
เครือข่ายประชาชนเดินธรรมยาตรา 70 กม. จากเชียงใหม่สู่เชียงราย จี้แก้วิกฤตมลพิษใน 6 สายน้ำหลัก
ต้นตอมาจากเหมืองแร่กลุ่มทุนต่างชาติในเมียนมา ปล่อยโลหะหนักปนเปื้อนห่วงโซ่อาหารและน้ำประปา
มฟล. เผยปชช. กว่า 2 แสนคนใน 6 อำเภอเผชิญความเสี่ยง ยื่นขอสิทธิ์งบ 2,100 ล้านบาท จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่
ยื่น 7 ข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้ประกาศวาระแห่งชาติ และส่งหนังสือถึงสถานทูตจีนจี้ร่วมรับผิดชอบ
กสม. หนุนหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เตรียมดันปัญหาสู่เวทีอาเซียนและกลไก OECD ในอนาคต
เชียงราย, 7 มิถุนายน 2569 — ในวันที่แม่น้ำกกไม่อาจเลี้ยงชีพใครได้อีกต่อไป ชาวบ้าน พระสงฆ์ และนักอนุรักษ์จากหลายชาติพันธุ์ต่างเลือกที่จะ “เดิน” แทนการรอ พวกเขาออกเดินทางจากท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 รวมระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร เพื่อนำเสียงของชุมชนลุ่มน้ำมาถึงประตูศาลากลางจังหวัดเชียงราย ในวันสิ่งแวดล้อมโลก วันที่ 5 มิถุนายน 2569
เมื่อสายน้ำกลายเป็นน้ำพิษ
สีทอง คำแปง ผู้จัดการปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร ริมแม่น้ำกก พูดสั้นๆ แต่หนักหน่วง ว่า “สำหรับผม น้ำกกจบแล้ว”
ประโยคนั้นสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นมาสองปีกว่า ปางช้างที่เคยมีช้าง 9 เชือก ลงเล่นน้ำในแม่น้ำกกทุกวัน ต้องยุติกิจกรรมนั้นไปทั้งหมด เพราะความกังวลต่อสารปนเปื้อน นักท่องเที่ยวที่เคยหลั่งไหลมาล่องเรือ ชมวิถีชีวิตชนเผ่า หายไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และสีทองบอกว่าครั้งนี้หนักกว่าช่วงโควิดเสียอีก เรือนำเที่ยวแทบไม่มีวิ่งให้เห็นเลยตลอดสองปีที่ผ่านมา
ไม่ใช่แค่ปางช้าง แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ เผยว่า ชาวบ้านในตำบลท่าตอนต้องซื้อน้ำดื่มในราคาแพงกว่าคนเมืองถึง 15 เท่า แม้ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีเคยลงพื้นที่มาแล้วเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีแหล่งน้ำปลอดภัยสำหรับชาวบ้านแม้แต่แห่งเดียว
ต้นตอมาจากฝั่งตรงข้าม
ปัญหาที่ชุมชนลุ่มน้ำไทยกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากภายในประเทศ หากแต่มีจุดเริ่มต้นจากการทำเหมืองแร่โดยกลุ่มทุนต่างชาติในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา กิจกรรมเหมืองที่ขาดการกำกับดูแลอย่างเหมาะสมปล่อยสารโลหะหนักลงสู่แม่น้ำสายหลักที่ไหลเชื่อมเข้ามายังฝั่งไทย ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี
ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุชัดเจนว่าพื้นที่ลุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการสะสมของสารโลหะหนักทั้งในสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพของประชาชน ผลการตรวจสอบพบการปนเปื้อนของสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอทในปลา พืชผัก ข้าว และดินเกษตรอย่างต่อเนื่อง แม้ระบบประปาจะสามารถกำจัดสารพิษบางส่วนออกได้ แต่ผลการตรวจยังพบสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมตกค้างในน้ำประปาที่ประชาชนใช้บริโภคอยู่
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือตัวเลขที่เขาเปิดเผย นั่นคือประชาชนกว่า 200,000 คน ใน 6 อำเภอของจังหวัดเชียงราย กำลังพึ่งพาระบบเฝ้าระวังที่มีข้อจำกัดอย่างมาก ตั้งแต่ต้นปี 2569 การประปาในพื้นที่ไม่สามารถส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการได้ครบถ้วน จึงต้องอาศัยเพียงชุดตรวจภาคสนามที่ตรวจได้เพียง 3 ชนิด ขณะที่โลหะหนักอีกหลายชนิดอย่างซีลีเนียม โครเมียม และแบเรียม ยังไม่ถูกตรวจสอบ
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น กรณีนี้คล้ายกับการที่แม่น้ำคงคาของอินเดียเคยปนเปื้อนหนักจนกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติ ก่อนที่รัฐบาลอินเดียจะตั้งกองทุนฟื้นฟูแม่น้ำและได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติในปี 2562 ราช ผู้แทนจาก Oxfam ที่ร่วมงานธรรมยาตราครั้งนี้ กล่าวว่าการจัดการปัญหาน้ำข้ามพรมแดนเกิดขึ้นได้หากมีเจตจำนงทางการเมือง แต่โดยทั่วไปผู้มีอำนาจมักให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า
ธรรมยาตราที่ไม่ใช่แค่การเดิน
ขบวนธรรมยาตราที่ประกอบด้วยชาวบ้าน พระสงฆ์ สามเณร และนักสิ่งแวดล้อมจากหลายชาติพันธุ์นับร้อยคน ออกเดินตั้งแต่วันวิสาขบูชา ผ่านหมู่บ้านกะเหรี่ยงบ้านแควัวดำ ข้ามเส้นแบ่งจังหวัด จนเดินทางมาถึงหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569
พระมหานิคม มหาภินิกขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวระหว่างเวทีสาธารณะที่ตั้งขึ้นระหว่างทางว่า “แม่น้ำเปรียบเสมือนแม่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน ความเสียหายนั้นอาจส่งต่อไปอีกหลายรุ่น” ท่านยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้การทูตเชิงรุก ไม่ใช่แค่ดูแลปัญหาในระดับท้องถิ่น แต่ต้องเผชิญหน้ากับต้นตอของมลพิษโดยตรง
นิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำเครือข่ายและประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าวิกฤตครั้งนี้เกิดจากเหมืองแร่ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนต่างชาติ สะสมผลกระทบมากว่าสองปี จนแม่น้ำสายหลักทั้ง 6 สายปนเปื้อนสารพิษอย่างรุนแรง เขาเปรียบมันว่าเป็นจุดจบของวัฒนธรรมลุ่มน้ำที่สืบทอดกันมายาวนาน เพราะชุมชนต้องเผชิญกับความล่มสลายทางเศรษฐกิจ พืชผลและการทำนาดำเนินต่อไปไม่ได้
เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวตรงๆ ว่า “กำไรเป็นของเขา แต่พิษเป็นของคนไทย” และตั้งคำถามต่อห่วงโซ่อุปทานแร่ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ว่าไทยอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่นั้น
7 ข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี และ 14 ข้อจากเครือข่ายประชาชน
ในห้องประชุมจอมกิตติ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตัวแทนภาคประชาชนกว่า 180 คน เข้าพบฝ่ายรัฐและฝ่ายนิติบัญญัติ นำโดย พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, นางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สว.เชียงราย และนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน
ข้อเรียกร้อง 7 ข้อที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ได้แก่ การประกาศให้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ การจัดตั้งคณะทำงานระดับชาติที่มีภาคประชาชนร่วม การใช้มาตรการทางการทูตเชิงรุก การควบคุมนำเข้าแร่จากแหล่งก่อมลพิษ ระบบเฝ้าระวังและเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์ การเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และการให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่พบประชาชนด้วยตนเองโดยเร็ว
ขณะที่เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำยังได้ยื่นข้อเสนอรวม 14 ข้อ รวมถึงการขออนุมัติงบประมาณ 2,100 ล้านบาทให้การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายเพื่อจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สำหรับผู้บริโภค 40,000 ครัวเรือน รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำทางการเกษตรทดแทนถึง 130,000 ไร่
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความผิดหวัง เมื่อรัฐบาลส่งเพียงระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีมาแทนรัฐมนตรีที่มีอำนาจตัดสินใจจริง นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เพราะปัญหานี้เกินกำลังของระดับจังหวัดจะจัดการได้
พลตำรวจตรี นันทชาติ ชี้แจงว่ารัฐมนตรีติดภารกิจ พร้อมยืนยันว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ และเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระดับกระทรวงทันที แต่ที่ประชุมภาคประชาชนและนักวิชาการเห็นร่วมกันว่า คณะกรรมการระดับกระทรวงนั้นไม่เพียงพอ จำเป็นต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมคณะกรรมการระดับชาติที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวง
ส่งเสียงถึงสถานทูตจีน เมื่อ “กำไรเป็นของเขา แต่พิษเป็นของคนไทย”
นอกเหนือจากหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เครือข่ายยังส่งหนังสือถึงเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ของสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อเชิญพบประชาชนกรณีแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ของจีนในเมียนมา โดยอ้างอิงว่าประเทศจีนคือผู้รับผลประโยชน์สูงสุดจากห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญอย่างพลวง ดีบุก แมงกานีส ตะกั่ว และทองแดง ผ่านทางเมียนมาและด่านชายแดนของไทย
หนังสือดังกล่าวระบุว่าประชาชนจำนวน 70,000 ครัวเรือน หรือกว่า 210,000 คนในจังหวัดเชียงราย กำลังบริโภคน้ำประปาที่มีสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และแบเรียมวันแล้ววันเล่า โดยน้ำประปาเหล่านั้นผลิตจากแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักอันปลดปล่อยมาจากเหมืองแร่ต้นน้ำที่มีนักธุรกิจจีนเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม และย้ำว่าปีที่ผ่านมาสถานทูตจีนเคยออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใย แต่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการดำเนินการใดให้เห็นเป็นรูปธรรม
เสียงจาก Zung Ting นักอนุรักษ์ชาวกะฉิ่นที่ร่วมเดินธรรมยาตราครั้งนี้ สะท้อนความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งว่าในรัฐคะฉิ่น ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้เลยว่าน้ำและห่วงโซ่อาหารของตัวเองปนเปื้อนมากน้อยแค่ไหน เขากล่าวว่า “เมื่อเห็นว่าคนไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างจากที่บ้านผม ผมจึงอยากมาร่วมเดินธรรมยาตราครั้งนี้ เพื่อส่งเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบเหมือนกัน”
ระบบเฝ้าระวังต้องเปลี่ยน จากรัฐเป็นศูนย์กลาง สู่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ในเวทีอภิปรายช่วงที่สอง ที่รวมผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วน สมพร เพ็งค่ำ จากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ชี้ว่าระบบเฝ้าระวังปัจจุบันล้มเหลวตรงที่แต่ละหน่วยงานต่างเก็บข้อมูลตามภารกิจของตัวเอง ข้อมูลจึงกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน ทั้งที่ปัญหาการปนเปื้อนครอบคลุมพื้นที่กว้างตลอดลุ่มน้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคอีสานตอนล่าง
เธอเปรียบเทียบกับบทเรียนโควิด-19 ว่าในช่วงแรกประชาชนตรวจหาเชื้อด้วยตนเองไม่ได้ แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น รัฐก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจเองได้ แนวคิดเดียวกันควรนำมาใช้กับมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยให้ประชาชนมีเครื่องมือและมีบทบาทในการเก็บข้อมูลเบื้องต้น ขณะที่หน่วยงานรัฐทำหน้าที่สนับสนุนทางวิชาการ
ชาญณรงค์ วงศ์ลา ผู้แทนเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง ยกตัวอย่างโครงการที่เครือข่ายดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยพัฒนาแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลทรัพยากรประมงในพื้นที่เชียงคาน จังหวัดเลย ผ่านชาวประมงพื้นบ้าน 19 คนจาก 5 หมู่บ้าน ตั้งแต่ธันวาคม 2568 พบปลารวม 96 ชนิด มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 680,000 บาท บันทึกข้อมูลปลากว่า 31,000 ตัว น้ำหนักรวมกว่า 3,600 กิโลกรัม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำโขงมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลต่อชุมชนท้องถิ่น และเป็นสิ่งที่ต้องปกป้องอย่างจริงจัง
กสม. หนุน “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และผลักดันสู่เวทีอาเซียน
ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2568 โดยมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และประสานงานกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ขณะนี้ กสม. กำลังผลักดันให้ปัญหานี้กลายเป็นวาระร่วมของภูมิภาคอาเซียน และเชื่อมโยงกับพันธกรณีของไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
เธอย้ำหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และชี้ว่าปัญหาสำคัญด้านการเยียวยาคือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนยังไม่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถใช้งบประมาณฉุกเฉินได้ แต่ยืนยันว่าหน่วยงานรัฐสามารถจัดทำงบประมาณเชิงป้องกันได้ หากมีการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่ชัดเจน
ในระดับนานาชาติ KNU และ IEC สภาบริหารชั่วคราวแห่งรัฐคะเรนนี ยังได้ออกแถลงการณ์ร่วมในวันสิ่งแวดล้อมโลก แสดงความกังวลต่อปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดน และประกาศพร้อมสนับสนุนการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน โดยย้ำว่า “แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดนทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำสามารถส่งผลกระทบต่อชุมชนปลายน้ำ”
ก้าวต่อไป สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น กรกฎาคม 2569
คู่ขนานกับขบวนธรรมยาตรา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ยังมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ร่างมติดังกล่าวครอบคลุมการขับเคลื่อนใน 6 ขอบเขต รวมถึงการยกระดับปัญหาสู่กลไกข้ามพรมแดน การเฝ้าระวังเชิงรุกในห่วงโซ่อาหาร และระบบการเยียวยาฟื้นฟู
ผลจากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปปรับปรุงร่างมติ เพื่อนำเสนอต่อการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นในเดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศใช้เป็นแนวปฏิบัติระดับชาติต่อไป
ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิ้งท้ายว่า ในปี 2571 ไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะผลักดันมลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระภูมิภาค และเมื่อสายน้ำอย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินถูกคุกคาม ก็ยากจะมีประเด็นใดสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :