เชียงรายยกระดับห้ามเผา 86 วัน เริ่ม 14 กุมภาพันธ์ รับมือฝุ่น PM2.5 ชูอากาศสะอาดเป็นทุนสุขภาพและท่องเที่ยว

เชียงราย, 9 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ห้องปฏิบัติงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมดูเหมือนเป็นกิจวัตรของฝ่ายปกครองในฤดูแล้ง แต่ประโยคที่ถูกย้ำซ้ำในที่ประชุมกลับสะท้อนเดิมพันที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟและควัน เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังต่อรองอยู่คือ “ลมหายใจ” ของผู้คนในเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดน ที่ต้องอยู่กับหมอกควันทุกปี และต้องเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจในช่วงที่อากาศปิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรการเข้มงวดงดเผาในที่โล่งรับมือฝุ่นละออง PM2.5 ปี 2569 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

หัวใจของมาตรการปีนี้อยู่ที่การ “ยกระดับ” จากขอความร่วมมือไปสู่คำสั่งเข้ม โดยจังหวัดแบ่งช่วงดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ เป็นช่วงขอความร่วมมือให้บริหารจัดการเชื้อเพลิง ไถกลบ ทำปุ๋ย และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง ระยะที่สองเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน ที่กำหนดห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษตามกฎหมาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำในที่ประชุมว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อให้เชียงรายมีอากาศที่ปลอดภัยต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ท่องเที่ยวและรายได้ชุมชน ข้อความเชิญชวนที่ระบุในเอกสารแนบยังสะท้อนเจตนารมณ์ทางสังคมว่า “สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทางเพื่อสร้างคุณภาพอากาศที่ดีให้กับลูกหลานคนเชียงราย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวจังหวัดเชียงรายด้วย”

เป้าหมายลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน

มาตรการห้ามเผาไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อ “ความเรียบร้อย” ทางปกครองเท่านั้น แต่มีตัวชี้วัดที่จังหวัดประกาศเป็นเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ชัดเจน โดยตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

คำว่า “เกินมาตรฐาน” ในเชิงวิชาการสาธารณสุขอ้างอิงเกณฑ์ค่าฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทย ซึ่งประกาศและเผยแพร่โดยกรมควบคุมมลพิษ โดยมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงถูกปรับเป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การประกาศเป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจึงมีความหมายตรงกับการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงทำให้ “ตัวเลขสวย”

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ความยากของเชียงรายไม่ได้อยู่แค่การหยุดเผาในจังหวัด แต่อยู่ที่การทำให้มาตรการ “เกิดผลจริง” ภายใต้ภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา และอิทธิพลหมอกควันข้ามแดนที่จังหวัดควบคุมได้จำกัด

บทเรียนปี 2568 จุดความร้อนลดมาก แต่ไฟไหม้จริงลดน้อย

เอกสารแนบได้ยก “รายงานการวิเคราะห์พลวัตจุดความร้อนและการจัดการวิกฤตหมอกควัน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2568” เป็นฐานบทเรียนสำคัญที่ทำให้ปี 2569 ต้องยกระดับมาตรการ จุดที่ถูกชูเป็นสาระหลักคือความย้อนแย้งระหว่างจำนวนจุดความร้อนกับพื้นที่เผาไหม้จริง

รายงานระบุว่าในช่วงฤดูไฟป่า 1 กุมภาพันธ์ ถึง 8 พฤษภาคม ปี 2568 จังหวัดเชียงรายลดจุดความร้อนสะสมจาก 3,885 จุดในปี 2567 เหลือ 611 จุดในปี 2568 ลดลงร้อยละ 84.3 แต่พื้นที่เผาไหม้จริงลดลงเพียงร้อยละ 16.33 จาก 62,521 ไร่ เหลือ 52,311 ไร่ ตามข้อมูลในเอกสารแนบ ซึ่งสะท้อนว่าความถี่ของการจุดไฟอาจลดลง แต่การลุกลามต่อครั้งรุนแรงขึ้น

หากแปลความเป็นภาษานโยบาย นี่คือคำเตือนว่า การใช้จำนวนจุดความร้อนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงตัวเดียวอาจไม่พอ เพราะไฟที่เริ่มจากจุดเล็กอาจขยายเป็นวงกว้างก่อนถูกตรวจพบหรือเข้าถึงพื้นที่ดับไฟได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูง ป่าลึก และแนวรอยต่อเกษตรที่เข้าถึงยาก

ดาวเทียมและข้อมูลจุดความร้อน เครื่องมือที่ทำให้การสั่งการเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

การติดตามจุดความร้อนของไทยมีฐานข้อมูลดาวเทียมที่หน่วยงานรัฐใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดย GISTDA ให้บริการข้อมูลจุดความร้อนจากระบบตรวจวัดหลายแหล่ง รวมถึง VIIRS ที่มีความละเอียดระดับประมาณ 375 เมตร ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายเพื่อการเฝ้าระวังและวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เอกสารวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตรยังอธิบายการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบตรวจจับความร้อนเพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่เกษตรและการเฝ้าระวังการเผา

แต่บทเรียนจากตัวเลขปี 2568 ก็บอกอีกด้านว่า ต่อให้ตรวจพบไวขึ้น หาก “เข้าถึงพื้นที่ช้า” หรือมีเชื้อเพลิงสะสมมาก ไฟเพียงครั้งเดียวก็อาจสร้างพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากได้ จึงทำให้ปี 2569 ต้องเน้นทั้งการห้ามเผาและการจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไถกลบ ทำปุ๋ย การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการกำกับขยะและวัชพืชไม่ให้กลายเป็นเชื้อไฟ

ฝุ่นข้ามแดน และเมืองในแอ่ง ลมหายใจที่ไม่ได้ขึ้นกับการเผาในจังหวัดอย่างเดียว

แม้เชียงรายจะควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่เอกสารแนบย้ำชัดว่าฝุ่นควันข้ามแดนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน เมืองชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่อื่น

ขณะเดียวกัน “รูปทรงภูมิประเทศ” ทำให้มลพิษสะสมง่าย ในช่วงฤดูแล้งภาคเหนือมักเกิดอุณหภูมิผกผัน ทำให้มวลอากาศอุ่นปิดทับอากาศเย็นด้านล่าง เปรียบเหมือนฝาชีครอบที่กักฝุ่นไว้ใกล้พื้นดิน เมื่อควันจากการเผาในพื้นที่รวมกับหมอกควันข้ามแดน จึงทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นได้แม้จำนวนจุดความร้อนจะไม่สูงมากนัก นี่คือเหตุผลที่มาตรการปี 2569 ไม่ได้สื่อสารแค่เรื่อง “ห้ามเผา” แต่พยายามโยงไปสู่ “ความห่วงใยสุขภาพ” และ “รายได้ท่องเที่ยว” เพื่อทำให้การร่วมมือเกิดขึ้นจริงในระดับครัวเรือน

สุขภาพประชาชนเป็นตัวตั้ง ห้องปลอดฝุ่นและการป้องกันเชิงรุก

มาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอีกเสาหลักที่ช่วยลดความเสี่ยงเฉียบพลันในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยข้อมูลระบุว่าจังหวัดมีห้องปลอดฝุ่นกระจายตามหน่วยบริการและพื้นที่สาธารณะ รวม 903 แห่ง ขณะที่กรมอนามัยเผยแพร่แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นอย่างเป็นระบบ เช่น การปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ลดช่องรั่ว ทำความสะอาดแบบเช็ดถู และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อฝุ่นเพิ่ม

เมื่อวางสองส่วนนี้คู่กัน ภาพของเชียงรายจึงไม่ใช่จังหวัดที่ “ประกาศห้าม” แล้วจบ แต่เป็นจังหวัดที่พยายามสร้างเกราะป้องกันให้คนอยู่ได้ในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกันก็กดปุ่มเข้มเพื่อกดต้นเหตุที่มักกลับมาซ้ำในฤดูแล้ง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของเมือง การต่อสู้ที่วัดผลในสายตาคนนอกพื้นที่

สำหรับเชียงราย คุณภาพอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ภาพลักษณ์เมือง” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว และส่งต่อไปถึงรายได้ของร้านค้า โฮมสเตย์ คนทำทัวร์ และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในหลายอำเภอ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสื่อสารด้วยภาษาที่จับต้องได้ วาเลนไทน์ปีนี้ การส่งต่อความรักไม่ใช่ดอกไม้หรือของขวัญ แต่เป็นการลดควัน ลดเผา เพื่อให้คนในบ้านและคนที่มาเยือนหายใจได้สะดวกขึ้น หากมาตรการ 86 วันทำให้ท้องฟ้ากลับมาใสจริง เมืองจะได้ประโยชน์พร้อมกันทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ หากทำไม่สำเร็จ ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่ก่อนเสมอ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

จุดท้าทายที่ต้องจับตา การบังคับใช้กฎหมายและทางเลือกของเกษตรกร

แกนท้าทายของการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดคือการทำให้คน “มีทางเลือก” มากพอจะปฏิบัติตาม เพราะในพื้นที่เกษตร การเผามักถูกมองว่าเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่เร็วและต้นทุนต่ำ มาตรการปี 2569 จึงพยายามผลักทางเลือก เช่น ไถกลบ การทำปุ๋ย และการจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสม

อีกด้านหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และทำควบคู่กับการสื่อสารเชิงเข้าใจ เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และการดำเนินมาตรการเชิงรุกตามที่เอกสารแนบระบุ จึงเป็นส่วนที่จะชี้ว่าเชียงรายจะ “คุมเกม” ได้จริงแค่ไหนในช่วงวิกฤต 86 วัน

บทสรุปจากสนามจริง อากาศสะอาดคือความปลอดภัยที่ต้องสร้างร่วมกัน

ภาพรวมมาตรการปี 2569 ของเชียงรายจึงเป็นการยกระดับจากบทเรียนปี 2568 ที่ชี้ว่า ลดจุดความร้อนได้มากไม่เท่ากับลดความเสียหายได้มากเสมอ ปีนี้จังหวัดเลือกเดินเกมเข้มด้วยการห้ามเผาทุกชนิดตลอด 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน และพยายามประคองผลกระทบด้วยการสื่อสาร การจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก และการดูแลสุขภาพผ่านแนวคิดห้องปลอดฝุ่น

ทางสถิติ แต่คือการทำให้ “วันธรรมดา” ของคนเชียงรายกลับมาหายใจได้เต็มปอด และทำให้เมืองที่อยู่ท่ามกลางภูเขาและพรมแดนมีความเชื่อมั่นพอจะต้อนรับผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องลุ้นว่าท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเทาเมื่อไร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน ข้อมูลระบบและฐานข้อมูลจุดความร้อน
  • กรมส่งเสริมการเกษตร เอกสารวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลดาวเทียมและการติดตามจุดความร้อนในบริบทภาคเกษตร
  • กรมอนามัย แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นเพื่อรับมือฝุ่น PM2.5
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME