
เชียงราย,16 มกราคม 2569 – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ห้องประชุมจอมกิตติกลายเป็น “ศูนย์บัญชาการเม็ดเงิน” เมื่อฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่เช็กตัวเลขการเบิกจ่าย โครงการที่เดินหน้าแล้ว โครงการที่ยังค้าง และเงินกันเหลื่อมปีที่ต้องเร่งให้ทันกรอบเวลา เพราะในมุมของเมืองหลัก การพัฒนาไม่ใช่แค่ทำให้ “มีงาน” แต่ต้องทำให้ “ระบบทำงาน” — ถนน ไฟฟ้า น้ำ การบริการสาธารณะ ความปลอดภัย เครือข่ายเศรษฐกิจชายแดน และความพร้อมรองรับคนเข้า–ออกตลอดปี
ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของล้านนาตอนบน “กว๊านพะเยา” ถูกพูดถึงในฐานะเวทีพิสูจน์ว่าจังหวัดเมืองรองก็สร้างแรงดึงดูดได้ หากกล้ายกระดับงานให้ใหญ่พอจะชิงพื้นที่สื่อ ชิงการรับรู้ และชิงการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้ไหลเข้าเมืองตัวเอง ภาพสะท้อนจากการสื่อสารด้านท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ชี้ว่า พะเยาถูกวางเป็น “ม้ามืด” ที่ใช้ Big Event Marketing ปั้นดีมานด์ และพยายามต่อยอดให้เกิดความต่อเนื่อง
คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่แค่ “ใครทำดีกว่า” แต่คือ “สองแนวทางนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร” และ “ประชาชนจะได้อะไรจริง” หากเมืองหลักเร่งฐานราก ขณะเมืองรองเร่งแม่เหล็กการตลาด
เชียงราย เมืองหลักกับโจทย์ “เงินต้องถึงพื้นที่” และ “โครงสร้างต้องเดินต่อเนื่อง”
จากรายงานการประชุม ก.บ.จ. จังหวัดเชียงราย ตัวเลขปีงบประมาณ 2568 สะท้อนภาพการบริหารแบบ “เครื่องจักรราชการที่ต้องเดินให้ทันเวลา”
ในเชิงการคลัง ตัวเลขเบิกจ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับกรอบงบรวม ทำให้เชียงรายดูเหมือน “ทำการบ้านส่งครบ” แต่เมื่อเจาะลึกในเชิงนโยบาย เงินกันเหลื่อมปีเกือบหนึ่งในสามคือสัญญาณที่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะมันหมายถึง “โครงการยังไม่จบ” และยังมีความเสี่ยงเรื่องกรอบเวลา การจัดซื้อจัดจ้าง และประสิทธิภาพการส่งมอบผลลัพธ์ (delivery) หากหน่วยงานไม่เร่งรัดให้ทันตามระเบียบ
ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานเชิงลึก คือ เมืองหลักอย่างเชียงรายมี “ต้นทุนความคาดหวัง” สูงกว่าจังหวัดทั่วไป ชุมชนไม่ได้ถามแค่ว่ามีโครงการหรือไม่ แต่ถามว่า
จึงไม่น่าแปลกที่เวที ก.บ.จ. จะเน้น “ติดตาม–เร่งรัด–เบิกจ่ายให้เป็นไปตามกรอบ” เพราะเม็ดเงินของรัฐในเมืองหลักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้อง “ค้ำโครงสร้างระยะยาว” ให้เมืองรับมือการแข่งขันได้
พะเยา เมืองรองกับยุทธศาสตร์ “ชิงการรับรู้” ด้วยอีเวนต์ และเดิมพันด้วยความต่อเนื่อง
ฝั่งพะเยา ภาพที่ถูกสื่อสารต่อสาธารณะชัดเจนคือแนวคิด “กระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง” และใช้งานใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าเมือง โดยกรณี “เคาต์ดาวน์กว๊านพะเยา” ถูกยกเป็นตัวอย่างของการสร้างกระแสและการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก พร้อมแนวคิดว่าควรมีงานใหญ่ “เข้ามาจัดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อรักษาโมเมนตัม
ในมุมการตลาดท่องเที่ยว กลไกนี้ทำงานแบบตรงไปตรงมา
แต่ในมุมเชิงโครงสร้าง เมืองรองที่โตด้วยอีเวนต์มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน
เปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ “งบโครงสร้าง” vs “งบการตลาด” — สองกลไกที่ควรเสริมกัน ไม่ใช่ชนกัน
หากยึดตามข้อมูลเชียงราย เมืองหลักกำลังทำสิ่งที่รัฐคาดหวัง เบิกจ่ายสูง เดินเครื่องหลายโครงการ และพยายามปิดงานให้ทันกรอบ พร้อมถือเงินกันเหลื่อมปีไว้เพื่อไม่ให้โครงการสะดุด
ขณะที่ข้อมูลฝั่งพะเยาชี้ว่า เมืองรองกำลังถูกเล่าเรื่องผ่าน “ความสำเร็จของงานใหญ่” และแนวคิดต่อยอดอีเวนต์เพื่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง
บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย (ข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริง)
ทั้งสองเกมจำเป็นต่อกัน เพราะถ้าเมืองหลักไม่แข็งแรง การไหลเวียนคน–สินค้า–บริการในภูมิภาคจะสะดุด แต่ถ้าเมืองรองไม่สร้างสีสันและเหตุผลใหม่ในการเดินทาง การกระจุกตัวจะกลับไปอยู่ที่เมืองเดิม และโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยจะหดลง
โอกาสของ “แพ็กเกจภูมิภาค” ที่ทำให้เชียงราย–พะเยาได้ประโยชน์ร่วม
หากต้องสรุปให้เป็น “ข้อเสนอที่จับต้องได้” โดยไม่แต่งเรื่องเกินฐานข้อมูล สิ่งที่เห็นชัดจากสองเคสคือ ความจำเป็นของการออกแบบเส้นทางและเวลาการท่องเที่ยวร่วมกัน
สิ่งที่ต้องระวัง คือ ถ้าออกแบบไม่ดี เมืองหลักอาจมองว่า “ต้องแบกต้นทุนระบบ” ส่วนเมืองรอง “ได้กระแส” ขณะที่เมืองรองอาจมองว่า “คนมาแล้วแวะผ่าน” เงินไม่ค้างในเมือง ดังนั้นตัวชี้วัดร่วมที่ควรพูดให้มากขึ้นในการกำหนดนโยบาย คือ
ระหว่าง “เมืองที่ต้องพร้อมทุกวัน” กับ “เมืองที่ต้องปังในวันสำคัญ” คนได้อะไร?
ภาพใหญ่ของปี 2569 ที่กำลังค่อย ๆ ชัดขึ้น คือภาคเหนือตอนบนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องแหล่งท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “โมเดลพัฒนา” เมืองหลักอย่างเชียงรายกำลังย้ำบทบาทผ่านการบริหารงบและเร่งปิดงานให้เกิดผลในพื้นที่
ส่วนเมืองรองอย่างพะเยากำลังถูกดันด้วยการตลาดเชิงกิจกรรม เพื่อชิงการรับรู้และสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทาง
สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะตัดสินนโยบายจากคำถามง่าย ๆ แต่หนักแน่น
คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า งบโครงสร้างและงบการตลาดจะ “เสริมกัน” หรือ “ชนกัน” ในสนามจริงของชีวิตคนล้านนาตอนบน
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
Copyright © 2023 by Nakorn Chiang Rai News Limited Partnership (L.P.). All Rights Reserved.