Categories
NEWS UPDATE

ครม.ไทยอนุมัติเงิน 1,833 ล้านบาทช่วยลาว ปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12 – R12

 
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 ที่ผ่านมาทำเนียบรัฐบาล นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในการปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12 (R12) ช่วงเมืองท่าแขก – จุดผ่านแดนนาเพ้า สปป. ลาว (โครงการ R12) จำนวน 1,833,747,000 บาท 

นางสาวเกณิกากล่าวว่า การดำเนินโครงการ R12 เริ่มต้นจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน บริเวณจุดเชื่อมต่อกับถนนหมายเลข 13 ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรนครพนม ประมาณ 17 กิโลเมตร (ผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3) เชื่อมต่อไปยังเมืองยมมะลาด เมืองบัวพะลา สิ้นสุดที่บริเวณจุดผ่านแดนสากลนาเพ้า สปป. ลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนสากลจาลอ กวางบิงห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระยะทางประมาณ 147 กิโลเมตร ประกอบด้วย

1.ปรับปรุงสายทางตามมาตรฐานทางหลวงสายเอเชีย (Asian Highway) 2.ปรับปรุงจุดผ่านแดน อาคารสำนักงานต่าง ๆ สถานีขนถ่ายสินค้าและลานกองเก็บ ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบริเวณด่าน 3.ปรับปรุงระบบไฟฟ้าส่องสว่าง บริเวณทางร่วมทางแยกในชุมชนระบบระบายน้ำและติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยบริเวณจุดเสี่ยงอันตราย4.พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเงื่อนไขและรูปแบบการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ดังนี้ 

เงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
  • อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.75 ต่อปี 
  • อายุสัญญา 30 ปี (รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 7 ปี)
  • ค่าธรรมเนียมบริหารของ สพพ.ร้อยละ 0.15 ของวงเงินกู้
  • ระยะเวลาการเบิกจ่าย 6 ปี นับจากวันที่ลงนามในสัญญา
  • ผู้ประกอบการงานก่อสร้างและที่ปรึกษานิติบุคคลสัญชาติไทย
  • การใช้สินค้าและบริการจากประเทศไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าสัญญา
  • ผู้รับเหมาก่อสร้างและที่ปรึกษานิติบุคคลสัญชาติไทย
  • กฎหมายที่ใช้บังคับกฎหมายไทย
รูปแบบการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน

วงเงินให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน1 (Concessional Loan) วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,833,747,000 บาท แบ่งออกเป็น

  • วงเงินให้กู้ (จากแหล่งเงินงบประมาณร้อยละ 50 และเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศร้อยละ 50) 1,742,684,000 บาท 
  • วงเงินให้เปล่า (จากแหล่งเงินงบประมาณ) 91,063,000 บาท 
แหล่งที่มาของเงินทุนโครงการ R12 ประกอบด้วย
  • เงินงบประมาณ แบ่งเป็น วงเงินให้เปล่า จำนวน 91,063,000 บาท และ วงเงินให้กู้ (ร้อยละ 50 ของวงเงินให้กู้) จำนวน 871,342,000 บาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 962,405,000 บาท โดยขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณจาก สงป. เป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2570 รวมระยะเวลา 3 ปี 
  • เงินกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศ (เงินนอกงบประมาณ) คิดเป็นร้อยละ 50  ในส่วนของเงินกู้ รวมวงเงิน 871,342,000 บาท ซึ่ง สพพ. จะกู้เงินระยะเวลา 5 ปี โดยใช้วิธีการประมูลเพื่อหาผู้เสนอเงื่อนไขที่ดีที่สุด โดยในช่วง 5 ปีแรก ใช้ประมาณการอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ร้อยละ 3.50 ต่อปี ซึ่งภายหลังจะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้โดยการออกพันธบัตรระยะเวลา 10 ปี สำหรับปีที่ 6 – 15 และออกพันธบัตรระยะเวลา 15 ปี สำหรับปีที่ 16 – 30 โดยใช้ประมาณการอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4.00 ต่อปี โดย สพพ. เป็นผู้รับภาระส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา

ทั้งนี้ กรณีที่ สปป. ลาว ผิดนัดชำระหนี้ สพพ. จะพิจารณาใช้เงินสะสมของ สพพ. ไปก่อน หาก สพพ. ไม่สามารถดำเนินการได้หรือมีสภาพคล่องไม่เพียงพอจะขอให้รัฐบาลจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อเสริมสภาพคล่องและเมื่อ สพพ. สามารถเรียกเก็บหนี้ได้จะนำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังต่อไป

รายละเอียดค่าใช้จ่ายภายใต้วงเงินให้ความช่วยเหลือ
  • ค่าก่อสร้าง ประกอบด้วย งานก่อสร้างภายใต้วงเงินกู้ 1,584,937,000 บาท 
  • งานก่อสร้างภายใต้วงเงินให้เปล่า ได้แก่ งานปรับปรุงเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว 44,212,000 บาท งานสร้างจุดพักรถ 6,454,000 บาท งานปรับปรุงด่านนาเพ้า 40,397,000 บาท 
  • ค่าที่ปรึกษา 51,000,000 บาท 
  • ค่าบริหารจัดการ 20,000,000 บาท
  • ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 84,000,000 บาท 
  • ค่าธรรมเนียมบริหารของ สพพ. 2,747,000 บาท 

นางสาวเกณิกากล่าวว่า ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการ R12 แล้ว สพพ. จะดำเนินการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการเงินกู้ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเพื่อบรรลุโครงการดังกล่าวตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง 5 ปี ต่อไป

นางสาวเกณิกากล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า เส้นทาง R12 จะสนับสนุนนโยบายการเชื่อมโยงคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทย สปป. ลาว เวียดนาม และจีน รวมทั้งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศภายใต้อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอีกด้วย โดยสามารถประหยัดเวลาการขนส่งและพิธีการทางศุลกากรระหว่างประเทศได้ (Transit & Customs time) จากจุดเริ่มต้น (Origin) และจุดหมาย (Destination) เดียวกันจาก 10 ชั่วโมง เหลือ 4 ชั่วโมง เนื่องจากลดขั้นตอนการผ่านด่านศุลกากรจาก 5 จุด เหลือ 2 จุด และช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการค้าการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคและระดับโลก 

นางสาวเกณิกากล่าวว่า ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งภาคการผลิตและบริการที่สำคัญ รวมถึงส่งเสริมให้มีการเดินทางและติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีระหว่างกันส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตได้อย่างรวดเร็วปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“เส้นทาง R12 เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางหมายเลข 8 (R8) และเส้นทางหมายเลข 9 (R9) ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East – West Economic Corridor : EWEC) และคาดว่า มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนการใช้เส้นทางจากเส้นทาง R9 มาใช้เส้นทางโครงการ R12 ประมาณร้อยละ 50 ซึ่งจะส่งผลให้โครงการ R12 สามารถเพิ่มมูลค่าการค้าชายชายแดนระหว่างไทย – สปป. ลาว ผ่านด่านศุลกากรนครพนมได้มากขึ้น”นางสาวเกณิกากล่าว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักนายกรัฐมนตรี

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘วันชัย’ มอบถังเก็บน้ำ 2,000 ลิตร ช่วยบรรเทาในแต่ละชุมชนเชียงราย

 
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ทางเทศบาลนครเชียงรายโพสต์แจ้ง “ภัยแล้ง” ภัยธรรมชาติที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำก่อให้เกิดความแห้งแล้งและส่งผลกระทบต่อชุมชน เทศบาลนครเชียงรายโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ติดตามปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบตามธรรมชาติตื้นเขิน ระดับน้ำลดลง ขาดน้ำสะอาดในการอุปโภค บริโภค
 
 
ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น จึงได้บูรณาการเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และลดผลกระทบอันเกิดจากสาเหตุสถานการณ์ภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย
 
 
ทั้งนี้ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยังได้พบปะพูดคุยรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานชุมชน และพี่น้องชุมชนแต่ละชุมชน และมอบถังเก็บน้ำ 2,000 ลิตร พร้อมนำรถน้ำไปช่วยบรรเทาในแต่ละชุมชน ในการช่วยเหลือชุมชน ตลอดจนมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัฒนธรรมเชียงราย โชว์เหนือ คว้าโล่รางวัลชุมชนต้นแบบ 3 ปีติด

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2567 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงวัฒนธรรมจัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ 10 สุดยอด ชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดย  นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำชุมชน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

 ทั้งนี้ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นางสุภาพรรณ  หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายพิสันต์  จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เข้ารับโล่รางวัลผู้สนับสนุนการขับเคลื่อนชุมชนฯ

 

ในการนี้ พระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา และนายอานนท์  สมพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านสบคำ เข้ารับโล่รางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

 

ในโอกาสนี้ ชุมชนคุณธรรมฯ วัดพระธาตุผาเงา (บ้านสบคำ) ได้นำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดคุณค่าและมูลค่าอย่างสร้างสรรค์ โดยร่วมจัดแสดงนิทรรศการ สาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และนำผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ ผ้าทอล้านนาลายอัตลักษณ์เชียงแสน และสมุนไพรวัดพระธาตุผาเงา มาร่วมจัดแสดงในงานดังกล่าวด้วย

 

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดพิธีเปิดสุดยอดชุมชนคุณธรรมต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ชุมชนคุณธรรมฯ วัดพระธาตุผาเงา (บ้านสบคำ) โดยได้รับเกียรติจาก นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จะมาเป็นประธานในพิธีฯ ในวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2567 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณลานจอดรถ1 วัดพระธาตุผาเงา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กิจกรรมประกอบด้วย การแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน อาทิ การขับทุ้ม การตีกลองหลวง การเต้นบาสโลบ เป็นต้น การสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว การบายศรีสู่ขวัญ อาหารพื้นบ้าน ภูมิปัญญาของโรงเรียนสามวัยวัดพระธาตุผาเงา ฯลฯนิทรรศการของส่วนราชการ ชุมชนต่างๆ ชมและช้อปสินค้าทางวัฒนธรรม CPOT และสินค้าชุมชนในตลาดวัฒนธรรม “อิ่มบุญ ยลวิถีผาเงา” และลานวัฒนธรรมสร้างสุข

          จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดเดียวที่ได้รับการคัดเลือกสุดยอดชุมชนคุณธรรมต้นแบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ติดต่อกัน 3 ปี คือ พ.ศ.2564 ชุมชนวัดท่าข้ามศรีดอนชัย อ.เชียงของ, พ.ศ.2565 ชุมชนบ้านเมืองรวง อ.เมืองเชียงราย และ พ.ศ.2566 ชุมชนวัดพระธาตุผาเงา(บ้านสบคำ) อ.เชียงแสน

ความศักดิ์สิทธิ์ของวัดพระธาตุผาเงาตามความเชื่อของชาวบ้านนั้น เชื่อกันว่าหากใครเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วมาสักการบูชาที่วัดนี้ อาการป่วยก็จะทุเลาลงและหายในที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ตั้งอยู่บ้านสบคำ ตำบลเวียง สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สำคัญในสมัยอาณาจักรโยนก เดิมชื่อว่า วัดสบคำ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ต่อมาถูกกระแสน้ำพัดพังทลายลงเกือบหมดวัดจึงได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่ ปี พ.ศ. 2519 มีการปรับพื้นที่บริเวณวัดใหม่จึงมีการขุดพบพระพุทธรูป อายุระหว่าง 700-1,300 ปี จึงได้เรียกพระพุทธรูปว่า “หลวงพ่อผาเงา” คำว่า “ผาเงา” หมายถึง เงาของก้อนผาหรือก้อนหิน ซึ่งมีขนาดใหญ่ทรงคล้ายเจดีย์ เวลาพระอาทิตย์ส่องผ่านก้อนหินทำให้เกิดเงาขนาดใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “พระธาตุผาเงา”

 

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ – พระอุโบสถ เป็นอาคารไม้แกะสลักด้วยไม้สักทอง สถาปัตยกรรมแบบล้านช้างผสมผสานล้านนา ภายในประดิษฐาน พระเชียงแสนสิงห์ 1 เป็นพระประธาน มีพุทธลักษณะงดงาม มีจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ – หอพระบรมฉายามหาราชพุทธิรังสรรค์ ภายในมีอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราชและพระฉายาลักษณ์ของราชวงศ์ รวมทั้งบุคคลสำคัญที่มาเยือนวัดพระธาตุผาเงา – วิหารหลวงพ่อผาเงา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อผาเงา

 

ซึ่งถูกขุดพบเมื่อมีการปรับแต่งพื้นที่ของวัดมีพุทธลักษณะงดงาม จึงตั้งชื่อว่า “หลวงพ่อผาเงา” และเปลี่ยนชื่อวัดใหม่จากเดิมที่ชื่อวัดสบคำ มาเป็นวัดพระธาตุผาเงา – พระธาตุผาเงา ตั้งอยู่บนยอดหินก้อนใหญ่ คำว่าผาเงา ก็คือเงาของก้อนหิน มีลักษณะสูงใหญ่คล้ายรูปทรงเจดีย์และสร้างร่มเงาได้ดีมาก – พระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์ ตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่สร้างครอบองค์พระธาตุเจ็ดยอดที่เหลือแต่ซากฐาน สูง 5 เมตร ภายในยังมีฐานของพระธาตุเจ็ดยอดองค์เดิมและมีภาพเขียนฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวพระราชประวัติพระนางจามเทวี ด้านนอกสามารถเดินรอบได้ลักษณะคล้ายป้อมปราการ

 

สามารถมองเห็นทิวทัศน์สวยงามได้โดยรอบ – สกายวอร์กผาเงา 3 แผ่นดิน ตั้งอยู่ใกล้กับพระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์ ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ 400 เมตร เป็นสะพานกระจกรูปแปดเหลี่ยม มีความสูง 25 เมตร ทางเข้าและออกเชื่อมต่อกับถนนรอบพระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์ เป็นทางเดินพื้นกระจกนิรภัยลามิเนตและโลหะ สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทย และบ้านดอนสะหวัน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

มีบริการรถรับส่งบริเวณลานจอดรถหน้าพระอุโบสถ อัตราค่าเข้าชม สกายวอร์ก วัดพระธาตุผาเงา ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็กสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร ไม่มีค่าใช้จ่าย จำกัดจำนวนผู้เข้าชมรอบละ 10

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

กรมควบคุมโรค เผยตัวเลขผู้ป่วยโควิด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์

 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของโรคโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปัจจุบันโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ แต่ยังไม่มีรายงานการระบาดรุนแรง แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้สั่งการทุกจังหวัดประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อม กำชับทุกหน่วยงานดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง

 

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 14-20 เมษายน 2567) พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 1,004 ราย เฉลี่ย 143 รายต่อวัน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ โดยพบผู้ป่วยมากขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่ง และมีผู้ป่วยอาการรุนแรงปอดอักเสบ 292 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 101 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยผู้เสียชีวิตทุกรายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือมีโรคเรื้อรัง (608)

 

ทั้งนี้ คาดสาเหตุที่ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการเหมือนไข้หวัด ทำให้ไม่ระวัง ป้องกันตนเองส่งผลให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่ายังคงเป็นสายพันธุ์รุ่นลูกของโอมิครอน โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการคล้ายหวัด เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อย ตามตัว ปวดศีรษะ มีน้ำมูก โดยยังไม่พบว่ามีระดับความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์โอมิครอนเดิมในปีที่ผ่านมา

 

นายแพทย์ธงชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคโควิด-19 ขณะนี้มีลักษณะเหมือนโรคประจำถิ่น สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่จะมีจำนวนมากหรือน้อยแล้วแต่ช่วงเวลา ขณะนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั่วไป อาทิ โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด ทั้งนี้โรงพยาบาลทุกแห่งมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เตียงรองรับผู้ป่วยเวชภัณฑ์ ตลอดจนมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปควรเน้นสุขอนามัยส่วนบุคคล และส่งเสริมให้มีการสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในสถานที่แออัดที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น ในการเดินทางสาธารณะ ที่โรงพยาบาล และสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ และจำเป็นต้องล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการคล้ายหวัด ควรทำการตรวจ ATK ที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง 608 หากผลตรวจเป็นบวก 2 ขีด ให้สวมหน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและพบแพทย์โดยเร็วเมื่อมีอาการหายใจลำบากหรืออื่น ๆ

 

สำหรับกลุ่ม 608 หากมีอาการคล้ายหวัด และผลตรวจ ATK เป็นบวก 2 ขีด ควรสวมหน้ากากและรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการรุนแรง หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสายด่วนของกรมควบคุมโรคได้ที่ 1422

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ป.ป.ช. เชียงราย จัดประชุมเชิง ปฏิบัติการ ชมรมเยาวชน STRONG

 

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ณ ห้องประชุม อาคารพลเอก สำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย (นายกิตติศักดิ์ พิมสาร) มอบหมายให้ กลุ่มงานป้องกันการทุจริต นำโดยนายนั้ง แสงเพชรไพบูรณ์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่งานป้องกันฯ และ ชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดเชียงราย นำโดยนางวันดี ราชชมภู ประธานชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดเชียงราย และคณะกรรมการฯ ดำเนินกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการสมาชิกชมรมเยาวชน STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดเชียงราย โดยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วม 100 กว่าคนเข้าร่วมกิจกรรม

 

ทั้งนี้ นายนั้ง แสงเพชรไพบูรณ์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ ได้กล่าวเปิดกิจกรรมและพูดถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม คือ เพื่อรณรงค์ป้องกันการทุจริต และสร้างจิตสำนึก รวมถึงการมีส่วนร่วมในการปลูกฝังค่านิยมให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป เพื่อส่งเสริมสังคมไทยไร้การทุจริตอย่างยั่งยืน ซึ่ง ระบบการศึกษาจึงเป็นกลไกสำคัญ ในการบ่มเพาะจิตสำนึกของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ แนวทางการพัฒนาและแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่สำคัญและยั่งยืนที่สุด คือปลูกและปลุกจิตสำนึกการเป็นพลเมืองที่ดี
 
 
มีวัฒนธรรมสุจริตในกลุ่มเด็กและเยาวชนทุกช่วงวัย มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อปฏิรูปพลเมืองไทยในอนาคตให้มีความเป็นพลเมืองเต็มขั้น ประชาชนต้องมีความตื่นรู้ ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริตทุกรูปแบบ อีกทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ไร้การทุจริต ตระหนักรู้ร่วมกันถึงปัญหาการทุจริต เพื่อสร้างค่านิยมสุจริต และขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต”
 
 
ด้านนางวันดี ราชชมภู ประธานชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดเชียงราย ได้บรรยายพิเศษ “บทบาทของภาคประซาซนกับการป้องกันการทุจริต” และได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังค่านิยมในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อร่วมกันต่อต้านการทุจริต จึงมอบหมายให้นางสาวพรทิวา วงค์วิชัย นำทีมคณะกรรมการ ชมรม STRONG – จิตพอเพียงฯ จัดกิจกรรมกลุ่ม “การมีส่วนร่วม และบทบาทของเยาวชนต่อการป้องกันการทุจริต” โดยเน้นการสื่อสารที่สนุกสนาน พร้อมสอดแทรกเนื้อหาการสร้างความตระหนักรู้ ผลเสียความรุนแรงของการทุจริต รวมถึงสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ การมีจิตสาธารณะ และให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต การคอร์รัปชัน ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ชมรม Strong – จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

นิด้าโพล เผย 1,310 ตัวอย่าง “ทักษิณ” เคลื่อนไหวไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม “เพื่อไทย”

 
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2567 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง จากบทบาททักษิณ ถึง ฝันของนายกฯ เศรษฐา” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 9-11 เมษายน 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับบทบาทของทักษิณ ชินวัตร และความเป็นไปได้ ที่พรรคเพื่อไทยจะชนะในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

 

                จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย จากความเคลื่อนไหว ของทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลตำรวจ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า ส่งผลกระทบในทางลบต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 19.54 ระบุว่า ส่งผลกระทบในทางบวกต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 6.64 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อคำกล่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคผู้นำในการเปลี่ยนแปลง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.47 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 18.85 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 17.94 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 15.73 ระบุว่า เห็นด้วยมาก และร้อยละ 8.01 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไป พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.98 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย รองลงมา ร้อยละ 29.24 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 21.14 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นไปได้ ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เป็นไปได้มาก และร้อยละ 3.82 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

                เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 18.01 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 12.90 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.93 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 23.74 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 95.34 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.44 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 36.11 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.45 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 22.44 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 38.24 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.32 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.11 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.89 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 8.70 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.95 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.68 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.07 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.11 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.46 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.03 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

 

                ตัวอย่าง ร้อยละ 22.90 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 18.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 27.94 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 6.03 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 9.08 ไม่ระบุรายได้

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงราย ปรับภูมิทัศน์ สวนสาธารณะเกาะลอยเพิ่มพื้นที่สีเขียว

 

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 สวนสาธารณะเกาะลอยแห่งนี้ จัดตั้งในปี พ.ศ. 2538 บนความร่วมมือของพี่น้องชุมชนชาวเกาะลอย ที่ได้ประสานงานร่วมกับ ส.ส.รัตนา จงสุทธานามณี ในสมัยนั้น โดยขอให้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงบประมาณในการก่อสร้างร่วมกับเทศบาลนครเชียงรายโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เพื่อให้พี่น้องชาวเชียงรายได้มีพื้นที่สีเขียวในการออกกำลังกาย และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

 

ปัจจุบัน นายกเทศมนตรีนครเชียงรายได้เข้ามาปรับภูมิทัศน์ภายในสวนสาธารณะเกาะลอย ซึ่งการก่อสร้างมากว่า 30 ปีทำให้มีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากศิลปิน “ พิชิต สิทธิวงค์ ” ศิลปินจากขัวศิลปะเชียงราย เข้ามาแต้มสีสันของช้าง และทาสีบริเวณโดยรอบสวนสาธารณะเกาะลอย เทศบาลนครเชียงราย ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ และขอให้พวกเราได้ช่วยกันดูแลบำรุงรักษามาช่วยกันทำเมืองเชียงรายให้น่าอยู่แบบยั่งยืน “นครเชียงราย นครแห่งความสุข”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

จังหวัดเชียงราย จัดพิธีปลงผมโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน

 

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 67 ที่ อุโบสถวัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีปลงผม ในโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีพระครูสุธีสุตสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ ประชาชน เข้าร่วมพิธี

 

ด้วยจังหวัดเชียงราย ได้จัดทำโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ตลอดจนพุทธศาสนิกชนในจังหวัด ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีเด็กและเยาวชน เข้าร่วมโครงการจำนวน 74 คน เข้าบรรพชาระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 6 พฤษภาคม 2567 รวมจำนวน 17 วัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในจังหวัดเชียงราย ได้แสดงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวที และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งได้รับความรู้ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรมและศีลธรรมอีกด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENTERTAINMENT

สุดอลังการมหกรรมดนตรีเทิดพระเกียรติ ม.แม่ฟ้าหลวง

 

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผศ. ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธานเปิดงาน”มหกรรมดนตรีเทิดพระเกียรติ 69 พรรษา มหาจักรีสิรินธร” โดยมีนางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำหัวหน้าส่วนราชการ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ผู้แทนผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ และนักศึกษาเข้าร่วมอย่างคึกคัก

 

ผศ. ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัดเชียงราย มณฑลทหารบกที่ 37 สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย จัดงานมหกรรมดนตรีเทิดพระเกียรติ 69 พรรษา มหาจักรีสิรินธร เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีต่อปวงชนชาวไทยและเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงอย่างหาที่สุดมิได้
 
 
โดยภายในงานได้นำบทเพลงอันทรงคุณค่าจำนวนกว่า 21 บทเพลง ซึ่งจะเริ่มต้นด้วย บทเพลงในองค์โหมโรง : นำเอาบทเพลงไทยโบราณและเพลงไทยที่ได้แต่งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำมาบรรเลงประโคมในองค์โหมโรงองค์ราษฎร์รวมใจรักษ์ : เป็นการนำเอาบทเพลงพระราชนิพนธ์ ของ ร.9 และเพลงพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเรียบเรียงใหม่พร้อมกับบทเพลงที่สื่อถึงชาวไทยเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยมีสามาคมรักเสียงเพลงแม่สายเข้ามาร่วมแสดงในองค์นี้
 
องค์น้อมรําลึก : ในองค์นี้ได้ถ่ายทอดบทเพลงคิดถึงพ่อ ผ่านบทเพลงต่างๆ
องค์รวมไทยใจหนึ่งเดียว : ได้นำบทเพลงที่เกี่ยวกับความสมัครสามัคคีของคนไทยรวมถึงนำเอาเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน เพลงที่มีความหมายเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่างๆ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
 
 
ปิดจบการแสดงด้วย บทเพลงเจ้าฟ้าของคนเดินดิน ขับร้องและบรรเลงโดย ชมรมดนตรีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง MFU Band ชมรมดนตรีไทย-พื้นเมือง และชมรมนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มณฑลทหารบกที่ 37 และนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย พร้อมแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมสร้างความประทับใจภายในงานอีกด้วย
 
 
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับการสถาปนาขึ้นในรัชสมัยของในหลวง รัชกาลที่ 9 และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังได้น้อมนำแนวพระราชปณิธาน “ปลูกป่า สร้างคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาประยุกต์ใช้ และได้น้อมนำแนวพระราชดำริในการปลูกป่าของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการปฏิบัติตั้งแต่แรกเริ่ม นอกจากนี้มหาวิทยาลัย ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาใช้ในการทำงานร่วมกับชุมชนโดยรอบ เพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับพระเมตตาจากพระบรมวงศานุวงศ์ราชจักรีวงศ์เป็นล้นพ้นเสมอมา ทั้งในการเสด็จมาทรงประกอบพระราชกรณียกิจ พระกรณียกิจ และประทานพระราชวินิจฉัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
 
 
โดยเฉพาะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาต่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงอย่างยิ่ง โดยได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในโอกาสต่างๆ ตลอดมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นประจำทุกปี
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผบ.ทอ. ส่งชุดปฏิบัติการสนับสนุน บินดับไฟป่า เชียงใหม่-เชียงราย

 

เมื่อวันที่ 21 เมษายน พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสนับสนุนการบินควบคุมไฟป่า กองทัพอากาศ (ส่วนหน้า) ซึ่งวางกำลังอยู่ที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนอากาศยาน เพื่อปฏิบัติภารกิจในการบินควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย

 

เครื่องบิน DA-42 ติดตั้งระบบ Video Downlink (VDL) สำหรับถ่ายทอดภาพสถานการณ์แบบ Real Time เพื่อบินลาดตระเวนค้นหาพื้นที่ไฟป่า เส้นทางบิน กองบิน 41 – อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย – อำเภอเชียงดาว – อำเภอเเม่แตง – อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ – กองบิน 41

 

เครื่องบิน BT-67 ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับบรรทุกน้ำและสารควบคุมไฟป่า เพื่อปฏิบัติภารกิจบินโปรยน้ำควบคุมไฟป่าบริเวณ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งเครื่องบิน BT-67 ในปี 2539 กองทัพอากาศ ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท Basler Turbo Conversions LLC. ประเทศสหรัฐอเมริกา ดัดแปลงเครื่องบิน C-47 จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งกองทัพอากาศ ปลดประจำการแล้ว ให้เป็นเครื่องบินแบบ BT-67 (Basler Turbo-67) ราคาเครื่องละประมาณ 200  ล้านบาท BT-67 เป็นเครื่องยนต์เทอร์ โบพรอป Pratt & Whitney PT6-67R ให้กำลัง 1,424 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง เพดานบิน: 25, 000 ฟุต ความเร็วสูงสุด: 398 กม./ชม. มีการเปลี่ยนระบบเครื่องวัด ระบบสื่อสารไฟฟ้า เชื้อเพลิง ฐานล้อ ระบบไฮดรอลิก เบรกและยางเป็นแบบใหม่ที่ทันสมัย ยืดลำตัวส่วนหน้าออกไปอีก 1 เมตร เปลี่ยนพื้นบังคับจากผ้าใบเป็นเหล็กทั้งหมด ซึ่งได้มารตฐาน จาก FAA และกองทัพสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ กองทัพอากาศยังคงสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยี เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนโดยเร็ว

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News