

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – ลมหายใจของภาคเหนือในฤดูแล้งมักไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างที่ภาพท่องเที่ยวพยายามเล่า หากแต่เป็นบททดสอบซ้ำซากของชุมชนที่อยู่ชิดป่า ชิดเขา และชิดแนวลมที่พาฝุ่นละเอียดเข้ามาเกาะอยู่ในปอดของผู้คนแบบมองไม่เห็น เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ภาพท้องฟ้าที่ขุ่นมัวกับกลิ่นควันจาง ๆ กลายเป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานรัฐต้อง “ทำให้เร็ว” และ “ทำให้ถึง” ก่อนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจะลุกลามไปเป็นวิกฤตบริการสาธารณสุข และกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด
ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายสะท้อนแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 แบบขยับไปอีกขั้นจากการบังคับใช้มาตรการเพียงอย่างเดียว สู่การทำงานเชิงรุกที่พยายามปิดช่องโหว่ต้นตอของปัญหา และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนกับเยาวชนกลายเป็นกำลังร่วม โดยมีสองภาพใหญ่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ภาพแรกคือกิจกรรมของมณฑลทหารบกที่ 37 ที่ลงพื้นที่บ้านห้วยหญ้าไซ อำเภอแม่สรวย พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริ ควบคู่รณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ภาพที่สองคือโครงการ Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดในโรงเรียนพื้นที่อำเภอเวียงแก่น เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพจากฝุ่น
สองภาพนี้เชื่อมกันด้วยโจทย์เดียวกัน คือทำอย่างไรให้ “การห้ามเผา” ไม่กลายเป็นเพียงประกาศบนกระดาษ และทำอย่างไรให้ “การเฝ้าระวังฝุ่น” เป็นทักษะชีวิตที่ฝังอยู่ในชุมชน
บ้านห้วยหญ้าไซ แม่สรวย ใช้กำลังจิตอาสาและงานพัฒนาอาชีพ ลดแรงผลักให้เกิดการเผา
กิจกรรมที่บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จัดขึ้นโดยมณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” บูรณาการร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคีที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบการฝึกอบรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามพระราชดำริในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
แกนของกิจกรรมไม่ได้หยุดแค่การรณรงค์ดับไฟป่า แต่พยายาม “แตะที่ชีวิตจริง” ของคนในพื้นที่ ซึ่งมักอยู่ใกล้ป่าต้นน้ำและมีข้อจำกัดด้านรายได้ โอกาส และช่องทางประกอบอาชีพ หน่วยงานจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาอาชีพ การพัฒนาคนทุกช่วงวัย การสร้างความมั่นคงทางสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้ ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หนึ่งในกิจกรรมที่ถูกยกเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้าง คือการให้ความรู้เรื่อง “ชาเลือดมังกร” และมอบพันธุ์ต้นชาให้ประชาชนเพื่อนำไปปลูกเป็นอาชีพเสริม แนวคิดนี้ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่เชื่อมรายได้เข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดแรงจูงใจที่จะกลับไปใช้วิธีจัดการพื้นที่แบบเผา เพราะเมื่อคนมีรายได้ทางเลือกที่มั่นคงขึ้น ความจำเป็นในการเร่งเปิดพื้นที่ด้วยไฟย่อมลดลง
ผู้จัดระบุว่าในกิจกรรมมีประชาชนเข้าร่วม 60 คน และดำเนินการควบคู่กับการประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดเชียงรายปี 2569 ที่กำหนดช่วงขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน
ในเชิงความหมาย นี่คือการประกาศว่า “ฤดูห้ามเผา” ไม่ใช่แค่เรื่องความสงบเรียบร้อย แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยงสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และเป็นการป้องกันความสูญเสียทรัพยากรป่าต้นน้ำที่สัมพันธ์กับระบบน้ำและความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนในระยะยาว


เวียงแก่น เปิดห้องเรียนสู้ฝุ่น สร้าง Dust Patrol ให้เด็กเป็นผู้สื่อสารความเสี่ยงในบ้านตัวเอง
อีกด้านหนึ่งของจังหวัด ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เวลา 09.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม “Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น” ณ โรงเรียนสมถวิลจินตมัยบ้านห้วยแล้ง ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ภายใต้โครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ โดยมีปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเวียงแก่นเป็นประธานเปิด และมีผู้แทนหน่วยงานด้านแผน นโยบาย ป่าไม้ ปภ. เทศบาล สาธารณสุข ตลอดจนผู้บริหารและคณะครูร่วมสนับสนุนการเรียนรู้
ตัวเลขผู้เข้าร่วมสะท้อนภาพที่ควรมองให้ไกลกว่า “กิจกรรมในโรงเรียน” เพราะมีเด็กนักเรียนเข้าร่วม 40 คน ซึ่งเท่ากับมี “40 ครอบครัว” ที่มีโอกาสได้รับการสื่อสารความเสี่ยงจากคนในบ้านของตนเอง หากเด็กเหล่านี้สามารถนำความรู้ไปใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังค่า PM2.5 การสังเกตอาการเสี่ยง หรือการบอกเล่าพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง
หัวใจของ Dust Patrol คือทำให้เยาวชนเป็นผู้เฝ้าระวังและผู้สื่อสารความเสี่ยงในชุมชน เด็กถูกปลูกฝังความรู้และบทบาทในการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งในทางสังคมศาสตร์ นี่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ช่วยให้มาตรการรัฐไม่ขาดตอนเมื่อพ้นช่วงวิกฤต เพราะความรู้ถูกกระจายลงไปถึงระดับครัวเรือน
มาตรฐานฝุ่นกับความจริงในชีวิต เมื่อค่าฝุ่นไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่เป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของชุมชน
คำว่า PM2.5 มักถูกพูดจนชาชิน แต่ในทางการแพทย์และสาธารณสุข ฝุ่นขนาดนี้เล็กพอจะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึก และสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยคู่มือการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดระดับเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ โดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็นฐาน และชี้ว่าเมื่อความเข้มข้นเกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องยกระดับมาตรการแจ้งเตือนและการตอบโต้ด้านสาธารณสุข
ด้านมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทย มีกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนแบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 1 ปีไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกใช้เป็นกรอบกำกับในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการมลพิษอากาศ
เมื่อเอาตัวเลขมาตรฐานมาวางทับบนความเป็นจริงของชุมชน การ “ห้ามเผาเด็ดขาด” จึงไม่ใช่การตัดอาชีพของคน แต่เป็นการตัดความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนทั้งจังหวัด เพราะวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง มันไม่ได้เลือกทำร้ายเฉพาะผู้เผา แต่กระทบถึงเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และคนทำงานกลางแจ้งที่ไม่มีทางเลือกหลบเลี่ยง
ในระดับสากล งานวิชาการที่สรุปแนวทางคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกปี 2021 ชี้ว่า WHO แนะนำค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้มงวดกว่าหลายประเทศและสะท้อนหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่สะสมต่อเนื่อง
ความต่างระหว่างเกณฑ์สากลกับมาตรฐานภายในประเทศ ทำให้โจทย์ของเชียงรายไม่ใช่แค่ทำให้ “ต่ำกว่ามาตรฐานไทย” แต่ต้องทำให้ “ต่ำพอ” สำหรับคนในชีวิตจริง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงที่เกี่ยวพันกับไฟป่าและการเผาในที่โล่ง
อ่านยุทธศาสตร์เชียงรายจากสองกิจกรรม ทำไมต้องพัฒนาอาชีพคู่กับสร้างเยาวชนเฝ้าระวัง
หากมองเชิงยุทธศาสตร์ สองกิจกรรมในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 คือการตอบโจทย์ปัญหาแบบสองขา
ขาแรกคือการลดแรงผลักทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้เกิดการเผา แนวทางส่งเสริมอาชีพอย่างชาเลือดมังกรถูกนำเสนอในฐานะอาชีพเสริมที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์และสร้างรายได้ เป็นการพยายามทำให้ชุมชน “อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟ” และทำให้มาตรการห้ามเผามีโอกาสถูกยอมรับมากขึ้น เพราะคนเห็นทางออก
ขาที่สองคือการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงจากฐานรากผ่านเยาวชน Dust Patrol ทำให้ข้อมูลคุณภาพอากาศและความรู้ด้านสุขภาพไม่ได้วิ่งจากรัฐลงมาข้างเดียว แต่ย้อนกลับขึ้นไปได้ผ่านเครือข่ายผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน ลดปัญหาข่าวลวงและความเข้าใจผิดเรื่องการป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นสูง
นอกจากนี้ คู่มือด้านสาธารณสุขยังชี้ว่าการบริหารจัดการฝุ่นต้องพึ่งข้อมูลคุณภาพอากาศจากหลายแหล่ง รวมถึงระบบเฝ้าระวังของหน่วยงานรัฐและข้อมูลดาวเทียม เพื่อใช้สื่อสารแจ้งเตือนและประกอบการตัดสินใจ นัยสำคัญคือ เมื่อจังหวัดลงทุนสร้าง “คน” ให้ใช้ข้อมูลได้จริง ข้อมูลเหล่านี้จะไม่กลายเป็นกราฟที่คนดูแล้วผ่านไป แต่เป็นสัญญาณเตือนที่เปลี่ยนพฤติกรรมได้
ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ชัดในช่วงห้ามเผา 86 วัน
เมื่อกำหนดช่วงห้ามเผาเด็ดขาดยาวต่อเนื่อง 86 วัน ความท้าทายที่ตามมาคือความเสี่ยงของ “การฝ่าฝืนเงียบ” ที่เกิดในพื้นที่ห่างไกล การทำให้มาตรการมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างแรงจูงใจเชิงบวก และการสื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
อีกประเด็นคือความเป็นธรรมของมาตรการ หากชุมชนถูกขอความร่วมมือเข้ม แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจัดการเชื้อเพลิง การไถกลบ หรือทางเลือกอาชีพ มาตรการจะยืนอยู่บนความเปราะบางของคนจนที่สุด ดังนั้นกิจกรรมแบบห้วยหญ้าไซจึงเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐพยายามเติมองค์ประกอบที่ขาด ไม่ใช่เพียงเพิ่มระดับความเข้มงวด
ส่วนในมุมสุขภาพ เด็กที่เป็น Dust Patrol ต้องได้รับการดูแลไม่ให้แบกรับความกังวลเกินวัย การสื่อสารความเสี่ยงควรเน้นความรู้ที่ทำได้จริง เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง การใช้หน้ากากที่เหมาะสม และการสังเกตอาการผิดปกติของคนในบ้าน โดยไม่สร้างความตื่นตระหนก
บทสรุป เชียงรายกำลังเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การสร้างภูมิคุ้มกันของจังหวัด
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 บอกเล่าว่าเชียงรายกำลังขยับแนวทางรับมือฝุ่น PM2.5 จากการไล่ดับเหตุไปสู่การ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้จังหวัด ทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพในพื้นที่ป่า การประกาศมาตรการห้ามเผาในช่วงวิกฤต และการสร้างเครือข่ายเยาวชนเฝ้าระวังที่ทำให้ความรู้เดินทางได้ไกลกว่าห้องประชุม
คำถามสำคัญจากนี้คือจังหวัดจะทำให้สองขานี้เดินไปพร้อมกันได้นานแค่ไหน เพราะฝุ่นไม่ใช่ปัญหาที่จบในฤดูเดียว หากเชียงรายทำให้การห้ามเผาไม่เป็นสงครามระหว่างรัฐกับชุมชน และทำให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นพลเมืองที่อ่านข้อมูลคุณภาพอากาศเป็น เชื่อมโยงสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมเป็น จังหวัดก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเปลี่ยนฤดูควันให้กลายเป็นฤดูของการเรียนรู้ร่วมกัน และลดความสูญเสียที่เคยถูกมองเป็นเรื่องปกติไปทีละน้อย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :