

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — จากร้านท้องถิ่นในเชียงรายสู่จังหวะขยายตัวรอบใหม่ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังในการใช้จ่าย และผู้ประกอบการค้าปลีกจำนวนไม่น้อยยังต้องประคองตัวท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนและการแข่งขัน ธนพิริยะ หรือ TNP กลับเลือกเดินเกมเชิงรุกอีกครั้ง ด้วยการประกาศเป้าหมายรายได้ปี 2569 ให้เติบโต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมวางงบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่อีก 8 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความมั่นใจของผู้บริหารต่อแนวโน้มธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นรายหนึ่งที่กำลังพยายามเปลี่ยนความแข็งแรงในระดับจังหวัด ให้กลายเป็นเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาคที่มีน้ำหนักมากขึ้นในตลาดจริง
บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะว่า ผลประกอบการปี 2568 ยังเติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยรายได้จากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 3,090.94 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 212.57 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 2,872.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.54 ล้านบาท จะเห็นว่าแม้อยู่ในบรรยากาศเศรษฐกิจที่ท้าทาย บริษัทก็ยังรักษาทิศทางการเติบโตไว้ได้ทั้งด้านยอดขายและกำไร ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงยืนยันว่ากิจการยังอยู่ในภาวะขาขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นยังมีพื้นที่เติบโตอยู่ หากสามารถขยายสาขาและบริหารสินค้าได้อย่างแม่นยำพอ
รายได้ทะลุ 3,000 ล้านบาทไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าบริษัทผ่านปียากมาได้
ตัวเลขรายได้ 3,090.94 ล้านบาทในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัท เพราะเป็นครั้งแรกที่รายได้ขยับผ่านระดับ 3,000 ล้านบาทอย่างชัดเจนในข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ ขณะเดียวกัน กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็น 212.57 ล้านบาท ยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของรายได้ ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้โตจากการเปิดสาขาอย่างเดียว แต่ยังมีประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้นในภาพรวมด้วย ในบริบทธุรกิจค้าปลีก ตัวเลขลักษณะนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการเร่งเปิดสาขา แต่กำไรที่ขยายตัวตามมามักสะท้อนคุณภาพของการบริหารมากกว่าแค่การเติบโตเชิงปริมาณ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมองย้อนกลับไปจากตัวเลขปี 2567 ที่รายได้อยู่ที่ 2,872.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 185.54 ล้านบาท จะเห็นว่าปี 2568 เป็นปีที่บริษัทสามารถรักษาแรงส่งของธุรกิจไว้ได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่การเติบโตแบบฉาบฉวยเพียงรอบเดียว สำหรับผู้อ่านที่ติดตามธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาค ตัวเลขชุดนี้ชวนให้คิดไม่น้อยว่า ในช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากยังระมัดระวังการจับจ่าย การเติบโตของยอดขายระดับนี้มักสะท้อนว่าบริษัทสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น หรือไม่ก็ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในความถี่ที่มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่แบรนด์ท้องถิ่นจำนวนมากพยายามทำแต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะทำได้สำเร็จ
การเปิดสาขาใหม่ยังเป็นหัวใจของการโต และปี 2569 บริษัทเลือกเร่งเกมต่อ
จากข้อมูลที่เปิดเผยในเดือนมีนาคม 2569 ผู้บริหารบริษัทระบุชัดว่า ปัจจัยสนับสนุนหลักของเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังคงมาจากการเปิดสาขาใหม่เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 8 สาขาในภาคเหนือ ใช้งบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น ข้อความนี้มีความสำคัญเพราะบอกให้เห็นว่า ธนพิริยะยังวาง “การขยายสาขา” เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางไปเน้นเพียงการประคองกำไรหรือรักษาฐานรายได้เดิมเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาว่า ณ ข้อมูลที่ตลาดหลักทรัพย์เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทมีสาขารวม 56 แห่ง แบ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต 55 แห่ง และศูนย์ค้าส่ง 1 แห่ง การเพิ่มอีก 8 สาขาในปีเดียวจึงไม่ใช่การขยับเล็กน้อย แต่เป็นการเร่งจังหวะขยายเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญ หากทำได้ตามแผนจริง จำนวนสาขาจะขยับขึ้นอีกขั้นในเวลาอันสั้น และยิ่งทำให้บริษัทมีน้ำหนักมากขึ้นในตลาดค้าปลีกระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีหลัง
สาขาใหม่ในปี 2568 คือฐานส่งต่อสู่ปี 2569 และสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่เชียงราย
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ระบุว่า ปี 2568 บริษัทเปิดสาขาใหม่ 6 แห่ง ได้แก่ สาขาดอยหลวง สาขาแม่จัน 2 สาขาหนองบัวแดง ในจังหวัดเชียงราย และสาขาเจดีย์แม่ครัว สาขาสันทรายน้อย และสาขาแม่คือ ในจังหวัดเชียงใหม่ การขยายในลักษณะนี้สะท้อนว่าธนพิริยะไม่ได้ยึดโยงอยู่กับฐานเดิมในเชียงรายเพียงจังหวัดเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยับตัวออกไปวางน้ำหนักในจังหวัดเศรษฐกิจใกล้เคียงมากขึ้น โดยเฉพาะเชียงใหม่ซึ่งเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองการศึกษา และสนามแข่งขันสำคัญของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ของบริษัทเองยังเผยแพร่ข้อมูลการเปิด “สาขาแม่นาเรือ” จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุว่าเป็นสาขาที่ 59 ของบริษัท และรับบริการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย รายละเอียดนี้ช่วยยืนยันได้อีกชั้นว่า แผนการขยายสาขาในปี 2569 เริ่มเดินหน้าแล้วจริง และการเติบโตของเครือข่ายร้านไม่ได้อยู่ในรูปแบบการประกาศเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่กำลังลงไปสู่พื้นที่ขายจริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน
ในวันที่ค้าปลีกแข่งขันหนัก ความเร็วและความใกล้ลูกค้าคือเดิมพันสำคัญ
คำให้สัมภาษณ์ของเภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ TNP ที่เผยแพร่ผ่านสื่อธุรกิจ ระบุชัดว่าปี 2569 ยังเป็นปีที่ “ท้าทาย” และบริษัทมองเห็นแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกตอบโจทย์นี้ด้วยการขยายสาขา เดินกลยุทธ์การตลาดที่เร็วขึ้น และใช้การส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล มุมมองนี้มีความสำคัญเพราะชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารไม่ได้ประเมินสถานการณ์อย่างประมาท ตรงกันข้าม บริษัทกำลังยอมรับก่อนว่าปีนี้ไม่ง่าย แล้วจึงตอบโต้ด้วยการเร่งเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้นและไวขึ้นกว่าเดิม
ในเชิงธุรกิจค้าปลีก การขยายสาขาไม่ใช่แค่เรื่องของพื้นที่ขาย แต่คือการแย่ง “ความใกล้” กับลูกค้าในชีวิตประจำวัน ใครอยู่ใกล้กว่า เดินทางสะดวกกว่า และตอบสนองความต้องการได้ตรงกว่า ย่อมมีโอกาสรักษายอดซื้อประจำได้มากกว่า ดังนั้น การที่ TNP ยังเลือกเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 8 แห่งในช่วงที่หลายธุรกิจระวังการลงทุน สะท้อนว่าบริษัทเชื่อมั่นในโมเดลการค้าปลีกที่อาศัยความครอบคลุมของพื้นที่เป็นกลไกสร้างรายได้ และมองว่าความใกล้ชิดกับชุมชนยังเป็นข้อได้เปรียบที่มีค่าในเกมค้าปลีกยุคนี้
ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นยังเดินคู่กับการขยายธุรกิจ
อีกมิติสำหรับนักลงทุน คือแม้บริษัทจะเดินหน้าขยายสาขาและใช้งบลงทุนต่อเนื่อง แต่คณะกรรมการยังมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 รวมในอัตรา 0.105 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.05 บาทต่อหุ้น และคงเหลือจ่ายอีก 0.055 บาทต่อหุ้น วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 12 มีนาคม 2569 และวันจ่ายเงินปันผลคือ 22 พฤษภาคม 2569 หากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามขั้นตอน ข้อมูลนี้ปรากฏชัดบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ และในหน้าสิทธิประโยชน์ของหลักทรัพย์ TNP ด้วย
สำหรับผู้อ่านเชิงเศรษฐกิจ ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงเงินปันผล เพราะสะท้อนว่าบริษัทพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “การตอบแทนผู้ถือหุ้น” ไปพร้อมกัน กล่าวอีกแบบคือ บริษัทไม่ได้เร่งลงทุนจนละทิ้งผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิม และก็ไม่ได้หยุดขยายตัวเพียงเพื่อรักษาเงินสดไว้เฉย ๆ สัดส่วนเงินปันผลที่คณะกรรมการเสนอสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ยังคิดเป็น 41.14 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการตามที่บริษัทแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเงินปันผลของบริษัทเอง
แบรนด์ค้าปลีกท้องถิ่นจากเชียงรายกำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ธนพิริยะกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเติบโต จากเดิมที่เป็นผู้เล่นแข็งแรงในพื้นที่เฉพาะจังหวัด สู่การเป็นเครือข่ายค้าปลีกท้องถิ่นที่มีสเกลมากพอจะถูกจับตาในระดับภูมิภาค ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ระบุว่าบริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่รวมอาหารสด และมีฐานปฏิบัติการหลักอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นั่นหมายความว่าการเติบโตของบริษัทไม่ได้เกิดจากการถือครองเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เกิดจากการค่อย ๆ ขยายฐานจากเมืองรองขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาค
ความสำคัญนี้จึงไม่ได้อยู่ที่บริษัทมีกำไรเพิ่มหรือเปิดสาขาใหม่เท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามว่า ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นจากเชียงรายจะสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้เพียงใด เมื่อสมรภูมิการแข่งขันในภาคเหนือยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกปี เป้าหมายรายได้โต 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 จึงไม่ใช่ตัวเลขสวยงามสำหรับการสื่อสารนักลงทุนอย่างเดียว แต่เป็นคำประกาศว่าบริษัทพร้อมทดสอบศักยภาพตัวเองในตลาดที่ไม่ง่ายอีกต่อไป และจะใช้ปีนี้เป็นเวทีพิสูจน์ว่าร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าใจผู้บริโภคในพื้นที่ยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งเศรษฐกิจและคู่แข่งรายใหญ่
บทสรุปของปีที่ไม่ง่าย แต่ยังเห็นภาพชัดว่าบริษัทเลือกเดินหน้า
หากต้องสรุปความหมายของความเคลื่อนไหวครั้งนี้ในประโยคเดียว คงต้องบอกว่า TNP กำลังเลือก “เดินหน้า” มากกว่า “ตั้งรับ” ในปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังลังเล รายได้ปี 2568 ที่ทะลุ 3,000 ล้านบาท กำไรสุทธิที่ขยายตัวต่อเนื่อง สาขารวม 56 แห่ง และแผนเปิดอีก 8 แห่งด้วยงบประมาณ 130 ล้านบาท เป็นสัญญาณว่าผู้บริหารมองเห็นโอกาสมากพอจะเร่งเครื่องต่อ พร้อมกันนั้น การเสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.105 บาทต่อหุ้นก็ช่วยยืนยันว่าบริษัทต้องการส่งสารถึงผู้ถือหุ้นว่า การเติบโตครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้กรอบการเงินที่มีวินัยและการตอบแทนที่ต่อเนื่อง
สำหรับภาคเหนือ เศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยว่า แบรนด์จากภูมิภาคยังคงมีบทบาท และยังสามารถสร้างเรื่องราวการเติบโตของตนเองได้ หากมีกลยุทธ์ที่ชัด พื้นที่ที่แม่นยำ และความเข้าใจผู้บริโภคที่ลึกพอ ในวันที่กำลังซื้อยังไม่เต็มที่และการแข่งขันยังไม่ผ่อนแรง ธนพิริยะจึงกำลังเดิมพันครั้งใหม่บนคำถามสำคัญข้อเดิมว่า ความใกล้ชุมชน ความเร็วในการขยายตัว และความสามารถในการรักษากำไร จะพาบริษัทไปได้ไกลแค่ไหนในปี 2569 และหลังจากนั้น
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :