Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานข้ามแม่น้ำกกแม่จัน-ดอยหลวง คืบหน้า 56% เสร็จเม.ย. 68

กรมทางหลวงชนบทเร่งสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก เชื่อม อ.แม่จัน-อ.ดอยหลวง ร่นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ยกระดับเศรษฐกิจเชียงราย

กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก เชื่อมต่อระหว่างอำเภอแม่จันและอำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง ล่าสุดมีความคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 56 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2568

ลดระยะทางเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพคมนาคม

นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า สะพานข้ามแม่น้ำกกดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยลดระยะทางการเดินทางจากเดิมกว่า 25 กิโลเมตร ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ โดยจุดเริ่มต้นของโครงการอยู่ที่ถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.4004 บริเวณบ้านผ่านศึก หมู่ที่ 10 ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน และสิ้นสุดที่บ้านวังเขียว หมู่ที่ 8 ตำบลหนองป่าก่อ อำเภอดอยหลวง

รายละเอียดโครงการ

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกกประกอบด้วยสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กความยาว 160 เมตร ผิวจราจรกว้าง 9 เมตร พร้อมถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีตต่อเชื่อมสะพานความยาว 2,522 เมตร กว้าง 6 เมตร รวมความยาวตลอดโครงการ 2,682 เมตร ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 59.590 ล้านบาท

สะพานนี้ไม่เพียงช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้น แต่ยังเชื่อมต่อถนนสาย ชร.4004 กับถนนหลวงหมายเลข 1271 ทำให้การเดินทางจากชุมชนสู่ท่าเรือเชียงแสนและอำเภอดอยหลวงเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

โครงการนี้ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวโพด ยางพารา และผลิตภัณฑ์ในชุมชน ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

นอกจากนี้ สะพานยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัดพระพุทธบาทผาเรือ และโรงเรียนผ่านศึกสงเคราะห์ 2 ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

แผนงานและความคืบหน้า

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างคานอัดแรง (I-GIRDER) พื้นสะพาน และถนนเชิงลาด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2568 เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ สะพานนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในอำเภอแม่จันและอำเภอดอยหลวง

ความสำคัญต่อชุมชน

นอกจากช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจแล้ว โครงการนี้ยังเป็นการส่งเสริมความเจริญในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนริมฝั่งแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมและแหล่งผลิตสินค้าชุมชนที่สำคัญ

กรมทางหลวงชนบทยืนยันว่าจะดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มที่เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ช่วยพัฒนาชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

ยอดผลิตรถยนต์ไทยปี 2567 ลดต่ำสุดในรอบ 4 ปี

สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2567: การผลิตและยอดขายลดลงท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์ในปี 2567 ได้ปรับเป้าหมายลดลงเหลือ 1,500,000 คัน จากเดิม 1,700,000 คัน ซึ่งนับเป็นการผลิตที่ต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 โดยการปรับลดนี้แบ่งเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศลดลง 450,000 คัน และการผลิตเพื่อส่งออกลดลง 1,050,000 คัน

ตัวเลขการผลิตและยอดขายลดลงต่อเนื่อง

จากข้อมูลการผลิตรถยนต์ในช่วงเดือนมกราคม–ตุลาคม 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,246,868 คัน ลดลงร้อยละ 19.28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนตุลาคม 2567 ผลิตได้เพียง 118,842 คัน ลดลงร้อยละ 25.13 จากปีก่อน โดยการผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 861,916 คัน ลดลงร้อยละ 4.69 และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 384,952 คัน ลดลงถึงร้อยละ 39.89

ในด้านยอดขาย ตั้งแต่เดือนมกราคม–ตุลาคม 2567 มียอดขายรถยนต์ในประเทศ 476,350 คัน ลดลงร้อยละ 26.24 และยอดขายในเดือนตุลาคม 2567 เพียง 37,691 คัน ซึ่งต่ำสุดในรอบ 54 เดือน โดยสาเหตุหลักมาจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการให้สินเชื่อ ทำให้จำนวนบัญชีสินเชื่อลดลง

การส่งออกและผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศ

สำหรับการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนมกราคม–ตุลาคม 2567 ส่งออกได้ 853,221 คัน ลดลงร้อยละ 8.02 โดยเดือนตุลาคม 2567 ส่งออกได้ 84,334 คัน แม้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.08 จากเดือนก่อนหน้า แต่ยังลดลงร้อยละ 20.23 เมื่อเทียบกับปีก่อน ความท้าทายสำคัญคือสถานการณ์สงครามในอิสราเอลและฮามาส รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง

ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโต แต่ยังมีความผันผวน

ในเดือนตุลาคม 2567 มียานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV (Battery Electric Vehicle) จดทะเบียนใหม่ 6,651 คัน ลดลงร้อยละ 32.19 จากปีก่อน แต่สะสมตั้งแต่เดือนมกราคม–ตุลาคม 2567 อยู่ที่ 82,304 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.12 ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภท HEV (Hybrid Electric Vehicle) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 56.61 โดยการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าสะท้อนถึงความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคแม้จะมีความท้าทายเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ

อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

นายสุรพงษ์กล่าวว่า การปรับเป้าหมายการผลิตในครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวของอุตสาหกรรมท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งการเติบโตที่ต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยภาคอุตสาหกรรมต้องมุ่งเน้นการพัฒนาและนวัตกรรมเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

นักศึกษาวิชาทหารนครสวรรค์ คว้ารางวัลรองชนะเลิศ SINGING CONTEST 2024

“นักศึกษาวิชาทหารนครสวรรค์คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดร้องเพลง SINGING CONTEST”

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานกว่ากองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จัดกิจกรรม “เติมคนดี..เสียงนี้เพื่อสังคม” ซึ่งเป็นการประกวดร้องเพลงออนไลน์เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาวิชาทหารจากทั่วประเทศได้โชว์พลังเสียง ผ่านเพลง “เติมคนดีครั้งยิ่งใหญ่ 1 ล้านคน” บนแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อชิงรางวัลมากมาย ได้แก่ รางวัลชนะเลิศเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล, รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัล Popular Vote เงินรางวัล 10,000 บาท สำหรับคลิปที่ได้รับยอดโหวตสูงที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม 2567

ผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 3 ทีมสุดท้ายจะได้ร่วมออกอากาศในรายการ “ชุมทางดาวทอง” ทางช่อง 7HD ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยผลักดันเยาวชนให้กล้าแสดงออก และใช้ความสามารถในเชิงสร้างสรรค์เพื่อสังคม

ในครั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 โดยศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 ได้ส่งตัวแทนนักศึกษาวิชาทหารจากโรงเรียนนครสวรรค์เข้าร่วมการแข่งขัน และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มาได้สำเร็จ ตัวแทนทีมที่สร้างชื่อเสียงในครั้งนี้ ได้แก่

  1. นักศึกษาวิชาทหาร ปุณยวีร์ ทองใบ
  2. นักศึกษาวิชาทหาร กฤษณะ สิงห์สาธร
  3. นักศึกษาวิชาทหาร ณัฐพงษ์ โชติผลารัตน์

เสียงชื่นชมจากกองทัพภาคที่ 3

กองทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวชื่นชมนักศึกษาวิชาทหารทั้ง 3 นาย และโรงเรียนนครสวรรค์ ที่ได้สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจแก่จังหวัดนครสวรรค์ รวมถึงแสดงถึงความสามารถของเยาวชนไทยที่สามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนศักยภาพด้านต่าง ๆ ของเยาวชนไทย โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันและส่งเสริมเยาวชนให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพแก่ประเทศไทยในอนาคต

ส่งเสริมเยาวชนผ่านเวทีสร้างสรรค์

การประกวดร้องเพลง SINGING CONTEST ภายใต้โครงการ “เติมคนดี..เสียงนี้เพื่อสังคม” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มุ่งหวังสร้างเยาวชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม กล้าคิด กล้าทำ และนำความสามารถที่มีมาสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อชุมชน กิจกรรมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับประเทศและส่งต่อแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมรุ่นในวงกว้าง

ทั้งนี้ กองทัพบกยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเวทีสร้างสรรค์เพื่อเยาวชนและขยายผลสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีคุณภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

สลาก N3 เผยยอดขายลด คลังเล็งปรับกลยุทธ์ดึงผู้ซื้อ

สถานการณ์การจำหน่ายสลาก N3: ความท้าทายและโอกาสแก้ไขปัญหาหวยใต้ดิน

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์การจำหน่ายสลากตัวเลขสามหลัก (สลาก N3) ซึ่งอยู่ในช่วงทดลองขายผ่านแซนด์บ็อกซ์ไปแล้ว 2 งวด โดยพบว่ายอดจำหน่ายในงวดล่าสุดอยู่ที่ 1,338,335 ใบ ลดลงจากงวดแรกที่มียอดจำหน่าย 1,898,869 ใบ หรือลดลงถึง 506,534 ใบ การลดลงนี้ส่งผลให้มูลค่าเงินรางวัลลดลงและขาดแรงจูงใจเมื่อเทียบกับหวยใต้ดิน

นายจุลพันธ์ระบุว่า หวยใต้ดินยังคงเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดผู้ซื้อได้มากกว่า เนื่องจากมีเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น การจ่ายเงินแบบงวดชนงวดหรือชำระในงวดถัดไป ซึ่งสลาก N3 ยังไม่มีระบบดังกล่าว จึงเป็นโจทย์สำคัญที่สำนักงานสลากฯ ต้องพิจารณาว่า สลาก N3 สามารถแก้ไขปัญหาหวยใต้ดินได้หรือไม่

“เป้าหมายของสลาก N3 คือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ซื้อหวยใต้ดินหันมาซื้อสลากที่ถูกกฎหมาย ยอดขายที่ลดลงในช่วงทดลองนี้ต้องมีการประเมินและปรับปรุงให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค” นายจุลพันธ์กล่าว พร้อมย้ำว่า จะต้องให้เวลาสำนักงานสลากฯ อีก 2-3 งวดในการปรับปรุงรูปแบบ หากพบว่าสลาก N3 ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และยังส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสลาก L6 (สลาก 6 หลัก) ทั้งแบบใบและแบบดิจิทัล อาจต้องพิจารณายกเลิกการจำหน่ายสลาก N3

ยอดขายสลาก N3 ลดลงแต่ไม่กระทบผู้ค้าสลาก

นายจุลพันธ์ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ยอดขายสลาก N3 ที่ลดลงไม่ได้ส่งผลกระทบมากต่อตัวแทนผู้ค้าสลาก เนื่องจากผู้ค้าสลาก N3 เป็นเพียงผู้ได้รับสิทธินำสลากไปจำหน่าย และสลากที่ขายไม่หมดจะถูกส่งคืนเข้าสู่ระบบ ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจากยอดขาย จะนำมาหารสัดส่วนเพื่อกระจายในเงินรางวัลต่างๆ ต่างจากสลากแบบใบที่ผู้ค้าต้องชำระค่าสลากล่วงหน้าก่อนนำไปจำหน่าย

การจำหน่ายสลาก L6 แบบดิจิทัล

สำหรับกรณีสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบดิจิทัล (สลาก L6) งวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งขายไม่หมดเป็นงวดแรก โดยมียอดจำหน่ายที่เหลือเกือบ 1 ล้านใบ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลลอยกระทง และสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน

ความท้าทายของสลาก N3

นายจุลพันธ์กล่าวสรุปว่า การจำหน่ายสลาก N3 เป็นแนวทางใหม่ที่ต้องการตอบโจทย์ผู้ซื้อหวยใต้ดินและส่งเสริมการซื้อสลากที่ถูกกฎหมาย แต่ยังต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการขายให้มีแรงจูงใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยสำนักงานสลากฯ จะต้องประเมินผลการทดลองขายในช่วงต่อไป และปรับปรุงกลไกเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการจำหน่ายสลาก N3 และสลาก L6

“สุดท้ายแล้ว การจำหน่ายสลากต้องมุ่งสร้างความยั่งยืนทั้งในแง่รายได้ของรัฐและการตอบสนองความต้องการของประชาชน” นายจุลพันธ์กล่าว.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการคลัง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

K-pop กับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ซีดีที่สร้างขยะพลาสติกมหาศาล

การผลิตอัลบั้ม K-pop กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 The Jakarta Post รายงานเรื่องราวที่สะท้อนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตอัลบั้ม K-pop โดยเฉพาะการสะสมซีดีจำนวนมากที่มาพร้อมกับแคมเปญการตลาดที่ดึงดูดใจแฟนเพลงทั่วโลก

ปัญหาการผลิตและขยะซีดี K-pop

คิม นา-ยอน แฟนเพลง K-pop ชาวเกาหลีใต้เผยว่า ในอดีตเธอเคยซื้อซีดีจำนวนมากเพียงเพื่อตามหา “โฟโต้การ์ด” หรือของสะสมจากศิลปินในอัลบั้ม จนกระทั่งเธอเริ่มตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการสะสมเหล่านี้ โดยซีดีที่ผลิตจากโพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) แม้จะสามารถรีไซเคิลได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการเฉพาะเพื่อป้องกันก๊าซพิษที่อาจปล่อยออกมา ข้อมูลจากการศึกษาของ Keele University ในสหราชอาณาจักรเผยว่า การผลิตซีดี 1 แผ่น สร้างการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 500 กรัม หากคำนวณจากยอดขายรายสัปดาห์ของวง K-pop ชั้นนำ ยอดการปล่อยคาร์บอนอาจเทียบเท่ากับการเดินทางรอบโลก 74 ครั้ง

แคมเปญการตลาดและความนิยมซีดี

ถึงแม้แฟนเพลงจำนวนมากจะฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่งแล้ว แต่ยอดขายซีดียังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2023 อุตสาหกรรม K-pop ขายซีดีได้มากกว่า 115 ล้านแผ่น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ยอดขายทะลุ 100 ล้านแผ่น การส่งเสริมการขายผ่านแคมเปญ เช่น การแถม “โฟโต้การ์ด” รุ่นลิมิเต็ด หรือโอกาสลุ้นวิดีโอคอลกับศิลปิน กลายเป็นแรงจูงใจให้แฟนเพลงซื้อซีดีมากขึ้น นอกจากนี้ อัลบั้มบางชุดยังออกแบบให้มีหลายปก เพื่อเพิ่มยอดขาย

โรซา เดอ จอง แฟนเพลง K-pop อีกรายกล่าวว่า การซื้ออัลบั้มเปรียบเสมือนการซื้อลอตเตอรี่ เพราะแฟนๆ ต้องการโอกาสในการได้ของสะสมหรือสิทธิพิเศษจากศิลปิน แต่กลับทำให้เกิดขยะพลาสติกสะสมในที่สาธารณะ เช่น ถนนและบันไดในกรุงโซล

การเรียกร้องให้ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

กลุ่ม Kpop4Planet ที่ก่อตั้งโดยแฟนเพลงชาวอินโดนีเซียในปี 2020 เริ่มรณรงค์ให้บริษัทบันเทิงลดการผลิตซีดีพลาสติก พวกเขาจัดการประท้วงและรวบรวมลายเซ็นเพื่อยื่นคำร้องให้บริษัทลดการใช้วัสดุพลาสติกและเปลี่ยนวิธีการตลาดที่กระตุ้นการบริโภค

HYBE บริษัทผู้จัดการวง BTS ระบุว่า บริษัทพยายามใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตอัลบั้มและสินค้า แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ด้านกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้พยายามลดการผลิตซีดีโดยการเก็บค่าปรับสำหรับการสร้างขยะพลาสติกตั้งแต่ปี 2003 แต่ค่าปรับเพียง 2 พันล้านวอน (ประมาณ 143,000 ดอลลาร์) ในปี 2023 กลับไม่มีผลกระทบมากนัก

แฟนเพลงยังคงสนับสนุนศิลปิน

คิม นา-ยอน ยืนยันว่า แม้เธอจะวิพากษ์วิจารณ์บริษัทบันเทิงเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่เธอไม่สามารถบอยคอตศิลปินได้ เพราะแฟนเพลงทุกคนต้องการเห็นศิลปินของตนประสบความสำเร็จ เธอเชื่อว่าปัญหานี้ต้องเริ่มแก้ไขจากการตลาดและการผลิตของบริษัทโดยตรง ไม่ใช่ตัวศิลปิน

อนาคตของอุตสาหกรรม K-pop และสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ยอดขายอัลบั้มพุ่งสูงขึ้น ความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของอุตสาหกรรม K-pop แฟนเพลงและกลุ่มเคลื่อนไหวต่างหวังว่าบริษัทบันเทิงจะเริ่มหันมาใช้แนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อความนิยมของศิลปินและความสุขของแฟนเพลงทั่วโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : the jakarta post

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ENTERTAINMENT

ด.ญ.ธมณ คว้ารางวัลกีตาร์คลาสสิคนานาชาติ สร้างชื่อเชียงราย

ด.ญ.ธมณ คูณประสิทพร คว้ารางวัลระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้เชียงราย

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด.ญ.ธมณ คูณประสิทพร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนปิติศึกษา จังหวัดเชียงราย อายุเพียง 10 ปี ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยคว้ารางวัลอันดับ 2 ในการแข่งขันเดี่ยวกีตาร์คลาสสิคนานาชาติ (Solo Classical Guitar Competition) ในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี รายการ Thailand International Guitar Festival 2024 ซึ่งจัดขึ้นที่ Angkaew Auditorium มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2567

รายการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของเทศกาลกีตาร์นานาชาติที่จัดโดย Bangkok Guitar Society ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2001 และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลกีตาร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชีย โดยมีกิจกรรมมากมาย เช่น การแสดงคอนเสิร์ต มาสเตอร์คลาส การประกวดแข่งขันกีตาร์ระดับนานาชาติ และการแสดงสินค้ากีตาร์จากหลากหลายประเทศ

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีผู้เข้าแข่งขันจากหลากหลายประเทศทั่วเอเชีย อาทิ ไทย จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย การที่ ด.ญ.ธมณ สามารถคว้ารางวัลอันดับ 2 ในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับเยาวชนอายุเพียง 10 ปี และเป็นเกียรติยศที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย

โรงเรียนปิติศึกษา: รากฐานความสำเร็จผ่านการเรียนรู้แบบ Montessori

ความสำเร็จของ ด.ญ.ธมณ ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของโรงเรียนปิติศึกษา (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่นำหลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่มาใช้ โดยโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็น Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของเด็กผ่านการเรียนรู้จากธรรมชาติ

โรงเรียนปิติศึกษามีหลักสูตรการสอนที่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และแบ่งระดับการศึกษาออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่

  1. เตรียมอนุบาล (2–3 ปี)
  2. อนุบาล (3–6 ปี)
  3. ประถมต้น (6–9 ปี)
  4. ประถมปลาย (9–12 ปี)
  5. มัธยมศึกษาตอนต้น (12–15 ปี)

ด้วยระบบการเรียนการสอนที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาทักษะรอบด้าน และการสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆ ทำให้โรงเรียนปิติศึกษาสามารถปลูกฝังรากฐานความสำเร็จให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งกรณีของ ด.ญ.ธมณ เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึงผลสำเร็จของการใช้การศึกษาแบบบูรณาการ

Thailand International Guitar Festival 2024: ก้าวสำคัญสู่เวทีระดับโลก

รายการ Thailand International Guitar Festival ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีตาร์ แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพในระดับนานาชาติ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกรับรู้ถึงความสามารถของเยาวชนไทย และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านดนตรีคลาสสิค

ความสำเร็จที่ควรภาคภูมิใจ

การที่ ด.ญ.ธมณ สามารถคว้ารางวัลในระดับนานาชาติได้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความสามารถส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของระบบการศึกษาไทยที่สามารถส่งเสริมเยาวชนให้มีความสามารถและกล้าแสดงออกในเวทีโลก ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดเชียงรายและประเทศไทย

ร่วมส่งกำลังใจ
ประชาชนที่สนใจสามารถติดตามและร่วมส่งกำลังใจให้กับ ด.ญ.ธมณ คูณประสิทพร และเยาวชนไทยคนอื่นๆ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกได้ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย

จุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่: กีตาร์คลาสสิคที่เปลี่ยนชีวิต

เรื่องราวของ ด.ญ.ธมณ เป็นตัวอย่างที่ดีของการสนับสนุนและการพัฒนาเยาวชนผ่านดนตรีและการศึกษาอย่างยั่งยืน นี่คืออีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เราเห็นว่า ความสำเร็จเริ่มต้นได้จากการสนับสนุนเล็กๆ แต่สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลก

“ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของ ด.ญ.ธมณ คูณประสิทพร”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ENTERTAINMENT

ครูพี่หมีพูห์คว้าแชมป์ UDO 2024 เตรียม MY DANCE เชียงราย ลุยเวทีโลก

“ครูพี่หมีพูห์” สร้างชื่อเสียงให้เชียงราย คว้าแชมป์เตรียมสู้ศึก UDO World 2025

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 มีรายงานว่า นาย นภัทร บุญประกอบ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ครูพี่หมีพูห์ จาก My Dance Academy เชียงราย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและจังหวัดเชียงราย ด้วยการคว้ารางวัลแชมป์ประเภท SOLO – Over 18 ในการแข่งขัน UDO Academy Thailand Street Dance Championship 2024 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤศจิกายน ณ The Street Ratchada กรุงเทพฯ

นาย นภัทร บุญประกอบ จะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกในงาน UDO World Street Dance Championships 2025 ณ ประเทศอังกฤษ ในเดือนสิงหาคมปีหน้า ซึ่งการแข่งขันนี้ถือเป็นเวทีระดับโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

ความเป็นมาของ UDO: The United Dance Organisation

UDO: The United Dance Organisation เป็นองค์กรการเต้นสตรีทแดนซ์ระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 โดยมีสมาชิกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก การแข่งขัน UDO World Street Dance Championships จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีนักเต้นจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมประชันฝีมือ โดยในปีที่ผ่านมา เยาวชนจากประเทศไทยก็ได้สร้างผลงานโดดเด่น คว้ารางวัลจากเวทีนี้กลับมา

ในปีนี้ นาย นภัทร บุญประกอบ ครูพี่หมีพูห์ ได้รับรางวัลแชมป์ในประเภท SOLO และจะเป็นตัวแทนหนึ่งในทีมไทยที่ไปโชว์ศักยภาพบนเวทีระดับโลกในปี 2025

การแข่งขัน UDO Academy Thailand 2024

การแข่งขัน UDO Academy Thailand Street Dance Championship 2024 ที่จัดขึ้น ณ เดอะ สตรีท รัชดา มีความหลากหลายในรูปแบบการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น

  • Team Performance
  • Solo Competition
  • Duo Competition
  • Street Dance Battles

การแข่งขันครั้งนี้นอกจากจะเป็นเวทีสำหรับคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ยังเป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเต้นรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันสตรีทแดนซ์ที่สนุกและเร้าใจ

เส้นทางสู่ความสำเร็จ

นาย นภัทร บุญประกอบ กล่าวว่า การแข่งขันในเวทีระดับประเทศครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย แต่ด้วยการฝึกฝนที่เข้มข้นและแรงสนับสนุนจากทีม My Dance Academy และชาวเชียงราย ทำให้เขาสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้

เขายังขอเชิญชวนทุกคนร่วมส่งกำลังใจให้ทีมไทยในเวทีระดับโลกที่จะจัดขึ้นในปีหน้า โดยหวังว่าการแข่งขันครั้งนี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยที่มีความฝันในด้านการเต้น

เชิญร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนเยาวชนไทย

การแข่งขัน UDO World Street Dance Championships 2025 ที่ประเทศอังกฤษถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของนักเต้นไทยในเวทีโลก การสนับสนุนและกำลังใจจากทุกภาคส่วนจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้นักเต้นไทยสร้างชื่อเสียงและยกระดับวงการสตรีทแดนซ์ของประเทศ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเยาวชนไทย และติดตามเส้นทางของนาย นภัทร บุญประกอบ สู่เวทีระดับโลกในงาน UDO World Street Dance Championships 2025

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

เดอะมอลล์ กรุ๊ป หนุนฟื้นฟูเชียงราย หลังอุทกภัยครั้งใหญ่

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลังฟื้นฟูเชียงรายหลังอุทกภัยใหญ่

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มบริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป แสดงจุดยืนเคียงข้างคนไทยอีกครั้งด้วยการร่วมฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน จังหวัดเชียงราย ผ่านการผสานความร่วมมือกับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และ มูลนิธิชัยพัฒนา ในการส่งมอบความช่วยเหลือทั้งในรูปแบบของการบริจาคและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้

ช่วยเหลือผ่านการระดมทุนและการกระจายสินค้า

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายที่ได้รับความเสียหายหนัก กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ดำเนินการส่งมอบถุงยังชีพร่วมกับกองทัพอากาศในช่วงวิกฤติ และตั้งกล่องรับบริจาคในศูนย์การค้าในเครือ เช่น เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา เดอะมอลล์ นครราชสีมา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ดิ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์ โดยรายได้ทั้งหมดนำส่งให้กับมูลนิธิที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูอุทกภัย

ฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านงานแสดงสินค้า

ในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้จับมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายและเครือข่ายผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดกิจกรรม “WE LOVE CHIANG X TMG” เพื่อส่งเสริมและขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจหัตถกรรม ผ้าชาติพันธุ์ และธุรกิจท่องเที่ยว

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นใน 2 ช่วงเวลา คือ

  • วันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน 2567 ที่ M SPACE ชั้น G เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ
  • วันที่ 21 – 27 พฤศจิกายน 2567 ที่ M LIFESTYLE HALL ชั้น G เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค

พื้นที่ดังกล่าวเปิดให้ผู้ประกอบการใช้งานโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระบายสินค้า สร้างรายได้ และฟื้นตัวจากผลกระทบของอุทกภัยได้อย่างรวดเร็ว

ส่งเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชน

หนึ่งในนโยบายสำคัญของเดอะมอลล์ กรุ๊ป คือการส่งเสริมธุรกิจรายย่อย (SME) โดยตระหนักถึงบทบาทสำคัญของ SME ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ ซึ่งถึงแม้จะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก แต่ก็ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เชิญชวนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

“เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการเชียงราย ให้พวกเขากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง และช่วยกันสร้างอนาคตที่สดใสให้กับชุมชนในพื้นที่ประสบภัย” นางสาววรลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

กสม.เร่งยุติความรุนแรงต่อสตรี ย้ำปัญหาสำคัญที่สังคมต้องแก้

กสม. ย้ำวันยุติความรุนแรงต่อสตรี ปัญหาสำคัญที่สังคมต้องร่วมมือแก้ไข

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกสารเนื่องในโอกาส “วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล” ประจำปี 2567 ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี โดยย้ำถึงความรุนแรงต่อสตรีว่าเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำทั้งทางร่างกาย จิตใจ รวมถึงเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม

สถานการณ์ความรุนแรงต่อสตรีในประเทศไทย

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้หญิงประมาณ 30,000 คนที่ถูกกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเพศ โดยปัญหาส่วนใหญ่มาจากการกระทำของคนใกล้ชิด เช่น คู่รัก หรือบุคคลในครอบครัว ซึ่งรากเหง้าของปัญหามาจากค่านิยมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และยังพบว่าผู้หญิงต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศในพื้นที่สาธารณะและโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

ผู้หญิงบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อม ต้องเผชิญกับปัญหาในการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย อีกทั้งยังมีกรณีที่ผู้หญิงยากจนถูกล่อลวงเข้าสู่กระบวนการรับจ้างอุ้มบุญข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิและกฎหมาย รวมถึงการกลายเป็นผู้ต้องหาในอาชญากรรมข้ามชาติ

 

สถานการณ์ความรุนแรงต่อสตรีในประเทศไทย

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้หญิงประมาณ 30,000 คนที่ถูกกระทำความรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเพศ โดยปัญหาส่วนใหญ่มาจากการกระทำของคนใกล้ชิด เช่น คู่รัก หรือบุคคลในครอบครัว ซึ่งรากเหง้าของปัญหามาจากค่านิยมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และยังพบว่าผู้หญิงต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศในพื้นที่สาธารณะและโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

ผู้หญิงบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อม ต้องเผชิญกับปัญหาในการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย อีกทั้งยังมีกรณีที่ผู้หญิงยากจนถูกล่อลวงเข้าสู่กระบวนการรับจ้างอุ้มบุญข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิและกฎหมาย รวมถึงการกลายเป็นผู้ต้องหาในอาชญากรรมข้ามชาติ

เป้าหมายและการดำเนินงานของ กสม.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของ ปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการเพื่อความก้าวหน้าของสตรี (Beijing Declaration and Platform for Action – BDPA) และตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) กสม. ได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการในหลายด้าน ได้แก่

  1. ยุติความรุนแรงต่อสตรี

    • เน้นให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นวาระแห่งชาติ
    • สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
  2. สร้างกลไกป้องกันและช่วยเหลือ

    • พัฒนาบุคลากรที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ
    • จัดตั้งฐานข้อมูลกลางเพื่อรวบรวมปัญหาและแนวทางแก้ไข
  3. ส่งเสริมความเสมอภาคและความตระหนักรู้ในสังคม

    • ปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องความรุนแรงต่อสตรี
    • เน้นย้ำถึงสิทธิของผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้พิการ และแรงงานข้ามชาติ
  4. พัฒนากฎหมายและบริการที่เกี่ยวข้อง

    • เร่งออกกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
    • พัฒนาระบบบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้

ความสำคัญของปัญหาความรุนแรงต่อสตรี

กสม. ย้ำว่าปัญหาความรุนแรงต่อสตรีไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสาธารณะที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับการกระทำความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ กสม. ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรสาธารณะ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเสมอภาคทางเพศอย่างยั่งยืน

ด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็งและการตระหนักรู้ในปัญหา สังคมไทยสามารถร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี และสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับความปลอดภัยและศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกันในทุกมิติ.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

อนุทินมอบสำเภาทอง ผลักเศรษฐกิจไทยโต 3% ยั่งยืน

อนุทินมอบรางวัลสำเภาทอง ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ย้ำความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสำเภาทองและรางวัลผู้ว่าราชการจังหวัดสำเภาทอง ประจำปี 2567 ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยในโอกาสนี้ นายอนุทินยังได้รับมอบสมุดปกขาวหอการค้าไทย ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะเร่งด่วน

เน้นย้ำบทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนเศรษฐกิจ 

นายอนุทินกล่าวว่า แม้กระทรวงมหาดไทยจะไม่ได้ดูแลตัวเลขเศรษฐกิจโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในฐานะ “เกตเวย์” หรือประตูสำคัญที่เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัด โดยเน้นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเอกชน ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถประกอบกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“แต่ละจังหวัดมีคลัสเตอร์เศรษฐกิจที่ต้องผลักดัน ขณะเดียวกันเราต้องการรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีบทบาทด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ เพื่อดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” นายอนุทินกล่าว

เป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ในปี 2568 หอการค้าไทยตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% โดยสมุดปกขาวหอการค้าไทยได้เสนอแนวทางเร่งด่วน 3 ด้าน ได้แก่

  1. การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ
  2. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs
  3. การวางยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายอนุทินกล่าวเสริมว่า ข้อเสนอในสมุดปกขาวเหล่านี้จะถูกนำมาบูรณาการร่วมกับแผนปฏิบัติงานของกระทรวงมหาดไทย เพื่อผลักดันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รางวัลสำเภาทอง สะท้อนการพัฒนาจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับรางวัลสำเภาทองในครั้งนี้ ได้รับการยอมรับในด้านการบริหารจัดการและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างโดดเด่น โดยรางวัลดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายของความสำเร็จในเชิงนโยบาย แต่ยังแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

สมุดปกขาว: พิมพ์เขียวสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

สมุดปกขาวหอการค้าไทยฉบับปี 2567 ยังระบุถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หอการค้าไทยยืนยันว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว

การสนับสนุนจากภาครัฐ: จุดเปลี่ยนสำคัญ

นายอนุทินย้ำว่าการสนับสนุนจากภาครัฐไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกด้าน

งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีสำหรับการรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ยังสะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงมหาดไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE