เชียงรายเร่งทบทวนอนาคต “เวียงหนองหล่ม” ระหว่างธนาคารน้ำกับพื้นที่ชุ่มน้ำมีชีวิต หลังหนังสือเครือข่ายอนุรักษ์ขอให้ยุติขุดลอก ชี้งบเกือบ 3,900 ล้านบาทเสี่ยงกระทบระบบนิเวศ โบราณสถาน และวิถีชุมชน

เชียงราย,4 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรและคำถามที่ดังขึ้นจากคนปลายน้ำ จังหวัดเชียงรายเปิดโต๊ะหารือเร่งด่วนเพื่อ “จัดระเบียบความจริง” ว่า เวียงหนองหล่มควรถูกพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการยกระดับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งน้ำท่วม กับการคงคุณค่าในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีประวัติศาสตร์ฝังลึกในภูมิทัศน์ล้านนา

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์และวิชาการ ขอให้ยุติโครงการขุดลอกพื้นที่เวียงหนองหล่มโดยด่วน พร้อมเสนอให้เปิดการหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อพิจารณาทางเลือกการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักอนุรักษ์และความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยืนยันว่า “โจทย์น้ำ” ของพื้นที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาตื้นเขิน การบุกรุก และความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากในฤดูฝน ตลอดจนขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง จึงต้องมีแนวทางจัดการที่ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี แต่ต้องอยู่บนข้อมูลรอบด้านและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยที่การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนเชิงระบบ มากกว่าการเดินหน้าตามกรอบเดิมเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์ 5 ชุดข้อมูลหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อน

เนื้อหาที่แนบสามารถแยกเป็น 5 ชุดข้อมูลหลัก ซึ่งต้องวางให้อยู่ในบริบทเดียวกัน

หนึ่ง ข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่และคุณค่า เอกสารระบุเวียงหนองหล่มมีขนาดประมาณ 14,091 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ มีโบราณสถาน 53 แห่ง และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม เช่น นกแสกทุ่ง
ข้อมูลชุดนี้สอดคล้องกับมุมมองเชิงนิเวศที่หน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำเองก็ยอมรับว่าเป็นประเด็นต้อง “พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 สอง ข้อมูลโครงการพัฒนาและตัวเลขงบประมาณ เครือข่ายอนุรักษ์อ้างถึงโครงการภายใต้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วงเงินรวม 3,880.85 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ราว 2,500 ไร่ รวม 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะเป็น “ขนาดของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์” ที่อาจเปลี่ยนระบบนิเวศและวิถีชีวิตในเวลาไม่กี่ปี

สาม ข้อมูลกระบวนการรัฐและการมีส่วนร่วม กรมทรัพยากรน้ำรายงานว่า การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการหารือกรณีมีหนังสือจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน
จุดนี้สะท้อนว่า ภาครัฐรับรู้แรงกังวล และกำลังเริ่มขยับสู่การทบทวนเชิงกระบวนการ แม้ยังไม่ปรากฏข้อสรุปสุดท้าย

สี่ กรอบนโยบายด้านพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ เอกสารที่แนบอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีนัยด้านการกำหนดแนวทางคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการทำให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ในทางปฏิบัติ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและฐานข้อมูลภาครัฐมีการเผยแพร่เอกสารและชุดข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายดังกล่าว ซึ่งมักถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงในการจัดทำแผนและกำหนดมาตรการคุ้มครอง

ห้า ข้อมูลเชิงสังคมและความรู้สึกของชุมชน เอกสารแนบมีคำบอกเล่าและการตีความเชิงสังคม เช่น การเปรียบเวียงหนองหล่มเป็นคลังอาหารของชาวบ้าน และความกังวลต่อการเปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นอ่างเก็บน้ำลึก สิ่งนี้ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ” แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงประสบการณ์” ที่ต้องนำเสนออย่างระมัดระวังโดยให้พื้นที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน

จากการจัดวางข้อมูลทั้ง 5 ชุด จึงสามารถเขียนข่าวให้คมและไม่วนได้ โดยเดินเรื่องจาก “เหตุประชุมเร่งด่วน” ไปสู่ “คุณค่าและความเสี่ยง” แล้วเข้าสู่ “ปมขัดแย้งเชิงนโยบาย” ก่อนคลี่คลายด้วย “ทางออกเชิงกระบวนการ” และปิดท้ายด้วย “สถิติและกรอบอ้างอิง”

จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน หนังสือขอให้ยุติขุดลอก และคำถามเรื่องความคุ้มค่า

เวียงหนองหล่มไม่ใช่แค่แหล่งน้ำในแผนที่ แต่เป็นพื้นที่ที่ความทรงจำของชุมชนผูกอยู่กับจังหวะน้ำหลากน้ำลด และเป็นพื้นที่ที่นักธรรมชาติวิทยามองเห็นคุณค่าจากความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

หนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานระดับรัฐซึ่งเผยแพร่โดยเครือข่ายองค์กรด้านอนุรักษ์ ระบุเหตุผลหลักว่าโครงการขุดลอกกำลัง “เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์” และ “ทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างร้ายแรง” พร้อมเตือนถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจลามไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นในลุ่มน้ำเดียวกัน รวมถึงหนองบงคายซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ทำให้สังคมหันมามอง คือขนาดของโครงการที่เครือข่ายอ้างว่าใช้งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มความจุน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดลอกตะกอนปริมาณมากในพื้นที่กว้าง
เมื่อ “ตัวเลข” ใหญ่ระดับนี้ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความคุ้มค่าถูกนับอย่างไร และต้นทุนที่เป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมถูกนับรวมไว้แล้วหรือยัง

เวียงหนองหล่มในสายตานักอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นมากกว่าหนองน้ำ

ข้อมูลที่แนบระบุว่าเวียงหนองหล่มมีพื้นที่ประมาณ 14,091 ไร่ ครอบคลุมรอยต่ออำเภอแม่จันและเชียงแสน มีโบราณสถาน 53 แห่งในเขตเมืองโบราณโยนกนครและสิงหนวัตินคร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืช ปลา และนกจำนวนมาก รวมถึงชนิดพันธุ์ถูกคุกคาม และมีการยก “นกแสกทุ่ง” เป็นกรณีสัญลักษณ์

เครือข่ายอนุรักษ์ยังเชื่อมเวียงหนองหล่มเข้ากับกรอบการจัดลำดับความสำคัญระดับประเทศ โดยอ้างถึงการบันทึกพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทย และชี้ว่าเวียงหนองหล่มอยู่ในบริบทเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในมิติการอนุรักษ์ สาระสำคัญไม่ใช่การปฏิเสธการแก้ปัญหาน้ำ แต่คือการยืนยันว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำทำงานแบบมีชีวิต” ทำหน้าที่ซับน้ำ กรองน้ำ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหาร และเป็นฐานรายได้ของชุมชน หากเปลี่ยนโครงสร้างกายภาพอย่างรวดเร็ว ความสามารถเหล่านี้อาจหายไปโดยไม่สามารถย้อนคืน

มุมมองรัฐ โจทย์น้ำท่วม น้ำแล้ง และการจัดการตื้นเขินที่ลากยาวมาหลายปี

ฝั่งหน่วยงานรัฐไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าพื้นที่ แต่ย้ำ “ปัญหาการบริหารจัดการน้ำ” ที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการตื้นเขินและความเสี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝน รวมถึงการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรรมและคุณภาพชีวิต

การประชุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรมทรัพยากรน้ำรายงานไว้ ระบุชัดว่า ที่ประชุมมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และมีการแจ้งข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้คำแนะนำและข้อท้วงติงในด้านต่าง ๆ และจะมีการรวบรวมข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป
นี่สะท้อนว่า ภาครัฐเองรับรู้แรงเสียดทาน และเริ่มเปิดพื้นที่ให้ข้อท้วงติงเชิงวิชาการเข้ามาอยู่บนโต๊ะเดียวกับข้อมูลวิศวกรรม

PHOTO : Taksanai Muentip

ปมสำคัญไม่ใช่จะทำหรือไม่ทำ แต่คือทำแบบไหนให้ไม่ทำลายต้นทุนร่วม

เมื่อส่องให้ลึกกว่าคำว่า “พัฒนา” กับ “อนุรักษ์” ปมแท้จริงของเวียงหนองหล่มคือความยากในการทำให้ “สองเป้าหมาย” อยู่ร่วมกัน

ฝ่ายหนึ่งต้องการความมั่นคงด้านน้ำที่จับต้องได้ วัดผลได้ เป็นปริมาตรน้ำสำรอง เป็นโครงสร้างที่บริหารได้ในยามวิกฤต
อีกฝ่ายมองว่าการพัฒนาแบบเปลี่ยนหนองน้ำตื้นให้เป็นอ่างน้ำลึกและคันดินสูง อาจเท่ากับรื้อระบบนิเวศที่ทำงานเองตามธรรมชาติ และทำให้ชุมชนสูญเสียคลังอาหาร วิถีประมงพื้นบ้าน และโอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืนกว่า

หนังสือเครือข่ายอนุรักษ์จึงเสนอ “ทางเบรก” ให้ยุติการดำเนินการในรูปแบบเดิม และเปิดวงหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
ขณะที่ฝั่งรัฐส่งสัญญาณ “ทางทบทวน” ผ่านกระบวนการประชุมที่รวมหลายหน่วยงานและนักวิชาการ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด

กล่าวให้ชัด เวียงหนองหล่มกำลังเดินมาถึงทางแยกที่คำตอบแบบสุดโต่งทั้งสองฝั่งอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สิ่งที่สังคมจับตาคือ “แบบจำลองการบริหารจัดการร่วม” ที่ใช้ทั้งวิศวกรรมและนิเวศวิทยาอยู่ในสมการเดียวกัน

ทางออกเชิงกระบวนการที่เริ่มปรากฏ รับฟังความเห็น สำรวจข้อมูลจริง และจัดโซนการใช้ประโยชน์

ในข้อมูลที่แนบ จังหวัดเชียงรายเสนอแนวทางเบื้องต้น 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น การสำรวจทางวิชาการด้านชนิดพันธุ์ และการจัดทำแผนแบ่งเขตการใช้ประโยชน์หรือโซนนิงเพื่อกำหนดเขตใช้ประโยชน์ เขตกันชน และพื้นที่อนุรักษ์  ข้อเสนอเชิงกระบวนการเช่นนี้มีความหมาย เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ยึดติดอยู่กับเอกสารแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบคำถามว่า

  • ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพล่าสุดเป็นอย่างไร
  • พื้นที่ใดเป็นแหล่งวางไข่หรืออนุบาลสัตว์น้ำ
  • พื้นที่ใดทับซ้อนโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์
  • พื้นที่ใดเป็นทุ่งหญ้าหรือพื้นที่หากินของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
  • ที่สำคัญ ชุมชนสูญเสียหรือได้ประโยชน์อย่างไรในแต่ละทางเลือก

หากทำให้คำถามเหล่านี้มีคำตอบบนข้อมูลจริง การจัดโซนจะไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นเครื่องมือชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม

นัยของการอ้างกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำระดับประเทศ จาก “พื้นที่สีเขียว” สู่การกำกับโครงการขนาดใหญ่

เอกสารที่แนบย้ำมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 ว่าด้วยแนวทางการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ และการส่งเสริมให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งสะท้อนว่า เวียงหนองหล่มไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่รกร้างรอการปรับปรุง แต่เป็นทรัพยากรร่วมที่มีกรอบกำกับในระดับประเทศ

ในเชิงนโยบาย จุดสำคัญคือการทำให้โครงการด้านน้ำขนาดใหญ่ “เคารพกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำ” ไม่ใช่เดินคนละทิศกับนโยบายสิ่งแวดล้อม และหากมีข้อยกเว้น ต้องชี้แจงด้วยเหตุผลและมาตรการเยียวยาที่จับต้องได้

บทเรียนเชิงสังคมที่เวียงหนองหล่มกำลังส่งสัญญาณ การพัฒนาที่ไม่ฟังเสียงพื้นที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ

เสียงของเครือข่ายอนุรักษ์และชุมชนจำนวนหนึ่งสะท้อนความกลัวที่ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นความมั่นคงทางอาหารและรายได้
หากสัตว์น้ำพื้นถิ่นลดลง ประมงพื้นบ้านหายไป
หากนกหายากหายไป โอกาสท่องเที่ยวเชิงนิเวศหายไป
หากโบราณสถานและภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ถูกกระทบ มรดกที่สร้างคืนไม่ได้ก็หายไป

ขณะที่รัฐเองก็เผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงน้ำในยุคอากาศแปรปรวน น้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งยาวนานเกิดถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ สิ่งที่ทำให้เวียงหนองหล่มแตกต่างคือ พื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่น้ำล้วน ๆ แต่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีชีวิตและความหมายทางประวัติศาสตร์ การตัดสินใจจึงต้องละเอียดกว่าเดิม

สังคมจับตา จะหยุดเพื่อทบทวนหรือเดินหน้าพร้อมมาตรการคุ้มครองที่พิสูจน์ได้

จากรายงานของกรมทรัพยากรน้ำ การประชุมได้รวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตีความได้ว่า “ช่องทางทบทวน” ถูกเปิดขึ้นแล้วในระดับจังหวัด
ขณะที่หนังสือของเครือข่ายอนุรักษ์เสนอให้ “ยุติโครงการโดยด่วน” และจัดหารืออย่างเป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

ทางออกที่มีโอกาสลดความขัดแย้งที่สุดในทางปฏิบัติ มักไม่ใช่คำตอบแบบตัดสินฝ่ายเดียว แต่คือ
หนึ่ง การหยุดกิจกรรมที่เสี่ยงสูงในพื้นที่อ่อนไหวที่สุดชั่วคราวเพื่อสำรวจข้อมูล
สอง การเปิดเผยข้อมูลโครงการและข้อมูลฐานทรัพยากรที่ใช้ตัดสินใจให้ตรวจสอบได้
สาม การออกแบบโซนการใช้ประโยชน์ที่มีขอบเขตชัด และมีมาตรการคุมผลกระทบที่วัดผลได้
สี่ การกำหนดกลไกติดตามระยะยาวที่มีตัวแทนชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐร่วมกัน

หากทำได้ เวียงหนองหล่มอาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการน้ำที่ไม่แลกด้วยการทำลายระบบนิเวศ และเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบเคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทำได้ทันที

ติดตามประกาศจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเวทีรับฟังความคิดเห็น และเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงประสบการณ์จริงของพื้นที่ รวบรวมข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดหากินประมงพื้นบ้าน จุดทุ่งหญ้า จุดที่พบชนิดพันธุ์สำคัญ เพื่อส่งให้คณะทำงานเชิงพื้นที่ สนับสนุนให้เกิดการสื่อสารหลายภาษาและรูปแบบที่เข้าถึงได้ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่อยู่นอกระบบข้อมูลข่าวสาร เรียกร้องให้เผยแพร่ข้อมูลโครงการฉบับสรุปที่ประชาชนอ่านเข้าใจได้ โดยไม่ลดทอนสาระสำคัญ

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น

  1. ขนาดพื้นที่เวียงหนองหล่ม
    ประมาณ 14,091 ไร่ ตามหนังสือและแถลงการณ์ของเครือข่ายอนุรักษ์
  2. ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกยกเป็นเหตุผลหลักของฝ่ายคัดค้าน
    พืชอย่างน้อย 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 200 ชนิด และมีชนิดพันธุ์ถูกคุกคามอย่างน้อย 9 ชนิด รวมถึงนกแสกทุ่ง
  3. ตัวเลขโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบ
    งบประมาณรวม 3,880.85 ล้านบาท เป้าหมายเพิ่มกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ขุดลอกพื้นที่ราว 2,500 ไร่ ปริมาณตะกอนราว 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. หลักฐานการเปิดวงหารือในระดับจังหวัด
    กรมทรัพยากรน้ำระบุว่ามีการประชุมหารือกรณีหนังสือมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีการให้ข้อมูลที่มาของโครงการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมข้อมูลการดำเนินงานโดยชลประทาน และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด
  5. บริบทพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญในระดับประเทศและสากล
    หนองบงคายถูกอ้างถึงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และอยู่ในบริบทลุ่มน้ำเดียวกันตามข้อกังวลของเครือข่ายอนุรักษ์
    กรอบข้อมูลและเอกสารด้านพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยที่เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐเป็นฐานอ้างอิงเชิงนโยบายในการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ ข่าวประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่เวียงหนองหล่ม วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เอกสารและแถลงการณ์ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม ลงวันที่ 28 มกราคม 2569
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานข้อมูลและเอกสารกรอบพื้นที่ชุ่มน้ำและบัญชีรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ข้อมูลภาพรวมพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทยและการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ โดยกล่าวถึงหนองบงคายในจังหวัดเชียงราย
  • lannernews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME