

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภายใต้บรรยากาศเดือนแห่งความรักที่ผู้คนคุ้นตากับดอกไม้ แสงไฟ และเสียงดนตรี จังหวัดเชียงรายกำลังเพิ่มอีกหนึ่งภาพจำที่หนักแน่นกว่านั้น คือภาพนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เคลื่อนไหวอยู่กลางสนามหญ้าริมทะเลสาบ โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขาในยามเย็น
การแสดงโขนกลางแปลงเต็มรูปแบบกำลังกลับมาจัดอีกครั้ง ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย นับเป็นปีที่ 6 ของการสานต่อการนำโขนออกจากกรอบโรงละครไปสู่พื้นที่เปิด ให้คนดูได้สัมผัสระยะใกล้ ทั้งรายละเอียดของเครื่องแต่งกาย จังหวะดนตรีไทย และลีลาการร่ายรำที่ต้องใช้วินัยระดับสูง พร้อมการออกแบบแสง สี เสียง เพื่อพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกของรามเกียรติ์อย่างเป็นรูปธรรมตามที่ผู้จัดระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์การแสดง
โขนที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียน กับการทำให้มรดกยังหายใจได้ในพื้นที่จริง
โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกในปี 2018 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงเรื่องของพิพิธภัณฑ์หรือห้องเรียน แต่เป็นเรื่องของการทำให้การแสดงยังมีผู้ชมและยังมีผู้สืบทอด
บนพื้นที่เชียงราย ความหมายของคำว่าอนุรักษ์จึงไม่หยุดอยู่ที่การรักษาท่ารำหรือบทพากย์ให้ถูกต้องเท่านั้น หากยังรวมถึงการออกแบบประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ยอม “หยุดดู” และยอม “ฟัง” จนเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวรรณคดี
ปีนี้เลือกตอน มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เมื่อเพื่อนรักต้องยืนคนละฝั่ง
หัวใจของโขนกลางแปลงปี 2569 คือโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เรื่องเล่าที่ไม่ได้พาผู้ชมไปยึดติดกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้เพียงอย่างเดียว แต่ชวนมองความขัดแย้งในระดับมนุษย์
เรื่องราววางตัวละครสำคัญไว้สองฝั่งที่ไม่น่าเป็นศัตรูกันตั้งแต่ต้น พญามังกรกัณฐ์ ยักษ์ผู้เป็นหลานของทศกัณฐ์ และเกสรทมาลา ลิงผู้เป็นสิบแปดมงกุฎฝ่ายพระราม เคยเป็นเพื่อนรักร่วมสาบานในวัยเยาว์ แต่เมื่อโตขึ้นหน้าที่ผลักให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ ข้อมูลส่วนนี้ปรากฏชัดในแฟกต์ชีตและเรื่องย่อการแสดงที่ระบุโครงเหตุการณ์ตั้งแต่คำสั่งให้มังกรกัณฐ์ออกศึก ไปจนถึงการที่เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้ฝ่ายตรงข้ามออกจากที่ซ่อน
อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง สะท้อนแก่นคิดของตอนนี้ว่า “หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ” และตั้งคำถามปลายเปิดที่ทำให้คนดูอยากตามไปถึงฉากจบ ว่าสุดท้ายระหว่างน้ำมิตรที่ผูกพันกับหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวจะคลี่คลายอย่างไร ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

โขนกลางแปลงต่างจากโขนในโรงละคร เพราะธรรมชาติคือฉาก และระยะห่างคือความท้าทาย
คำว่าโขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกเชิงสถานที่ แต่เป็นรูปแบบการแสดงที่มีรากของตัวเอง แฟกต์ชีตอธิบายลักษณะสำคัญว่าเป็นการแสดงบนพื้นดินกลางสนามกว้าง ไม่มีเวที ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงตอนยกทัพและการรบ ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ดำเนินเรื่องด้วยคำพากย์และบทเจรจา มีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบ
เมื่อย้ายจากโรงละครมาอยู่กลางแจ้ง “สิ่งที่หายไป” คือกรอบที่ควบคุมได้ทุกอย่าง แต่ “สิ่งที่เพิ่มขึ้น” คือความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์และความรู้สึกร่วมของผู้ชมจำนวนมากที่มองไปทางเดียวกัน เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสนามประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
อาจารย์สุรเชษฐ์อธิบายความยากของการแสดงกลางแจ้งว่าแม้รูปแบบโบราณจะใช้ธรรมชาติเป็นฉากมาแต่เดิม แต่ในยุคปัจจุบันต้องผสานเทคนิคการแสดง แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ เพื่อให้ผู้ชม “เห็นจินตนาการ” เป็นภาพใกล้จริงมากที่สุด ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ
เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนจารีต แต่ทำหน้าที่พาคนดูเข้าใกล้เรื่องมากขึ้น
ปีนี้ผู้จัดระบุว่าจะมีการจัดเต็มด้านแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ โดยมีไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากคือการออกแบบฉากให้เกิดภาพตัวละคร “เหาะ” ได้จริงกลางพื้นที่เปิด ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคสมัยใหม่ทำหน้าที่เสริมความตื่นตา ไม่ใช่แย่งซีนแก่นของศิลปะ
ในมุมของคนดู นี่คือจุดที่ทำให้โขนซึ่งหลายคนเคยคิดว่าไกลตัว กลายเป็นการแสดงที่ “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องลดทอนมาตรฐานความประณีตของงานนาฏศิลป์
มากกว่าโชว์ คือการส่งต่อด้วยคนจริง เยาวชนกว่า 200 ชีวิตบนเวทีเดียวกับครูโขน
อีกหนึ่งแกนใหญ่ของโขนกลางแปลงปีนี้คือการถ่ายทอดมรดกสู่คนรุ่นใหม่ แฟกต์ชีตระบุว่ามีนักแสดงรวมกว่า 200 ชีวิต จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ผนึกกำลังร่วมกับเยาวชนจังหวัดเชียงราย เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมสืบทอด
ภาพที่น่าสนใจคือการฝึกเด็กระดับประถมให้รับบทบาทในงานขนาดใหญ่ ซึ่งอาจารย์สุรเชษฐ์ใช้คำว่าเข้มข้นถึงขั้น “เคี่ยวกรำ” เพื่อให้เด็ก ป.5 ป.6 ก้าวข้ามความเขิน ความกลัว และข้อจำกัดทางร่างกาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงสูง
อาจารย์สุรเชษฐ์ย้ำ 3 องค์ประกอบที่ใช้เป็นหลักในการฝึก คือใจที่รัก กล้าที่จะแสดงออก และวิริยะอุตสาหะในการฝึกซ้ำจนเกิดความแม่นยำ ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ
โขนอยู่รอดในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร คำตอบอาจเริ่มจากคำว่า ตัวเป็นๆ
บนเวทีเสวนาและในบทสนทนาหลังการแสดงที่ผ่านมา อาจารย์สุรเชษฐ์เล่าประสบการณ์ที่กลายเป็นเหมือนคำตอบสั้นๆ ต่อคำถามใหญ่ เมื่อมีผู้ชมชาวเชียงรายกล่าวขอบคุณที่นำ “โขนตัวเป็นๆ” มาให้ดู คำพูดนี้สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่เคยเห็นโขนจริงมาก่อน และเมื่อได้เห็นด้วยตา ได้ยินเสียงปี่พาทย์จริง ได้สัมผัสพลังของงานแสดงที่อยู่ตรงหน้า ความผูกพันจึงเกิดขึ้นทันที
ตรงนี้เองที่โขนกลางแปลงทำหน้าที่คลี่คลายปมความกังวลว่าโขนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่หมุนเร็ว เพราะการย้ายพื้นที่จากโรงละครสู่พื้นที่สาธารณะ คือการลดกำแพงการเข้าถึง และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เกิดความอยากรู้ด้วยตัวเอง

เรื่องย่อที่ชวนตามไปจนสุดฉากจบ เมื่อศรพรหมาศยังไม่เสร็จ และศึกต้องถูกประวิงเวลา
เนื้อเรื่องย่อในเอกสารระบุว่า ทศกัณฐ์มีบัญชาให้พญามังกรกัณฐ์ออกไปรบกับกองทัพพระรามเพื่อขัดตาทัพ ประวิงเวลาให้อินทรชิตทำพิธีชุบศรพรหมาศให้สำเร็จ มังกรกัณฐ์แผลงศรจนเกราะประจำพระองค์ของพระรามขาดกระเด็น และลูกศรลอยวนอยู่หน้ากองทัพ ก่อนพระรามจะแผลงศรทำลายศรและคันศรของมังกรกัณฐ์ พร้อมทำลายไพร่พลฝ่ายนั้นจนสิ้น
เมื่อสิ้นศาสตราวุธ มังกรกัณฐ์ร่ายเวทย์เนรมิตรูปเหมือนตนลอยเต็มนภากาศ และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางรูปเหล่านั้น พระรามฉงนไม่แน่ใจว่าร่างใดคือตัวจริง ในจังหวะที่ความเป็นความตายค้างอยู่ตรงหน้า เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้มังกรกัณฐ์ออกจากที่ซ่อน โดยอ้างความหลังที่ทั้งคู่เคยร่วมสาบานเป็นมิตรกัน
นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องไม่ได้หยุดอยู่ที่เทคนิคการรบ แต่พาผู้ชมเข้าไปอยู่ในพื้นที่สีเทาของความสัมพันธ์ ระหว่างคำสาบานที่เคยให้ไว้กับภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และผู้จัดตั้งใจวางคำถามปลายเปิดไว้ให้คนดูเป็นผู้ตัดสินด้วยหัวใจของตัวเอง
ลำดับการแสดงในสองคืน และความหมายของการเปิดเรื่องด้วยการน้อมรำลึก
กำหนดการในแฟกต์ชีตระบุว่า การแสดงจัด 2 วัน ในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. ณ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย
ลำดับการแสดงประกอบด้วย
การแสดงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การแสดงชุด มังรายจอมราชันและปิดท้ายด้วยโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตรการวางลำดับเช่นนี้ทำให้โขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เชื่อมโยงมิติของความกตัญญู ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวรรณคดีระดับชาติไว้ในคืนเดียว
โขนกลางแปลงในเทศกาลบอลลูน เมื่อศิลปะการแสดงยืนอยู่เคียงเทศกาลท่องเที่ยว
ข้อมูลการจัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คระบุช่วงวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2026 และถูกสื่อสารในหลายช่องทางทางการ รวมถึงเว็บไซต์ทางการท่องเที่ยวของไทย
เมื่อโขนกลางแปลงถูกวางเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของเทศกาล ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือการดึงดูดผู้ชมที่ตั้งใจมาดูบอลลูน ให้ได้พบศิลปะที่อาจไม่เคยคิดจะดูมาก่อน ชั้นที่สองคือการทำให้ศิลปะที่เคยถูกมองว่าสงวนพื้นที่ กลายเป็น “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนต่างวัย ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
เสียงสะท้อนต่อชุมชน เมื่อมรดกวัฒนธรรมกลายเป็นทุนทางสังคมที่จับต้องได้
ในระดับชุมชน การรวมตัวของเยาวชน ครูโขน และเครือข่ายสนับสนุน ทำให้โขนกลางแปลงไม่ใช่กิจกรรมที่มาฉายแล้วจากไป แต่เป็นกระบวนการสร้างคน สร้างวินัย และสร้างความภาคภูมิใจที่สะสมได้ทุกปี
คำว่า “คนดูรุ่นใหม่และรุ่นเก่า” ที่อาจารย์สุรเชษฐ์กล่าวถึงในคำให้สัมภาษณ์ สะท้อนว่าอนาคตของโขนไม่ได้แขวนอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากอยู่ที่การทำให้ทั้งคนดูและคนแสดงรู้สึกว่าโขนเป็นของเขาจริงๆ และยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาในปัจจุบัน
รายละเอียดการเข้าชมที่ผู้ชมควรรู้ก่อนเดินทาง
การแสดงโขนกลางแปลง เรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร
จัดแสดงวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. สถานที่ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงแบบใกล้ชิดผู้ชม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในช่วงเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คซึ่งจัดระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569
เมื่อคำว่าอนุรักษ์ไม่ใช่การเก็บไว้ แต่คือการทำให้คนอยากมองต่อ
โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เดินเรื่องด้วยโจทย์ที่ร่วมสมัยกว่าที่หลายคนคาด คือโจทย์ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจในวันที่หน้าที่เดินสวนทางกับหัวใจ พร้อมกันนั้นยังเดินเรื่องอีกชั้นหนึ่งผ่านกระบวนการสืบทอดที่เห็นเป็นรูปธรรม จากครูโขนสู่เยาวชนกว่า 200 ชีวิต
ในโลกที่ความสนใจของผู้คนถูกแย่งชิงด้วยหน้าจอ การพาโขนออกมาอยู่กลางธรรมชาติ ใช้เทคนิคสมัยใหม่เป็นสะพาน และปล่อยให้ความงามของจารีตทำงานด้วยตัวเอง อาจเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด ว่ามรดกที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะยังคงมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อยังมีคนดู ยังมีคนฝึก และยังมีคนเชื่อว่าเรื่องเล่าบนหน้ากากนั้นพูดกับชีวิตจริงของเราได้เสมอ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :