเครียดจากพลุเสียชีวิต เรียกร้องควบคุมการใช้พลุ

แพนด้าแดงวัย 3 เดือนเสียชีวิตจากความเครียดเพราะเสียงพลุ เอดินบะระ ซู เรียกร้องกฎหมายควบคุมการใช้พลุ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ลูกแพนด้าแดงวัยเพียง 3 เดือนที่ชื่อ “ร็อกซี่” ซึ่งอยู่ที่สวนสัตว์เอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ เสียชีวิตจากความเครียดที่เกิดขึ้นหลังได้ยินเสียงพลุในคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับวัน “Bonfire Night” ของสหราชอาณาจักร

ลูกแพนด้าแดงเสียชีวิตจากอาการเครียดหลังได้ยินเสียงพลุ

ร็อกซี่ ลูกแพนด้าแดงอายุ 3 เดือน ได้รับการดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมสัตววิทยาแห่งราชวงศ์สกอตแลนด์ (RZSS) หลังจากที่แม่ของมันชื่อ “จินเจอร์” เสียชีวิตก่อนหน้านี้เพียง 5 วัน แม้ทีมผู้เชี่ยวชาญจะให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและร็อกซี่สามารถกินอาหารเองได้ แต่เสียงพลุดังสนั่นในคืน Bonfire Night กลับทำให้ลูกแพนด้าแดงตัวน้อยเกิดความเครียดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นอาเจียนและสำลักอาเจียนของตัวเองจนเสียชีวิต

เบน ซัพเพิล รองประธานบริหารของ RZSS กล่าวว่า “เสียงพลุที่ดังมากเกินไปส่งผลให้ร็อกซี่เกิดความเครียดและอาจมีส่วนทำให้แม่ของร็อกซี่เสียชีวิตก่อนหน้านี้ เราไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปได้ที่พลุอาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของแม่และลูกแพนด้าแดงทั้งสองตัว”

เรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมการใช้พลุ

RZSS ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการใช้พลุให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เนื่องจากพลุเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ในสวนสัตว์และสัตว์เลี้ยงทั่วไปเกิดความเครียดอย่างรุนแรง โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าสัตว์หลายตัวเสียชีวิตเนื่องจากความตกใจจากเสียงพลุ เช่น ในปี 2020 ลูกม้าลายตัวหนึ่งที่สวนสัตว์บริสตอลก็เสียชีวิตหลังตกใจจากเสียงพลุ

ข้อเสนอในการจำกัดการใช้พลุ

สวนสัตว์เอดินบะระได้เสนอให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรและรัฐบาลสกอตแลนด์พิจารณาแก้ไขกฎหมาย โดยให้จำกัดการขายพลุให้แก่สาธารณชน และอนุญาตให้ใช้พลุเฉพาะในงานที่มีการจัดแสดงอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์ นอกจากนี้ RZSS ยังได้สนับสนุนคำร้องสาธารณะที่มีประชาชนลงชื่อกว่า 1 ล้านคนเพื่อเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้พลุอย่างเข้มงวด

“การจำกัดการใช้พลุให้อยู่ในงานที่มีการจัดการอย่างเป็นระเบียบ จะช่วยลดความเครียดและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์อย่างร็อกซี่ และในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถให้ประชาชนเพลิดเพลินกับการเฉลิมฉลองได้” ซัพเพิล กล่าว

การควบคุมการใช้พลุในสหราชอาณาจักร

ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรมีกฎหมายห้ามจุดพลุระหว่างเวลา 23.00 น. ถึง 7.00 น. ยกเว้นในคืน Bonfire Night วันส่งท้ายปีเก่า เทศกาลดิวาลี และวันตรุษจีน อย่างไรก็ตาม พลุยังคงสามารถซื้อได้จากผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาตในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และในช่วงก่อนเทศกาลสำคัญบางวัน

ผลกระทบต่อสัตว์และความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมาย

จากข้อมูลของ RSPCA (สมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์แห่งสหราชอาณาจักร) พบว่า มีการรายงานเหตุการณ์ที่สัตว์แสดงความกลัวจากเสียงพลุกว่า 13,000 ครั้งในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลุมีผลกระทบทางลบอย่างมากต่อสุขภาพจิตของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ในสวนสัตว์

นอกจากนี้ สวนสัตว์เอดินบะระยังกล่าวว่าการเสียชีวิตของร็อกซี่ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายปัจจุบันเกี่ยวกับการใช้พลุ เพื่อปกป้องสุขภาพของสัตว์และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของสัตว์ในอนาคต

โฆษกของกระทรวงการค้าและธุรกิจของสหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่า รัฐบาลได้เริ่มรณรงค์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้พลุเพื่อให้ประชาชนใช้พลุอย่างระมัดระวังและเหมาะสม พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องสัตว์เลี้ยงและประชาชนทั่วไป

ความหวังในการปรับปรุงกฎหมาย

รัฐบาลสกอตแลนด์โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความปลอดภัยชุมชน Siobhian Brown ได้กล่าวว่า รัฐบาลสกอตแลนด์มีข้อจำกัดในการปรับปรุงกฎหมายด้านการใช้พลุ แต่เธอได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติมในการควบคุมการใช้พลุ

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของลูกแพนด้าแดงร็อกซี่และแม่ของมัน ถือเป็นการเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมการใช้พลุ และการดูแลสัตว์ในสวนสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : cnn

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

ญี่ปุ่นขึ้นทะเบียน GI ให้ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ ส่งเสริมส่งออกไทย

ข่าวดี! ญี่ปุ่นขึ้นทะเบียน GI ให้ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ ส่งเสริมการส่งออกไทยสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดีว่า กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้กับ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ ของไทย ซึ่งนับเป็นผลไม้ไทยชนิดแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นสินค้าลำดับที่ 3 ที่ได้รับการรับรองต่อจาก ‘กาแฟดอยช้าง’ และ ‘กาแฟดอยตุง’

สับปะรดห้วยมุ่น ผลไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

‘สับปะรดห้วยมุ่น’ มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากสับปะรดทั่วไป ด้วยเนื้อที่หนา นุ่ม รสชาติหวานอร่อย พร้อมทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ การขึ้นทะเบียน GI ในครั้งนี้ ยังเป็นการยืนยันถึงคุณภาพของสับปะรดห้วยมุ่น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นในการเลือกบริโภคสินค้าจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ส่งเสริมการส่งออก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการมากกว่า 850 ราย ที่มีศักยภาพในการผลิตสับปะรดห้วยมุ่นได้มากกว่า 180,000 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดมากถึง 1,200 ล้านบาท การได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดโลก และยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกรไทยในการเพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ

โอกาสทางการตลาดในญี่ปุ่น

นอกจากการส่งออกสับปะรดสดที่ได้รับความนิยมแล้ว ยังพบว่าตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสับปะรดแปรรูปสูง เช่น น้ำสับปะรด สับปะรดกระป๋อง และสับปะรดอบแห้ง ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญในการส่งออกสับปะรดมากเป็นอันดับที่ 4 รองจากฟิลิปปินส์ คอสตาริกา และอินโดนีเซีย

ใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)

การที่ไทยได้รับการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ในการลดภาษีนำเข้าสินค้าสับปะรดไปยังญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น

แผนการขยายตลาดสับปะรดห้วยมุ่น

รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรไทยผลิตสินค้าคุณภาพและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยการสนับสนุนทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ อย่างเต็มที่

ความหวังใหม่สำหรับเกษตรกรไทย

การขึ้นทะเบียน GI ของ ‘สับปะรดห้วยมุ่น’ เป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพทางการค้าของไทย และเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรไทยหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก การส่งออกสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีสินค้าคุณภาพสูงในตลาดโลก

สวนสับปะรดห้วยมุ่นตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 

    “ สับปะรดห้วยมุ่น ” หลายคนอาจจะได้ยินชื่อเสียงกันมาบ้างแล้วว่าเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์  มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กับของจังหวัดอื่น สวนสับปะรดห้วยมุ่นตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์  ซึ่งหมู่บ้านของเราได้ปลูกสับปะรดมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ จนถึงปัจจุบันหมู่บ้านของเราได้ขยายพื้นการปลูกสับปะรดไปรอบๆหมู่บ้านใกล้เคียงเพิ่มขึ้นมา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE