

เชียงรายเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง หลังพบตะกอนดินปากแม่น้ำรวกพุ่งสูง 296 มก./กก.
ย้ำเนื้อปลายังปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่แนะนำให้เลี่ยงบริโภคเครื่องในปลา กุ้ง และหอย
พบพื้นที่เกษตรเสี่ยงสารหนูเกินมาตรฐาน 18 จุด โดยเฉพาะใน 3 ตำบลริมน้ำกก (ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว)
เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ปลากินได้” และ “พืชกินได้” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเสี่ยงรายพื้นที่
สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจริงจัง ขณะที่จังหวัดเตรียมแผนจัดการลุ่มน้ำโขงเหนือระยะยาวปี 2570
เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝุ่นควันหรือไฟป่าบนดอย แต่เริ่มไหลลงมาตามลำน้ำและเข้าใกล้วงจรอาหารของผู้คนมากขึ้น การประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายน จึงมีความหมายมากกว่าการรับทราบผลตรวจทางวิชาการ เพราะมันคือจุดที่ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมต้องแปลออกมาเป็นคำแนะนำที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เป็นประธานการประชุมหารือผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง โดยมีหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
แกนหลักของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “ตะกอนดิน” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อนสำคัญ เพราะสามารถดูดซับโลหะหนักและสารเคมีต่าง ๆ ไว้ได้ เมื่อสภาพน้ำเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำแรง น้ำหลาก หรือการรบกวนหน้าดิน สารเหล่านี้ก็อาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและเชื่อมต่อไปสู่พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ได้อีกทอดหนึ่ง ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล็บเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงคำถามพื้นฐานว่า ประชาชนยังใช้น้ำ ยังจับปลา และยังทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยเพียงใด
ตัวเลข 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้การประชุมครั้งนี้ตึงกว่าครั้งก่อน
จุดที่ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงขึ้นอย่างชัดเจน คือข้อมูลที่ว่าผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวก อำเภอเชียงแสน สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงหลายเท่าตัว ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุว่าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในแม่น้ำโขงที่เชียงแสนมีค่าสารหนู 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจุดอื่นในแม่น้ำโขงก็ยังเกินระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความสูงของค่าที่ตรวจพบ แต่อยู่ที่ความหมายของมาตรฐานตะกอนดินเอง ตามเอกสารของกรมควบคุมมลพิษ ระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป เมื่อค่าในบางจุดขยับไปถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อสารแบบปลอบใจประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้อีกแล้ว
ในที่ประชุมมีการอธิบายผลกระทบเชิงระบบนิเวศค่อนข้างชัด โดยผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะกลุ่มหอยซึ่งเปลี่ยนรูปสารหนูได้ยากกว่า ส่วนปลามีโอกาสตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่ได้รับผลกระทบด้านการแพร่พันธุ์มากกว่า โดยมีการประเมินว่าลูกปลาอาจมีโอกาสรอดลดลงร้อยละ 65 และอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตได้มากถึงร้อยละ 50 หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่มีมาตรการป้องกันระยะยาวที่จริงจังพอ
รัฐเลือกใช้คำว่าเฝ้าระวัง ไม่ใช้คำว่าปิดพื้นที่
จุดที่น่าสนใจมากของการประชุมครั้งนี้ คือแม้ผลตรวจบางจุดจะรุนแรงจนสร้างความกังวลสูง แต่ที่ประชุมยังไม่เลือกใช้มาตรการปิดพื้นที่หรือประกาศงดบริโภคปลาในทันที กลับใช้แนวทาง “เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” แทน เพราะเหตุผลสำคัญคือผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และสารหนูในตะกอนดินซึมผ่านผิวหนังได้ต่ำมาก ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การกินเข้าไป ไม่ใช่การสัมผัสตะกอนโดยตรงในระดับทั่วไป
นี่ทำให้คำแนะนำหลักที่ออกจากวงประชุมในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ กล่าวคือ ประชาชนยังสามารถบริโภคเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ซึ่งเป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมโลหะหนักมากกว่า นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน และควรปรุงสุกทุกครั้งเพื่อลดความกังวลใจด้านความปลอดภัยอาหาร แนวทางนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังทางสุขภาพกับการไม่สร้างความปั่นป่วนต่อวิถีชีวิตเกินความจำเป็น
เมื่อปลายังไม่แดงทั้งระบบ คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่ดินและตะกอน
แม้ปลาจะยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอันตรายต่อผู้บริโภค แต่พื้นที่เสี่ยงทางเกษตรกลับเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในที่ประชุม กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด โดยมี 11 จุดเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามลำน้ำกกใน 3 ตำบลหลักของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมพู ดอยฮาง และแม่ยาว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วงหารือไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องปลา แต่ลามต่อไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน พืชผัก และความปลอดภัยของภาคเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมถึงด้วย
แนวทางที่ถูกเสนอในที่ประชุมจึงเริ่มมีลักษณะเป็นการจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกชนิดของสารหนูว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์เพื่อวางแผนรับมือที่แม่นยำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก หรือแม้แต่การพิจารณาปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่หากจำเป็น สิ่งนี้สะท้อนว่าเชียงรายกำลังพยายามเลี่ยงการใช้มาตรการตัดขาดแบบกว้าง ๆ แต่หันไปหาวิธีจำแนกความเสี่ยงรายพื้นที่ให้ชัดขึ้น เพื่อให้การตอบสนองไม่ทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไปโดยไม่จำเป็น
เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อความเสี่ยงซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกตัดสิน
อีกด้านหนึ่งของการประชุมที่น่าสนใจมาก คือการนำเสนอเครื่องมืออย่างแอปพลิเคชัน “พืชกินได้” ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถทำนายความสัมพันธ์ของโลหะหนักในดินและน้ำสู่พืชได้แม่นยำถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน แอป “ปลากินได้” ที่เริ่มใช้งานแล้ว ยังไม่พบปลาที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระดับสีแดง แต่พบพื้นที่เฝ้าระวังสีเหลืองบริเวณบ้านท่าตอน และมีแผนขยายฐานข้อมูลไปยังเชียงแสนและจุดเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไป
สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หน่วยงานในพื้นที่เริ่มยอมรับแล้วว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนไม่อาจบริหารด้วยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การมีเครื่องมือดิจิทัลช่วยตัดสินใจจึงไม่ใช่ของแถมทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงในระดับชุมชน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจำแนกพื้นที่และชนิดของอาหารที่ควรระวังได้ละเอียดขึ้น การตัดสินใจของครัวเรือนก็จะมีฐานข้อมูลมากกว่าความกลัวหรือข่าวลือเพียงอย่างเดียว
เสียงของภาครัฐกับเสียงของการเมือง เริ่มห่างกันในจังหวะอันตราย
แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการสื่อสารในเวลานี้ต้องยึดตามผลตรวจและหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกเกินจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากภาคการเมืองเริ่มกดดันมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และเตรียมใช้เวทีสภาติดตามเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจัง
น้ำหนักของเสียงวิจารณ์นี้อยู่ตรงที่ มันสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวทางการสื่อสาร แนวทางแรกคือรัฐที่พยายามสื่อสารแบบระวังไม่ให้มาตรการหรือคำเตือนเกินข้อเท็จจริงจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกแนวทางหนึ่งคือฝ่ายที่เห็นว่าหากไม่พูดให้หนักพอ สังคมจะประเมินอันตรายต่ำเกินจริงและปล่อยให้ความเสี่ยงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเชิงนโยบายเพียงพอ ความต่างของสองจังหวะนี้ทำให้เชียงรายกำลังอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการป้องกันความตื่นตระหนกกับการไม่ทำให้ปัญหาดูเล็กเกินจริง
หน่วยงานส่วนกลางเริ่มเชื่อมเรื่องน้ำ ตะกอน และความมั่นคงระยะยาวเข้าด้วยกัน
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังมีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน เพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างในอำเภอแม่สรวย ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่า จังหวัดไม่ได้มองปัญหาสารปนเปื้อนเป็นเรื่องแยกขาดจากการบริหารจัดการน้ำอีกแล้ว แต่เริ่มวางเรื่องคุณภาพน้ำ ปริมาณตะกอนดิน และความมั่นคงทางน้ำไว้ในสมการเดียวกันมากขึ้น
การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าปัญหาตะกอนดินและสารหนูยังดำรงอยู่ในลำน้ำหลักของเชียงราย การวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวย่อมต้องคิดทั้งมิติแหล่งน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมลุ่มน้ำไปพร้อมกัน การประชุมลุ่มน้ำโขงเหนือในวันเดียวกับการถกเรื่องสารปนเปื้อน จึงเหมือนกำลังบอกว่าเชียงรายเริ่มมองปัญหานี้เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น
สิ่งที่ประชาชนควรรู้ในวันนี้ คือยังใช้ชีวิตได้ แต่ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเคยชิน
เมื่อรวบทุกชั้นของข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาพรวมของสถานการณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงออกมาชัดในสามประเด็น ประเด็นแรก ผลตรวจตะกอนดินในบางจุด โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำรวก มีค่าสารหนูสูงในระดับน่ากังวลจริง ประเด็นที่สอง ผลตรวจสัตว์น้ำยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศห้ามบริโภคเนื้อปลาในภาพรวม แต่เครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดินยังเป็นจุดที่ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่สาม พื้นที่เกษตรในบางตำบลของอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มมีข้อมูลความเสี่ยงชัดขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม
ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าประชาชนยังไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตหรือหยุดกินปลาทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ชีวิตตามความเคยชินโดยไม่ติดตามข้อมูลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีความเสี่ยง” อีกแล้ว หากอยู่ในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยงและต้องบริหารมันด้วยข้อมูล” การที่รัฐเลือกใช้คำว่าหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา จึงอาจฟังดูเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่ในความเป็นจริงมันคือสัญญาณเตือนสำคัญว่า ห่วงโซ่อาหารของลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกคำแนะนำด้านการบริโภคต้องอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ
บทสรุปของเชียงรายในจังหวะนี้ คือระวังให้พอ และสื่อสารให้ตรง
สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปัญหาสารหนูในแม่น้ำ แต่เป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะสื่อสารความเสี่ยงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจพอดี ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และไม่ประมาทเกินจริง หากพูดเบาไป ประชาชนอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากพูดแรงไปโดยยังไม่มีข้อมูลครบ ก็อาจกระทบวิถีชีวิตประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่จำเป็น
การประชุมของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายนจึงเป็นจุดสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นของรัฐออกมาชัดขึ้นว่า วันนี้ยังบริโภคเนื้อปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ต้องเร่งเก็บข้อมูลปลาย้ำซ้ำในฤดูฝนและฤดูแล้ง ต้องจำแนกพื้นที่เกษตรเสี่ยงให้ชัด และต้องสื่อสารประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงวิจารณ์จากภาคการเมืองก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้รัฐอย่าปล่อยให้การเฝ้าระวังกลายเป็นข้ออ้างของความล่าช้า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำยืนยันสั้น ๆ ว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย หากคือข้อมูลที่ชัดพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :