
เชียงราย,19 มกราคม 2569 – ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดตัดสินครั้งสำคัญเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงรายกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าการแข่งขัน “ใครชนะ-ใครแพ้” แบบผิวเผิน หากมองให้ลึกลงไป มันคือสนามที่ความคิดของผู้คนกำลังเปลี่ยนผ่านพร้อมๆ กับแรงกดดันปากท้องที่ยังไม่คลาย และเครือข่ายการเมืองพื้นที่ที่ยังหยั่งรากอยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน
รายงานฉบับนี้อาศัยข้อมูลจาก ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ซึ่งผู้จัดทำระบุว่าเก็บข้อมูลช่วง 14–19 มกราคม 2569 รวมตัวอย่าง 1,578 และคัดกรองเหลือ 1,563 ตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 7 เขตของเชียงราย พร้อมระบุค่าความคลาดเคลื่อน ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ) เพื่อถอด “สัญญาณ” ที่กำลังก่อตัวในเชียงราย ก่อนวันหย่อนบัตรจะมาถึง
แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าจับตา ไม่ใช่เพียงตัวเลขคะแนนนิยม หากคือคำถามที่ใหญ่กว่า
ทำไมคนรุ่นใหม่เทใจให้การเปลี่ยนแปลงแบบท่วมท้น ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดโยงกับความคุ้นเคยเดิม?
ทำไมเขตเมืองกับเขตชายแดนมีจังหวะการเมืองไม่เหมือนกัน?
และที่สำคัญที่สุด เมื่อ “อุดมการณ์” กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่ง แต่ “ปากท้องและหนี้สิน” ยังเป็นนโยบายที่ผู้คนอยากให้แก้เร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองจะตอบโจทย์สองอย่างนี้พร้อมกันได้อย่างไร?
วันเลือกตั้งที่ขยับเข้ามาใกล้ สนามเชียงรายในบริบทประเทศ
การประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ทำให้ทุกจังหวัดต้องเข้าสู่โหมด “เร่งเครื่อง” ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การหาเสียง และการประเมินกระแสความนิยม ขณะที่การเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณการปี 2569 952,266 คน ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 942,885 คนจำนวน สส. เขต: จังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง (สส. 7 คน) โดยเฉลี่ยมีจำนวนราษฎรประมาณ 162,384 คน ต่อ สส. หนึ่งคน ซึ่งสะท้อน “น้ำหนัก” ของเกมการเมืองรอบใหม่อย่างชัดเจน
สำหรับเชียงราย ความสำคัญยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่พึ่งพาราคาตลาด/ต้นทุนการผลิต รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่คนพื้นที่รับรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลฝุ่นควันภาคเหนือที่ต้องติดตามผ่านระบบรายงานของรัฐอย่าง Air4Thai หรือความกังวลเรื่องความเสี่ยงมลพิษในลุ่มน้ำสำคัญอย่าง “แม่น้ำกก” ซึ่งกังวลต่อความเสี่ยงมลพิษจากกิจกรรมเหมืองในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและลำน้ำที่ไหลข้ามพรมแดน
เมื่อประเด็นสาธารณะหนักขึ้น ความคาดหวังต่อผู้แทนฯ ก็หนักขึ้นตามไปด้วย และนี่คือฉากหลังของ “โพลเชียงราย” ที่ไม่ได้สะท้อนแค่ความชอบพรรค แต่สะท้อนความต้องการเชิงโครงสร้างของสังคมด้วย
โพลนี้ “วัดอะไร” และ “บอกอะไรได้แค่ไหน” ความโปร่งใสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลระบุว่าใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอนและโควตาตามสัดส่วนเขต เพศ อายุ และใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ออนไลน์ 1,397 คน และภาคสนาม 181 คน เพื่อดึงเสียงจากคนที่ไม่ถนัดออนไลน์ เช่น ผู้สูงอายุและเกษตรกร อย่างไรก็ดี ในเชิงมาตรฐานข่าวเชิงข้อมูล จำเป็นต้องย้ำ “ข้อจำกัด” เพื่อไม่ให้สังคมตีความเกินจริง
การวางกรอบแบบนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของโพล แต่เป็นการทำให้โพล “ใช้งานได้อย่างรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้อ่านต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหรือทำงานเชิงนโยบาย
ภาพรวมจังหวัด คะแนนนิยม “นายกฯ” และ “พรรคบัญชีรายชื่อ” ส่งสัญญาณอะไร
ใครคือ “นายกฯ ในใจคนเชียงราย” (คำถามเชิงความชอบ ณ วันนี้)
จากข้อมูลในรายงาน ผู้ตอบให้คะแนนสูงสุดแก่
หากตีความแบบระมัดระวัง ตัวเลขนี้สะท้อน 3 ชั้นความหมาย
ชั้นที่ 1: ความชัดของกระแสผู้นำรุ่นใหม่
คะแนนระดับ 60%+ ในคำถามเชิงตัวบุคคลบอกว่า “ความนิยมไม่ได้อยู่แค่แบรนด์พรรค” แต่โยงไปถึงภาพผู้นำที่ผู้ตอบยอมรับ
ชั้นที่ 2: ฐานเดิมยังไม่หายไปไหน
คะแนน 24%+ ของอีกขั้ว คือฐานเสียงที่ยังมี “ความแน่น” และในสนามจริง ฐานแบบนี้หากรวมกับพลังบ้านใหญ่/เครือข่ายพื้นที่ อาจแปรเป็นผลลัพธ์ระดับเขตได้
ชั้นที่ 3: ความหมายของผู้ยังไม่ตัดสินใจ
4–5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ในสนามที่ผลแพ้ชนะรายเขตอาจวัดกันเป็นหลักพันคะแนน “คนยังไม่ตัดสินใจ” คือกลุ่มที่ทุกพรรคอยากได้ และเป็นกลุ่มที่ไวต่อเหตุการณ์ข่าว/ความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร
คะแนนนิยม “บัญชีรายชื่อ” แบรนด์พรรคแข็งแรงแค่ไหน
ผลบัญชีรายชื่อในรายงานระบุว่า
ความน่าสนใจคือ คะแนนพรรคอันดับ 1 สูงกว่าคะแนนตัวบุคคลเล็กน้อย ซึ่งตามตรรกะการเมืองเชิงแบรนด์ หมายถึง “คนไม่ได้เชียร์แค่ตัวบุคคล แต่เชียร์ภาพรวมพรรค” และในทางกลับกัน พรรคอันดับ 2 ที่คะแนนตัวบุคคลและคะแนนพรรคเท่ากันพอดี สะท้อนการยึดโยงแบบ “พรรค-เครือข่าย” ที่ยังมั่นคง
อ่านรายเขต ทำไม “เขต 3” กลายเป็นป้อมปราการ และทำไมชายแดนยังสูสีมากกว่าเขตอื่น
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลแยก 7 เขตเลือกตั้ง และรายงานว่า “พรรคประชาชน/ผู้สมัครนายกฯ ที่นำโพล” นำทุกเขต แต่ระดับคะแนนต่างกัน
เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองเชียงราย) สงครามทางความคิดกลางเวียง เมื่ออุดมการณ์ไล่กวดปากท้อง
เขต 1 ของเชียงรายมีสถานะมากกว่า “ศูนย์กลางราชการ” เพราะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางความคิดของจังหวัดในเชิงสังคมและการเมืองด้วย ข้อมูลที่คุณให้สะท้อนภาพการแข่งขันเชิงความหมายอย่างชัดเจน เมื่อ “นายณัฐพงษ์” และ “พรรคประชาชน” นำอยู่ที่ 54.67% และ 55.49% ตามลำดับ ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ที่ 27% ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่เพียงผลรวมของคะแนน แต่เป็นสัญญาณของการจัดวางความสำคัญระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ปากท้อง” ที่สูสีที่สุดในจังหวัด และส่วนต่างความสำคัญห่างกันไม่ถึง 2% ยิ่งตอกย้ำว่าเขตเมืองกำลังตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่อื่น
โครงสร้างประชากรของอำเภอเมืองมีสัดส่วนชนชั้นกลาง พนักงานเอกชน ข้าราชการ นักศึกษา และผู้ประกอบการบริการมากกว่าเขตชนบท ทำให้การรับรู้ปัญหาเอนเอียงไปทาง “สาเหตุเชิงระบบ” คนเมืองจำนวนหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเป็นอาการปลายทาง ขณะที่ต้นทางคือระบบรวมศูนย์ การจัดสรรงบประมาณ และกติกาที่ไม่เอื้อต่อการกระจายโอกาส ดังนั้นคะแนนนำของพรรคประชาชนจึงตีความได้ว่าเป็น “การลงคะแนนให้การปรับโครงสร้าง” มากกว่าการยึดติดตัวบุคคล อย่างไรก็ดี คะแนน 27% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้” ยังมีน้ำหนักสูง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ตลาดสด ธุรกิจบริการ และผู้ที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อรายวัน ซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลทันที
บทสรุปของเขต 1 จึงเป็นการปะทะกันระหว่าง “ความหวังในอนาคต” กับ “ความอยู่รอดในปัจจุบัน” ในเชิงกลยุทธ์ ฝ่ายที่นำจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่าแผนปฏิรูปจะส่งผลต่อรายได้จริงอย่างไร ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องยกระดับภาพนโยบายเศรษฐกิจให้ทันสมัย มีระบบ และเชื่อมกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น เพื่อดึงฐานปัญญาชนและคนรุ่นใหม่กลับมาโดยไม่สูญเสียฐานปากท้องเดิ
เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, แม่จันบางส่วน) สัญญาณการทลายกำแพงเดิม เมื่อการเมืองนำหน้าปากท้อง
เขต 2 เป็นกรณีที่สะท้อน “การเปลี่ยนผ่านของพื้นที่กึ่งเกษตรกึ่งเมือง” ได้เด่นชัดที่สุดตามข้อมูลที่คุณให้ เมื่อพรรคประชาชนกวาดคะแนนสูงถึง 63.87% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทยที่ 20.42% จุดที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงส่วนต่างคะแนน แต่คือเหตุผลการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยประชาชนระบุว่าให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปโครงสร้างการเมือง” 37.17% เป็นอันดับหนึ่ง และแซงเรื่องปากท้องอย่างชัดเจน ภาพนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเดิมถูกมองว่าอิงเครือญาติและความสัมพันธ์แบบชุมชน กำลังขยับไปสู่การเมืองเชิงนโยบายและหลักการมากขึ้น
เวียงชัยและเวียงเชียงรุ้งมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการศึกษา การทำงานนอกพื้นที่ และการรับสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลไหลเร็วขึ้น การผูกขาดการสื่อสารของเครือข่ายเดิมย่อมลดลงตามไปด้วย ดังนั้น “การเลือกเพราะตัวบุคคล” หรือ “เลือกเพราะระบบอุปถัมภ์” จึงอาจลดน้ำหนักลง ขณะที่กรอบคิดใหม่ เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการตรวจสอบอำนาจ กลับกลายเป็นเหตุผลที่พูดคุยกันได้ในระดับครัวเรือนมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเชื่อมโยงว่า กฎหมายและกติกาที่ไม่เป็นธรรมทำให้ตนเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต การเข้าถึงตลาด หรือความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เมื่อมองแบบนี้ “การเมืองที่ดี” จึงถูกวางไว้เป็นเงื่อนไขก่อน “เศรษฐกิจที่ดี” อย่างเป็นตรรกะในสายตาของผู้ลงคะแนน
สำหรับเพื่อไทย ตัวเลข 20.42% ในเขตที่กระแสอุดมการณ์สูงถือเป็นสัญญาณเตือนในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่านโยบายประชานิยมแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อพื้นที่ที่ต้องการคำตอบเชิงระบบมากขึ้น หากยังยืนภาพเดิมว่าเป็นพรรคบริหารเศรษฐกิจอย่างเดียว อาจถูกมองว่า “แก้อาการ” มากกว่า “แก้เหตุ” ในขณะที่พรรคที่นำต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการทำให้แนวคิดปฏิรูปจับต้องได้ ไม่เช่นนั้นคะแนนที่สูงอาจถูกตีความว่าเป็นเพียงคลื่นความคาดหวังที่ผันผวนได้
เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.แม่ลาว, แม่สรวย, เวียงป่าเป้า) ส้มแลนด์สไลด์ และความล่มสลายของระบบอุปถัมภ์
เขต 3 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่เกิด “แลนด์สไลด์” ชัดที่สุด เมื่อพรรคประชาชนได้ 71.99% ทิ้งห่างเพื่อไทยที่ 17.73% และปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือ “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่นำโด่งถึง 48.58% ตัวเลขระดับนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเคยถูกจัดวางว่าเป็นชนบทหรือพื้นที่ภูเขา ไม่ได้อยู่ไกลจากการเมืองเชิงอุดมการณ์อีกต่อไป และการรับรู้ของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายปากท้องระยะสั้นเหมือนภาพจำเดิม
ภูมิศาสตร์ของแม่สรวยและเวียงป่าเป้ามีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน ในอดีต นักการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” มักใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ ทรัพยากรส่วนตัว และการเข้าถึงระบบราชการเป็นเครื่องมือรักษาฐานเสียง อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ทะลุ 70% บ่งชี้ว่ากลไกเดิมกำลังเผชิญแรงท้าทายอย่างหนัก เพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และสามารถเปรียบเทียบทางเลือกทางการเมืองด้วยเกณฑ์เดียวกับคนเมืองได้มากขึ้นด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพรรคที่ชนะ แต่เป็นการเปลี่ยน “วิธีคิด” ของผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่
อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ “ความคาดหวังเรื่องศักดิ์ศรีและการมีส่วนร่วม” ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการเพียงงบพัฒนาแบบลงมาตามวาระ หรือการสงเคราะห์เฉพาะหน้า แต่ต้องการความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีสิทธิ์กำหนดอนาคตตนเอง การเข้าถึงบริการรัฐอย่างเท่าเทียม และการลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ที่เคยไปทำงานหรือเรียนในเมือง ทำให้แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงถูกส่งต่อในครอบครัวได้จริง และเกิดการสนทนาการเมืองเชิงหลักการมากขึ้นในระดับชุมชน
ในเชิงการแข่งขัน ฝ่ายที่นำต้องระวังไม่ให้ภาพการเมืองกลายเป็น “กระแสที่พูดเก่ง” แต่ลงมือทำไม่เป็นรูปธรรม เพราะพื้นที่ภูเขายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน เช่น โครงข่ายคมนาคม การเข้าถึงตลาด และความมั่นคงในอาชีพ ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังใช้วิธีหาเสียงแบบเดิมโดยพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวเป็นหลัก ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพการเมืองแบบเก่าที่ประชาชนกำลังปฏิเสธอยู่
เขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.พาน, ป่าแดด) ปราการปากท้องสุดท้าย โจทย์ที่ต้องตีให้แตก
เขต 4 มีความโดดเด่นเพราะเป็นพื้นที่ที่ “เศรษฐกิจ” ถูกยกเป็นเหตุผลหลักอย่างชัดเจนตามข้อมูลที่คุณให้ โดยประชาชนระบุว่าเลือกจาก “นโยบายเศรษฐกิจ” สูงถึง 44.38% แม้พรรคประชาชนยังนำที่ 57.30% แต่เพื่อไทยได้ 26.97% และถือเป็นหนึ่งในเขตที่เพื่อไทย “ยื้อฐาน” ได้ดีที่สุด ภาพนี้ทำให้เขตพานและป่าแดดถูกมองได้ว่าเป็น “สนามทดสอบความสามารถด้านเศรษฐกิจฐานราก” ของทุกพรรคมากกว่าสนามอุดมการณ์
โครงสร้างเศรษฐกิจของอำเภอพานมีความเป็นเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และพาณิชย์ท้องถิ่นสูง ผู้คนจำนวนมากทำเกษตรแบบคิดต้นทุน-กำไร มีการลงทุน มีภาระหนี้ และพึ่งพาราคาในตลาดอย่างใกล้ชิด เมื่อชีวิตผูกกับราคาพืชผล ต้นทุนปุ๋ย ยา และการขนส่ง การตัดสินใจทางการเมืองจึงยึดผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป็นหลัก นี่อธิบายได้ว่าทำไมเพื่อไทยยังรักษาฐานเสียงไว้ได้จากความเชื่อมั่นสะสมต่อ “นโยบายแก้จน” และ “การยกระดับราคาสินค้าเกษตร” ที่เป็นภาพจำสำคัญของพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยให้ผ่านช่วงยากได้จริง
อย่างไรก็ตาม คะแนนนำของพรรคประชาชนที่ 57.30% ยังสะท้อนว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงเข้ามาถึงพื้นที่เกษตรแล้วเช่นกัน เพียงแต่โจทย์ของพื้นที่นี้ไม่ใช่การพูดเรื่องโครงสร้างอย่างเดียว เพราะชาวบ้านต้องการคำตอบเชิงกลไก เช่น หากเลือกแล้ว “ราคาข้าวจะดีขึ้นอย่างไร” “ต้นทุนจะลดลงด้วยเครื่องมือแบบไหน” หรือ “การเข้าถึงตลาดและแหล่งทุนจะถูกปรับอย่างไร” หากคำตอบยังเป็นนามธรรม พื้นที่นี้จะกลายเป็นจุดที่คะแนนสามารถเหวี่ยงได้ในช่วงปลายทางการเมือง
ในทางกลยุทธ์ เขต 4 เป็นจุดที่ทุกฝ่ายต้องสื่อสารแบบละเอียด ฝ่ายที่นำควรเสนอ “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจใหม่” ที่แปลเป็นมาตรการระดับไร่นาได้จริง เช่น การเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร การลดภาระต้นทุน และการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่ผูกกับราคาเดียว ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังพึ่ง “แจกเงิน” อย่างเดียว อาจถูกท้าทายจากความคาดหวังใหม่ที่ต้องการนโยบายเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น
เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.เทิง, พญาเม็งราย, ขุนตาล) แผลเป็นจากหนี้สิน และทางเลือกใหม่จากค่ายสีน้ำเงิน
เขต 5 ถูกนิยามได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ “ปัญหาหนี้สินและปากท้อง” กดทับชีวิตผู้คนอย่างเข้มข้นตามข้อมูลที่คุณให้ โดยพรรคประชาชนนำ 59.76% และเพื่อไทยตาม 26.04% ขณะเดียวกัน ประเด็นหลักที่ประชาชนโฟกัสคือ “การแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้สิน” สูงถึง 36.09% สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้กระแสการเมืองเชิงโครงสร้างจะมีพลัง แต่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยังเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ
ความน่าสนใจเพิ่มเติมคือการขยับขึ้นของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ 6.51% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายเขตของจังหวัดตามที่คุณให้ ตัวเลขนี้มักสะท้อนการทำพื้นที่แบบ “เข้าถึงชาวบ้าน” และการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่ผู้คนติดหล่มหนี้ เมื่อครัวเรือนต้องรับแรงกดดันจากการทวงหนี้ รายได้ไม่แน่นอน และต้นทุนการทำมาหากินที่สูงขึ้น การช่วยเหลือที่มาถึงประตูบ้านย่อมมีอิทธิพลต่อความรู้สึกปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นคะแนนของพรรคที่เน้นปฏิบัติการจึงยังมีที่ยืน แม้จะไม่ใช่ผู้ชนะหลักก็ตาม
ในมุมของพรรคประชาชน เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องพิสูจน์ “ความเร็ว” ควบคู่ “ความยั่งยืน” เพราะประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป แต่ต้องการทางออกที่ทันต่อสถานการณ์ชีวิตจริง หากการสื่อสารยังอยู่บนระดับโครงสร้างอย่างเดียว อาจถูกมองว่าไกลตัวในวันที่ต้องแก้หนี้ทันที นี่ทำให้โจทย์สำคัญคือการทำให้อุดมการณ์ เช่น การกระจายอำนาจหรือการลดความผูกขาด กลายเป็นเครื่องมือแก้หนี้ได้จริง เช่น การออกแบบธนาคารชุมชน กลไกสินเชื่อที่เป็นธรรม การเพิ่มรายได้ในท้องถิ่น และกฎหมายที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย
สำหรับเพื่อไทย คะแนน 26.04% ยังบอกว่าความเชื่อมั่นต่อเครื่องมือเศรษฐกิจแบบเดิมยังไม่หายไป แต่ต้องแข่งขันกับความคาดหวังใหม่ที่อยากเห็นระบบช่วยเหลือที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภูมิใจไทยและสายปฏิบัติการอื่นๆ อาจใช้จุดแข็งเรื่องการเข้าถึงพื้นที่เป็นแรงเสริม หากสถานการณ์หนี้สินยังยืดเยื้อ เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่คะแนนสามารถเปลี่ยนทิศได้จาก “ความเดือดร้อนเฉียบพลัน” มากกว่าจากการถกเถียงเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว
เขตเลือกตั้งที่ 6 (อ.แม่สาย, แม่ฟ้าหลวง) บารมีชายแดน และการแสวงหาผู้บริหารมืออาชีพ
เขต 6 เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความพิเศษทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง จึงทำให้พฤติกรรมการเลือกตั้งมี “สองชั้นเหตุผล” ตามข้อมูลที่คุณให้ นายณัฐพงษ์นำอยู่ 62.99% ขณะเดียวกัน นายยศชนันจากเพื่อไทยได้คะแนนเกือบแตะ 30% ภาพนี้สะท้อนว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และในเวลาเดียวกันก็ยังยึดโยงกับความสำคัญของ “ประสบการณ์” และ “ความสามารถในการบริหารพื้นที่ชายแดน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงสร้างเศรษฐกิจของแม่สายผูกกับการค้าข้ามพรมแดน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และความคล่องตัวของระบบราชการชายแดน ประชาชนจำนวนหนึ่งจึงให้ความสำคัญกับนโยบายที่ทำให้การค้าขายสะดวก ลดต้นทุน ลดขั้นตอน และลดปัญหาอำนาจไม่เป็นทางการที่บิดเบือนการแข่งขัน ความคาดหวังเช่นนี้สอดคล้องกับคะแนนที่เทไปยังพรรคประชาชน เพราะถูกมองว่าเป็นแรงผลักให้เกิดความโปร่งใสและการปัดกวาดระบบที่ถูกตั้งข้อกังวลเรื่องส่วยหรือการรีดไถ
อย่างไรก็ตาม คะแนนเกือบ 30% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “บารมีตัวบุคคล” และ “เครือข่ายการจัดการ” ยังมีความหมายในพื้นที่ชายแดน เพราะปัญหาชายแดนจำนวนมากต้องอาศัยการประสานงานหลายฝ่าย ตั้งแต่หน่วยงานความมั่นคง ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงกลไกท้องถิ่นในชีวิตจริง ผู้คนในพื้นที่จึงอาจลังเลที่จะปล่อยมือจากผู้ที่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาแบบยืดหยุ่น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชายแดนมีความผันผวนสูง
ในเชิงกลยุทธ์ เขต 6 จึงไม่ใช่สนามของ “อุดมการณ์ล้วนๆ” แต่เป็นสนามของ “ความเป็นมืออาชีพ” ฝ่ายที่นำต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า การเปลี่ยนโครงสร้างจะทำให้การค้าชายแดนคล่องตัวขึ้นจริง โดยไม่สร้างภาระขั้นตอนเพิ่ม และไม่ทำให้การบริหารพื้นที่พิเศษสะดุด ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องพิสูจน์ว่า ประสบการณ์และเครือข่ายจะถูกใช้เพื่อระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพื่อคงอยู่ของวิธีการเดิม หากทำได้ เขต 6 จะกลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันยังเปิดกว้าง แม้คะแนนนำจะชัดในตัวเลขก็ตาม
เขตเลือกตั้งที่ 7 (อ.เชียงแสน, ดอยหลวง, เวียงแก่น, เชียงของ) เขตเศรษฐกิจปากเหว และความหวังโค้งสุดท้าย
เขต 7 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่ “ความวิตกเศรษฐกิจ” เด่นที่สุดในจังหวัด โดยประชาชนให้ค่าน้ำหนักเรื่อง “การแก้ไขปัญหาปากท้อง” สูงถึง 41.13% แม้พรรคประชาชนจะนำที่ 59.68% และเพื่อไทยที่ 26.61% แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจตีความได้ว่าเป็น “คะแนนที่ยังรอคำตอบ” มากกว่าคะแนนที่ปิดเกมแล้ว เพราะเศรษฐกิจของพื้นที่ริมโขงและชายแดนพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และความต่อเนื่องของตลาดเป็นหลัก
เชียงแสนและเชียงของเป็นหัวใจของการค้าลุ่มน้ำโขงและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขนส่งสะดุด หรือการค้าชายแดนติดขัด ชุมชนในเขตนี้จะรับแรงกระแทกก่อนเสมอ ความเปราะบางดังกล่าวทำให้ผู้มีสิทธิ์จำนวนหนึ่งพร้อมเปลี่ยนใจตาม “นโยบายที่ช่วยให้รอด” มากกว่า “ความจงรักภักดีต่อพรรค” ดังนั้นคะแนนที่พรรคประชาชนได้รับในช่วงนี้อาจเป็นทั้งคะแนนคาดหวังและคะแนนประท้วงต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อผู้คนมองว่ารัฐบาลเดิมหรือพรรคใหญ่ยังแก้โจทย์ชายแดนได้ไม่ตรงจุด
จุดน่าจับตาคือ “ความเหวี่ยง” ของคะแนนที่คุณกล่าวถึง เพราะหากเพื่อไทยสามารถเสนอแพ็กเกจนโยบายเชิงพื้นที่ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จริง ไม่กระจุกที่ทุนใหญ่ คะแนนอาจไหลกลับได้เร็วเช่นกัน ในทางกลับกัน พรรคประชาชนหากนำเสนอนโยบายการจัดการน้ำโขง การส่งออกสินค้าเกษตร และการลดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์แบบมีรายละเอียดและทำได้จริง ก็มีโอกาส “ล็อกชัยชนะ” ให้มั่นคงขึ้น
ในเชิงยุทธศาสตร์ เขต 7 จึงเป็นพื้นที่ที่การสื่อสารต้องเฉียบคมและยึดปัญหาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ชุมชน การค้าชายแดนที่เป็นธรรม การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และกลไกช่วยผู้ประกอบการรายย่อย หากฝ่ายใดแสดงภาพ “ช่วยได้จริง” ในโค้งสุดท้ายได้ชัดที่สุด ย่อมมีโอกาสครองใจพื้นที่นี้อย่างยั่งยืนมากกว่าการชนะด้วยกระแสเพียงช่วงเวลาเดียว
“ภาพรวมทั้ง 7 เขตชี้ชัดว่า ‘พรรคประชาชน’ ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ด้วยกระแสอุดมการณ์ แต่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ยังคงมีกำแพงที่แข็งแกร่งในเรื่องความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะในเขต 4 และเขต 7” “ที่น่าจับตาคือกลุ่ม ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘ประชาธิปัตย์’ ที่เริ่มแทรกตัวใน เขต 2 และ 5 ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญหากคะแนนระหว่างสองพรรคใหญ่เบียดกันในช่วงเลือกตั้งจริง” “สำหรับพรรคกล้าธรรม คะแนนบัญชีรายชื่อ (Party List) อาจจะยังดูไม่หวือหวาในตอนนี้ แต่ในทางสถิติการเมืองเชียงราย คะแนนที่ปรากฏในเขต 7 และเขต 3 คือสัญญาณเตือนพรรคใหญ่เพราะพรรคนี้เน้นการทำงานผ่าน ‘ตัวบุคคล’ และ ‘ระบบเครือข่ายท้องถิ่น'”
สงครามทางความคิดระหว่างวัย ทำไมคนอายุน้อยกว่า 45 ปี “เทไปทางเดียวกัน” และทำไม 61+ กลับเป็น “พื้นที่ชิงดำ”
หนึ่งในส่วนที่ชัดที่สุดของรายงาน คือการแยกตามช่วงอายุ
นี่คือ “ภาพสามชั้น” ของการเมืองเชียงราย
ชั้นแรก: คนรุ่นใหม่เลือกด้วยอุดมการณ์และภาพอนาคต
เมื่อคนอายุ 18–44 เทไปในทิศทางเดียวกันมาก แปลว่าพวกเขามี “กรอบการเมืองร่วม” ที่สอดคล้องกัน เช่น การปฏิรูปกติกา ความเท่าเทียม และความโปร่งใส
ชั้นสอง: วัยทำงานตอนปลาย/วัยกลางคนคือกลุ่มที่เริ่ม “ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย”
คน 45–60 คือกลุ่มที่รับแรงกดดันเศรษฐกิจครัวเรือน หนี้สิน สุขภาพ และอนาคตลูกหลานพร้อมกัน การตัดสินใจจึงเริ่มแตกเป็นสองขั้วอุดมการณ์ยังสำคัญ แต่ “ความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้จริง” สำคัญไม่แพ้กัน
ชั้นสาม: 61+ คือ “กลุ่มตัวแปร” เพราะออกมาใช้สิทธิจริงสูงและตัดสินจากประสบการณ์สะสม
ในหลายประเทศ การเลือกตั้งมักถูกชี้ขาดด้วยผู้สูงอายุ เพราะ turnout สูงกว่า และเน้นความมั่นคงของชีวิตมากกว่า “ความฝันทางการเมือง” ดังนั้น การที่เขตชนบท/กลุ่มสูงอายุยังสูสี จึงทำให้คำว่า “แลนด์สไลด์” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
เพศสภาพกับทิศทางการเมือง สิ่งที่ตัวเลขบอกได้ และสิ่งที่สังคมต้องไม่เผลอตีตรา
รายงานแยกผลตามเพศ พบว่า
ในฐานะข่าวเชิงลึก สิ่งที่ควรย้ำคือ “ตัวเลขไม่ใช่ใบอนุญาตให้เหมารวม” แต่เป็นสัญญาณว่า กลุ่มคนต่างประสบการณ์ อาจตอบสนองต่อนโยบายต่างกัน โดยเฉพาะนโยบายด้านสิทธิ ความเท่าเทียม ความปลอดภัยในชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ
ปัจจัยตัดสินใจ เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “ตัวบุคคล” และนโยบายปากท้องยังครองอันดับหนึ่ง
ปัจจัยตัดสินใจมากที่สุด (ระดับคุณค่า/กรอบคิด)
นี่คือประโยคที่อธิบายสนามเชียงรายได้คมที่สุด
“คนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ยังอยากเห็นผลลัพธ์จับต้องได้”
นโยบายที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด (ระดับชีวิตจริง)
แม้สิ่งแวดล้อมจะเป็นสัดส่วนไม่สูงในภาพรวม แต่ในพื้นที่ชายแดนกลับถูก “ยกอันดับ” ในความรู้สึกของผู้คนได้ง่าย เพราะเป็นปัญหาที่เห็นกับตาและกระทบชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ฤดูฝุ่นควันภาคเหนือซึ่งรัฐมีระบบติดตามรายวัน หรือความกังวลเรื่องมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดนที่ถูกพูดถึงในรายงานข่าว/งานวิจัยระดับภูมิภาค
ปัจจัยข่าวและความผันผวน ทำไมโพลช่วง 14–19 ม.ค. จึงต้องอ่านแบบ “ยึดหลักฐาน–ระวังอารมณ์ตลาดข่าว”
ช่วงเวลาที่โพลเก็บข้อมูลทับซ้อนกับ “สภาพอากาศข่าว” ที่เข้มข้น ทั้งข่าวการบังคับใช้กฎหมาย/การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองในต่างจังหวัดซึ่งถูกเผยแพร่ในสื่อ และข่าวเหตุโครงสร้างก่อสร้างถล่ม/อุบัติเหตุที่เป็นประเด็นความปลอดภัยสาธารณะ
ในทางพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เหตุการณ์ลักษณะนี้มักก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 ผลพร้อมกัน
ดังนั้น แม้ตัวเลขในเชียงรายจะชี้ว่ากระแสพรรคอันดับ 1 นำห่าง แต่ “เกมจริง” ยังต้องดู 3 เงื่อนไขเสมอ ผู้สมัครเขต, เครือข่ายพื้นที่, และ turnout ของกลุ่ม 61+
ฉากทัศน์ก่อนวันจริง 3 ทางเป็นไปได้ของสนามเชียงราย (บนฐานข้อมูลโพล)
ฉากทัศน์ที่ 1: “กระแสเปลี่ยนแปลงกินพื้นที่จริง”
จะเกิดขึ้นเมื่อ
ฉากทัศน์ที่ 2 “บ้านใหญ่ประคองเขตคะแนนพรรคไม่เท่ากับคะแนนคน”
จะเกิดขึ้นเมื่อ
ฉากทัศน์ที่ 3 “พรรคที่สามแทรกแบบเฉพาะจุด”
ตัวเลขพรรคที่สามยังต่ำ แต่หากมีผู้สมัครเด่นในบางอำเภอ และเล่นโจทย์เฉพาะพื้นที่ เช่น เศรษฐกิจชายแดน/ความมั่นคง/โครงการลงทุน ก็อาจเกิด “การตัดคะแนน” ทำให้เขตบางเขตพลิกได้
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่คนเชียงรายส่งสัญญาณถึงทุกพรรค (อ่านจากโจทย์ปากท้อง + โครงสร้าง)
หากแปลคะแนน “นโยบายที่อยากให้แก้เร่งด่วน” ให้เป็นวาระสาธารณะ จะได้ 3 โจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคเลี่ยงไม่ได้
โพลไม่ได้บอกผู้ชนะ แต่บอก “เงื่อนไขที่ผู้ชนะต้องทำให้ได้”
เมื่อสรุปภาพทั้งหมด โพลชุดนี้ชี้ว่าเชียงรายกำลังอยู่ในช่วง “การเมืองสองจังหวะ”
ดังนั้น หากจะตอบคำถามใหญ่ “เชียงรายจะเปลี่ยนหรือไม่” คำตอบที่เป็นกลางที่สุดคือ
เชียงรายกำลังเปลี่ยนแล้วในระดับความคิด แต่ผลเลือกตั้งจะเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ turnout รายกลุ่มและความเข้มของเกมรายเขตในช่วงโค้งสุดท้าย
และในท้ายที่สุด ไม่ว่าพรรคใดจะได้เปรียบจากกระแส ความชอบ หรือเครือข่ายพื้นที่ ผู้ชนะที่แท้จริงควรเป็น “ประชาชน” ที่ได้รัฐบาลและผู้แทนซึ่งตอบโจทย์ทั้ง ความยุติธรรมของระบบ และ ความอยู่รอดของครัวเรือน ไปพร้อมกัน
สถิติสำคัญ (สรุปจากข้อมูล “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ที่ผู้จัดทำส่งให้)
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
Copyright © 2023 by Nakorn Chiang Rai News Limited Partnership (L.P.). All Rights Reserved.