อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME