เชียงรายขยับสองแนวรบ ศึกษารถรับส่งฟรีบรรเทาค่าครองชีพ ควบคู่เร่งมหาสงกรานต์เชียงแสนหวังพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากด้านเดียว ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ บรรยากาศของเชียงรายไม่ได้มีเพียงความคาดหวังต่อเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามาเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยแรงกดดันหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งต้นทุนการเดินทางที่เปราะบางจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ความกังวลเรื่องการจัดหาน้ำมันในบางช่วงเวลา และวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังปกคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดจนกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในช่วงวันที่ 25 ถึง 28 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการประชุมราชการทั่วไป เพราะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามตอบโจทย์สองเรื่องใหญ่ไปพร้อมกัน นั่นคือการลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน และการพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวและกิจกรรมวัฒนธรรมช่วงเทศกาลใหญ่ของปี

ความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับนายปรศักดิ์ งามสมภาค พลังงานจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ และสำนักปลัด อบจ.เชียงราย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหารถยนต์หรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการรับส่งประชาชนภายในจังหวัด ข้อความที่เผยแพร่โดยเพจทางการของ อบจ.เชียงราย วางน้ำหนักของการหารือครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกรอบการทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่ทำให้ประเด็น “รถรับส่งฟรีทั่วเชียงราย” กลายเป็นเรื่องที่สังคมสนใจทันที เพราะแตะทั้งเรื่องปากท้อง การเดินทาง และคุณภาพชีวิตพร้อมกันในคราวเดียว

แนวคิดช่วยประชาชนที่ยังอยู่ในชั้นศึกษา แต่สะท้อนโจทย์จริงของจังหวัด

แม้ถ้อยคำในโลกออนไลน์จะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนว่าเชียงรายกำลังจะมีบริการรถรับส่งฟรีทั่วจังหวัดในเร็ววัน แต่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเวลานี้ยังอยู่ที่ระดับการ “ศึกษาความเป็นไปได้” เท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการหรือเปิดบริการอย่างเป็นทางการทั่วทั้งจังหวัด ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะการจะขยับจากแนวคิดไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดจริง จำเป็นต้องผ่านคำถามใหญ่หลายข้อ ทั้งเรื่องระเบียบงบประมาณ ประเภทของรถ เส้นทางการให้บริการ ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งต่างจากการจัดบริการเฉพาะจุดหรือเฉพาะเขตเทศบาลอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การที่ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเลือกดึงพลังงานจังหวัดเข้ามาหารือตั้งแต่ต้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงมาตรการช่วยเฉพาะหน้า แต่พยายามเชื่อมไปถึงโครงสร้างพลังงานและการขนส่งในอนาคตด้วย หากจังหวัดจะเดินหน้าระบบรถรับส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจริง ความร่วมมือกับหน่วยงานพลังงานย่อมมีความสำคัญ ทั้งในมิติของต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งชาร์จไฟ และความเหมาะสมกับภูมิประเทศของเชียงรายที่มีทั้งตัวเมือง พื้นที่ราบ และเส้นทางขึ้นลงภูเขาหลายอำเภอ การตั้งต้นแบบนี้จึงสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังมองเกินกว่าการแก้ปัญหารถแพงในเดือนนี้ ไปสู่คำถามว่าระบบเดินทางของคนเชียงรายควรมีหน้าตาแบบใดในอีกหลายปีข้างหน้า

น้ำมันยังไม่ขาดทั้งประเทศ แต่แรงกดดันเรื่องต้นทุนมีอยู่จริง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากบริบทพลังงานที่ตึงตัวในช่วงต้นเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานยืนยันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และยังคงมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชนและพฤติกรรมเร่งเติมน้ำมัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้าในบางช่วงเวลา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจ ป้องกันการกักตุน และเร่งจัดส่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอโดยเร็ว

จากนั้นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังประกาศแนวทางทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ โดยกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อประคองเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้รัฐยังพยายามตรึงไม่ให้ราคาพุ่งเร็วเกินไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนใช้รถในต่างจังหวัดซึ่งต้องเดินทางไกลและพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก ย่อมรับรู้แรงกดดันเรื่องต้นทุนได้ชัดเจนกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อยจึงอาจมีผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายครัวเรือน ค่าขนส่งสินค้า และความถี่ของการเดินทางข้ามอำเภอในชีวิตจริงของประชาชนทันที

เมื่อฝุ่นพิษทำให้คำว่ารถสาธารณะมีความหมายมากกว่าเรื่องประหยัดเงิน

แต่ถ้ามองเฉพาะมิติของน้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เห็นแนวคิดนี้ไม่ครบ เพราะอีกด้านหนึ่ง เชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 41.5 ถึง 193.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในจังหวัดเชียงรายพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจนที่ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย 81.0 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 154.6 และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 140.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่กำหนดไม่เกิน 37.5 อย่างมาก

ในภาวะเช่นนี้ แนวคิดเรื่องรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าเดินทาง แต่โยงตรงไปถึงภาพใหญ่ของการลดมลพิษจากภาคคมนาคม แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาฝุ่นของภาคเหนือมีต้นตอหลักจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และหมอกควันข้ามแดน แต่การลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ในเขตเมืองและเส้นทางสาธารณะก็ยังเป็นหนึ่งในมาตรการที่ท้องถิ่นสามารถทำได้เองภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ เมื่อ อบจ.เชียงรายระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดควันพิษจากท่อไอเสียได้โดยตรง จึงเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับข้อมูลคุณภาพอากาศของจังหวัดในเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างจากตัวเมืองเชียงรายทำให้แนวคิดนี้จับต้องได้มากขึ้น

ความน่าสนใจอีกประการ คือแนวคิดช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบขนส่งไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด เพราะในเขตเมืองเชียงรายได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว เทศบาลนครเชียงรายเปิดบริการรถโค้ชรับส่งประชาชนฟรีตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายช่วงน้ำมันแพง โดยประกาศให้บริการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย แม้บริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในเขตเทศบาลและมุ่งตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นในเมืองเป็นหลัก แต่ก็สะท้อนว่าเครื่องมือประเภทนี้สามารถถูกใช้ในฐานะมาตรการบรรเทาค่าครองชีพได้จริงในระดับพื้นที่

กรณีของเทศบาลนครเชียงรายจึงอาจกลายเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ อบจ.เชียงรายหยิบไปพิจารณาต่อในระดับจังหวัดได้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประชาชนตอบสนองต่อบริการลักษณะนี้ในช่วงน้ำมันแพงจริง เรื่องที่สองคือ หากจะขยายจากเขตเมืองไปสู่พื้นที่รอบปริมณฑลและต่างอำเภอ ระบบก็ย่อมต้องซับซ้อนขึ้นหลายเท่า ทั้งเรื่องระยะทาง ตารางเดินรถ สถานีชาร์จไฟ ความคุ้มค่าทางงบประมาณ และการจัดลำดับพื้นที่นำร่องก่อนหลัง ความยากในทางปฏิบัติจึงยังมีอยู่มาก แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ไร้ฐานเสียทีเดียว เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าแนวทางช่วยเหลือแบบนี้เริ่มลงมือได้จริงในระดับเทศบาล

ขณะเดียวกัน อบจ.เชียงรายกำลังเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านมหาสงกรานต์เชียงแสน

หากการหารือเรื่องรถรับส่งสะท้อนความพยายามลดภาระชีวิตประจำวัน อีกฟากหนึ่งของการขยับตัวของ อบจ.เชียงรายก็สะท้อนความพยายามพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทั้ง 7 แห่งเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานให้พร้อมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวก และการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

น้ำหนักของการประชุมครั้งนั้นไม่ได้อยู่เพียงการจัดกิจกรรมประเพณีให้เป็นไปตามปฏิทิน หากแต่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังวางงานสงกรานต์เชียงแสนให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะสำคัญของปี เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสื่อท้องถิ่นอย่างเชียงรายโฟกัสต่างขึ้นข้อมูลตรงกันว่า งานนี้มีกำหนดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 และถูกสื่อสารในฐานะกิจกรรมสำคัญของ Soft Power เชียงราย ที่จะดึงคนเข้ามา “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ผ่านการเล่นน้ำ การชมแสงสี และการสัมผัสเสน่ห์เมืองโบราณริมโขงไปพร้อมกัน

จากอุโมงค์น้ำถึงเวทีสามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสนกำลังถูกปั้นให้เป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์

รายละเอียดของงานที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ บอกชัดว่านี่ไม่ใช่งานสงกรานต์ขนาดเล็กในระดับชุมชนทั่วไป เพราะไฮไลต์ที่ประกาศไว้มีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน การประกวดเทพีหรือนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำเล่นคลายร้อน หอคอยน้ำ แสงสีเสียง และการคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยกิจกรรมกลางวันและกลางคืนอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงแสนกำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร ที่ผสานทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความบันเทิงร่วมสมัย เพื่อดึงทั้งนักท่องเที่ยวสายครอบครัว สายวัฒนธรรม และสายกิจกรรมเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ที่สำคัญ งานนี้ยังเชื่อมกับกิจกรรมบนลำน้ำโขงโดยตรง เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนประกาศจัดการแข่งขันเรือพายประเภท 22 ฝีพาย ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน 2569 บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ซึ่งไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีแม่น้ำโขงและดึงคนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมในเมืองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อมองรวมกับตลาดท้องถิ่นและกิจกรรมแสงสีเสียงที่ประกาศไว้ งานนี้จึงมีศักยภาพจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ขายอาหาร ผู้ให้บริการท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่โดยรอบได้ไม่น้อย หากการบริหารจัดการทำได้ตามแผนที่วางไว้

ภาพ : หญิง รฐา โพธิ์งาม/จันจิ จันจิรา/"ซ้อการ์ด" ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนพร

กระแสวัฒนธรรมไทยกำลังกลับมา และเชียงรายพยายามอ่านเกมนี้ให้ทัน

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวของเชียงรายน่าสนใจ คือจังหวะของกระแสวัฒนธรรมไทยในระดับประเทศที่กำลังฟื้นตัวและปรับรูปแบบใหม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สยามพารากอน ขณะที่สื่อเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์รายงานตรงกันว่า กระแสถือดอกบัวถ่ายรูปบริเวณสะพานพุทธในกรุงเทพฯ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และส่งผลต่อยอดขายดอกบัวในปากคลองตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ประสบการณ์วัฒนธรรม” กำลังไม่ใช่เรื่องเฉพาะพิธีการอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองที่พร้อมแปลงวัฒนธรรมให้เป็นภาพจำ การแต่งกาย และกิจกรรมเช็กอินรูปแบบใหม่

ในแง่นี้ การที่เชียงรายเร่งปั้นมหาสงกรานต์เชียงแสนให้มีทั้งแลนด์มาร์ก อุโมงค์น้ำ เวทีแสงสีเสียง และกิจกรรมแม่น้ำโขง จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานประเพณีตามฤดูกาล แต่เป็นการพยายามวางตำแหน่งจังหวัดให้ทันกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่กำลังเติบโตทั่วประเทศ และเมื่ออ่านควบคู่กับแนวคิดเรื่องรถรับส่งสาธารณะ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามดูทั้ง “การเข้าถึง” และ “เหตุผลในการเดินทาง” ไปพร้อมกัน กล่าวคือจะทำอย่างไรให้คนเดินทางได้สะดวกขึ้นในภาวะต้นทุนสูง และจะทำอย่างไรให้การเดินทางนั้นคุ้มค่าพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายกลับคืนสู่จังหวัด

สองแนวรบนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังพยายามตอบโจทย์เดียวกันคนละวิธี

เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินนโยบายสองแนวรบในเวลาเดียวกัน แนวรบแรกคือการประคองชีวิตประจำวันของประชาชนท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ ผ่านการศึกษาระบบรถรับส่งหรือรถไฟฟ้าสาธารณะ และการผลักให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการประหยัดพลังงานมากขึ้น แนวรบที่สองคือการเร่งสร้างแรงขับทางเศรษฐกิจผ่านเทศกาลสงกรานต์ขนาดใหญ่ในเชียงแสน ที่หวังดึงนักท่องเที่ยว เม็ดเงิน และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดในช่วงเวลาที่ทั้งภาคธุรกิจและชุมชนต่างต้องการรายได้หมุนเวียนกลับมาอย่างเร่งด่วน

คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าไอเดียของ อบจ.เชียงราย “ดีหรือไม่ดี” หากแต่อยู่ที่มันจะถูกแปลงเป็นระบบที่ทำได้จริงเพียงใด รถรับส่งฟรีระดับจังหวัดจะต้องผ่านข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณอีกมาก ขณะที่งานมหาสงกรานต์เชียงแสนก็ต้องพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมจะกลายเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและชุมชนได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ความเคลื่อนไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้อย่างน้อยก็สะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังไม่รอให้ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเดินทางไหลมาชนทีละเรื่องอีกต่อไป หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบแบบบูรณาการ ที่มองประชาชน ผู้ประกอบการ และภาพอนาคตของจังหวัดให้อยู่ในภาพเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • กระทรวงพลังงาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME