ครบหนึ่งปีตึก สตง. ถล่ม ACT จี้รัฐเปิดรายงานข้อเท็จจริงเต็มฉบับ ชี้คดีนี้ไม่ใช่แค่ซากอาคาร แต่คือบททดสอบทั้งระบบรัฐ

กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนที่ยังไม่หยุดแม้เวลาผ่านไปหนึ่งปี ก่อนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 เพียงหนึ่งวัน เหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่มจากแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ยังกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้เกิดเพียงซากปรักหักพังของอาคารมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านบาทเท่านั้น แต่ยังทำให้ความไว้วางใจของสังคมที่มีต่อหน่วยงานตรวจสอบการใช้เงินภาษีของรัฐสั่นคลอนอย่างรุนแรงด้วย

ความหนักของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ชื่อของหน่วยงานหรือวงเงินก่อสร้าง แต่อยู่ที่ความสูญเสียของชีวิตคน และข้อสงสัยที่ยังไม่จบ แม้แต่ตัวเลขความสูญเสียที่ถูกอ้างถึงในพื้นที่สาธารณะก็ยังไม่ตรงกัน โดยบทความของ ACT ใช้ตัวเลขผู้เสียชีวิต 93 คน และผู้สูญหาย 3 คน ขณะที่ไทยพีบีเอสรายงานล่าสุดว่ามีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลสาธารณะในเรื่องที่ใหญ่และละเอียดอ่อนเช่นนี้ ยิ่งทำให้ข้อเรียกร้องเรื่องการเปิดเผยรายงานข้อเท็จจริงเต็มฉบับมีน้ำหนักขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลพื้นฐานยังไม่ลงรอย ความสงสัยของสังคมย่อมไม่อาจคลี่คลายได้ง่าย

จุดที่ ACT ต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่คำชี้แจงย่อย แต่คือเอกสารฉบับเต็ม

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ระบุผ่านบทความที่เผยแพร่เมื่อ 27 มีนาคม 2569 ว่า คดีนี้ควรถูกมองให้ใหญ่กว่าการพังลงของอาคารหนึ่งหลัง เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถามคือระบบกำกับดูแลของรัฐล้มเหลวตรงจุดใดบ้าง เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยให้เหตุผลว่า ยิ่งปิดบัง สังคมยิ่งสงสัย และการปล่อยให้คนไทยรับรู้เพียงข้อมูลบางส่วนจากการแถลงเป็นครั้งคราว ไม่เพียงพอต่อการคลี่คลายข้อกังขาที่สะสมมาตลอดหนึ่งปี

แกนสำคัญของข้อเรียกร้องจึงไม่ใช่เพียงการเปิดเผยเอกสารเพื่อสนองแรงกดดันทางสังคม แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบทั้งระบบเดินไปข้างหน้าอย่างมีหลักฐานรองรับ หากรายงานดังกล่าวมีรายละเอียดครบถ้วนและทำขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ก็จะช่วยชี้ได้ชัดขึ้นว่าใครเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบในระดับใด ทั้งในฝั่งรัฐและเอกชน และยังอาจช่วยป้องกันไม่ให้ข้อถกเถียงในอนาคตวนซ้ำอยู่กับการโยนความผิดกันไปมาโดยไม่มีฐานข้อเท็จจริงร่วมกัน

สามแนวคดีที่ถูกจับตาเพราะสะท้อนปัญหาคนละชั้นของระบบ

ACT ชี้ให้สังคมจับตา 3 แนวคดีหลักที่กำลังดำเนินอยู่ แนวแรกคือคดีตัวแทนอำพรางในการทำธุรกิจหรือคดีนอมินี ซึ่งบทความของ ACT ระบุว่ามีผู้ต้องหา 6 ราย แนวที่สองคือคดีออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงความผิดเกี่ยวกับเอกสารปลอม โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 23 ราย และแนวที่สามคือคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันกระทำทุจริตหรือฮั้วประมูล ซึ่ง ACT ระบุว่าดีเอสไอได้ส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ 72 ราย ให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ

ในฝั่งข้อมูลทางการ ดีเอสไอเคยเปิดเผยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ว่า คดีที่เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพบพฤติการณ์ใช้ชื่อบุคลากรที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเสนอราคา และมีการดำเนินคดีกับบริษัท PKW รวม 6 คน ขณะเดียวกัน ดีเอสไอยังระบุด้วยว่า มีข้อกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารองค์กรอิสระ กลุ่มคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจ้างออกแบบ จ้างก่อสร้าง และจ้างควบคุมงาน รวม 10 คณะ และกลุ่มคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง โดยคดีส่วนนี้อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. และจะส่งสำนวนไปดำเนินการต่อ

เมื่อวางข้อมูลของ ACT เคียงกับข้อมูลทางการของดีเอสไอ จะเห็นว่าคดีนี้ไม่ได้มีแค่ชั้นของ “ผู้ก่อสร้างผิดพลาดหรือไม่” แต่เชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างการคัดเลือกคู่สัญญา การกำกับควบคุมงาน การใช้คุณสมบัติบุคลากรเพื่อเข้าประมูล และความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่าง ๆ ของโครงการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ACT พยายามย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องถูกอ่านในฐานะคดีเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางวิศวกรรมอย่างเดียว

สิ่งที่ สตง. เปิดเผยแล้วมีอะไร และอะไรที่สังคมยังไม่เห็น

ในด้านของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเอง หน่วยงานได้เผยแพร่รายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ก็ชี้แจงว่าได้ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ป.ป.ช. และคณะผู้ตรวจสอบของกรมบัญชีกลางมาโดยตลอด

ที่สำคัญ ในคำชี้แจงของ สตง. เมื่อปลายปี 2568 มีการสรุปสาระของผลตรวจสอบสาเหตุการพังถล่มที่แถลงต่อสาธารณะแล้วไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การพังถล่มเริ่มที่ส่วนล่างของอาคารชั้น 1 ถึง 4 จากแรงเฉือนที่กระทำต่อผนังรับแรงเฉือน ผลทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ แบบรายละเอียดที่ใช้ก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ และระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อระหว่างคานเชื่อมกับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งทำให้บริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง

ข้อมูลชุดนี้ถือเป็นสาระสำคัญที่สังคมได้รับรู้แล้วจากฝั่งหน่วยงาน แต่ข้อเรียกร้องของ ACT อยู่ถัดจากจุดนี้ออกไป นั่นคือการเปิด “รายงานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง” ฉบับเต็ม ไม่ใช่เพียงบทสรุปบางส่วน เพราะเอกสารฉบับเต็มย่อมมีคุณค่าในแง่การตรวจสอบเหตุผล วิธีวิเคราะห์ ขอบเขตความรับผิด และบริบทของการตัดสินใจตลอดห่วงโซ่โครงการมากกว่าข้อสรุปย่อที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

คดีอาญาเดินหน้าแล้ว แต่คำถามทางสังคมยังไม่ปิดแฟ้ม

อีกด้านหนึ่ง ความคืบหน้าในกระบวนการยุติธรรมก็ขยับไปพอสมควรแล้ว ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ ทำสำนวนคดีมากกว่า 90,000 หน้า และได้ส่งสำนวนไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่อัยการจะส่งฟ้องต่อศาลอาญาในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ในความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม โดยศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 และกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ 62 นัด ขณะที่ฝ่ายจำเลยเตรียมพยานมากกว่า 180 ปาก

ความคืบหน้านี้บอกชัดว่าคดีไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันยืนยันสิ่งที่ ACT เตือนเช่นกันว่า คดีจะใช้เวลาอีกยาวนาน และระหว่างที่กระบวนการศาลดำเนินไป สังคมยังต้องการคำอธิบายเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้างควบคู่กันไปด้วย เพราะต่อให้ศาลตัดสินลงโทษบุคคลบางรายในอนาคต ก็ยังไม่เท่ากับการตอบคำถามครบถ้วนว่า ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบบตรวจรับงาน ระบบกำกับวิชาชีพ และระบบตรวจสอบภายในของรัฐบกพร่องตรงไหนบ้างตั้งแต่ต้นทาง

เหตุใดความไม่พอใจจึงพุ่งตรงไปที่ สตง. มากกว่าหน่วยงานทั่วไป

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้กรณีนี้รุนแรงในความรู้สึกสาธารณะมากกว่าคดีอาคารพังทั่วไป คือหน่วยงานเจ้าของโครงการคือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งโดยบทบาทตามสถาบันควรเป็นผู้ตรวจสอบความซื่อสัตย์ ความคุ้มค่า และการใช้เงินภาครัฐของหน่วยงานอื่น ACT ชี้ตรงกันว่า เมื่อตัวอาคารของหน่วยงานตรวจสอบเองกลับกลายเป็นศูนย์กลางของข้อสงสัยเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กายภาพของอาคาร แต่ขยายไปถึงชื่อเสียง เกียรติภูมิ และความเชื่อถือขององค์กรด้วย

ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อ สตง. ในฐานะหน่วยงานต้องทำหน้าที่สองสถานะพร้อมกัน คือสถานะผู้เสียหายจากเหตุอาคารถล่ม และสถานะคู่กรณีทางสังคมที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักต่อกระบวนการตัดสินใจภายในโครงการของตนเอง ภาระเช่นนี้ทำให้คำตอบแบบประชาสัมพันธ์ทั่วไปยากจะเพียงพอ เพราะสิ่งที่สังคมต้องการไม่ได้มีเพียงคำยืนยันว่าองค์กรให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน แต่ต้องการเห็นว่าหน่วยงานพร้อมเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบตัวเองได้จริงเพียงใด

ข้อสังเกต 5 เรื่องจาก ACT ที่ชี้ไปไกลกว่าอาคารหลังเดียว

ในบทความของนายมานะ ยังมีข้อสังเกตอีกหลายประเด็นที่พยายามพาสังคมมองปัญหาให้กว้างกว่าเหตุถล่มครั้งเดียว เขายกตัวอย่างตั้งแต่การซื้อขายหรือแอบอ้างลายเซ็นในวิชาชีพวิศวกรและสถาปนิก การใช้บริษัทนอมินีของทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การจัดซื้อจัดจ้างที่ให้ราคาถูกมีน้ำหนักเหนือคุณภาพ การใช้เงินภาษีไปกับอาคารหรูหราหรือโครงการที่ไม่คิดรอบคอบ และแม้แต่ประเด็นระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยที่ไม่ทำงานอย่างที่สังคมคาดหวังในวันที่เกิดเหตุ

แม้ข้อสังเกตเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อยุติทางคดี แต่มีคุณค่าในฐานะสัญญาณเตือนว่า เหตุการณ์ตึกถล่มอาจเป็นหน้าต่างที่เปิดให้สังคมเห็นปัญหาหลายชั้นของรัฐไทยพร้อมกัน ตั้งแต่เรื่องวิชาชีพก่อสร้าง มาตรฐานผู้รับจ้าง กติกาการประมูล ไปจนถึงวัฒนธรรมการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หากรายงานข้อเท็จจริงฉบับเต็มถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส ข้อสังเกตเหล่านี้ก็จะถูกตรวจสอบได้ดีขึ้นว่าเรื่องใดเป็นข้อเท็จจริง เรื่องใดเป็นความหละหลวมเชิงระบบ และเรื่องใดเป็นเพียงข้อสงสัยที่ต้องรอพยานหลักฐานเพิ่มเติม

รายงานฉบับเต็มสำคัญเพราะช่วยแยกคนผิดตัวจริงออกจากความรับผิดแบบเหมาเข่ง

อีกประเด็นที่ ACT พูดไว้อย่างน่าคิด คือหากมีการกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากกระจายไปหลายระดับหลายกลุ่มจริง การทำคดีโดยไม่รัดกุมอาจนำไปสู่ผลสองด้านพร้อมกัน คือทำให้คนบริสุทธิ์มัวหมอง และทำให้คนผิดตัวจริงหลุดรอดได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่การเปิดรายงานข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องของความอยากรู้อยากเห็นของสังคมเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ต่อความเป็นธรรมของทุกฝ่ายด้วย เพราะข้อมูลที่ชัดจะช่วยให้ข้อถกเถียงเดินบนพื้นของหลักฐาน ไม่ใช่กระแสอารมณ์หรือการคาดเดา

ในมุมกลับกัน สตง. เองก็อาจได้ประโยชน์จากความชัดเจนนี้เช่นกัน หากรายงานฉบับเต็มสามารถชี้ได้ว่าใครเกี่ยวข้องระดับใด ใครละเลยหน้าที่ หรือใครปฏิบัติถูกต้องแต่ถูกแรงสงสัยครอบคลุมไปด้วย การเปิดเผยข้อมูลก็ย่อมช่วยให้การฟื้นฟูความน่าเชื่อถือขององค์กรเดินได้อย่างมีทิศทางมากกว่าการปล่อยให้สังคมคาดเดาเองต่อไป

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาคนรับผิด แต่คือการซ่อมระบบรัฐทั้งห่วงโซ่

เมื่อครบหนึ่งปีของเหตุการณ์ สิ่งที่คดีนี้กำลังบอกสังคมไทยอาจมีอย่างน้อยสองชั้น ชั้นแรกคือความรับผิดเฉพาะหน้าในทางคดี ที่ต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ต่อไปอย่างละเอียด รอบคอบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ชั้นที่สองคือบทเรียนเชิงสถาบัน ซึ่งอาจสำคัญยิ่งกว่าในระยะยาว เพราะหากรัฐไม่สามารถอธิบายได้ว่าอะไรผิดพลาดตรงไหน ตั้งแต่การออกแบบ การคัดเลือก การควบคุมงาน การตรวจรับ ไปจนถึงการกำกับดูแลภายใน เหตุลักษณะเดียวกันย่อมมีโอกาสเกิดซ้ำได้อีกไม่ว่ากับหน่วยงานใด

ดังนั้น ข้อเรียกร้องของ ACT ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเร่งเร้ารัฐบาลให้เปิดเอกสารหนึ่งฉบับ แต่เป็นการย้ำว่าความจริงในคดีนี้ยังมีค่าต่อสังคมมากกว่าการปกป้องภาพลักษณ์ของใครบางฝ่าย และหากรัฐต้องการให้ความโกรธของสังคมค่อย ๆ คลี่คลายลงจริง สิ่งที่ต้องทำอาจไม่ใช่การสื่อสารให้น้อยลง แต่คือการเปิดเผยให้มากขึ้น ตรงขึ้น และพร้อมยอมรับให้ประชาชนตรวจสอบได้เต็มที่กว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ
  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME