Categories
NEWS UPDATE

กทม.-เชียงราย แชมป์เสียชีวิต 13 ราย พบเยาวชนอายุเพียง 10 ปี ดื่มแล้วขับ

 
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ว่า ตั้งแต่วันที่ 11 – 15 เมษายน เกิดอุบัติเหตุสะสม 1,564 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสม 14,621 ราย ลดลงจากปี 2566 ร้อยละ 1.37 ในจำนวนนี้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,593 ราย ลดลงร้อยละ 8.29 ส่วนผู้เสียชีวิตสะสม 206 ราย ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 2.74 โดยจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเชียงราย 13 ราย ร้อยเอ็ด 12 ราย และนครราชสีมา 10 ราย

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุยังคงเป็นขับรถเร็ว ร้อยละ 43.19 การดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ ร้อยละ 23.92 และตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 15.28 โดยพบว่าเกิดเหตุบนถนนสายรองในอบต.หรือในหมู่บ้านถึง ร้อยละ 31.88 ด่านชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยคัดกรองผู้มีอาการมึนเมาสุรา ซึ่งในช่วง 5 วันนี้ สามารถสกัดกั้นคนเมาไม่ให้ออกมาขับขี่บนท้องถนนได้ถึง 9,144 ราย นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 66.29 ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย/ไม่สวมหมวกนิรภัย ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น

 

“ที่น่าเป็นห่วงคือ พบเยาวชนอายุน้อยกว่า 20 ปี ที่ดื่มแล้วขับถึง 324 ราย โดยมีอายุน้อยที่สุดเพียง 10 ปี กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการตรวจตราร้านค้า สถานที่และเวลาห้ามจำหน่าย และการห้ามจำหน่ายให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมทั้งมีการตั้งด่านตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุทุกราย โดยหากเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จะมีการสืบเอาผิดไปถึงร้านค้าที่จำหน่ายให้ด้วย“ นายแพทย์ชลน่านกล่าว

 

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 16 – 17 เมษายน นี้ ประชาชนเริ่มเดินทางกลับมาทำงานตามปกติ การจราจรจึงมีความหนาแน่นมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อ่อนเพลียระหว่างขับรถได้ง่าย และมีโอกาสเกิดอาการหลับในสูง ดังนั้น ก่อนเดินทางจึงควรตรวจเช็คสภาพรถและเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง ระหว่างขับรถหากรู้สึกอ่อนล้าหรือง่วง ขอให้จอดพักผ่อนที่จุดบริการประชาชนแล้วค่อยไปต่อ รวมทั้งปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สวมหมวกนริภัย/คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล และหากพบผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1669 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE FEATURED NEWS

กรุงศรี ร่วมกับ MUFG สนับสนุน ‘โครงการช้างศิลป์เชียงราย’

 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและเป็นกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลก นำโดย Mr.Takashi Waku shima Executive Vice President, Head of Corporate Planning Division of Krungsri ร่วมด้วย นพ.กอบชัย จิตรสกุล นายกสมาคม ฝรั่งเศส เชียงราย และประธานกรรมการบริษัท กรีนวิง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกรุงศรี และ MUFG ร่วมส่งมอบงานปั้นช้างศิลป์เชียงราย จำนวน 8 เชือก เพื่อจัดตั้งใน 6 สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ อาคารทาเคยะกรุงโตเกียว วัดคาคูโอะซัง นิตไทจิเมืองนาโกย่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เมืองโอตารุ กรุงฮอกไกโด รุสุสึ รีสอร์ท เมืองอะบุตะ กรุงฮอกไกโด กาล่า ยูซาว่าสโนว์ รีสอร์ท เมืองยูซาว่า จังหวัดนิงาตะ และ HOKKAIDO BALLPARK F VILLAGE กรุงฮอกไกโด ทั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของช้างไทยผ่านเครือข่ายของ MUFG และยังเป็นการสานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างไทยและญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับโครงการ “ช้างศิลป์เชียงราย” ริเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดย นพ.กอบชัย จิตรสกุล นายกสมาคมฝรั่งเศสเชียงราย และประธานกรรมการ บริษัท กรีนวิง จำกัด โครงการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นด้วยแนวคิดที่ต้องการนำศิลปะสู่ชุมชนห่างไกลเมืองเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Art for Community และความที่ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมป่าไม้มาแต่โบราณจึงเป็นที่มาของการถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของช้างไทยผ่านงานปั้นช้างศิลป์เชียงราย โดยศิลปินชาวเชียงรายจำนวน 90 ท่าน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานบนตัวช้างไฟเบอร์กลาสขนาดความสูง 90 เซนติเมตร จำนวน 90 เชือก ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายเป็นเมืองแห่งศิลปะอย่างแท้จริง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมฝรั่งเศสเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Micro Nano Bubble Technology ช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพสับปะรดภูแล

 
ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศผู้ส่งออกสับปะรด และผลิตภัณฑ์สับปะรดบรรจุกระป๋องไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล มกราคม 2566) สับปะรดภูแลเป็นสับปะรดขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงรายเป็นพืชเฉพาะถิ่นในตำบลนางแล ตำบลท่าสุด ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งปัจจุบันสับปะรดภูแล ได้เป็นสินค้าจีไอของจังหวัดเชียงราย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายที่มีศักยภาพ ด้วยลักษณะเด่นของสับปะรดภูแล คือ ผลมีขนาดเล็ก เนื้อสีทอง รสชาติหวานปานกลาง แกนกรอบ จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อนำมาปอกและตัดแต่งเพื่อรับประทนสด หรือที่เรียกว่า ผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากของผู้บริโภคชาวจีน และปัจจุบันมีการส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งสับปะรดนั้นมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบสูงทำให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดี ผลิตภัณฑ์สับปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคจึงมีโอกาสเน่าเสียและสูญเสียคุณภาพได้ง่ายระหว่างการขนส่งก่อนถึงมือผู้บริโภค
 
 
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการส่งออกสัปปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภค จึงเป็นที่มาของการนำงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ล หรือเทคโนโลยีฟองอากาศที่มีขนาดเล็กระดับไมโครและนาโน มาใช้ยืดอายุและรักษาคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์สับปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคเพื่อการส่งออก โดยทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเป็นผลงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เพื่อทำการวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้กับผู้ประกอบบการแปรรูปสับปะรดภูแลและเกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง
 
 
รศ. ดร.ณัฐชัย พงษ์ประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. ในฐานะหัวหน้าทีมนักวิจัยและผู้พัฒนาเครื่องล้างผัก ผลไม้ ด้วยเทคโนโลยีฟองก๊าซไมโครนาโนบับเบิ้ล กล่าวว่า กระบวนการผลิตผักผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภคนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้มั่นใจว่าผักและผลไม้นั้นสะอาดและปลอดภัยต่อการบริโภค โดยเฉพาะปลอดภัยต่อการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ที่ก่อโรค นอกจากนี้เนื่องจากผักสลัดตัดแต่งพร้อมบริโภคนั้น ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ การฉีก การหั่น การตัดแต่ง ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวทำให้เกิดบาดแผล ซึ่งสารต่างๆภายในเซลล์ออกมาบริเวณบาดแผดที่เกิดจากการตัดแต่ง ส่งผลต่อการเร่งการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและชีวเคมี และเกิดการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพที่เร็วส่งผลให้อายุการวางจำหน่ายสั้นลง และส่งผลเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศ
 
 

สำหรับการนำเทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ล หรือเครื่องผลิตฟองอากาศที่มีขนาดเล็กระดับไมโครนาโนมาใช้กับสับปะรดภูแล รศ. ดร.ณัฐชัย กล่าวว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทผักหรือผลไม้ตัดแต่งพร้อมทานจะต้องไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อที่ก่อโรค เกินกว่ามาตรฐานที่ อย.กำหนด เช่น เชื้ออีโคไล เชื้อยีสต์ ซาโมเนลล่า เป็นต้น เพราะเป็นสิ่งที่บริโภคทันที ฉะนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการล้างทำความสะอาดเป็นอย่างดี ซึ่งคุณสมบัติเด่นของไมโครนาโนบับเบิ้ล คือ ฟองอากาศที่เกิดจากไมโครนาโนบับเบิ้ลนั้น มีขนาดที่เล็กมาก มีความคงตัวสามารถกระจายอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน และมีพื้นที่ต่อปริมาตรสูงช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายสารหรือก๊าซใดๆ ที่ใช้ฆ่าเชื้อใส่ลงไปในน้ำล้าง เช่น สารประกอบคลอรีน ก๊าซโอโซน เป็นต้น  ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการล้างทำความสะอาดได้ดีและมีประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และลดการสิ้นเปลืองน้ำที่ใช้ล้างอีกด้วย 

 

“การใช้ไมโครนาโนบับเบิ้ลล้างผักผลไม้ที่อาจมีสิ่งสกปรกติดอยู่ตามร่องเปลือกผิวหรือเปลือกของผักผลไม้ ฟองอากาศที่กระจายอยู่ในน้ำนั้น จะช่วยนำสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนพื้นผิวของผักผลไม้ให้หลุดลอยออกมาจากพื้นผิว และโอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์หลุดออกมาจะไปสัมผัสกับสารฆ่าเชื้อที่เราใส่เข้าไปได้มากกว่า จึงทำให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โดยในกรณีสับปะรดภูแลตัดแต่งปกติจะนิยมใช้วิธีล้างด้วยน้ำใส่สารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ประสิทธิภาพไม่ดีเท่าที่ควรและยังต้องใช้น้ำในปริมาณมากต่อการล้างแต่ละครั้ง เราจึงเลือกเทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ลนี้เข้าไปช่วยเพิ่มประสิธิภาพในการล้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การล้างผักหรือผลไม้เท่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้ในงานได้หลากหลาย เช่น ด้านการเกษตร ด้านประมง ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเลี้ยงปลาในระบบปิดที่มีความหนาแน่นของปลาสูง ซึ่งปกติจะใช้วิธีการปั๊มออกซิเจนเข้าไป 

 

แต่ประสิทธิภาพยังไม่เพียงพออาจทำให้ปลาตายเพราะออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงมีการนำไมโครนาโนบับเบิ้ลไปใช้ เพื่อความสามารถในการละลายก๊าซออกซิเจน ช่วยให้ออกซิเจนอยู่ในน้ำได้นานและมีปริมาณออกซิเจนสูงมากกว่าฟองอากาศทั่วไป ทำให้ปลาเจริญเติบโตได้ดีลดการสูญเสีย นอกจากนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการบำบัดน้ำเสียที่มีการปนเปื้อนไขมันจากครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม โดยไมโครนาโนบับเบิ้ลจะสามารถจับไขมันที่กระจายอยู่ในน้ำเสียขึ้นมาบนผิวทำให้สามารถแยกไขมันออกจากน้ำเสียและแยกไปบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็น application หรือการนำมาใช้งานทางด้านสิ่งแวดล้อม” รศ. ดร.ณัฐชัย กล่าว

 

ความแตกต่างของเครื่องล้างผัก ผลไม้ ด้วยเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลที่พัฒนาขึ้น รศ. ดร.ณัฐชัย กล่าวว่า เนื่องจาก มจธ.มีความถนัดและเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เรามีงานวิจัยมากมายจึงรู้วิธีการใช้งานและการนำมาประยุกต์ใช้กับผลผลิตทางการเกษตร เช่น พืชชนิดนี้ควรใช้สารเคมีชนิดใดหรือก๊าซอะไรถึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อปนเปื้อนและรักษาคุณภาพของผักผลไม้ได้สูงสุด 

 

“เครื่องไมโครบับเบิ้ล ไม่ใช่เรื่องใหม่ในปัจจุบันใครก็สามารถสร้างเครื่องได้ หรือจะซื้อจากต่างประเทศก็ได้ แต่ application หรือวิธีการการใช้งาน คือ สิ่งที่เป็นองค์ความรู้เป็นสิ่งที่กลุ่มวิจัยของเราเราศึกษามานานกว่า 10 ปี ที่ผ่านมามีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่ง และจุดเด่นอีกประการคือ ทีมวิจัยมีองค์ความรู้ว่าผักหรือผลไม้อะไร ควรต้องใช้สภาวะแบบไหน ต้องใช้ก๊าซชนิดใดหรือสารเคมีอะไร ล้างเป็นเวลานานเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อปนเปื้อนได้ดีโดยไม่ทำลายคุณภาพของผักผลไม้ 

 

นี่คือจุดเด่นของเครื่องที่เราพัฒนาขึ้น แต่สำหรับคนที่ไม่ประสบผลสำเร็จจากการใช้เทคโนโนโลยีไมโครบับเบิ้ล เพราะส่วนใหญ่เป็นการซื้อเฉพาะเครื่องแต่ไม่รู้วิธีใช้ว่าควรจะใช้อย่างไรและมีการนำไปใช้ผิดกันค่อนข้างมากทำให้ผู้ประกอบส่วนใหญ่ของไทยจึงล้างผักผลไม้ตัดแต่งด้วยวิธีการไม่ถูกต้องซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอีกด้วย” 

 

สำหรับเครื่องล้างผักผลไม้ไมโครบับเบิ้ลต้นแบบที่พัฒนาขึ้น มีขนาดความจุ 100 ลิตร เพื่อใช้ในการสาธิตและทดลองการล้างสับปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคของโรงงานแปรรูปสับปะรด บริษัท เบตเตอร์ ฟรุ๊ตส์ จำกัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะผู้ร่วมวิจัยซึ่งมีองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการตัดแต่งผักผลไม้พร้อมบริโภคและเป็นโหนดในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงได้เข้ามาทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย 

 

ประโยชน์ของเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลที่เด่นชัด คือสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต, ลดการใช้แรงงาน, ลดระยะเวลาการล้าง, ลดปริมาณการใช้น้ำจากปกติการล้างจะต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกครั้ง แต่น้ำที่ใช้เทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลจะสามารถใช้ซ้ำได้บ่อยๆ ทำให้ลดการใช้ทรัพยากรลงได้, ลดการใช้สารเคมีลงครึ่งหนึ่งจากเดิมที่ต้องใส่สารคลอรีนในน้ำเพื่อการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในสัดส่วน 100% แต่ถ้านำเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลเข้าไปร่วมจะใช้สารคลอรีนเพียง 50% ขณะที่ค่าใช้จ่ายของเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลเป็นต้นทุนคงที่และเมื่อเทียบกับเครื่องล้างผักผลไม้นำเข้าที่ไม่ใช้เทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลแล้วยังมีราคาถูกกว่าการน้ำเข้าเครื่องล้างผักผลไม้จากต่างประเทศครึ่งหนึ่ง

 

ทั้งนี้จากองค์ความรู้เทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ลที่มจธ.ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องมากกว่าสิบปี นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวให้กับหน่วยงานและผู้ที่สนใจตามภูมิภาคต่างๆ แล้ว ยังได้พัฒนาเครื่องและวิธีการใช้งานเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลให้กับภาคเอกชน อาทิ บริษัทส่งออกกล้วยไม้ และบริษัทล้างผักตัดแต่งพร้อมบริโภค นำไปใช้เพื่อยืดอายุความสดให้กับผลผลิต ซึ่งผลลัพธ์พบว่า บริษัทที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนจากกระบวนการล้างและการสูญเสียของผลิตภัรฑ์ลงได้กว่า 1 ล้านบาท ต่อปี 

 

จากความสำเร็จดังกล่าวจึงนำมาขยายผลกับโรงงานแปรรูปสับปะรดภูแล จ.เชียงราย เพื่อเป็นการนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจากผลการทดลองกับบริษัท เบตเตอร์ ฟรุ๊ตส์ จำกัด ระยะเวลา 2 ปี พบว่าเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อจุลินทีย์ปนเปื้อนในสัปปะรดภูแลตัดแต่งกร้อมบริโภคได้ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการดั้งเดิม และลดปริมาณการใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อกว่า 50%ซึ่งทางคณะวิจัยคาดหวังว่าหลังจากนี้ เทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ลจะถูกนำไปสู่การใช้จริงกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

เชียงรายพร้อมเป็นเมืองหลักหรือยัง หลังผ่านเกณฑ์นักท่องเที่ยวเกิน 6 ล้านคนต่อปี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2567 นักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมากต่างพากันใส่เสื้อผ้าลายดอก เล่นสาดน้ำสงกรานต์ บนถนนสันโค้งน้อย อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์ของจังหวัดเชียงราย  ตลอดเส้นทาง มีการสาดน้ำทั้งใช้ขัน และปืนฉีดน้ำ ดินสอพอง รวมไปถึงนำถังน้ำขึ้นหลังรถกระบะสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมาก 
 
 
โดย ททท. คาดการณ์ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 2,908,600 คน ที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนเมษายน จะมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสงกรานต์ที่จัดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย สร้างรายได้ 131,992 ล้านบาท ด้านตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 1-21 เมษายน 2567 ประมาณ 15.03 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 52,500 ล้านบาท ซึ่งงาน Maha Songkran World Water Festival 2024 “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์” 2567 เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา โดยจังงหวัดเชียงราย ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ จังหวัดลำปาง ได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท ทั้งเชียงรายและลำปางถือถูกจัดเป็นเมืองรองที่เข้ามามีบทบาทและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่พร้อมก้าวเข้ามาเป็นเมืองหลักเป็นอย่างมาก
 
 
เมืองรองคืออะไร? สำคัญยังไง? มีจังหวัดอะไรบ้าง? 
เมืองรอง (Less visited area) คือเมืองที่ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เข้าใจง่าย ๆ คือ เป็นเมืองที่ยังมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวในจำนวนไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันปกติหรือแม้แต่ช่วงเทศกาล (เมื่อเทียบกับจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ)  โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจากสถิติของจำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนไม่เกิน 6 ล้านคนต่อปี ซึ่งเมืองรองในประเทศไทย ประกอบไปด้วย 55 จังหวัด แยกตามภาคต่าง ๆ ได้ดังนี้
 
  • ภาคเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ลำพูน อุตรดิตถ์ ลำปาง แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ น่าน กำแพงเพชร อุทัยธานี พะเยา 
  • ภาคอีสาน 18 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย เลย มุกดาหาร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บึงกาฬ ยโสธร หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ 
  • ภาคกลาง 7 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี 
  • ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ตราด จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก 
  • ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง  ตรัง สตูล ชุมพร ระนอง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี

โดยเป็นผลจากการท่องเที่ยวในเมืองรองที่ขยายตัว 15.95% จากปัจจัยสนับสนุนเรื่องการดำเนินมาตรการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงกระแสความนิยมในสังคมออนไลน์ (Social Media) และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดที่กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

 

สำหรับเมืองรองที่มีการขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงราย เพิ่มขึ้น 64.86% น่าน เพิ่มขึ้น 64.61% และ พะเยา เพิ่มขึ้น 53.59% ตามลำดับ

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า ปี 2566 จ.เชียงราย มีนักท่องเที่ยวไปเยือน 6,147,860 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 5,391,039 คน ชาวต่างชาติ 756,821 คน สร้างรายได้รวม 46,774 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดหรือเมื่อปี 2562 พบว่าในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเชียงรายสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,023,502 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 881,178 คน และชาวต่างชาติ 142,324 คน สร้างรายได้รวม 7,959 ล้านบาท

ขณะที่การท่องเที่ยวในเมืองหลักอย่าง จ.เชียงใหม่ พบว่าลดลงเล็กน้อย 4.36% เป็นผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่กระจายการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นๆ มากขึ้น

 

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯ คาดแนวโน้มปี 2567 การท่องเที่ยวในภาคเหนือจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 45 ล้านคน สูงกว่าปี 2566 ที่มีนักท่องเที่ยว 39.48 ล้านคน

ด้านสถานการณ์ท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วยเชียงราย พะเยา น่าน และแพร่ พบว่าในปี 2566 ทั้ง 4 จังหวัดมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2556 ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากการเติบโตของการท่องเที่ยวในเมืองรอง ส่งผลให้การท่องเที่ยวภาคเหนือในปี 2566 ขยายตัวสูงกว่าปี 2562 มากกว่า 9%

“ในปี 2566 ภาคเหนือมีนักท่องเที่ยวไปเยือนกว่า 39.48 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 34.87 ล้านคน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 4.61 ล้านคนเมื่อเทียบกับสถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2562 พบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งหมดเพิ่มขึ้น 9.65%”

จ.พะเยา ในปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 1,099,648 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 966,706 คน ชาวต่างชาติ 42,942 คน สร้างรายได้รวม 2,292 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดเช่นกัน โดยในปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 320,618 คน แบ่งเป็นชาวไทย 317,755 คน ชาวต่างชาติ 2,863 คน สร้างรายได้ 1,403 ล้านบาท

จ.น่าน ในปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,570,213 คน แบ่งเป็นชาวไทย 1,554,216 คน ชาวต่างชาติ 15,997 คน สร้างรายได้รวม 4,415 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 953,895 คนแบ่งเป็นชาวไทย 931,822 คนชาวต่างชาติ 22,073 คน สร้างรายได้ 411 ล้านบาท 

และ จ.แพร่ ปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,279,316 คน แบ่งเป็นชาวไทย 1,262,389 คนชาวต่างชาติ 16,927 คน สร้างรายได้รวม 2,962 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 865,464 คน แบ่งเป็นชาวไทย 797,280 คน ชาวต่างชาติ 68,366 คน สร้างรายได้รวม 1,760 ล้านบาท

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โรงแรม Imperial เชียงแสน ปิดแล้ว พร้อมรีโนเวทเป็น โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว

 
เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา โรงแรม The Imperial Golden Triangle สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ปิดอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรีโนเวทเป็น Kimpton Chiang Rai Golden Triangle ซึ่ง Website ของ Kimpton ก็ขึ้นว่า Coming Soon จ.เชียงรายแล้ว และในพื้นที่เดียวกันยังก่อสร้าง InterContinental Chiang Rai Golden Triangle Resort เพิ่มอีก 1 โรงแรม ซึ่งทั้ง 2 มีกำหนดเปิด Q4/2026
 
 

ซึ่งเป็นการวางแผนของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสั่งหริมรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรลงนามข้อตกลงในการพัฒนาและบริหารโรงแรมกับเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป หรือ IHG Hotels & Resorts หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจโรงแรม เพื่อพัฒนาโรงแรมระดับลักซ์ชั่ ใหม่ 2 แห่ง ในจ้งหวัดเชียงราย

 

ได้แก่ อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต (InterContinental Chiang Rai Golden Triangle Resort)” และ “คิมป์ตัน เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล (Kimpton Chiang Rai Golden Triangle)” ซึ่งนับเป็นโครงการแรกของ AWC และ IHG ในจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม สนับสนุนกลยุทธ์ GROWTH-LED ของ AWC ในระยะยาวเพื่อพัฒนาทรัพย์สินคุณภาพในทำเลที่มีศักยภาพสูงรวมถึงเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ ด้วยการนำแบรนด์ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาสู่จ้งหวัดเชียงรายในฐานะอัญมณีเม็ดงามด้นการท่องเที่ยวที่รอการนพบพร้อมสนับสนุนเชียงรายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมสำหรับนักเดินทางทั่วโลก

 

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจุดหมาย ปลายทางที่มีเอกลักษณ์ฉพาะของประเทศไทยด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามทงธรรมชาติ งานศิลปะ ไปจนถึงวัดวาอาราม และหมู่บ้านของชาวเขาพื้นเมืองจึงสามารถมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายและยั่งยืนให้กับนักเดินทางด้วยศักยภาพในฐนะเมืองที่ได้รับกรจัดอันดับให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ”จากทาง UNESCO Creative Cities Network (UCCN) รวมถึงยังเป็นบ้านของศิลปินแห่งชาติหลายท่าน

ผนวกกับความพร้อมของโดรงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินนานาชาติ ทำให้ความร่วมมือระหว่าง AWC และ IHG ในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมให้จ้งหวัดเหนือสุดของประเทศไทยแห่งนี้เป็นที่จดจำสำหรับนักเดินทางจากทั้งในประเทศและต่างประเทศตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางคู่รักและครอบครั่วที่ให้ความสำคัญในรื่องของธรรมชติและวัฒนธรรมรวมถึงการพักผ่อนในเวลเนสรีสอร์ตระดับลักซ์ชัวรี่

 

นอกจากนี้ที่ตั้งของโครงการอยู่ในทำเลชั้นเยี่ยมติดแม่น้ำ พร้อมด้วยห้องอาหารและบารัริมน้ำที่จะเต็มเต็มประสบการณ์สุดพิเศษกับการล่องเรือสำราญเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างไทย ลาว เมียนมา และด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท โรงแรมทั้ง 2 แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมกรท่องเที่ยวและกรบริกรในภาคเหนือของไทยแต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทามกลางธรรมชาติและมรดกทงวัฒนธรรมอันล้ำค่าของล้านนา โดยโรงแรมทั้ง 2 แห่งนี้จะตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวสำหรับประสบการณ์การเข้าพักตามตลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ เพื่อสนับสนุนเชียงรายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยระดับโลกพร้อมทั้งช่วยสร้างสร้างมูลค่าระยะยาวควบคู่การสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและสังคมโดยรอบโครงการ

 

ด้าน มร. ราจิต สุกุมารัน กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี IHG Hotels & Resorts กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขยายเครื่อข่ายโรงแรมในประเทศไทยกับ AWC ต่อจากการเปิดตัวโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แมปิง โฮเทล ที่ผ่านมาการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความส้มพันธ์ระยะยาวมากกว่า 10 ปีระหว่าง IHG และAWC ที่จะดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าของเรามีโอกาสได้เดินทางมายังภาคเหนือของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดย “อินเตอร์คอนติเนนต้ล เชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต” และ “คมปัต้นเชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ล”จะนำเสนอประสบการณ์ของแบรนด์ที่โดดเด่นเพื่อแนะนำจังหวัดเชียงรายให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเติบโตในประเทศไทยด้วยการนำเสนอการบริการระดับเวิร์ลคลาส

 

ด้วยกลยุทธ์ของ AWC ในการพัฒนาสินทรัพย์คุณภาพในทำเลที่มีศักยภาพสูงและการเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต จะเป็นโดรงการที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ในขณะที่คิมปัต้น เชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ล” จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการพัฒนาขึ้นใหม่และการปรับปรุงโรงแรมอิมพีเรียลโกลเด่นไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต (Imperial Golden Triangle Resort) ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่อันงดงามของสามเหลี่ยมทองคำในอำเภอเชียงแสน ท่ามกลางเทือกเขาของภาคเหนือ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยเมียนมา และลาว

 

โดยโรงแรมดังกล่าวถือเป็นโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งที่ 2 ของทาง AWC ในภาคเหนือของประเทศไทย หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิ้ง โฮเทล และเป็นโรงแรมคิมปัต้นแห่งที่สามของทาง AWC ต่อจากคิมปัต้น พัทยา และ คิมปัต้น หัวหิน โดยโรงแรมใหม่ทั้ง 2 แห่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาสที่สี่ของปี 2569

 

ทั้งนี้ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ รีสอร์ต” มีสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมล้านนาแบบดั้งเดิม ประกอบไปด้วยพูลวิลล่าและการ์เด้นวิลล่า 68 หลั่ง ในขณะที่ “คิมป์ตัน เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ลให้บริการห้องสวีท สไตล์ล้านนาร่วมสมัย 68 ห้อง รวมถึงห้องที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว และห้องแบบพูลแอคเซส โดยโรงแรมทั้ง 2 แห่งจะมีห้องอาหารและบาร์ทั้งหมด 8 แห่ง รวมถึง Glasshouse Cafe and Restaurant ขนาด 110 ที่นั่งริมแม่น้ำโขง ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 พร้อมดีไซน์การตกแต่งภายในแบบร่วมสมัย

 

นอกจากนี้ โรงแรมยังนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวบนสายน้ำรูปแบบใหมให้กับผู้เข้าพักด้วยบริการเลาจน์บนเรือสำราญ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการมาถึงของตะวันตกผ่านการเดินทางทางแม่น้ำในช่วงปลายยุคอุตสาหกรรม การล่องเรือในแม่น้ำจะนำผู้มาเยือนเดินทางไปเยี่ยมชมชุมชนท้องถิ่นริมสองฝั่งแมน้ำโขง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาวที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง พร้อมให้บริการชุดน้ำชายาบ่ายด้วยขนมหวานแบบไทยและแบบท้องถิ่น รมถึงยังมีบาร์และห้องอาหารที่นำเสนอกลิ่นอายของวัฒนธรรมทางภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน

 

โดยโรงแรมใหม่ทั้ง 2 แห่งจะเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพด้วยทรีตเมนท์สมุนไพรไทย สระว่ายน้ำ ฟิสเนสเซ็นเตอร์ และการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ควบคูไปกับโครงการ AWC Stay to Sustain ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มอย่างยั่งยืนเพื่อเชิญชวนแขกของโรงแรมเข่าร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูต้นไม่ในป่าชุมชน นอกจากนี้ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต และ “คิมป์ตัน เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ลกิ้ ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเพื่อให้ได้รับกรรับรองมาตรฐาน LEED หรือ WELL ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงกรตามมาตรฐานอาครสีเขียวของ AWC รมถึงทางโรงแรมยั่งเป็นที่ตั้งของร้าน เดอะ GALLERY โครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมของ AWC ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการสร้างสรรค์โดยนักออกแบบ ศิลปิน และชุมชนชาวไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘ชัยธวัช’ ล่องแพเขื่อนแม่สรวย นำคณะก้าวไกล สาดน้ำเล่นสงกรานต์

 
เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค, นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรค ร่วมเทศกาลสงกรานต์ที่ จ.เชียงราย
 
โดยช่วงเช้าเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น นอกจากนี้มีสินค้าอื่นๆ เช่น ชาหวาน น้ำแร่ เสร็จแล้วเดินทางไปเขื่อนแม่สรวย อ.แม่สรวย ส.ส.พรรคก้าวไกล เดินเท้าไปขึ้นแพเปียกเพื่อเล่นน้ำระหว่างทางมีประชาชนเข้ามาทักทาย ขอสาดน้ำประแป้งอย่างใกล้ชิดเป็นกันเอง ก่อนจะขึ้นแพและล่องไปตามลำน้ำ ได้รับการต้อนรับอย่างคึกคัก ประชาชนกระหน่ำสาดน้ำฉีดน้ำ สร้างความสนุกสนานอย่างมาก โดยหลังจากนี้ นายชัยธวัชและคณะจะเดินทางไปเล่นน้ำต่อที่ถนนสันโค้งน้อย อ.เมือง จ.เชียงราย.
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ม.มหิดล สร้างสรรค์‘โดรน 6 ใบพัดสมอง AI’เพื่องานเกษตรอัจฉริยะ

 
ยุคแห่ง “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farmer) เช่นปัจจุบันที่แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี ทำให้อากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” (Drone) กลายเป็นหัวใจสำคัญของเกษตรอัจฉริยะ

ที่ผ่านมา ได้มีการใช้ “โดรน” เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันได้พัฒนาสู่ “โดรน 6 ใบพัด” ที่ช่วยให้สามารถพยุงตัว และรับน้ำหนักบรรทุกได้มากขึ้น

โดยนับเป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สร้างสรรค์พัฒนา “โดรน 6 ใบพัด“ ต้นแบบให้มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ด้วยระบบการบินที่ควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถกะระยะได้แม่นยำมากขึ้นในระยะไกล ผ่านระบบดาวเทียมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

อาจารย์ ดร.รัตนะ บุญประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำให้ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ตอบโจทย์การทำเกษตรอัจฉริยะแนวใหม่ ให้เป็นไปในทิศทางที่ตรงจุด แบบ “เกษตรแม่นยำ“ (Precision Agriculture) ที่ทำให้โลกประหยัดทรัพยากรได้มากขึ้น

จากการประดิษฐ์และทดลองจนเห็นผล โดยใช้ประโยชน์จาก “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ในการพ่นปุ๋ยน้ำแบบแยกกระบอกปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืชเกษตรโดยองค์รวม และปุ๋ยเคมีที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตเฉพาะส่วน ทั้งราก-ผล-ดอก-ใบของพืชเกษตรได้ในคราวเดียว โดยไม่เปลืองแรงงานมนุษย์ ต้นทุน และเวลาเช่นในอดีตที่ผ่านมาต้องพ่นถึง 2 รอบ โดยได้ออกแบบให้ใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการสิ้นเปลืองและตกค้างในสิ่งแวดล้อม

จากคุณสมบัติพิเศษของ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ที่สามารถบินแบบกะระยะได้อย่างแม่นยำ พร้อมควบคุมผ่านดาวเทียมแม้จากข้ามทวีป ทำให้การดูแลพืชเกษตรเป็นไปโดยตรงจุด และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ช่วยในการผสมเกสรพืชเกษตร อาทิ ข้าวโพด และยังสามารถใช้ลมใต้ปีกของ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ในการปัดเป่าความชื้นที่ก่อให้เกิดเชื้อราบนใบพืช ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ชาวสวนยางพาราต้องเผชิญได้ต่อไป ปรับเปลี่ยนได้ตามมุมมองของโจทย์ปัญหา ตามความมุ่งหมายของผู้วิจัยได้ต่อไปอีกด้วย

โดยนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ “มหาวิทยาลัยมหิดล” ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานฯ ที่จะทำให้โลกได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่อเกษตรอัจฉริยะใช้กันต่อไปอย่างแพร่หลาย

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

“Help You,Help Me” ปีที่ 5 มอบรางวัล “สื่อบุคคล” ช่วยภาคสังคม

 

โครงการ Help You,Help Me ภายใต้แนวคิด Influencer for Change โดย Tellscore หนึ่งในผู้นำด้านการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ เกิดขึ้นด้วยคุณค่าหลัก “คุณช่วยสังคม ให้เราช่วยคุณ” ด้วยความเชื่อว่า พลังของอินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในประเด็นทางสังคมได้อย่างมีนัยยะสำคัญ วัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้พลังการสื่อสารของอินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ บรรเทาปัญหาสังคมที่หลากหลายผ่านคอนเทนต์ที่มีพลังและความคิดสร้างสรรค์ และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการสื่อสารเพื่อภาคสังคมให้อินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ได้เติบโตไปกับสังคมไทยที่ดีขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ แคมเปญที่ได้รับรางวัลของปี 2567 จะเป็นโครงการที่ผ่านการเลือกสรรโดยคณะกรรมการจากเทลสกอร์ว่ามีความเหมาะสมที่จะใช้สื่อบุคคลสื่อสารระดมการมีส่วนร่วมจากประชาชน ในปีนี้มี 7 แคมเปญเพื่อสังคมที่ได้รับรางวัลมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.โครงการ Hmong Cyber Season 5  (Hmong Cyber Social Enterprise )  2. โครงการ ต้องแฉ MustShare แคมเปญ สังคมยกมือ (แฮนด์วิสาหกิจเพื่อสังคม)3. โครงการ No Tree No Breath No life (มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่) 4. โครงการ Dao Ethical Gifts  (Dao Ethical Gifts) 5. โครงการ ทุนการศึกษา (มูลนิธิยุวพัฒน์) 6. โครงการ Saturday School  (มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์) 7. โครงการ Change Journey  (ณ สมดุลย์ฯ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาว และพัฒนาสมดุลชีวิตองค์รวม) และรางวัลปีนี้พิเศษตรงที่จะเป็นสื่ออินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ที่มีจำนวนผู้ติดตามหลักแสนคน (Medium Influencer/Creator) รางวัลละ 3 สื่อบุคคล อีกทั้งยังเน้นช่องทาง Tiktok  เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามใหม่ๆ ให้กับภาคีภาคสังคมให้มากที่สุด

 
 คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” กล่าวว่า การที่โครงการนี้มีความต่อเนื่องสู่ปีที่ 5 ก็เพราะเกิดการยื่นมือเข้ามาช่วยซึ่งกันและกัน  แน่นอนว่า มีองค์กร บุคคลที่ทำงานด้านสังคมอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่มีให้เกิดประโยชน์ และประสานเชื่อมโยงกัน   

 

“ผมคิดว่า ทุกคนสามารถเป็นตัวคูณในการแก้ไขปัญหาสังคมได้ ดังที่เทลสกอร์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่สื่อบุคคลให้มาช่วยภาคสังคม ขอขอบคุณทุกองค์กรที่หยิบยื่นทรัพยากรที่มีมาช่วยกันพัฒนาและยกระดับสังคมให้เข้มแข็งขึ้น เป็นสังคมที่ดีแก่คนถ้วนหน้า” ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อ“คนไทย” กล่าว

 คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาสังคมมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผู้สูงวัย คนพิการ หนี้ครัวเรือน หรือสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ขณะเดียวกันมีหน่วยงานภาคสังคมที่กำลังทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการชักชวนผู้คนมาร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แม้ไม่มีความพร้อมในทุนทรัพย์ หรือองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างการรับรู้และกระจายผลงานให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง เทลสกอร์จึงขอเติมเต็มช่องว่างที่หายไปด้วยการนำความชำนาญด้านอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เกตติ้งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนในการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น

 

“สื่อบุคคลในระบบเทลสกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารแคมเปญเพื่อสังคมให้เข้าถึงประชาชนทั่วไป จนเกิดกระบวนการทำซ้ำด้านความดี และผลกระทบทางสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหลังกระบวนการสื่อสาร ไม่ว่าจะสื่อสารเพื่อช่วยภาคสังคมระดมทุน หรือเชิญชวนประชาชนมาเป็นอาสาสมัคร หรือมาร่วมกิจกรรม” คุณสุวิตากล่าว

 

 คุณสุดาพร สิงหเทพธาดา ผู้จัดการ Dao Ethical Gifts ธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นเสริมพลังผู้หญิงเปราะบาง หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลกล่าวว่ารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้เพราะต้องการแรงสนับสุนจากสื่ออินฟลูอินเซอร์ที่มีใจมากช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและขยายผลงานพัฒนาความยั่งยืนและเสริมพลังผู้หญิงกลุ่มเปราะบางด้วยการเชิญชวนสังคมมาอุดหนุนสินค้าฝีมือแม่ๆ เหล่านี้ โครงการ Help You,Help Me ไม่ใช่การแข่งขัน เพราะผู้นำเสนอโครงการทุกท่านต่างเป็นผู้ชนะตัวจริงด้วยคุณค่าที่ทุกคนได้สร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
 
 
คุณอรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees เปิดใจว่า รู้สึกยินดีที่ครั้งนี้ Big Trees ได้รางวัลเพราะคณะทำงานตั้งใจมาก มีการปรับแก้สไลด์นำเสนอและซ้อมกันหลายรอบถึงขนาดว่าถ่ายคลิปแล้วดูตัวเองด้วยว่าต้องปรับปรุงอย่างไร และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มาจากการได้เข้าเวิร์คชอปหัวข้อการนำเสนอโครงการที่ดีจากงาน Good Society  Day ที่ผ่านมา

 

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มาร่วมกิจกรรม Help You,Help Me ปีนี้ อาทิ คุณศศิภัทร์  อิทธิโสภณพิศาล (TikTok: ive_sasi), คุณปริญญาทิพย์  แก้วบัวดี (TikTok: sstangbah), คุณณัฐรดา สุขสุธรรมวงศ์ (TikTok: krutookta_natrada), คุณยุวดี   ปิ่นทองทิพย์  (Facebook: January Pinthongtip) และคุณอัญชิษฐา เรียบร้อย (Facebook: Anchittha Riabroi) รวมทั้งเครือข่ายภาคธุรกิจที่เข้ามาร่วมมือเป็นปีแรก ประกอบด้วย บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, COBE by SC Asset, บมจ.ซีพี ออลล์, ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ SCBX NEXT TECH

 

 ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการจัดกิจกรรม Help You, Help Me มีหน่วยงานภาคสังคมเข้าร่วมเสนอโครงการมากกว่า 100 โครงการ และมีโครงการที่ได้รับสนับสนุนสื่ออินฟลูเอนเซอร์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 24 โครงการ มีอินฟลูเอนเซอร์ร่วมผลิตคอนเทนต์เพื่อช่วยสื่อสารขยายผลไปกว่า 1,200 คน สำหรับใน ปี 2567 นี้ ได้รับความสนใจจาก 25 ภาคีภาคสังคมร่วมส่งนำเสนองาน และมีองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 30 องค์กร นอกจากนั้น ยังมีผู้นำทางความคิด เช่น ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอรัปชัน (ประเทศไทย) รวมทั้ง คุณกาวิน ควงปาริชาต ผู้ร่วมก่อตั้ง DOTS COFFEE ร้านกาแฟที่มีผู้พิการทางสายตาเป็นบาริสต้ามาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับสนับสนุนสื่อจากโครงการนี้ด้วย

 

สามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพื่อสังคมที่ร่วมกิจกรรม Help You,Help Me เพื่อยื่นมือเข้ามาช่วยกันอีกแรง ได้ที่ https://helpyouhelpme.tellscore.com/  หรือรับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=ruhrQJnf91s

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิเพื่อ “คนไทย”

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

‘นักท่องเที่ยวจีน’ พลิกกลับอันดับ 1 เที่ยวไทย ด้วยจำนวน 1.7 ล้านคน

 

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุ สถิติ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 3 เดือนแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2567 พบว่ามีจำนวนสะสม 9,370,297 คน เพิ่มขึ้น 44% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 454,653 ล้านบาท

 

จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. จีน 1,756,337 คน

2. มาเลเซีย 1,168,574 คน

3. รัสเซีย 622,813 คน

4. เกาหลีใต้ 558,873 คน

5. อินเดีย 472,952 คน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-31 มี.ค.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 644,328 คน ลดลง 1.07% จากสัปดาห์ก่อนหน้า 6,990 คน หรือคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 92,047 คน

 

ขณะที่ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 127,713 คน ลดลง 5.80% มาเลเซีย 62,419 คน เพิ่มขึ้น 5.03% รัสเซีย 40,276 คน ลดลง 8.10% อินเดีย 33,597 คน ลดลง 15.13% และสหราชอาณาจักร 33,089 คน เพิ่มขึ้น 44.08%

 

“นักท่องเที่ยวยุโรปและโอเชียเนียบางประเทศ โดยเฉพาะชาวสหราชอาณาจักรเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จากวันหยุดในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเป็นอันดับ 5”

 

สัปดาห์ถัดไป (1-7 เม.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การลงนามยกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-จีน ที่มีผลช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว เพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และกระตุ้นให้สายการบิน เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน รวมทั้งการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางหรือวีซ่าฟรี ให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดีย ไต้หวัน และคาซัคสถาน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ผลสำรวจพบ ผู้สูงวัย 12% เชียงราย ใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด อันดับ 3

 

ข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยว่ากว่า 3 ใน 5  หรือ62% ของผู้บริโภคชาวไทยคิดเรื่องการวางแผนเกษียณบ่อยขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยใกล้เกษียณและผู้ที่มีรายได้ปานกลาง ในขณะที่เชียงใหม่เป็นเมืองที่ผู้บริโภคต้องการไปใช้ชีวิตหลังเกษียณมากที่สุด 27% ด้วยจุดเด่นจากสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดธรรมชาติและมีความเจริญในหลายด้าน ตามมาด้วยกรุงเทพฯ 15%, เชียงราย 12%, เพชรบูรณ์ 10% และภูเก็ต 9% ในขณะที่ 16% ยังไม่มีทำเลในใจ

 

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของชีวิตหลังเกษียณส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องการเงิน กว่า 2 ใน 3  หรือ70% หวังปลอดภาระหนี้ ตามมาด้วยมีอิสระทางการเงิน และมีเงินออมเพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาล ในสัดส่วนไล่เลี่ยกันที่ 63% และ 61% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องทางการเงินและการวางแผนค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตช่วงเกษียณมากที่สุด 

 

ข้อมูลจากแบบสอบถาม DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด เผยความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคชาวไทยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป พบว่าเกือบครึ่ง 48% มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผู้บริโภคในช่วงวัยอื่น ๆ ขณะที่อีก 42% เผยว่าเก็บเงินออมได้ครึ่งทางแล้ว ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงและน่าจับตามองในเวลานี้ ในขณะที่กว่า 1 ใน 3  หรือ37% มีการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยเหตุผลสำคัญในการซื้อที่อยู่อาศัยมาจากต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น 45% ตามมาด้วยซื้อเพื่อการลงทุน และขายบ้านหลังเดิมได้ราคาดี ในสัดส่วนเท่ากันที่ 32%  

 

โฟกัส “ขนาดบ้าน – ใกล้ขนส่งสาธารณะ” มาก่อน ปัจจัยภายในที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญในการตัดสินใจซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัยมากที่สุด ได้แก่ ขนาดที่อยู่อาศัย 58% เน้นไปที่พื้นที่ใช้สอยที่เพียงพอในการรองรับกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัยมาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตร 49%, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่อยู่อาศัย 39%, การออกแบบและการก่อสร้าง 27% ส่วนมาตรการ/โครงการที่จะช่วยให้มีบ้านเป็นของตัวเองง่ายขึ้น และชื่อเสียงของผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ มีสัดส่วนเท่ากันที่ 23% 

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : DDproperty Thailand

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News