Categories
TOP STORIES

ผู้เสียหาย “สินมั่นคงประกันภัย” แจ้งกองทุนประกันวินาศภัย ใน 60 วัน

 

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เซ็นลงนามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1364/2567 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ “บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)” โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 59 (1) (2) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป 

 

ซึ่งถือว่าเป็นการปิดฉากบริษัทประกันวินาศภัยของประเทศไทยรายที่ 5 ที่ปิดกิจการจากผลกระทบจากการขายประกันภัยโควิด โดย 4 บริษัทก่อนหน้านี้ที่ปิดตัวไป ประกอบด้วย

1.บริษัทเอเชียประกันภัย

2.บริษัทเดอะวันประกันภัย

3.บริษัทไทยประกันภัย

4.บริษัทอาคเนย์ประกันภัย

 

 

โดยคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คณะกรรมการ คปภ.) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มีคำสั่งคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยที่ 19/2567 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 แต่งตั้งกองทุนประกันวินาศภัยเป็นผู้ชำระบัญชี บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตลอดจนการเตรียมมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ

 

เนื่องจากปรากฏหลักฐานต่อนายทะเบียนว่า บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีฐานะและการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน ดังปรากฏข้อเท็จจริง ตามที่นายทะเบียนได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 36/2565 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ให้บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) “บริษัท” แก้ไขฐานะและการดำเนินการตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 โดยกำหนดให้บริษัทเพิ่มทุนและแก้ไขฐานะการเงินให้เพียงพอต่อภาระผูกพันและให้มีอัตราส่วนของเงินกองทุนเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 1 ปี 

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ดำเนินการเพิ่มทุนและแก้ไขฐานะการเงินให้เป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว แต่กลับอาศัยกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทุกฝ่ายทราบผลคำสั่งตามกฎหมายแล้ว อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สิน จึงกลับไปเป็นของผู้บริหารของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท ทำให้บริษัทสามารถเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทได้ ประกอบกับบริษัทมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

 

บริษัทจึงมีฐานะและการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน คณะกรรมการ คปภ. จึงเห็นชอบให้นายทะเบียนใช้อำนาจตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 สั่งให้บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 48/2566 เรื่อง ให้บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2566

นอกจากนี้ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน จัดสรรเงินสำรองตามมาตรา 23 ไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และจัดสรรสินทรัพย์ไว้สำหรับหนี้สินและภาระผูกพันตามมาตรา 27/4 ไม่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอสำหรับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด แสดงให้เห็นว่า บริษัทมีฐานะการเงินไม่มั่นคงและไม่เพียงพอต่อภาระผูกพัน

 

รวมถึงบริษัทไม่มีแนวทางในการแก้ไขฐานะการเงิน มีประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันทำให้ผู้เอาประกันภัยและประชาชนได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายประการ บริษัทไม่มีความสามารถและความพร้อมที่จะรับประกันภัยและประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ต่อไป 

 

ทั้งนี้ หากให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือผู้เอาประกันภัย ตลอดจนความน่าเชื่อถือของธุรกิจประกันภัย ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 59 (1) (2) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

 

เนื่องจาก การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นปัญหาฐานะการเงินและการจัดการภายในของบริษัทจึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือสภาพคล่องของบริษัทประกันวินาศภัยอื่น หรือธุรกิจประกันภัยในภาพรวมแต่อย่างใด ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เตรียมมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับมิให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบแล้ว

 

ทั้งนี้ ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยของบริษัท และเจ้าหนี้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยให้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อกองทุนประกันวินาศภัย ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ภายใน 60 วันนับแต่วันที่กองทุนประกันวินาศภัยประกาศกำหนด โดยการยื่นจะดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ทั้งนี้ กองทุนประกันวินาศภัยในฐานะผู้ชำระบัญชี จะประกาศแจ้งให้ทราบถึงกำหนดวัน เวลา และวิธีการยื่นคำทวงหนี้อีกครั้ง เพื่อให้บรรดาเจ้าหนี้ของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำทวงหนี้ต่อผู้ชำระบัญชีตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 61/3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 

ดังนั้น จึงขอให้บรรดาเจ้าหนี้ของบริษัทโปรดติดตามประกาศของกองทุนประกันวินาศภัยอย่างใกล้ชิด ได้ที่เว็บไซต์กองทุนประกันวินาศภัย www.gif.or.th  และ Facebook Fanpage “กองทุนประกันวินาศภัย” โดยการจัดตั้งกองทุนประกันวินาศภัยขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัย ในกรณีที่บริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเจ้าหนี้ฯ มีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากสัญญาประกันภัยจากกองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนที่ได้รับการเฉลี่ยจากหลักทรัพย์ประกันและเงินสำรองที่วางไว้กับนายทะเบียนแล้ว ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

นักวิจัย ม.เชียงใหม่ ค้นพบ “กระดังงา” ชนิดใหม่ของโลกตั้งชื่อ “เฉลิมพระเกียรติ”

 

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สนับสนุนคณะผู้วิจัย เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพรรณไม้วงศ์กระดังงา (Annonaceae) ในประเทศไทยที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”

โดยการวิจัยพบพืชชนิดใหม่ของโลกในวงศ์กระดังงาจากจังหวัดสตูล ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Orophea chalermprakiat Damth., Chanthamrong & Chaowasku และคณะผู้วิจัยได้ตั้งคำระบุชนิดว่า “chalermprakiat” และตั้งชื่อไทยว่า “เฉลิมพระเกียรติ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567

ดร.ฉัตรธิดา วิยา นักวิชาการ สังกัดองค์การสวนพฤกษศาสตร์ นายอรุณ สินบำรุง นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายธานี ใจสมุทร สังกัดวิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านหาญ และนายกิติศักดิ์ ฌานธำรง นักวิจัยอิสระ โดยการค้นพบครั้งสำคัญนี้ยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Phytotaxa เล่มที่ 658 ฉบับที่ 3 หน้าที่ 296-300 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 อีกด้วย

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู สังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ต้น “เฉลิมพระเกียรติ” มีลักษณะเด่นคือ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 8 เมตร กลีบดอกมีสีครีม กลีบชั้นในประกบกัน ปลายกลีบแยกออก โคนกลีบคอดเรียว จึงเกิดช่องเปิดระหว่างกลีบ ทำให้เห็นเกสรเพศผู้และเพศเมียอย่างชัดเจน

 

พืชชนิดใหม่นี้พบขึ้นในหลุมยุบภายในถ้ำทะลุ ตำบลเขาขาว อำเภอละงู จังหวัดสตูล พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีสตูล ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย

 

นอกจากนี้ “เฉลิมพระเกียรติ” ยังเป็นพืชหายาก พบเพียง 15-20 ต้น โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันอนุรักษ์  ไม่ให้สูญพันธุ์ พืชชนิดนี้สามารถพัฒนาเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ เนื่องจากมีทรงพุ่มสวย และมีดอกรูปทรงสวยงาม นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพจากต้นเฉลิมพระเกียรติ เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นพืชสมุนไพรต่อไป

 

สำหรับคณะผู้วิจัยที่ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในครั้งนี้นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู สังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.อานิสรา ดำทองดี นักวิจัยหลังปริญญาเอก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บรรจง ทองสร้าง อาจารย์ ดร.สุวรรณี พรหมศิริ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

เคาะสร้าง 7 ปี “สนามบินล้านนา” สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 ทุ่ม 7 หมื่นล้าน

 

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ทอท.มีแผนเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานภูมิภาค ให้สามารถรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้มากขึ้น

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ (ทชม.) ระยะที่ 1 วงเงินงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างระหว่างประเทศหลังใหม่ มีพื้นที่กว่า 95,000 ตารางเมตร

 

รวมทั้งจะมีการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ทำให้มีพื้นที่ให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 66,600 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ทชม. ในการรองรับผู้โดยสารได้เป็น 20 ล้านคนต่อปี โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2569

 

สำหรับโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานล้านนา (ทชม.แห่งที่ 2) บนพื้นที่ 8,050 ไร่ งบประมาณลงทุนประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับผู้โดยสาร 24 ล้านคนต่อปี ทางวิ่ง 2 เส้น สามารถรองรับเที่ยวบินได้ 41 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และหลุมจอดอากาศยาน 38 หลุมจอด รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ 41 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และหลุมจอดอากาศยาน 38 หลุมจอด รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ 32,000 ตัน

 

โดยคาดว่าจะตั้งอยู่ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน ซึ่งห่างจาก ทชม. 22 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 32 นาที โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน ตลอดจนกระบวนการจัดตั้งท่าอากาศยาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7 ปี

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘1922 Architects’ ชนะออกแบบ ศูนย์สร้างสรรค์ New TCDC จ.เชียงราย

 

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 หลังศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC)  เปิดรับสมัครประกวดแบบ  “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 10 จังหวัด” เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ตอนนี้เราได้ทีม 3 ทีมสุดท้ายของทั้ง 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย, นครราชสีมา, ปัตตานี, พิษณุโลก, แพร่, ภูเก็ต, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี

 

และทั้ง 30 ทีมนี้จะเข้ามา Pitch รอบสุดท้ายในวันที่ 8 – 9 กรกฎาคมนี้ ณ TCDC กรุงเทพฯ และจะประกาศผลผู้ชนะการประกวดแบบ TCDC แห่งใหม่ใน 10 จังหวัด ได้ประกาศผลทาง Facebook: CEA และ TCDC เรียบร้อยโดยทาง TCDC เชียงราย ได้ผู้ชนะเป็น 1922 Architects (D098) ซึ่งได้รับโอกาสในการนำเสนอว่าการออกแบบอาคาร TCDC เชียงรายแห่งใหม่ ให้ตอบสนองบ้านเกิดในจังหวัดของตัวเอง ซึ่งมุ่งมั่นที่จะยกระดับไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมศิลปะและการออกแบบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเชียงรายทุกคนด้วย

 

หลังจากการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ตอนนี้เราได้ผู้ชนะการประกวดแบบ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 10 จังหวัด” ที่พร้อมจะมาเปลี่ยนโฉมพื้นที่และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทั่วประเทศ มาเนรมิตพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ TCDC แห่งใหม่ในจังหวัดเชียงราย

 

ทาง TCDC ได้ขอบคุณนักออกแบบทุกคน ทุกบริษัทที่ให้ความสนใจและร่วมส่งผลงานประกวดแบบ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 10 จังหวัด” ทั้ง 113 ทีม ที่ส่งผลงานกันเข้ามาถึง 173 ผลงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยในรอบ 20 ปี

 

ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นและความคิดสร้างสรรค์ครั้งสำคัญในรอบ 20 ปี ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC) ภายใต้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม บนรากฐานการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่มีความพร้อมสำหรับการก้าวสู่อนาคต ซึ่ง TCDC กำลังขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดคุณค่าสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม พร้อมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยความคิดสร้างสรรค์และประชาชนทุกคนสามารถติดตามศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 10 จังหวัดได้ที่ new.tcdc.or.th

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กสทช. เดินหน้าต่อหลังวิทยุ ทดลองออกอากาศ 3,809 สถานี

 

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ชี้แจงความก้าวหน้าในการดำเนินการให้วิทยุทดลองออกอากาศซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3,809 สถานี (ชุมชน 156 สาธารณะ 592 และ ธุรกิจ 3,061 สถานี) ที่ต้องยุติการทดลองออกอากาศหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เข้าสู่ระบบใบอนุญาต โดยที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 ได้อนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการกระจายเสียง หลังจากที่ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรียบร้อยเพื่อให้สถานีวิทยุทดลองออกอากาศเข้าสู่ระบบและออกอากาศต่อไปได้

 

หลังจากที่แผนความถี่วิทยุกิจการกระจายเสียงระบบเอฟเอ็ม ได้ผ่านมติ กสทช. และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อย โดยได้ปรับปรุงหลังการรับฟังความคิดเห็นให้สามารถรองรับสถานีวิทยุเอฟเอ็มได้จากจำนวน 2,779 สถานี เป็น 3,346 สถานี ทำให้สามารถรองรับสถานีวิทยุประเภทชุมชน ที่ปัจจุบันมี 156 สถานี ได้มากขึ้นเป็น 168 สถานี และสถานีวิทยุประเภทสาธารณะ ที่ปัจจุบันมี 592 สถานี ได้มากขึ้นเป็น 670 สถานี สำหรับสถานีวิทยุประเภทธุรกิจ ที่ปัจจุบันมี 3,061 สถานี ลดลงเป็น 2,508 สถานี ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องจัดสรรให้ชุมชนและสาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 จากนั้น จึงต้องมากำหนดหลักเกณฑ์ในการอนุญาตต่อไป

สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการกระจายเสียง ที่ผ่านอนุมัติจาก กสทช. ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1. ยึดหลักการสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนทุกขั้นตอนไว้ในประกาศนี้ฉบับเดียวมีการกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการยื่นขออนุญาตทุกประเภทที่ต้องดำเนินการในการให้บริการวิทยุกระจายเสียงไว้ในประกาศฉบับเดียวอย่างครบถ้วน โดยไม่ต้องไปดูวิธีการขออนุญาตแต่ละประเภทในประกาศแต่ละฉบับ เช่น วิธีการขออนุญาตใช้คลื่น ในกิจการชุมชน/สาธารณะและธุรกิจ การขออนุญาตประกอบกิจการ และการขอใบอนุญาตเกี่ยวกับเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง การตั้งสถานีวิทยุคมนาคม เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการสะดวกและรับทราบข้อมูลล่วงหน้าประกอบการตัดสินใจ และไม่เกิดข้อผิดพลาดในการยื่นขออนุญาตต่อ กสทช.

2. การปรับปรุงประกาศฯ เพื่อลดกระบวนการขั้นตอนการยื่นคำขอรับและการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการพิจารณาออกใบอนุญาตในชั้นของสำนักงาน กสทช. หรือของ กสทช. มีความรวดเร็วมากขึ้น สามารถรองรับการยื่นคำขอของผู้ประกอบการที่จะต้องพิจารณา 3,346 สถานี รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอรับใบอนุญาต เช่น การลดเอกสารประกอบการยื่นขอใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น หรือเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของสำนักงาน กสทช. หรือผู้ประกอบการรายนั้นได้เคยยื่นต่อสำนักงาน กสทช. ไว้แล้ว เป็นต้น ทั้งนี้การปรับปรุงอำนวยความสะดวกดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3. ปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่จะยื่นคำขอ เช่น ค่าธรรมเนียมยื่นคำขอ การอนุญาตให้ใช้เครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงเครื่องเดิมได้ รวมทั้งการขออนุญาตตั้งสถานีวิทยุคมนาคมสถานที่เดิมให้สามารถใช้เอกสารและข้อมูลเดิมได้ไม่ต้องจัดทำเอกสารใหม่ เป็นต้น โดยมีการคิดค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าเดิม เช่น อัตราค่าธรรมเนียมสำหรับวิทยุบริการสาธารณะจากเดิมที่ต้องจ่าย 2,000 บาททุกปี เมื่อเข้าสู่ระบบใบอนุญาตจะจ่ายเพียงครั้งเดียว 1,000 บาท ได้รับใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นต้น

4. เพิ่มเติมบทเฉพาะกาล เพื่อรองรับกรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถพิจารณาออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่มายื่นความประสงค์เข้าสู่ระบบ ได้ทันภายใน ธันวาคม 2567 นี้ ยังให้สามารถออกอากาศเป็นการชั่วคราวได้

“ทั้งนี้ จะมีการชี้แจงในรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการกระจายเสียงดังกล่าว ในวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม นี้ สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพและภาคกลาง อย่างไรก็ตามสามารถเข้าร่วมประชุมออนไลน์ได้ จากนั้นจะชี้แจงในส่วนของภูมิภาคต่อไป เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบและตอบข้อซักถามให้หายข้อสงสัยต่อไป”

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

วิจัยกสิกรฯ เผยว่า ปี 2029 ผู้สูงอายุไทยพุ่ง 18 ล้านคน

 

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปี 2029 คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายของผู้สูงอายุไทยจะอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท โตเฉลี่ย 5.3% ต่อปี (CAGR 2024-2029) ตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น (ปี 2024 อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท) โดยในปี 2029 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged Society) ซึ่งคาดว่าจะมีผู้สูงวัยในไทยราว 18 ล้านคน จากปัจจุบันที่อยู่ราว 14 ล้านคน ทั้งนี้ ธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการขยายตัวของสังคมสูงวัย อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

    1) ธุรกิจที่เน้นด้านสุขภาพ ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจการดูแลสุขภาพ โดยการใช้จ่ายใน 2 หมวดนี้มีสัดส่วนรวมกันกว่า 37% ของการใช้จ่ายทั้งหมดของผู้สูงอายุ ซึ่งสูงกว่าการใช้จ่ายในหมวดเดียวกันของช่วงวัยหรือ Generation อื่นๆ ราว 3% สอดคล้องไปกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่พบว่าผู้สูงอายุไทยมีความสนใจซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 65% ของผู้สูงอายุที่ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

 

    ขณะที่สินค้าและบริการที่น่าจะเป็นโอกาสในกลุ่มนี้ ได้แก่ ศูนย์โรคเฉพาะทาง ยาและเวชภัณฑ์ บริการดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home และ Care Giver) ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น โดยมีปัจจัยหนุนจากเทรนด์รักสุขภาพ ความเสี่ยงเจ็บป่วยต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดต่อไม่เรื้อรังของผู้สูงอายุ สำหรับในหมวดอาหาร ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและอาหารทางการแพทย์ แต่ทั้งนี้รูปแบบของอาหารควรเคี้ยวง่าย ย่อยง่าย มีขนาดที่พอเหมาะ และมีโภชนาการครบถ้วน

 

    2) ธุรกิจอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุ คิดเป็นสัดส่วนราว 63% ของการใช้จ่ายทั้งหมดของผู้สูงอายุ ซึ่งการใช้จ่ายต่อครั้งจะมีมูลค่าสูง แต่มีความถี่ในการใช้จ่ายน้อยกว่าการบริโภคสินค้าในกลุ่มแรก (อาหารและสุขภาพ) อาทิ

        – ธุรกิจนวัตกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Smart Home Devices เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียง อุปกรณ์แจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุในบ้าน กล้องติดตามการเคลื่อนไหว ไม้เท้าอัจฉริยะ เครื่องช่วยฟัง เป็นต้น

        – ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง จากปัจจุบันผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงความนิยมเลี้ยงสัตว์ของผู้สูงอายุเพื่อช่วยในการบำบัดรักษา (Pet Healing) ส่งผลให้สินค้าและบริการที่น่าจะได้ประโยชน์ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง และบริการดูแลสัตว์เลี้ยง

        – ธุรกิจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ในปี 2023 ยังมีอยู่น้อยเพียง 728 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สูงอายุที่ได้เพียงราว 19,490 คนเท่านั้น คาดว่าต่อไปจะเพิ่มมากขึ้น จากมาตรการหนุนให้ชาวต่างชาติมีอาศัยที่ไทย รวมถึงธุรกิจการปรับปรุงที่อยู่อาศัยน่าจะช่วยรองรับความต้องการของผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยได้

        – ธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น บริการทางการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ และ Reverse Mortgage สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการเงินไว้ใช้หลังเกษียณ แต่ไม่มีลูกหลานดูแล รวมถึงบริการ Entertainment ต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ อาทิ เกมช่วยบริหารสมองและช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม (Dementia) และเกมช่วยฝึกความไวของสายตา เป็นต้น 

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ตลาดผู้สูงอายุมีแนวโน้มน่าสนใจมากขึ้น แต่ธุรกิจอาจมีความเสี่ยงจาก 2 เรื่องหลัก ได้แก่

    1. ตลาดแข่งขันรุนแรง เพื่อแย่งชิงลูกค้าที่มีศักยภาพ แม้ตลาดผู้สูงอายุจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น แต่ในช่วง 2-3 ปีแรกของการเจาะตลาดผู้สูงอายุ ขนาดตลาดจะยังไม่ใหญ่มากตามจำนวนผู้สูงอายุไทยที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย ส่งผลต่อกำลังซื้อที่จำกัด

    ขณะที่ ผู้สูงอายุที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่ พบว่ามักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง ทำให้ธุรกิจที่จะเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้อาจต้องเผชิญการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่เข้มข้นจากคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน และญี่ปุ่น

    นอกจากการปรับตัวของธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องคำนึงถึง คือ การทำกลยุทธ์การตลาด (Marketing) ไปที่ลูก-หลาน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผู้ตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการแทนผู้สูงอายุ โดยเน้นที่คุณภาพ/มาตรฐานของสินค้าและบริการ รวมถึงความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก

 

    2. ธุรกิจมีต้นทุนในการปรับตัวรองรับสังคมสูงวัย ทั้งต้นทุนหลักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน ธุรกิจจะมีต้นทุนส่วนเพิ่มจากการปรับไลน์การผลิต/พัฒนารูปแบบสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ เช่น สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มก็อาจต้องเพิ่มสารอาหารที่เหมาะสมกับวัยและโรคของผู้สูงอายุ ปรับบรรจุภัณฑ์ให้ใช้เปิด-ปิดง่าย เป็นต้น รวมถึงบางธุรกิจที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) ในภาคเกษตร การผลิต และการค้า ที่อาจต้องมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่จะรุนแรงในระยะข้างหน้า

    การปรับตัวเหล่านี้อาจกระทบผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ทั้งหมดราว 3.18 ล้านราย โดยธุรกิจที่มีสัดส่วน SMEs สูง ได้แก่ ค้าส่ง/ค้าปลีก การผลิต ก่อสร้าง และธุรกิจการเกษตร คิดเป็นสัดส่วนรวมกันราว 63% ของจำนวน SMEs ทั้งหมด (รูปที่ 6) ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ในธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มขึ้น

    แต่ในระยะข้างหน้า การปรับตัวรองรับสังคมสูงวัย โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่แม้จะใช้เงินลงทุนสูงในช่วงแรก แต่คาดว่าจะสร้างความคุ้มค่าในระยะกลาง-ยาวจากราคาเริ่มถูกลง เช่น ราคาหุ่นยนต์ (Robot Price) ที่ใช้ในอุตสาหกรรม (Robot Arms, Industrial Robots) จะลดลงเฉลี่ยปีละ 11% (CAGR 2017-2025) และการใช้ AI ในธุรกิจจะมีต้นทุนลดลงจากการแข่งขันกันพัฒนาโมเดล/ความสามารถใหม่ๆ โดยเฉพาะ Gen AI (ChatGPT, Gemini, Claude-3 ฯลฯ) ซึ่งคงจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

‘บิ๊กต่อ’ ปราบยาเสพติด-พนันออนไลน์ ตามคำสั่งนายกฯ ‘เศรษฐา’

 

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2567 – ที่ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมปราบปรามอาชญากรรมตามนโยบายสำคัญเร่งด่วน โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยต่างๆ เข้าร่วมประชุม

 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเร่งด่วน 5 เรื่อง คือเรื่องยาเสพติด การลักลอบนำเข้าสุกร สินค้าหนีภาษีเข้ามาตาชายแดน การดำเนินธุรกิจสีเทาของต่างชาติ ในภูเก็ตชลบุรี และกทม. รวมถึงการลักลอบเล่นพนันออนไลน์ เพื่อให้เร่งรัดดำเนินการในไตรมาสสุดท้าย โดยทั้ง 5 เรื่องอยู่ในนโยบาย 11 ข้อของ ตร. และที่ผ่านมาตำรวจทำอยู่แล้ว มีการจับกุมดำเนินคดีเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ประชาชนยังไม่พึงพอใจ โดยจากนี้จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ผลการปฎิบัติทั้งหมดจนถึงชั้นตอนสุดท้าย คือคดีถึงที่สุดไปจนถึงยึดทรัพย์ให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกลับมาคิดและวางเป้าหมายว่าจะทำอย่างไร โดยเรื่องยาเสพติดเตรียมใช้ “ร้อยเอ็ดโมเดล” นำไปใช้แก้ไขปัญหาให้ยาเสพติดเป็นศูนย์เป็นพื้นที่สีขาวอย่างยั่งยืน ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่ายาเสพติดจะไม่กลับมา

 

ส่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ย้ำว่ามีผลการจับกุมเยอะมากกว่าปีที่แล้วจะต้องทำให้ประชาชนเห็น เช่นเดียวกับแก๊งคอลเซนเตอร์ ทาง พล.ต.ท.ธัชชัย กำลังเร่งรัดดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะศูนย์แจ้งเบอร์ที่เป็นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ประชาชน เพื่อเป็นการป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนทั้ง 5 เรื่อง จะต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ไม่ใช่ตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับสั่งการให้มีการบูรณาการกำลังทั้งฝ่าย ทหาร ตำรวจ ปกครองรวมหลายหน่วยควบคู่ไปกับการทุ่มงบประมาณลงไปอย่างมหาศาล เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุ่มเท แต่อาจจะยังทำได้ไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ แต่หากมีการทำเป็นโมเดลแล้วก็จะขยายพื้นที่ต่อไปยังจังหวัดอื่น โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เห็นผลลัพท์อย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่วนอายุราชการที่เหลืออยู่ตนเองพร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ และส่งต่อให้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไป เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว จุดไหนที่เป็นจุดอ่อนช่องโหว่ก็ต้องแก้ไขปัญหา เพราะอาชญากรรมไม่เคยหมดไปจากโลก ต้องมีการป้องกันเตรียมพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือให้มีความพร้อม โดยย้ำว่าตำรวจทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถามว่าร้อยเปอร์เซ็นไหมคงไม่ร้อยเปอร์เซ็น ได้ 90% ก็ดีแล้ว เช่น มีผลการจับกุมผู้ค้าผู้เสพทั้งรายย่อยรายใหญ่ เพราะยาเสพติดเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมต่างๆ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TRAVEL

เตรียมนั่งรถไฟกรุงเทพฯ – เวียงจันทน์ เปิดเที่ยวปฐมฤกษ์ 19 ก.ค.นี้

 

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2567 การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เตรียมเปิดเดินขบวนรถเที่ยวปฐมฤกษ์ ระหว่างสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ที่มีกำหนดเปิดให้บริการเป็นทางการในวันที่  19 ก.ค.นี้ นำโดย “สุรพงษ์ ปิยะโชติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีพร้อมร่วมเดินทางออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ในเวลา 20.30 น. 

 

โดย ขบวนรถเที่ยวปฐมฤกษ์ จะเดินทางด้วยขบวนรถเร็วที่ 133 กรุงเทพอภิวัฒน์ – เวียงจันทน์ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 11  ชั่วโมง ในการเดินทางและผ่านกระบวนการพิธีศุลกากรผ่านแดน (ขาออก) ณ สถานีหนองคาย ก่อนจะถึงสถานีปลายทางเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และผ่านกระบวนการพิธีศุลกากร (ขาเข้า) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

สำหรับแนวเส้นทางให้บริการรถไฟ สายกรุงเทพอภิวัฒน์ – เวียงจันทน์ จะใช้เส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแยกออกจากทางรถไฟสายเหนือที่สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี ผ่านจังหวัดสระบุรี เข้าสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ จังหวัดนครราชสีมา ผ่านจังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย ก่อนจะข้ามสะพานมิตรไทย-ลาวแห่งที่ 1 เข้าสถานีรถไฟท่านาแล้ง และสิ้นสุดที่สถานีเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้การรถไฟฯ ได้เดินทางไปร่วมประชุมกับรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดเดินขบวนรถระหว่างสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) โดยมีประเด็นหารือ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

1.แผนการเปิดเดินรถระหว่างสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุดรธานี –หนองคาย – เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) รวมถึงแผนการทดลองเดินรถเสมือนจริง ซึ่งกำหนดไว้ในระหว่างวันที่ 13 -14 ก.ค. 2567 

2.แผนพัฒนาตลาดด้านการท่องเที่ยว 

3.แผนการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ 

4. การเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าระหว่าง ไทย – ลาว- จีน 

 

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาการรถไฟฯ ยังได้ร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว ทำการทดลองและทดสอบการเดินขบวนรถไฟระหว่างสถานีอุดรธานี-สถานีหนองคาย-สถานีท่านาแล้ง-สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2567 โดยผลการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอุปสรรคในการเดินรถใดๆ  

 

ทั้งนี้ การเปิดเดินขบวนรถระหว่างสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุดรธานี – หนองคาย – เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ในครั้งนี้ จึงนับเป็นการขยายความร่วมมือครั้งสำคัญของทั้ง 2 ประเทศ จากปัจจุบันที่สามารถเปิดเดินรถถึงสถานีท่านาแล้ง (สปป. ลาว) และเมื่อสามารถให้บริการได้เต็มรูปแบบจนถึงสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) จะก่อให้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวอย่างมหาศาล 

 

โดยสามารถรับส่งผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบิน มาลงยังสนามบินอุดรธานี เพื่อเดินทางต่อเข้าไปนครหลวงเวียงจันทน์ได้ โดยไม่ต้องต่อรถโดยสารอื่น ซึ่งเป็นการยกระดับระบบโลจิสติกส์ของทั้งสองประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย IGNITE THAILAND ของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และโลจิสติสก์ของภูมิภาค

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

3 หน่วยงาน ผนึกกำลังขับเคลื่อน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ

 

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 เวลา 15.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ในนามตัวแทนของ อบจ.เชียงราย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงรายสู่เศรษฐกิจยุคใหม่” ร่วมกับ 2 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วรภัทราทร อุปนายกสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดเชียงราย (YEC) โดย คุณนิทัศน์ ศรีรัตนประสิทธิ์ ประธานผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดเชียงราย ในการนี้ นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย และนางศศิธร ดวงใจประเสริฐ ผู้อำนวยการกองคลัง ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมธรรมรับอรุณ อบจ.เชียงราย

 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงรายให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำการค้าในเศรษฐกิจยุคใหม่ สามารถประยุกต์การทำการตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการในทุกระดับ ตลอดจนสร้างแรงบันตาลใจในการดำเนินธุรกิจให้ผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นการผนึกกำลังสำคัญ ระหว่าง อบจ.เชียงราย สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดเชียงราย (YEC) เพื่อที่จะสนับสนุนช่วยเหลือให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการ เครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือทางด้านบุคลากร เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงรายให้ดีขึ้นต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มอบเครื่องวัดความดันโลหิต ให้โรงพยาบาลเชียงรายฯ

 

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่ห้องประชุม เสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ “โครงการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” โดยมีนางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย นายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย  แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์  หัวหน้าส่วนราชการ  สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย  เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม

 

           นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านมหาดไทย และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมด้วย สมาชิกแม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศ ดำเนินการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ขาดแคลน อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 133 รายการ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพ 

 

          นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวขอขอบคุณทางสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ที่ได้มอบอุปกรณ์เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล เห็นความสำคัญในการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการสาธารณสุข รวมถึงการช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ซึ่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก หากได้รับเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวกในการทำงาน ลดความแออัดจุดคัดกรองได้เป็นอย่างดี

 


ในการนี้ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้รับเครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง จึงได้มอบให้แก่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลในการให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังประโยชน์ในการเพิ่มความสามารถด้านการช่วยเหลือประชาชนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสืบสานพระราชกรณียกิจ ด้านการสาธารณสุข และเป็นการช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ตลอดจนเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างหาที่สุดมิได้

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News