เชียงรายเดินหน้าโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 ดันมาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชน หวังลดความสูญเสียเชิงระบบ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเครือข่ายภาครัฐ นักวิชาการ เยาวชน และภาคีในพื้นที่ กลายเป็นอีกสัญญาณว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นครั้งคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. จังหวัดเชียงรายเปิดโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน Road Safety Leader 50 by 30 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกาศจุดยืนสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน เน้นการสวมหมวกนิรภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และการใช้ความเร็วที่ปลอดภัยไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนและพื้นที่เปราะบางอย่างโรงเรียน ตลาด และเขตมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับทิศทางสากลภายใต้ทศวรรษแห่งการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนน 2021 ถึง 2030 ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสาธารณะสำคัญ โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 1.19 ล้านคนต่อปี

จุดตั้งต้นของเชียงรายเมื่ออุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น

สารตั้งต้นที่ทำให้โครงการในเชียงรายได้รับความสนใจ ไม่ได้มาจากการมองตัวเลขอุบัติเหตุเพียงมิติเดียว แต่เกิดจากการอ่านแนวโน้มที่ซับซ้อนยิ่งกว่า คือในหลายช่วงเวลา จำนวนครั้งของอุบัติเหตุอาจลดลงได้จากการรณรงค์และการตั้งด่าน แต่ความรุนแรงต่อครั้งกลับสูงขึ้นจนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตไม่ลดลงตามคาด

ข้อมูลสรุปจากการเฝ้าระวังอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนรายงานไว้ สะท้อนว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 2,467 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 436 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตัวเลขดังกล่าวถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายว่า การลดอุบัติเหตุให้ได้มากขึ้นอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถลดความรุนแรง ณ วินาทีปะทะได้

ในมุมของผู้กำหนดทิศทางงานความปลอดภัยทางถนนของเชียงราย โจทย์สำคัญจึงขยับจากการทำให้คนระมัดระวังในช่วงเทศกาล ไปสู่การสร้างวินัยและสภาพแวดล้อมที่ลดแรงปะทะตลอดทั้งปี และนี่คือเหตุผลที่มาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชนถูกยกขึ้นเป็นแกนของโครงการ

ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเส้นแบ่งของชีวิต

บนเวทีเปิดโครงการ รศ.ดร.นาวิน พรมใจสา ประธานเครือข่ายรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน ย้ำว่าแนวคิด Safe Speed ในพื้นที่ชุมชนคือหัวใจที่ทำให้ระบบถนน “ยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์” ได้มากขึ้น เพราะเมื่อความเร็วสูงขึ้น ระยะเบรกยาวขึ้น และแรงปะทะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ใช้ถนนกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางสากลด้าน Safe System ซึ่งเน้นการจัดการความเร็วให้สอดรับกับความสามารถในการรับแรงกระแทกของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะบนถนนที่มีคนเดินเท้าและผู้ใช้ถนนเปราะบาง

เชียงรายจึงเลือก “ช้าลงเพื่อรอด” เป็นแกนสื่อสารที่จับต้องได้ และผูกเข้ากับพฤติกรรมที่ทำได้ทันที คือชุมชนและสถานศึกษากำหนดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคู่การสวมหมวกนิรภัยแบบจริงจัง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเสี่ยงหลักของประเทศ และสะเทือนถึงท้องถิ่น

แม้โครงการจะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย แต่ประเด็นรถจักรยานยนต์เป็นภาพใหญ่ระดับประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในประเทศไทย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งหมายความว่า “ความเสี่ยง” ถูกกระจายอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักหรือช่วงเดินทางไกล

รายงานและบทวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยและการใช้ความเร็วสูง

เมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ นโยบายท้องถิ่นที่มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงเป็นการวางกำลังคนในจุดที่สำคัญที่สุด คือจุดที่คนตัดสินใจว่าจะสวมหมวกหรือไม่ จะบิดคันเร่งแค่ไหน และจะเคารพสิทธิคนเดินเท้าหรือไม่

เชียงรายเลือกสร้างผู้นำมากกว่าสร้างกิจกรรม เพราะเป้าหมายคือวัฒนธรรม 365 วัน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุในพิธีเปิดว่า อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน โครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 จึงถูกวางให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ มุ่งสร้างต้นแบบในระดับพื้นที่ให้เห็นจริง ทำจริง และส่งต่อได้จริง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ

สาระสำคัญของโครงการในเชิงการสื่อสารสาธารณะ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยกู้ชีพ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นวัฒนธรรมร่วม” ซึ่งต้องมีผู้นำทางสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ นักศึกษา อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคีในพื้นที่

ในทางปฏิบัติ การยกระดับความปลอดภัยให้ยั่งยืนมักต้องทำพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่การสื่อสารความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย การกำหนดกติกาชุมชน การทำให้การสวมหมวกเป็นบรรทัดฐาน ไปจนถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมให้ชะลอความเร็วโดยธรรมชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่สม่ำเสมอ

บทเรียนระดับประเทศชี้ว่าเพียงตั้งด่านไม่พอ หากไม่ลดแรงปะทะ

เหตุผลที่แนวคิด Safe Speed ถูกชูขึ้นอย่างจริงจัง สะท้อนจากบทเรียนช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ที่สถิติสะสมชี้ว่าความสูญเสียยังสูง แม้จำนวนอุบัติเหตุรวมจะไม่ใช่ตัวเลขสูงที่สุดในทุกปีเสมอไป แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ และก่อภาระต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงเศรษฐกิจครัวเรือนในระยะยาว

ข้อมูลระดับโลกขององค์การอนามัยโลกย้ำว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ฉับพลัน แต่เป็นภาระต่อระบบสุขภาพและความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้สูญเสียจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว

เมื่อแปลโจทย์กลับมายังเชียงราย การคุมความเร็วในเขตชุมชนจึงไม่ใช่เรื่อง “ทำให้รถวิ่งช้า” เท่านั้น แต่คือการตัดวงจรความสูญเสียตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เป็นการลดแรงปะทะให้เหลือระดับที่มนุษย์มีโอกาสรอด และลดโอกาสที่อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งบ้าน

จุดเปลี่ยนที่ประชาชนสัมผัสได้จริง คือทำให้กติกาใหม่เป็นเรื่องปกติ

ในภาพรวม โครงการ Road Safety Leader 50 by 30 จะเดินหน้าได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “กติกาใหม่” ไม่ใช่ภาระเพิ่ม แต่เป็นความคุ้มครองชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ คนเดินเท้า และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของพื้นที่

สิ่งที่ทำได้ทันทีในระดับครัวเรือนและชุมชนมีไม่กี่อย่าง แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

เริ่มจากการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งแม้ระยะทางสั้น เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดในถนนใกล้บ้านและถนนชุมชน

ลดความเร็วให้เหลือระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน ตลาด และทางแยกที่มีคนข้ามถนน

ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ปล่อยให้คนในบ้านดื่มแล้วขับ เพราะการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจแลกด้วยชีวิต

ชุมชนร่วมกันกำหนดพื้นที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และช่วยกันสอดส่องอย่างเป็นมิตรควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำมากพอ สิ่งที่เปลี่ยนจะไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือวัฒนธรรมถนนที่ปลอดภัยขึ้นในระยะยาว

เชียงรายกับเป้าหมาย 2573 งานยากแต่จำเป็น และวัดผลได้จากชีวิตที่ไม่หายไป

เป้าหมาย 50 by 30 ฟังดูเป็นภาษานโยบาย แต่ในความเป็นจริงคือคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่ออกจากบ้านในตอนเช้า ได้กลับถึงบ้านในตอนเย็นมากขึ้นเท่าเดิมทุกวัน

เชียงรายเลือกเริ่มจากการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะการลดความสูญเสียไม่สามารถอาศัยความเข้มข้นเพียงช่วงเทศกาลได้อีกต่อไป หากต้องเป็นงานตลอดปี และต้องฝังอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ถนน

ในวันที่สังคมเริ่มรับรู้ว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ดวง แต่เป็นผลของความเร็ว วินัย และการออกแบบระบบ การเริ่มต้นของเชียงรายในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าพิธีเปิด แต่คือการส่งสัญญาณว่า จังหวัดพร้อมขยับจากการแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบ และวัดผลด้วยตัวชี้วัดสำคัญที่สุด คือจำนวนชีวิตที่ลดการสูญเสียลงจริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สรุปอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่าง 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 อุบัติเหตุ 2,467 ครั้ง เสียชีวิต 436 ราย อ้างอิงรายงานข่าวที่ถอดจากการสรุปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • Global Plan ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสหประชาชาติ
  • โครงสร้างระบบข้อมูลความปลอดภัยทางถนนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME