

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ความสำเร็จของชาไทยบนเวทีนานาชาติกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อผลิตภัณฑ์ชาปรุงกลิ่นจากภาคเหนืออย่าง “สยามเอิร์ลเกรย์” ของแบรนด์สวรรค์บนดิน ได้รับการประกาศผลในเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ซึ่งจัดโดย UK Tea Academy ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในหมวด Scented Tea ระบุว่า SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับรางวัลระดับ Highly Commended
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากของภาคเหนือกำลังมองหา “เส้นทางใหม่” ในการเพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจเดิม ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือพืชสมุนไพร และในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดเชียงรายเองก็อยู่ในวงจรความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความผันผวนของตลาด เมื่อรางวัลจากลอนดอนเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีของผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณที่ชวนให้ถามต่อว่า อุตสาหกรรมชาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ เรื่องเล่า และมาตรฐานสากลได้จริงเพียงใด
เวทีลอนดอนที่คัดเลือกเข้ม และความหมายของคำว่า Highly Commended
The Leafies International Tea Awards เป็นเวทีที่อุตสาหกรรมชานานาชาติจับตา โดยข้อมูลจาก UK Tea Academy ระบุว่า การประกวดปีดังกล่าวมีผู้ส่งผลงานรวม 411 รายการ จาก 21 ประเทศ และมีรายการที่ได้รับการยกย่องระดับ Highly Commended จำนวน 52 รายการ ในภาพรวม สิ่งที่เวทีลักษณะนี้สะท้อนคือการแข่งขันไม่หยุดอยู่แค่ “รสชาติ” แต่รวมไปถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความสะอาดปลอดภัย ความชัดเจนของแหล่งที่มา และความสามารถในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์แตกต่างพอจะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้
สำหรับสยามเอิร์ลเกรย์ การถูกระบุชื่อในรายชื่อผู้ได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea เท่ากับการได้รับ “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” ในสายตากรรมการที่มาจากบริบทการดื่มชาต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีมาตรฐานการประเมินกลิ่น รส และบาลานซ์ที่ละเอียดมาก การได้ผลลัพธ์ระดับนี้จึงมีนัยต่อภาพลักษณ์ชาไทยในตลาดที่ผู้บริโภคเชื่อในรางวัล และเชื่อในมาตรฐานต้นทาง
จากดอยสูงสู่ชาปรุงกลิ่น ความท้าทายของการทำให้เอกลักษณ์ยืนระยะ
ในหมวดชาปรุงกลิ่น สิ่งที่ตัดสินกันจริงไม่ใช่เพียง “กลิ่นหอมถูกใจ” แต่คือความสามารถในการรักษากลิ่นธรรมชาติของใบชาให้ยังเป็นพระเอก ขณะเดียวกันก็ทำให้กลิ่นที่ปรุงเข้าไปมีความกลมกลืน ไม่ทับซ้อนจนกลายเป็นน้ำหอมในแก้วชา นั่นทำให้ชาปรุงกลิ่นที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศมักต้องอาศัยใบชาฐานที่มีคุณภาพสูงมาก มีความสะอาด และมีโครงสร้างรสที่ชัด
ข้อมูลที่ระบุในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลยืนยันเพียงประเด็นสำคัญคือ ชานี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Scented Tea และได้รับ Highly Commended ส่วนรายละเอียดเชิงเทคนิคของกระบวนการผลิตหรือแหล่งปลูกนั้น ยังเป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตและเครือข่ายชุมชนต้องสื่อสารต่ออย่างเป็นระบบ หากต้องการให้รางวัลเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาด ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวแล้วจบไปกับฤดูกาลข่าว
ภาพอุตสาหกรรมชาไทย จุดแข็งด้านวัฒนธรรม แต่ต้องเร่งยกระดับมูลค่า
ในมุมตลาด ประเทศไทยมีตลาดชาในประเทศทั้งกลุ่มชาแห้งและชาพร้อมดื่ม ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย รายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นข้อมูลมูลค่าตลาดค้าปลีกชาหลายประเภท รวมถึงข้อมูลการค้าและแนวโน้มภาพรวมของสินค้าในกลุ่มนี้ แม้รายงานฉบับดังกล่าวจะไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อชี้เฉพาะเรื่องชาพรีเมียม แต่ช่วยยืนยันว่า “ชา” ยังเป็นสินค้าในกระแสการบริโภคต่อเนื่อง และมีพื้นที่ให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตได้
โจทย์ของชาพรีเมียมจึงไม่ใช่การแข่งขันกับชาพร้อมดื่มในร้านสะดวกซื้อ หากแต่เป็นการสร้างตลาดอีกชั้นหนึ่งที่ยืนด้วยคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสินค้าแหล่งปลูกเฉพาะถิ่น มีเรื่องเล่า และมีการรับรองที่ตรวจสอบได้
เชียงรายกับโอกาสในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ตั้งแต่ชุมชนถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์
เชียงรายมีทุนเดิมที่สำคัญ คือภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อพืชคุณภาพอย่างชาและกาแฟ มีองค์ความรู้ท้องถิ่น และมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อผลิตภัณฑ์ชาจากพื้นที่ได้การยอมรับระดับนานาชาติ โอกาสที่ขยายตามมาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ยอดขายชา แต่รวมถึงการพัฒนากิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น ชิมชา เรียนรู้การผลิต เยี่ยมสวนชา หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่ผูกกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม การขยับสู่โมเดลนี้จำเป็นต้องมี “มาตรฐานร่วม” ทั้งความปลอดภัยอาหาร การสื่อสารแหล่งที่มา และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ไม่ทำลายระบบนิเวศต้นน้ำ เพราะสินค้าพรีเมียมในตลาดโลกมักถูกตรวจสอบย้อนกลับเข้มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
ความเสี่ยงที่ซ้อนอยู่หลังความสำเร็จ ภูมิอากาศและความผันผวนผลผลิต
รางวัลระดับนานาชาติช่วยดึงความสนใจ แต่ก็พาอุตสาหกรรมกลับมาเผชิญคำถามเดิมที่ใหญ่กว่าเดิม คือจะรักษาคุณภาพให้คงที่ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศได้อย่างไร หลายประเทศผู้ผลิตชารายใหญ่เผชิญปัญหาผลผลิตและคุณภาพได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งถูกนำเสนอเป็นประเด็นเศรษฐกิจในสื่อสากลอย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาคเหนือของไทย ความเสี่ยงลักษณะเดียวกันสามารถสะท้อนผ่านฤดูกาลที่เปลี่ยนเร็ว ฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิสูงขึ้น และแรงกดดันเรื่องไฟป่าและหมอกควัน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบผลผลิต แต่กระทบต้นทุนการดูแลสวนชา และทำให้การคุมมาตรฐานยากขึ้น หากอุตสาหกรรมจะใช้รางวัลเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดพรีเมียมจริง สิ่งที่ต้องตามมา คือระบบจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ และแผนการปรับตัวต่อภูมิอากาศในระดับชุมชน

มิติ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชาไทยต้อง “เล่าได้” และ “พิสูจน์ได้”
การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในช่วงหลังถูกเชื่อมกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น ในฝั่งภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์รายงานความคืบหน้าเรื่องสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสินค้า GI ในภาพรวม แม้ชาเชียงรายยังมีหลายโจทย์ด้านการสื่อสารอัตลักษณ์และการรวมกลุ่ม แต่แนวคิด GI และมาตรฐานแหล่งปลูกเฉพาะถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อได้ หากทำอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้จริง
ในโลกของผู้บริโภคพรีเมียม “เรื่องเล่า” มีน้ำหนักพอ ๆ กับ “ใบรับรอง” ชาที่ไปถึงตลาดระดับบนต้องเล่าได้ว่าเกิดจากพื้นที่แบบไหน ใครปลูก ปลูกอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร และต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา การได้รับ Highly Commended จึงเป็นเหมือนการเปิดประตู แต่การเดินเข้าไปยืนในห้องนั้นให้นาน คือภารกิจระยะยาวของทั้งผู้ประกอบการ เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่
ประเด็นที่กระทบชีวิตชุมชน รายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกรรายย่อย
หากมองลึกลงไปในระดับชุมชน ความสำเร็จของสินค้าพรีเมียมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ “รายได้กระจายถึงต้นน้ำ” อย่างเป็นธรรม เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ขณะที่ต้นทุนปุ๋ย ค่าแรง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โมเดลชาพรีเมียมที่ยั่งยืนจึงต้องสร้างระบบซื้อขายที่ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจรักษาคุณภาพ และได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นตามคุณภาพจริง ไม่ใช่เพียงการรับซื้อแบบเหมารวม
ในมุมผู้ประกอบการ ความท้าทายอยู่ที่การรักษาความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ การลงทุนด้านมาตรฐาน และการสื่อสารตลาดต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณ ดังนั้นความร่วมมือแบบเครือข่าย และการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และมาตรฐาน จึงเป็นจุดที่หน่วยงานในประเทศสามารถมีบทบาทได้มาก โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดความพร้อมด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และการตลาดเชิงคุณค่า
รางวัลหนึ่งรายการกับคำถามใหญ่ของอุตสาหกรรมชาไทย
การที่ SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea ของ The Leafies International Tea Awards 2025 เป็นข่าวที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการและระบบการผลิตชาไทยที่เริ่มก้าวพ้นภาพจำเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน รางวัลก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะทำให้ “ความสำเร็จแบบพรีเมียม” กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนเข้าถึงได้จริงหรือไม่
ถ้าคำตอบคือใช่ ความเคลื่อนไหวต่อไปควรอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานต้นน้ำ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ การปรับตัวต่อความเสี่ยงภูมิอากาศ และการสร้างแบรนด์ที่เล่าเรื่องด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงการตลาด เพราะตลาดโลกให้คุณค่าอย่างมากกับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และคุณภาพที่พิสูจน์ได้
ในท้ายที่สุด ชาในถ้วยหนึ่งอาจเป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภค แต่สำหรับเชียงราย มันคือความหวังของรายได้ใหม่ คือแรงจูงใจให้ชุมชนรักษาป่าต้นน้ำ และคือโอกาสในการเปลี่ยน “พืชเศรษฐกิจเดิม” ให้กลายเป็นสินค้าสร้างชื่อระดับโลกได้อย่างยั่งยืน


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :