กาแฟ GI ไทยฟีเวอร์! ปี 2568 ยอดขายเฉียด 1,500 ล้านบาท “ดอยช้าง” ยืนหนึ่งเชียงราย ติด Top 4 สะท้อนพลังอัตลักษณ์ถิ่นกำเนิดสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 13 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งบนแนวเขาสูงของเชียงราย กลิ่นหอมจากเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ยังคงเป็น “ภาษาเงียบ” ที่บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้ชัดเจนกว่าคำโฆษณาใด ๆ เพราะวันนี้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของพื้นที่สูง แต่กำลังกลายเป็น “สินค้าที่มีเรื่องเล่า มีตัวตน และมีราคาที่สูงขึ้นอย่างมีเหตุผล” ผ่านกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ภาพใหญ่ของประเทศยืนยันแนวโน้มดังกล่าว เมื่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2568 กาแฟ GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 11 รายการ จาก 8 จังหวัด สามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 1,497 ล้านบาท โดยกาแฟ 5 อันดับแรกกวาดยอดขายรวมกัน 1,318 ล้านบาท สะท้อนความนิยมของตลาดที่กำลังให้คุณค่ากับ “แหล่งที่มา” และ “มาตรฐาน” อย่างจริงจัง

ในรายชื่อ Top 5 นั้น “เชียงราย” ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นผ่าน กาแฟดอยช้าง ที่ทำยอดขาย 160 ล้านบาท ครอง อันดับ 4 ของประเทศ แม้มีปริมาณการผลิตเพียง 75 ตัน แต่กลับทำราคาเฉลี่ยหน้าร้านได้ถึง 1,600 บาท/กิโลกรัม สูงสุดในกลุ่ม Top 5 และยังได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ รวมถึง สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น — ตอกย้ำว่า “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” สามารถชนะเกมปริมาณได้ในตลาดพรีเมียม

แกนหลักของความสำเร็จ GI ทำให้ “เรื่องเล่า” กลายเป็น “มูลค่า”

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า ความโดดเด่นของกาแฟ GI คือ “อัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” ที่เกิดจากสภาพดิน ภูมิอากาศ ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตลอดจนภูมิปัญญาการเพาะปลูกและการแปรรูป ซึ่งทำให้สินค้าแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ราคาขายสูงขึ้นจากก่อนขึ้นทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงแนวคิดระดับสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือเครื่องมือคุ้มครอง “ความเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์” ของสินค้า โดยช่วยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าผ่านชื่อเสียงของพื้นที่ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการที่ทำตามมาตรฐานร่วมกันในพื้นที่ GI จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

เชียงรายในสมการกาแฟไทย จากแหล่งปลูกสู่ “แบรนด์ถิ่นกำเนิด” ที่ต่อยอดได้จริง

สำหรับเชียงราย การมี GI ในหมวดกาแฟอย่างน้อย 2 รายการที่ถูกกล่าวถึงในหลายเวที ได้แก่ กาแฟดอยช้าง และ กาแฟดอยตุง ทำให้จังหวัดไม่ได้แข่งขันด้วย “เมล็ดกาแฟ” เพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วย “ความหมายของถิ่นกำเนิด” และความสามารถในการคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟประมาณ 9,436 ไร่ และให้ผลผลิตราว 604 ตัน/ปี สะท้อนฐานการผลิตที่ยังมีศักยภาพต่อยอด หากออกแบบให้มูลค่าเพิ่มไหลกลับสู่เกษตรกรและชุมชนได้มากขึ้น

ในกรณี “ดอยตุง” แหล่งข้อมูลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงระบุว่า กาแฟดอยตุงได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2549 และเน้นระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดพรีเมียมยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคถามหาความโปร่งใสมากพอ ๆ กับรสชาติ

ดอยช้าง” อันดับ 4 ของประเทศ ผลิตน้อย แต่ราคาสูง—เพราะมาตรฐานและตลาดปลายทาง

หากมองเพียง “ปริมาณผลิต” ดอยช้างอาจดูเป็นผู้เล่นรายเล็ก เพราะตัวเลขปี 2568 อยู่ที่ 75 ตัน เทียบกับพื้นที่อื่นที่ผลิตเป็นหลัก “หลายร้อยถึงหลายพันตัน” แต่ตลาดกลับตอบแทนด้วยราคาเฉลี่ย 1,600 บาท/กก. และยอดขาย 160 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาอธิบายคุณลักษณะเด่นของกาแฟดอยช้างว่าเป็นอาราบิก้าปลูกบนความสูงประมาณ 1,000–1,700 เมตร มีระบบการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการควบคุมคุณภาพรอบด้าน ทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม มีความเปรี้ยวสดชื่นเบา ๆ แฝงความหวาน และกลิ่นหอมโดดเด่น

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ “การคุ้มครองในต่างประเทศ” โดยสื่อธุรกิจไทยรายงานว่าไทยได้ผลักดันให้ดอยช้างและดอยตุงจดทะเบียน GI ในญี่ปุ่นสำเร็จ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเลียนแบบชื่อเสียง และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้นำเข้า/ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม

ภาพรวมไทย Top 5 กาแฟ GI ปี 2568 สะท้อนการแข่งขัน “คุณค่า” มากกว่าปริมาณ

ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุ Top 5 ยอดขายกาแฟ GI ปี 2568 ได้แก่

  1. กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน 526 ล้านบาท (2,257 ตัน)
  2. กาแฟระนอง 262 ล้านบาท (947 ตัน)
  3. กาแฟเขาทะลุ (ชุมพร) 234 ล้านบาท (390 ตัน)
  4. กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) 160 ล้านบาท (75 ตัน)
  5. กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร 136 ล้านบาท (120 ตัน)

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ ตลาดยังมีลักษณะ “กระจุกตัว” เพราะ 5 อันดับแรกทำยอดรวม 1,318 ล้านบาท จากยอดรวมทั้งระบบ 1,497 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงมาก ซึ่งสะท้อนว่า “ความเข้มแข็งด้านมาตรฐาน–การตลาด–การเข้าถึงผู้บริโภค” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย มากกว่าการมีชื่อ GI เพียงอย่างเดียว

ในเวลาเดียวกัน นโยบายภาครัฐยังเดินหน้าใช้กรอบ “Quick Big Win” เพื่อเร่งการสร้างมูลค่าเพิ่มและการขยายตลาดในและต่างประเทศ โดยย้ำการคุมคุณภาพ การคุ้มครองชื่อ GI และการสร้างความสามารถแข่งขันอย่างยั่งยืน

มิติระดับโลก เมื่อกาแฟโลกผันผวน สินค้า “มีที่มา” ยิ่งได้เปรียบ

บริบทโลกทำให้เรื่อง “ที่มาและมาตรฐาน” มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะตลาดกาแฟโลกเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศและอุปทานตึงตัว โดยรายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การผลิตได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในประเทศผู้ผลิตหลัก และตลาดมีภาวะการบริโภคสูงกว่าการผลิตต่อเนื่องหลายปี

อีกด้านหนึ่ง ผู้นำขององค์การกาแฟระหว่างประเทศ (ICO) เคยให้มุมมองว่าความตึงตัวของอุปทานอาจเริ่มคลี่คลายได้ในราวไม่กี่ปีข้างหน้า หากการปลูกใหม่เริ่มให้ผลผลิตและสภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่ก็ยังขึ้นกับความผันผวนด้านภูมิอากาศเป็นสำคัญ

ในสภาพเช่นนี้ “กาแฟที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากไหน ผลิตอย่างไร และคุมมาตรฐานได้จริง” จึงมีแต้มต่อ—ไม่ใช่แค่กับผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้นำเข้า ร้านกาแฟ และผู้ค้าที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

โอกาสของเชียงราย—ทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่ม “ถึงมือคนปลูก” มากขึ้น

คำถามสำคัญที่ตามมาหลังตัวเลขสวยหรู คือ “รายได้เพิ่มขึ้นกระจายถึงเกษตรกรและชุมชนมากน้อยเพียงใด” เพราะ GI จะทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบคุมมาตรฐานเข้มแข็ง โปร่งใส และชุมชนมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า

สำหรับเชียงราย โจทย์จึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับในตารางยอดขาย แต่คือการต่อยอดจาก “ชื่อเสียงดอยช้าง–ดอยตุง” ไปสู่ 3 เรื่องหลัก

  1. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าและยอมจ่ายต่อเนื่อง
  2. พัฒนากลไกแบ่งปันมูลค่าเพิ่ม ระหว่างผู้ปลูก–ผู้แปรรูป–ผู้ทำตลาดอย่างเป็นธรรม
  3. ขยายตลาดพรีเมียมอย่างมีวินัย เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ไม่ให้ “ขยายเร็วเกินมาตรฐาน”

มุมมองของ WIPO สนับสนุนว่า GI ช่วยสร้างชื่อเสียงและมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้ แต่ต้องอาศัย “มาตรฐานร่วม” และ “วินัยของผู้ผลิตในพื้นที่” เพื่อคงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

กาแฟ GI ไม่ใช่แค่รสชาติ—แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ชุมชนจับต้องได้

ตัวเลขยอดขาย 1,497 ล้านบาท ในปี 2568 อาจเป็นข่าวดีของประเทศ แต่สำหรับเชียงราย “ข่าวที่สำคัญกว่า” คือการที่ ดอยช้าง พิสูจน์แล้วว่าโมเดลกาแฟพรีเมียมบนพื้นที่สูงสามารถสร้างมูลค่าจริงในตลาด—และยังมีช่องให้ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น ๆ หากระบบมาตรฐาน การตลาด และการกระจายรายได้เดินไปพร้อมกัน

เมื่อโลกให้คุณค่ากับ “ของแท้จากถิ่นกำเนิด” มากขึ้นทุกปี เชียงรายจึงไม่ได้แข่งขันในสนามกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันในสนาม “ความน่าเชื่อถือของชุมชน” และ “เศรษฐกิจฐานรากที่มีศักดิ์ศรี”—สนามที่หากทำสำเร็จ จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตคนบนดอยอย่างยั่งยืนกว่าตัวเลขยอดขายรายปี

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดเชียงราย (OPS MOAC Chiang Rai)
  • International Coffee Organization (ICO) / Reuters
  • WIPO  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME