

เชียงรายเปิดโรดแมป 3 ระยะ งบ 2,950 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงแม่น้ำสายและแก้ปัญหาน้ำท่วมถาวร
ระยะเร่งด่วน: เร่งซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำให้เสร็จก่อนฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม
ระยะสั้น: เตรียมรื้อถอนอาคารกีดขวางทางน้ำและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุชุมชน (CBDRM)
ท้องถิ่นลงพื้นที่เสริมคันดินบ้านเหมืองแดงใต้ เพื่อเป็นปราการด่านแรกรับมือน้ำล้นตลิ่ง
เฝ้าระวังสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำสายและโขง หลังชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล
เชียงราย, 25 เมษายน 2569 – บทเรียนเลือดจากน้ำท่วมใหญ่ที่ยังไม่จาง ยังไม่ทันถึงฤดูฝน แต่แม่สายก็เริ่มเร่งเครื่องป้องกันน้ำท่วมอีกครั้ง ภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนแม่สายคือน้ำป่าที่ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ถนน และตลาดชายแดนโดยไม่ทันตั้งตัว ความสูญเสียซ้ำซากเหล่านั้นทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายต้องนั่งหัวโต๊ะประชุมอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันแผนจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งสามระยะ ตั้งแต่การแก้ไขฉุกเฉินรายวันไปจนถึงโครงการก่อสร้างระดับพันล้านที่จะปรับหน้าตาของแม่น้ำสายให้เปลี่ยนไปตลอดกาล
อำเภอแม่สายเป็นจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่เชื่อมไทยกับเมียนมา และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดของภาคเหนือ เนื่องจากแม่น้ำสายมีลักษณะโค้งตวัดและมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตลำน้ำมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลบ่าออกมาไม่ทันและท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว
โต๊ะประชุมอูหลง กับแผนสามระยะที่รอมานาน
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งเป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงการเชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สำหรับหน่วยงานในพื้นที่ห่างไกล
ที่ประชุมรายงานแผนการดำเนินงานซึ่งแบ่งออกเป็นสามระยะชัดเจน แต่ละระยะมีผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และไทม์ไลน์กำกับอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมเพื่อรับทราบปัญหา แต่เป็นการบูรณาการเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง
ระยะเร่งด่วน ซ่อม Big Bag ก่อนฝนมา
ลำดับแรกสุดที่ต้องทำก่อนฤดูฝนจะเริ่มต้นคือการซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งก่อน Big Bag หรือกระสอบทรายขนาดใหญ่เหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกำแพงชั่วคราวที่ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้าสู่ชุมชนในทันที หากปล่อยให้ชำรุดเสียหายโดยไม่ซ่อม เมื่อน้ำมาปุ๊บก็เท่ากับไม่มีแนวป้องกันอะไรเลย
แผนในระยะนี้มีการแบ่งความรับผิดชอบตามพื้นที่ให้แต่ละหน่วยงานดูแลอย่างชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการปฏิบัติงาน เพราะที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในการรับมืออุทกภัยคือความไม่ชัดเจนในเรื่องว่าใครรับผิดชอบจุดไหน ทำให้บางพื้นที่ถูกละเลยจนกลายเป็นจุดอ่อนของแนวป้องกัน
ระยะสั้น เสริมกำลังชุมชน–รื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ
ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมโครงสร้างกายภาพ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย หรือ ปภ. ยังมีแผนเร่งเสริมสร้างศักยภาพชุมชนผ่านกระบวนการ CBDRM ซึ่งย่อมาจาก Community-Based Disaster Risk Management หรือการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอิงชุมชนเป็นฐาน แนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลก แต่ในพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา การสื่อสารความเสี่ยงให้ถึงชาวบ้านทุกกลุ่มยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
นอกจากนี้ยังมีแผนฝึกอบรมการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านคุ้นเคยกับขั้นตอนการอพยพและการดูแลตัวเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษในระยะสั้นคือแผนการรื้อถอนอาคารที่กีดขวางลำน้ำสาย ซึ่งนับเป็นมาตรการที่อ่อนไหวทางสังคม เพราะสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นมีผู้อยู่อาศัยและมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้อง ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ และมีกำหนดเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้
ในประวัติศาสตร์ของการจัดการน้ำในเมืองไทย การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำมักล่าช้ากว่าแผนเสมอ เพราะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการเจรจาชดเชยที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามหากดำเนินการได้ตามกำหนด จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและลดระดับน้ำท่วมสูงสุดได้อย่างมีนัยสำคัญ
ระยะยาว 2,950 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนหน้าตาแม่น้ำสาย
แผนระยะยาวของโครงการนี้คือสิ่งที่นักผังเมืองและวิศวกรชลศาสตร์มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการจ้างออกแบบรายละเอียดงานศึกษาแผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ด้วยงบประมาณสูงถึง 2,950 ล้านบาท
เป้าหมายของโครงการนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างถาวร โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสำรวจและออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในระยะต่อไป
ตัวเลข 2,950 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย แต่หากเทียบกับมูลค่าความเสียหายสะสมจากน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ชายแดนแม่สายซึ่งกระทบทั้งภาคธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยวชายแดน ก็อาจถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเทียบเคียงที่ชัดเจนคือโครงการก่อสร้างแก้มลิงและเขื่อนป้องกันตลิ่งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งต้องใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาทแต่ช่วยลดผลกระทบในปีต่อมาได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายกเทศมนตรีลงพื้นที่ คันดินที่บ้านเหมืองแดงใต้
ไม่ใช่แค่ระดับจังหวัดที่ขยับ ในระดับท้องถิ่นก็มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.30 น. นายพรเจตย์ หาญเจริญกิจวานิช นายกเทศมนตรีตำบลแม่สายมิตรภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาล ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานเสริมดินทำคันกั้นน้ำบริเวณบ้านเหมืองแดงใต้ หมู่ที่ 1
การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมถ่ายรูป แต่เป็นการติดตามความคืบหน้าจริงและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กองช่างที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ คันดินที่กำลังเสริมสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันแรกระดับชุมชน เพื่อรับมือน้ำล้นตลิ่งในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
ความสำคัญของการกระทำระดับท้องถิ่นแบบนี้อยู่ที่ความเร็ว เทศบาลสามารถสั่งการและดำเนินงานในพื้นที่ได้เร็วกว่าหน่วยงานส่วนกลาง และรู้จุดเสี่ยงของชุมชนตัวเองดีกว่าใคร เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพยืนยันว่าจะติดตามและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับประชาชน
แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน ปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามฝั่ง
ท่ามกลางการเตรียมรับมือน้ำท่วม ยังมีประเด็นที่น่าห่วงใยอีกชั้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับสุขภาพของคนในลุ่มน้ำตลอดแนวชายแดน นั่นคือปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำสายสาขา
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายพลากร บุปผาธนากร ผู้จัดการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. เชียงราย มอบหมายให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าร่วมรับฟังผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน ณ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
เวทีดังกล่าวนำเสนอข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยเน้นเรื่องระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงให้แก่ชุมชนที่มีความวิตกกังวลด้านสุขภาพสูง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. จะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้เสนอต่อเวทีสมัชชาสุขภาพระดับชาติในเดือนมิถุนายน 2569
ฝั่งเมียนมากังวลความจริงจะถูกซุกซ่อน
ในฝั่งตรงข้ามแม่น้ำสายที่เมืองท่าชีเลก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เรื่องคุณภาพน้ำกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในชุมชน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 กรมสิ่งแวดล้อมของเมียนมาดำเนินการวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสาขาและแม่น้ำโขงในเขตท่าชีเลก โดยกำหนดจุดวัด 6 จุด ได้แก่ แม่น้ำไหสาย แม่น้ำไหเคาง์ แม่น้ำไหฮุต แม่น้ำไหเฮาค์ และแม่น้ำโขง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณสะพานแม่สายไปจนถึงชายแดนเมียนมา-ลาว
อย่างไรก็ตาม จุดวัดที่ 3 วัดไม่ได้เพราะน้ำแห้งขอด สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำในลำน้ำสาขาที่น่าจับตา
สิ่งที่ชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลมากกว่าตัวเลขที่วัดได้คือความโปร่งใสของผลลัพธ์ ชาวบ้านในท่าชีเลกรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ Mekong News ชี้ให้เห็นว่าฝั่งไทยเพิ่งตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า และแสดงความกังวลว่าผลการตรวจของฝั่งเมียนมาจะออกมาบอกว่า “ทุกอย่างปกติดี” โดยไม่สะท้อนความเป็นจริง
เขาพูดถึงแนวทางที่อยากเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่รับใช้ตัวเลขที่ผู้มีอำนาจต้องการ หากผลออกมาว่าดี ก็บอกว่าดี หากไม่ดี ก็ต้องบอกว่าไม่ดี และข้อมูลต้องสื่อสารให้ชุมชนรับทราบอย่างรวดเร็ว เพราะแม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำและแหล่งอาหารที่คนในชุมชนพึ่งพาในชีวิตประจำวัน
เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความกังขาเรื่องความโปร่งใสในการรายงานคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งได้เรียกร้องให้ทุกประเทศในลุ่มน้ำเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบและในเวลาที่เหมาะสม เพราะแม่น้ำไม่รู้จักพรมแดนรัฐชาติ สารพิษที่ปนเปื้อนในจุดหนึ่งย่อมไหลผ่านไปถึงชุมชนอื่นด้านล่างได้เสมอ
ขณะนี้ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำในท่าชีเลกจะประกาศเมื่อใด ซึ่งเป็นที่จับตาของชาวบ้านทั้งสองฝั่งโขงอย่างใจจดใจจ่อ
ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่ยังขาดการเชื่อมต่อ
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเร็วในการรับมือของฝ่ายไทยกับปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องการความร่วมมือระดับภูมิภาค ฝั่งไทยมีแผน 3 ระยะ มีงบประมาณ มีโครงสร้างการรับผิดชอบ แต่ต้นน้ำของแม่น้ำสายหลายสายอยู่ในเมียนมา หากไม่มีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดการน้ำร่วมกัน แผนทุกอย่างฝั่งไทยก็อาจถูกล้มโดยน้ำจากฝั่งตรงข้ามที่ควบคุมไม่ได้
กรณีเทียบเคียงที่น่าสนใจคือลุ่มน้ำไรน์ในยุโรป ซึ่งไหลผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านั้นตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษในแม่น้ำไรน์ตั้งแต่ปี 2493 และมีกลไกแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ทำให้แต่ละประเทศสามารถเตรียมรับมือน้ำได้ล่วงหน้า โมเดลนี้แม้ไม่อาจนำมาใช้ได้ทันทีในบริบทอาเซียน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดการน้ำข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สัญญาณเตือนที่ต้องไม่มองข้าม
ก่อนสิ้นสุดการประชุมวันที่ 24 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลาก
คำกำชับนี้บ่งบอกว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยกว่าที่หลายคนคิด ฤดูฝนภาคเหนือโดยปกติเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และปีนี้หลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง
สำหรับชาวแม่สายที่ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมหนักมาแล้ว แผนกระดาษทั้งสามระยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกแปลงเป็นการกระทำจริงในพื้นที่ก่อนที่ฝนจะตก Big Bag ที่ยังชำรุด คันดินที่ยังถมไม่เสร็จ อาคารที่ยังขวางทางน้ำ และสารพิษที่ยังรอการตรวจสอบ ทั้งหมดนี้คือนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่พร้อมกัน
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :