

เชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่าปี 69 รวม 36.42 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่
งบส่วนใหญ่ (27.2 ล้าน) อยู่ที่กรมอุทยานฯ เน้นงานแนวกันไฟและเพิ่มประสิทธิภาพลาดตระเวน
แม้เชียงรายคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดี แต่ค่าฝุ่นยังพุ่งสีแดงเพราะหมอกควันข้ามแดน
GISTDA พบจุดความร้อนเพื่อนบ้าน (เมียนมา-ลาว) รวมเกือบ 3 แสนจุด กดดันอากาศในไทย
งบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบ แต่โจทย์จริงคือการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือข้ามประเทศ
เชียงราย,19 เมษายน 2569 – ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดที่พยายามคุมไฟอย่างเข้มข้นจึงยังต้องเผชิญค่าฝุ่นระดับน่าห่วง ข้อมูลด้านงบประมาณที่ถูกเปิดเผยออกมาจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการคลัง เพราะมันช่วยให้เห็นว่ารัฐมองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับใด และวางหมุดยุทธศาสตร์ให้จังหวัดนี้อยู่ตรงไหนในสมการจัดการไฟป่าของภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่ารวม 36,424,500 บาท จาก 3 หน่วยหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับงบสูงสุดของภูมิภาค รองจากเชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มที่รัฐให้น้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการวิกฤตหมอกควันและ PM2.5 ปีนี้
ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแยกย่อยลงไป จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ของรัฐชัดขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เชียงราย 550,000 บาท สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดงบรวม 27,263,600 บาท แบ่งเป็นงานควบคุมไฟป่า 11,629,600 บาท งานควบคุมไฟป่าในส่วนของแนวกันไฟ 9,838,400 บาท และงบเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอีก 5,795,600 บาท ส่วนกรมป่าไม้จัดงบ 8,610,900 บาท สำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในพื้นที่จังหวัด งบเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายถูกมองไม่ใช่แค่พื้นที่ดับไฟเฉพาะหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องทำทั้งแนวกันไฟ กำลังภาคสนาม และงานเสริมศักยภาพควบคู่กัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง งบ 36.42 ล้านบาทก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่า มากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเชียงรายที่ไม่ได้เผชิญไฟป่าแบบจังหวัดทั่วไป เชียงรายมีทั้งภูเขาสูง พื้นที่ป่ากว้าง ชุมชนที่อยู่ชิดป่า เขตชายแดน และผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน การใช้งบลักษณะนี้จึงไม่อาจถูกอ่านแบบเส้นตรงว่า ยิ่งได้เงินมากยิ่งแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะในความเป็นจริงงบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบทำงาน แต่ไม่สามารถลบข้อจำกัดทางภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกระแสลมที่พัดเอาควันจากนอกจังหวัดเข้ามาได้ด้วยตัวเอง
ภาพรวม 17 จังหวัดภาคเหนือสะท้อนว่ารัฐยังเทน้ำหนักไปที่พื้นที่วิกฤต
หากขยับจากเชียงรายออกไปดูภาพทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2569 ของภาคเหนือยังยึดหลัก “กระจุกทรัพยากรในพื้นที่วิกฤต” อย่างชัดเจน The Active และ Rocket Media Lab สรุปตรงกันว่า งบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือจาก 3 หน่วยงานรวมกันอยู่ที่ 351,469,200 บาท แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเกือบสามในสี่ของงบทั้งก้อนยังไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ เป็นหลัก สะท้อนว่าน้ำหนักนโยบายปีนี้เทไปที่การควบคุมไฟในเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเด่นชัด
เชียงใหม่ได้รับงบสูงสุด 73,418,000 บาท ตามมาด้วยเชียงราย 36,424,500 บาท จากนั้นเป็นน่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนตามลำดับ ภาพนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาเชิงภาพลักษณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขณะที่เชียงรายแม้ไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดตลอดเวลา แต่ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของปัญหาหลายชั้น ทั้งไฟในพื้นที่ของตนเองและฝุ่นที่พัดข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง งบที่สูงจึงไม่ใช่เพียงรางวัลของพื้นที่วิกฤต แต่เป็นการประเมินว่าจังหวัดต้องมีขีดความสามารถป้องกัน รับมือ และเฝ้าระวังสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป
เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงสร้างงบแบบนี้มีเหตุผลในตัวเอง เพราะรัฐมักต้องเลือกใช้เงินในจุดที่คาดว่าจะลดความเสียหายได้มากที่สุดก่อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า งบที่วางบนโครงสร้างส่วนกลางเช่นนี้ส่งพลังลงถึงท้องถิ่นจริงมากน้อยเพียงใด และยืดหยุ่นพอให้ตอบสนองสถานการณ์หน้างานได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะไฟป่าเป็นภัยที่เปลี่ยนรูปเร็วมาก บางวันต้องใช้เครื่องมือ บางวันต้องใช้กำลังคน บางวันต้องใช้การข่าว บางวันต้องใช้แนวกันไฟ บางวันต้องใช้โดรนและข้อมูลดาวเทียม หากระบบงบยังแข็งตัวเกินไป ต่อให้วงเงินดูสูง ผลลัพธ์จริงก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพได้เช่นกัน


เชียงรายไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุด แต่กลับได้งบสูงเป็นอันดับสอง
ประเด็นที่ชวนคิดมากที่สุดของกรณีเชียงราย คือจังหวัดนี้ไม่ได้เป็นแชมป์พื้นที่เผาไหม้ของภาคเหนือในทุกตัวชี้วัด แต่กลับได้รับงบสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาค ข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล GISTDA ระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของเชียงรายอยู่ที่ 13,302 ไร่ และเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวที่พื้นที่เผาในป่าลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึงปี 2568 ในขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นหมดในปีล่าสุด ตรงนี้หมายความว่า หากมองเฉพาะผลลัพธ์พื้นที่เผาไหม้ เชียงรายไม่ได้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดของภาคเหนือด้วยซ้ำ
ยิ่งเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ตาก หรือแม่ฮ่องสอน จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดขึ้น เชียงใหม่มีพื้นที่เผาในป่าปี 2568 อยู่ที่ 637,886 ไร่ แม่ฮ่องสอน 1,110,340 ไร่ และตาก 1,195,419 ไร่ ขณะที่เชียงรายอยู่เพียง 13,302 ไร่ ตัวเลขนี้ทำให้การได้รับงบสูงอันดับสองของเชียงรายดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง แต่หากอ่านให้ลึก จะพบว่ารัฐไม่ได้จัดงบด้วยตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ปีเดียวเท่านั้น หากน่าจะประเมินร่วมกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่ติดป่า ความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดน และผลกระทบที่อาจลุกลามไปเป็นปัญหาฝุ่นของเมืองหลักด้วย
กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า เชียงรายอาจไม่ได้ “เผามากที่สุด” แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์หลุดมือ ผลกระทบจะซับซ้อนมาก และต้องใช้การตอบสนองหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการลาดตระเวนในผืนป่า การป้องกันพื้นที่เกษตรรอยต่อป่า การดูแลอำเภอเมืองจากควันสะสม และการรับมือฝุ่นข้ามแดนที่ไหลเข้ามาโดยจังหวัดควบคุมต้นทางไม่ได้ งบประมาณก้อนนี้จึงสะท้อนการให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการชดเชยความเสียหายย้อนหลังอย่างเดียว
เม็ดเงินของเชียงรายกำลังถูกใช้กับการคุมไฟในบ้าน ขณะที่ฝุ่นนอกบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด
สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ เชียงรายมีผลงานเชิงสัมพัทธ์ในเรื่องการควบคุมไฟภายในจังหวัดที่ค่อนข้างน่าสนใจ หลังวันที่ 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็น 4.33 เปอร์เซ็นต์ของทั้งภาคเหนือ และในช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ ยังไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญว่าการทำงานเชิงพื้นที่ของจังหวัดสามารถกดตัวเลขไฟในเขตตัวเองลงได้จริงในบางช่วงเวลา
ทว่าความสำเร็จนี้กลับชนเข้ากับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งทันที เพราะในช่วงเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และในบางวันแตะระดับสีแดงรุนแรง ข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 16 เมษายน ค่าฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วันที่ 18 เมษายน อยู่ที่ 73.2 ถึง 222.8 และวันที่ 19 เมษายน ยังสูง 62.8 ถึง 218.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า แม้จังหวัดจะควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่ประชาชนก็ยังต้องหายใจอากาศที่เสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ดี
ความย้อนแย้งนี้เองคือหัวใจของโจทย์เชียงรายในปี 2569 เพราะมันกำลังบอกว่า งบระดับจังหวัดมีพลังมากพอจะดูแล “ไฟในบ้าน” แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะสกัด “ควันจากนอกบ้าน” เมื่อข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 เมียนมามีจุดความร้อนถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุด สิ่งที่เชียงรายต้องสู้จึงไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องสู้กับภูมิรัฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคด้วย

จุดความร้อนช่วงสงกรานต์ย้ำว่าเชียงรายยังเปราะบาง แม้ทำสถิติได้ดีในภาพรวม
แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของเชียงรายจะดูดีขึ้น แต่ช่วงสงกรานต์ก็พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวัดยังเปราะบางต่อการปะทุของไฟอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการประชุมวอร์รูมไฟป่าวันที่ 16 เมษายน ระบุว่า ความรุนแรงของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วง 13 ถึง 15 เมษายน โดยบางวันมีจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุด และเช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด แม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด ขณะที่เวียงป่าเป้าลดลงเหลือ 16 จุด แต่จุดความร้อนกลับกระจายเพิ่มไปยังอำเภอพาน พญาเม็งราย และบางส่วนของเชียงของด้วย
ในวันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงต้องเรียกประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการหารือปิดป่า การควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมาย และการตั้งจุดคัดกรองกับชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า จังหวัดมองสถานการณ์นี้เป็นภาวะวิกฤต ไม่ใช่ภาวะเฝ้าดูเฉย ๆ อีกแล้ว
สิ่งนี้บอกเราว่า งบประมาณ 36.42 ล้านบาทของเชียงรายในทางปฏิบัติไม่ได้ทำงานบนกระดาษ แต่กำลังถูกบีบให้แปลงเป็นกำลังคน แนวกันไฟ ชุดปฏิบัติการ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเมื่อไฟขยับจากเวียงป่าเป้ามายังแม่สรวยแล้วเข้าสู่อำเภอเมือง ความหมายของมันไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เสียหาย แต่คือความเสี่ยงที่จะกระทบอากาศของเมือง เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพประชาชนในศูนย์กลางจังหวัดโดยตรงด้วย
เชียงรายกำลังใช้ทั้งกฎหมาย ชุมชน และเทคโนโลยีควบคู่กัน
อีกจุดที่สะท้อนรูปแบบการใช้งบของเชียงรายได้ชัด คือจังหวัดไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เครื่องมือชนิดเดียว การประชุมวอร์รูมไฟป่ากลางเดือนเมษายนมีทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อมูลดาวเทียม การพึ่งโดรนจากภาคประชาสังคม และการระดมชุมชนเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการป้องกันพื้นที่ ตัวอย่างที่เด่นคือกรณีการติดตามผู้ต้องสงสัยลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ หลังโดรนของมูลนิธิกระจกเงาจับภาพไว้ได้ จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นี่สะท้อนว่าการรับมือไฟป่าของเชียงรายปีนี้ไม่ได้ยึดแค่สายตรวจภาคพื้นดินแบบเดิม แต่ขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีและภาคประชาสังคมร่วมด้วยอย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน ระดับชุมชนก็ยังเป็นฐานสำคัญของระบบนี้ ตัวอย่างบ้านปางขอนที่ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่เชียงราย งานป้องกันไฟไม่ได้อยู่แค่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พึ่งพาคนในชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องขึ้นเขา ถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟซ้ำทุกปี เพราะรู้ว่าหากไฟลาม สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่คือต้นน้ำ หน้าดิน และระบบนิเวศที่เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนด้วย
เมื่ออ่านคู่กับโครงสร้างงบของเชียงราย จะเห็นว่าเงินจำนวนมากที่ลงไปในกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ แท้จริงแล้วต้องอาศัย “แรงส่งจากชุมชน” มาช่วยให้เกิดผลเต็มที่เสมอ นี่คือข้อได้เปรียบของเชียงรายในอีกด้านหนึ่ง เพราะจังหวัดยังมีทุนทางสังคมและความร่วมมือในพื้นที่ แต่ก็เป็นข้อเตือนเช่นกันว่า หากระบบงบประมาณในอนาคตไม่ออกแบบให้หนุนท้องถิ่นและชุมชนมากพอ ภาระจริงจะยังตกอยู่กับคนด่านหน้าเหมือนเดิม แม้ตัวเลขงบรวมของจังหวัดจะดูสูงก็ตาม
บทเรียนจากเชียงใหม่ชี้ชัดว่าได้เงินมาก ไม่ได้แปลว่าหายใจโล่งเสมอไป
เพื่อมองเชียงรายให้ชัดขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านกรณีเชียงใหม่ควบคู่กัน เชียงใหม่ได้รับงบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ 73,418,000 บาท หรือ 20.89 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งภูมิภาค แบ่งเป็นงบกรมอุทยานฯ 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงฯ 600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อีก 9,987,200 บาท และพบว่า 191 จาก 211 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตั้งงบเกี่ยวกับหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมกัน 18,432,336 บาท ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบไว้เลย
ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเชียงใหม่มีทั้งงบส่วนกลางและงบท้องถิ่นในระดับที่แข็งแรงกว่าเชียงรายอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเชียงใหม่ก็ยังตกอยู่ในสถานะเมืองที่เผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในบางช่วงยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกด้วย นั่นทำให้บทเรียนจากเชียงใหม่น่าสนใจมากสำหรับเชียงราย เพราะมันย้ำว่า เงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขพอ หากปัญหาไฟป่าเชื่อมกับภูมิประเทศ แอ่งอากาศ การเผาในพื้นที่เกษตร การลักลอบเข้าป่า และหมอกควันข้ามแดน งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวก็ยังไม่รับประกันผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศได้เสมอไป
สำหรับเชียงราย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดกำลังยืนอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า จะใช้เงินเพื่อ “ดับไฟ” เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เงินเพื่อ “เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงและการเผา” ไปพร้อมกันด้วย ถ้ามองแค่ปฏิบัติการภาคสนาม งบ 36.42 ล้านบาทอาจช่วยให้ไฟลดลงระยะสั้นได้ แต่ถ้าไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้าง เช่น วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร ปัญหาการเผาในพื้นที่เสี่ยง และความร่วมมือกับชุมชนชายแดน ปัญหาก็พร้อมกลับมาใหม่ทุกปีเหมือนวงล้อเดิม

จุดอ่อนที่ยังต้องพูดตรง ๆ คือระบบท้องถิ่นยังไม่เห็นทั้งภาพเท่าที่ควร
แม้ข้อมูลชุดนี้จะลงรายละเอียดงบท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับเชียงราย ข้อมูลข้อบัญญัติท้องถิ่นยังไม่ได้ถูกเปิดให้เห็นครบในระดับเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เรายังประเมินไม่ได้เต็มปากว่า 36.42 ล้านบาทจากส่วนกลางถูกต่อยอดด้วยงบของ อบจ. อบต. และเทศบาลในจังหวัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นช่องว่างสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยที่ถึงไฟก่อนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมักเป็นคนในหมู่บ้าน อปพร. ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ไกลพื้นที่มากที่สุดเสมอไป
เมื่อเปรียบกับเชียงใหม่ที่ตรวจพบอย่างน้อย 41 โครงการทำแนวกันไฟใน 16 อปท. และมีงบรวม 1,725,200 บาทเฉพาะโครงการลักษณะนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “คุณภาพของการกระจายงบ” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณงบรวม” จังหวัดที่มีเงินส่วนกลางมาก แต่ไม่มีฐานท้องถิ่นมารับช่วงอย่างแข็งแรง อาจได้ผลเพียงช่วงสั้นหรือได้ผลเฉพาะในพื้นที่รัฐเข้าถึงง่าย ขณะที่พื้นที่รอยต่อป่า หมู่บ้านห่างไกล หรือแนวชายแดนอาจยังเปราะบางอยู่เหมือนเดิม
นี่คือเหตุผลที่การอ่านงบของเชียงรายในปี 2569 ต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่าได้อันดับสองของภาคเหนือ แต่ต้องถามต่อว่า เงินจำนวนนี้ไหลลงไปถึงมือใคร ใช้กับคนกลุ่มไหน เครื่องมือชนิดใด และมีความยืดหยุ่นพอให้ปรับตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไฟป่าไม่เคยเผาตามช่องงบประมาณ และฝุ่นก็ไม่รอให้หน่วยงานเบิกจ่ายเสร็จก่อนเสมอไป
เชียงรายกำลังสู้กับไฟในเขตจังหวัด แต่โจทย์ปีต่อไปอาจต้องเป็นความร่วมมือไร้พรมแดน
หากสรุปจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของเชียงรายในปีนี้อยู่ที่การลดจุดความร้อนในพื้นที่ตัวเองได้ดีขึ้นในหลายช่วง และการใช้งบที่เน้นทั้งควบคุมไฟ แนวกันไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคสนาม แต่ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดยังไม่เปลี่ยน นั่นคือจังหวัดไม่สามารถใช้งบ 36.42 ล้านบาทไปดับไฟที่เกิดอยู่นอกอธิปไตยของตัวเองได้ เมื่อเมียนมามีจุดความร้อนสะสมกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวเกือบ 60,000 จุดในช่วงต้นปีถึงต้นเมษายน ผลกระทบของฝุ่นควันข้ามแดนจึงยังเป็นผนังแข็งที่เชียงรายชนอยู่ทุกปี
เพราะฉะนั้น หากจะมองงบปี 2569 อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก เชียงรายใช้ทรัพยากรที่มีได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด เรื่องที่สอง ประสิทธิภาพนั้นยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีกลไกข้ามจังหวัดและข้ามประเทศเข้ามารับไม้ต่อ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในระยะต่อไป นโยบายของไทยอาจต้องขยับจากการคิดเรื่อง “งบดับไฟรายจังหวัด” ไปสู่การคิดเรื่อง “งบความร่วมมือจัดการควันข้ามแดน” หรืออย่างน้อยต้องเชื่อมข้อมูลดาวเทียม การทูตชายแดน การเกษตรปลอดเผา และระบบเตือนภัยให้ทำงานเป็นวงเดียวกันมากขึ้น
บทสรุปของเชียงรายในปี 2569 คือทำการบ้านในบ้านได้ดีขึ้น แต่ยังต้องเจอโจทย์จากนอกบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม
ในท้ายที่สุด งบ 36,424,500 บาทของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่มันสะท้อนสถานะของจังหวัดที่รัฐมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการสู้ไฟป่าในภาคเหนือ เชียงรายไม่ใช่จังหวัดที่เผามากที่สุดทุกตัวชี้วัด แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบจะซ้อนทับกันทั้งป่า เมือง ชายแดน สุขภาพ และเศรษฐกิจ การที่จังหวัดได้งบสูงอันดับสองจึงมีเหตุผลของมัน
อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็บอกตรงกันอีกด้านว่า การทำงานของเชียงรายในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันอากาศสะอาดได้ เมื่อฝุ่นยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยนอกจังหวัดและนอกประเทศ งบประมาณปีนี้จึงอาจช่วยให้เชียงราย “ควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเชียงราย “ชนะวิกฤตฝุ่น” แล้วได้เต็มปาก
โจทย์สำคัญของปีถัดไปจึงไม่ใช่แค่จะขอเพิ่มงบเท่าไร แต่คือจะทำให้งบที่มี เชื่อมกับท้องถิ่น เทคโนโลยี ชุมชน และความร่วมมือข้ามแดนได้ลึกขึ้นเพียงใด หากเชียงรายทำได้ จังหวัดนี้อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ที่รับมือไฟป่าเก่งขึ้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงระบบของภาคเหนือได้จริงในระยะยาว


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :