

เชียงรายเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” พร้อมกัน 18 อำเภอ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน
ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าจากห้างชั้นนำจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุด 58%
จัดกิจกรรมทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง
มีมาตรการ “Back to School” ลดราคาชุดและอุปกรณ์นักเรียนสูงสุดถึง 86%
เปิดรับสมัครรถพุ่มพวงออนไลน์เพื่อกระจายสินค้าเข้าถึงชุมชนห่างไกลอย่างทั่วถึง
เชียงราย, 1 พฤษภาคม 2569 — เมื่อราคาสินค้าขยับสูงขึ้นทุกวัน และรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงนิ่ง คำถามที่ประชาชนทั่วประเทศตั้งมานานคือ รัฐบาลจะทำอะไรได้จริงบ้าง คำตอบที่เชียงรายเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในวันนี้คือขบวนรถพุ่มพวงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขับนำหน้า พร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดจากห้างค้าปลีกชั้นนำมากกว่า 5 แห่ง กระจายไปพร้อมกันทั้ง 18 อำเภอในคราวเดียว
จุดเริ่มต้น ก่อนลงมือจริง
ก่อนที่กิจกรรมครั้งนี้จะเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบทที่เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งมือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลก ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงย่อมได้รับแรงกระแทกโดยตรง ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันกำลังซื้อของประชาชนฐานรากทั่วประเทศ
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและภาคเอกชน ออกแบบโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่ไม่ใช่แค่การลดราคาชั่วคราว แต่คือกลไกที่ทำให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงมือประชาชนในระดับฐานรากได้จริง
โครงการนี้เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการในระยะแรกมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ก่อนที่จะมาถึงช่วง Kick-off พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ สะท้อนสัญลักษณ์ชัดเจนว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ใช้แรงงานและครอบครัวรายได้น้อยเป็นหลัก
เชียงแสนจุดศูนย์กลาง ผู้ว่าฯ นำทีมเปิดงานด้วยตัวเอง
ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เวลา 13.30 น. ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาตั้งแต่เช้า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชนจากหลายพื้นที่
สิ่งที่ทำให้วันนี้แตกต่างจากพิธีเปิดทั่วไปคือ นายชูชีพไม่ได้เพียงตัดริบบิ้น แต่ยังขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าราคาประหยัดออกไปยังชุมชนโดยรอบด้วยตัวเอง ภาพที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในชุดสุภาพนั่งหลังพวงมาลัยรถตลาดเคลื่อนที่ สื่อสารชัดเจนว่าโครงการนี้ต้องการความจริงจัง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งใช้สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาวเป็นสถานที่จัด นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 09.30 น. ส่วนอีก 17 อำเภอที่เหลือก็เปิดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทำให้เชียงรายกลายเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันครบทุกอำเภอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จด้านการประสานงานที่ไม่ใช่เรื่องง่าย
18 อำเภอ ห้างยักษ์ใหญ่ 5 แบรนด์ ส่วนลดสูงสุดถึง 58%
หัวใจของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายอยู่ที่การนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่มาวางจำหน่ายถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนในทุกระดับเข้าถึงได้และรู้สึกเป็นกันเอง
ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในเชียงราย ประกอบด้วย Lotus’s ซึ่งครอบคลุมมากที่สุดถึง 14 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ เทิง เวียงเชียงรุ้ง เวียงแก่น เวียงป่าเป้า แม่สรวย พญาเม็งราย พาน แม่จัน แม่ลาว เวียงชาย แม่สาย และขุนตาล นอกจากนั้นยังมี TNP หรือธนพิริยะ ซึ่งให้บริการในอำเภอเชียงแสน ป่าแดด ดอยหลวง และแม่ฟ้าหลวง ส่วน Tops ดูแลพื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายในวันแรก ขณะที่ Big C และ Makro เสริมทัพในอำเภอแม่จัน แม่ลาว เวียงชาย และแม่สาย
ระดับส่วนลดที่ประชาชนได้รับอยู่ที่ 25-58% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาซักผ้า และสินค้าในชีวิตประจำวันอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าฝ้ายกระเหรี่ยง ผ้าปักอาข่า ผักปลอดภัย ตะกร้าสาน กาแฟ และสินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนแทนที่จะไหลออกไปยังห้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
รถพุ่มพวง ตลาดเคลื่อนที่สำหรับชุมชนห่างไกล
หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้คือแนวคิดของ “รถพุ่มพวง” หรือตลาดเคลื่อนที่ที่ขนสินค้าราคาประหยัดเข้าถึงชุมชนที่ไม่มีร้านธงฟ้าหรือห้างค้าปลีกในรัศมีใกล้เคียง
ตามที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับไว้ว่า แต่ละอำเภอต้องคัดเลือกสินค้า “ของดีมีแวว” ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นสินค้าติดตลาด โดยส่วนกลางจะสนับสนุนสินค้าเด่น (Top Hits) เพื่อผลักดันเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและขยายตลาดในอนาคต ซึ่งนับเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ mobilemarket.bora.dopa.go.th และยืนยันตัวตนที่อำเภอหรือผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันและสินค้าราคาถูกสำหรับนำออกจำหน่าย
ทั่วประเทศ 710 อำเภอ ตัวเลขที่บอกว่าจริงจัง
เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการในระดับประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ระบุว่าประเทศไทยมีอำเภอทั้งหมด 878 อำเภอ และในขณะนั้นมีจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” แล้วถึง 710 อำเภอใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ ไม่รวมกรุงเทพมหานคร โดยอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอที่เหลือ
ในส่วนของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้าร่วมระดับประเทศ Lotus’s ครอบคลุมมากที่สุดถึง 601 อำเภอ ตามด้วย Big C จำนวน 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ และ Go Wholesale อีก 5 อำเภอ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่โฆษณาหรือพิธีเปิด แต่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเป็นระบบ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ชี้แจงถึงกรอบการดำเนินงานว่าโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ระยะแรกคือการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่และเปิดจุดจำหน่ายที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ พร้อมกับรุกตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม GrabMart, Lineman, TikTok, Shopee และ Lazada ส่วนระยะที่สองจะผลักดันสินค้า SMEs ที่มีศักยภาพจำนวน 2,000 รายขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ และยกเว้นค่า GP สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมในเดือนพฤษภาคมนี้
ไทยช่วยไทย พลัส ต่อยอดถึงเปิดเทอม ลดสูงสุด 86%
โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในเดือนพฤษภาคมยังมีมิติที่ขยายออกไปครอบคลุมกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกลืมในมาตรการช่วยเหลือทั่วไป นั่นคือผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายสูงสุดของปีในช่วงเปิดภาคเรียน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์จึงจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส Back to School 2026” ขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 49 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ และให้ส่วนลดสูงสุดถึง 86% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าโครงการหลักอย่างชัดเจน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาทตลอดช่วงระยะเวลา 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569
สินค้าที่เข้าร่วมครอบคลุมหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall B2S และ OfficeMate รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจาก F&N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ขณะที่กลุ่มบริการก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และ AIS ที่มอบบริการ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ที่มีความจำเป็นและขาดแคลนเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มคิดถึงการส่งสินค้าไปหาประชาชน แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาหาสินค้า
เปรียบเทียบกับโครงการก่อนหน้า สิ่งที่ต่างออกไปคืออะไร
หากย้อนดูโครงการลดค่าครองชีพที่ผ่านมาในไทย ส่วนใหญ่มักจัดในห้างใหญ่หรือสวนสาธารณะ ซึ่งประชาชนในชุมชนชนบทหรือผู้สูงอายุที่ไม่มีพาหนะยังคงเข้าไม่ถึง แต่โครงการ “ไทยช่วยไทย” เลือกใช้ที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นฐานกระจายสินค้า ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงได้อย่างตรงจุดกว่าที่เคย
การเพิ่มรถพุ่มพวงและช่องทางออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนเสริมก็ช่วยอุดช่องว่างในส่วนที่ที่ว่าการอำเภอยังเข้าถึงไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างดอยหลวง แม่ฟ้าหลวง หรือพื้นที่ชายแดนของเชียงรายที่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรค
กรณีที่ใกล้เคียงในต่างประเทศที่น่านำมาเปรียบเทียบคือโครงการ “Market Basket” ของสหรัฐอเมริกาในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2565-2566 ที่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งจัดรถตลาดเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนรายได้ต่ำ ซึ่งผลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สอดคล้องกับแนวทางที่ไทยกำลังทดลองทำอยู่ขณะนี้
ตลอดพฤษภาคม ทุกวันศุกร์ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากงานจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วไปคือความต่อเนื่อง กิจกรรมในเชียงรายไม่ได้จบในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่จะดำเนินต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ได้แก่ วันที่ 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งทั่วจังหวัด ซึ่งหมายความว่าแม้ประชาชนที่พลาดงานในวันแรกยังมีโอกาสเข้าร่วมอีกถึง 4 ครั้ง
นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิด ณ อำเภอเชียงแสน ยืนยันว่าเทศบาลฯ พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
มุมมองจากฐานราก สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอก
ในวันที่อากาศเชียงรายยังเย็นสบายตามฤดูกาล ผู้คนจากหลายหมู่บ้านต่างพากันเดินทางมาที่ว่าการอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่ บ้างขับรถมาเอง บ้างโดยสารรถสองแถว บ้างนั่งท้ายปิ๊กอัพมากับเพื่อนบ้าน สิ่งที่พวกเขามองหาไม่ใช่ส่วนลดที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่คือสินค้าที่จำเป็นในราคาที่รู้สึกได้ว่าช่วยลดภาระได้จริง
สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึงสองหมื่นบาท การประหยัดจากน้ำมันพืช ข้าวสาร และของใช้ในบ้านได้เพียงหลักร้อยบาทต่อครั้ง คูณด้วย 5 ครั้งตลอดเดือนพฤษภาคม อาจหมายถึงค่าเดินทางที่ประหยัดได้ หรือค่าเทอมที่ไม่ต้องกู้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของโครงการในระดับที่ตัวเลขนโยบายไม่ได้สะท้อนออกมาให้เห็น
ก้าวแรกที่ยังต้องพิสูจน์ต่อ
โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายวันนี้ถือเป็นก้าวแรกที่มีทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในแง่การกระจายตัวครอบคลุมทุกอำเภอ การดึงห้างค้าปลีกชั้นนำเข้าร่วม และการเพิ่มมิติออนไลน์และรถพุ่มพวงเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะวัดได้จากว่าโครงการนี้จะยั่งยืนได้แค่ไหนเมื่อพ้นเดือนพฤษภาคมไป และสินค้า SMEs ที่ถูกผลักดันในระยะที่สองจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในตลาดได้จริงหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในระยะต่อไป
สำหรับประชาชนชาวเชียงรายที่ยังไม่ได้ร่วมงาน ยังมีเวลาอีก 4 วันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งในจังหวัด และสำหรับผู้ที่ต้องการช้อปออนไลน์สามารถหาสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ผ่าน Shopee, Lazada, GrabMart, Lineman และ TikTok ซึ่งรวมสินค้าไว้ภายใต้ไอคอน “ไทยช่วยไทย” โดยเฉพาะ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :