วิกฤตน้ำประปาเวียงแก่น อบจ.เชียงรายลุยขุดลอก “ลำน้ำงาว” กู้ระบบน้ำโรงพยาบาล ชุมชน หลังตะกอนมหาอุทกภัยทับถมหนัก

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 — ในวันที่ “น้ำสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงความสะดวกสบาย แต่คือเส้นเลือดของระบบสาธารณสุขและชีวิตประจำวัน เสียงเรียกร้องจากปลายน้ำจึงดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือน และพื้นที่เพาะปลูกของอำเภอเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบหลักผลิตประปาเริ่ม “ไม่ทำงาน” อย่างที่ควรเป็น เวลา 14.10 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พร้อม นางนิตยา ยาละ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย เขตอำเภอเวียงแก่น ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของเครื่องจักรกลหนักจาก สำนักช่าง และ กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงรายฝายลำน้ำงาว หลังโรงพยาบาลเวียงแก่น เพื่อเร่งฟื้นระบบน้ำอุปโภคบริโภคที่กำลังขาดแคลน

ลำน้ำงาว” สายเลือดของเวียงแก่น เมื่อแหล่งน้ำดิบตื้นเขิน โรงพยาบาลคือด่านหน้าที่สะเทือนก่อน

สำหรับคนเวียงแก่น ลำน้ำงาว ไม่ใช่เพียงลำน้ำธรรมชาติ หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต ตั้งแต่ สวนส้มโอ ข้าว ข้าวโพด ไปจนถึงภารกิจสำคัญที่สุดคือการเป็น แหล่งน้ำดิบหลัก สำหรับผลิตน้ำประปาให้ โรงพยาบาลเวียงแก่น และชุมชนโดยรอบ

ทว่า “บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2567” ได้ทิ้งร่องรอยที่หนักกว่าภาพความเสียหายบนถนนหรือบ้านเรือน เพราะเมื่อกระแสน้ำพัดพา ตะกอนดินและทรายจำนวนมากจากพื้นที่สูง ลงสู่ลำน้ำ ตะกอนเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ฝุ่นควันในระบบหายใจ” ของลำน้ำ สะสมจนตื้นเขิน และไปอุดจังหวะการไหล การกักเก็บ และการสูบน้ำขึ้นระบบประปา

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “น้ำไหลอ่อน” แต่ลามไปสู่คำถามใหญ่กว่า โรงพยาบาลจะเดินระบบอย่างไร หากขาดน้ำสะอาดต่อเนื่อง? และประชาชนจะรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้อย่างไร หากน้ำอุปโภคบริโภคไม่พอในช่วงที่ยังต้องฟื้นตัวจากภัยพิบัติเดิม

ในกรอบสาธารณสุขสากล WHO ย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำในสถานบริการสุขภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานต่อความปลอดภัยผู้ป่วย การควบคุมการติดเชื้อ และคุณภาพบริการ ไม่ใช่ “ทางเลือก”

จุดเปลี่ยนหลังมหาอุทกภัย เมื่อ “ตะกอน” กลายเป็นวิกฤตสาธารณูปโภคที่มองไม่เห็น

จากข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าอุทกภัยปี 2567 ได้พัดพาโคลนดินจากพื้นที่สูงไหลลงสู่ลำน้ำงาว จน ฝาย/ลำน้ำกลายเป็นจุดรองรับตะกอน มากกว่าจุดกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ลำน้ำตื้นเขิน “ในระดับใกล้ตลิ่ง” และทำให้ไม่สามารถสูบน้ำดิบขึ้นมาใช้ได้ตามปกติ

ภาพนี้สะท้อนธรรมชาติของภัยพิบัติยุคใหม่ที่ไม่ได้ “มาแล้วจบ” แต่ทิ้งผลพวงเป็นชั้นๆ ตั้งแต่น้ำท่วม → ดินถล่ม → ตะกอนทับถม → ระบบน้ำล่ม → สุขาภิบาลและเศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจึงสรุปบทเรียนซ้ำว่า “ระยะหลังน้ำลด” คือช่วงที่ความเสี่ยงรองพุ่งสูง และต้องใช้ทรัพยากรฟื้นฟูจำนวนมาก

ปฏิบัติการ 29 ม.ค. 2569 ขุดลอก เปิดทางน้ำ วางท่อใหม่ เพื่อให้ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล”

ภารกิจที่เกิดขึ้นในเวียงแก่นครั้งนี้ ถูกวางเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมีแกนปฏิบัติการ 2 ส่วน

1) ขุดลอกเปิดทางน้ำ คืนสภาพการไหลให้ลำน้ำงาว

เครื่องจักรกลหนักของ อบจ. เข้าดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน/ทราย และปรับแนวทางน้ำบริเวณฝายและช่วงที่ตื้นเขิน เพื่อให้กลับมามีน้ำพอสำหรับการสูบและการใช้งาน

2) วาง/ปรับระบบท่อสูบน้ำใหม่ โฟกัส “โรงพยาบาลต้องมีน้ำ”

อีกมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงระบบท่อ เพื่อสูบน้ำจากจุดที่ขุดลอกแล้วขึ้นไปใช้ในโรงพยาบาลให้ทันต่อความจำเป็น

ถอดความสาระสำคัญจากหน้างาน นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้ฟื้นเส้นทางน้ำ

จากสาระที่ผู้ใช้ถ่ายทอดไว้ในส่วน “เจาะลึกเนื้อหาวีดิโอ” สะท้อนประเด็นหลัก 3 ชั้น ดังนี้

  1. ยอมรับความจริงว่าเป็นงานเฉพาะหน้า แต่ต้องทำทันที นายก อบจ.ชี้ว่าการลงมือครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปริมาณน้ำลดลงเร็ว ขณะที่ตะกอนทับถมสูงมากจนทำให้แหล่งน้ำเดิมใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนและโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อนหนัก
  2. ชี้ “ต้นตอ” ว่ามาจากตะกอนหลังน้ำท่วมใหญ่และดินโคลนจากพื้นที่สูง ดินโคลนจากพื้นที่สูงไหลลงลำน้ำงาว ทำให้ฝายที่เคยเก็บกักน้ำ กลายเป็นจุดสะสมตะกอนจนเต็ม
  3. วางแผนปฏิบัติการแบบ “ขุดลอก + ประสานหน่วยงาน + โครงสร้างระยะยาว” อบจ.ดำเนินการขุดลอกและฟื้นเส้นทางน้ำ พร้อมทำเรื่องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน โยธาธิการและผังเมือง) เพื่อเสถียรภาพลาดดิน/โครงสร้าง และเดินหน้าวางระบบท่อใหม่ให้สูบน้ำขึ้นโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

สรุปสาระจากคลิปตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ข้อความ “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงทำหน้าที่เป็นทั้งคำประกาศเชิงนโยบาย และ “เป้าหมายเชิงวิศวกรรม” ที่ต้องทำให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะมาถึง

เมื่อ “น้ำประปา” กลายเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพ และบททดสอบการกระจายอำนาจ

การแก้วิกฤตครั้งนี้มีนัยมากกว่าเครื่องจักรที่กำลังขุดดิน เพราะสะท้อน “สมรรถนะท้องถิ่น” ใน 3 มิติ

ความเร็วในการตอบสนอง เครื่องจักรท้องถิ่น = นาทีทองของการฟื้นระบบ

ในภาวะวิกฤต โครงสร้างราชการส่วนกลางมักมีขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง/อนุมัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ อบจ.มีเครื่องจักรและทีมช่างของตนเอง ทำให้ “เริ่มงานได้ทันที” ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งเมื่อปลายทางคือ โรงพยาบาล ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขาดน้ำ = ความเสี่ยงเชิงระบบ

น้ำในโรงพยาบาลไม่ใช่แค่ดื่มกิน แต่รวมถึงการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ห้องน้ำ การบริการผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ WHO จึงมีกรอบคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในอาคาร/สถานบริการสุขภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

เศรษฐกิจฐานราก ผู้ใช้น้ำกลับมาทำการเกษตรได้ = ลดความเสียหายที่ลากยาว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรได้ตามปกติ หากระบบกลับมาเดินได้เร็ว จะลดความสูญเสียในพืชเศรษฐกิจและรายได้ครัวเรือน

ขุดลอก” อย่างเดียวไม่พอ การบ้านระยะยาวที่ต้องชัด เพื่อไม่ให้ตะกอนกลับมาซ้ำ

งานขุดลอกเป็น “การเปิดทางน้ำ” ที่จำเป็น แต่ข่าวเชิงลึกต้องตั้งคำถามต่อว่า หลังเครื่องจักรถอนกำลังแล้ว จะทำอย่างไรต่อ เพื่อไม่ให้พื้นที่กลับสู่วงจรเดิมในฤดูฝนหน้า

  1. แผนบริหารตะกอน (sediment management) ต้องมีจุดติดตามว่าตะกอนมาจากช่วงลำน้ำใด พื้นที่ลาดชันใด และมีมาตรการลดการพัดพาอย่างไร (เชื่อมโยงงานฟื้นฟูต้นน้ำ/หน้าดิน)
  2. มาตรฐานงานลำน้ำและความปลอดภัย งานปรับลำน้ำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการไหล การกัดเซาะ และชุมชนริมฝั่ง
  3. ระบบเตือนภัย สื่อสารสาธารณะ ประสบการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนว่า “สื่อสารเร็ว” มีความหมายเท่ากับ “เข้าถึงความช่วยเหลือเร็ว”

สิ่งที่ประชาชนและหน่วยงานทำได้ทันที เพื่อไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง

สำหรับประชาชน/ครัวเรือน

  1. สำรองน้ำและวางแผนใช้น้ำช่วงวิกฤต จัดลำดับความสำคัญ (ดื่ม ทำอาหาร สุขอนามัย)
  2. ติดตามประกาศหน่วยงานท้องถิ่น/โรงพยาบาล เพื่อรับข้อมูลจุดแจกจ่ายน้ำหรือมาตรการเฉพาะหน้า
  3. สุขาภิบาลในช่วงน้ำขาดแคลน ให้ความสำคัญกับความสะอาดภาชนะ น้ำดื่ม และการล้างมือเท่าที่ทำได้ ลดความเสี่ยงโรคจากสุขาภิบาลหย่อนยาน
  4. รวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เกษตรกร แจ้งจุดวิกฤต/จุดสูบที่ใช้งานไม่ได้ เพื่อให้การแก้ไข “ตรงจุด” และไม่ซ้ำซ้อน

สำหรับหน่วยงาน

  1. ทำ “แผนความต่อเนื่องบริการน้ำของโรงพยาบาล” (continuity plan) อิงแนวคิดบริหารความเสี่ยงด้านน้ำในสถานบริการ
  2. จัดระบบข้อมูลลำน้ำหลังน้ำท่วม ทำแผนที่จุดตื้นเขิน จุดเสี่ยงกัดเซาะ จุดสูบ
  3. ประชุมประสานหลายหน่วยงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัด (เจ้าท่า ชลประทาน โยธาฯ ท้องถิ่น) เพื่อให้มาตรการระยะยาวไม่สะดุด

คืน “ลมหายใจ” ให้ระบบน้ำเวียงแก่น ก่อนฤดูฝนรอบใหม่จะถามหาความพร้อมอีกครั้ง

ปฏิบัติการขุดลอก ลำน้ำงาว วันที่ 29 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพเครื่องจักรทำงานกลางลำน้ำ แต่คือสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยน “บทเรียนจากมหาอุทกภัย” ให้เป็น “โครงสร้างการรับมือ” ที่จับต้องได้ เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำประปา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากวันที่น้ำกลับมาไหลวันแรกเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก ความสามารถในการรักษาระบบให้เดินได้ต่อเนื่อง ผ่านฤดูฝน ผ่านตะกอนรอบใหม่ และผ่านข้อจำกัดงบประมาณ อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ในวันที่ภัยพิบัติอาจกลับมาได้เสมอ คำว่า “น้ำประปาต้องกลับมาไหล” จึงไม่ควรเป็นแค่คำประกาศ แต่ต้องเป็น สัญญาทางนโยบาย ที่มีแผนระยะสั้น กลาง ยาวรองรับ เพื่อให้คนเวียงแก่นไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่น้ำหลาก

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด

  • สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในภาคเหนือเคยถูกติดตามและรายงานความเสี่ยง/ผลกระทบในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว และต้องมีแผนรับมือระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  • รายงานสถานการณ์อุทกภัยในไทยจากหน่วยงาน/องค์กรด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีการสรุปตัวเลขผลกระทบเชิงครัวเรือน/พื้นที่ในบางช่วงของปี 2567 ซึ่งตอกย้ำภาระงานฟื้นฟูหลังน้ำลดและความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน
  • WHO เน้นการจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในอาคารและสถานบริการสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยผู้ป่วยและความต่อเนื่องของบริการ น้ำในโรงพยาบาลจึงเป็น “ความมั่นคง” ไม่ใช่ “ความสะดวก”
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย
  • กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลเวียงแก่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME