พด. พลิกฟื้นเขาหัวโล้นสู่ผืนดินยั่งยืน เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่สูงกว่า 8 แสนไร่ ชูผลตอบแทนสังคม 8.55 เท่า พร้อมขยายงานปีงบประมาณ 2569

เชียงราย, 20 กุมภาพันธ์ 2569 — เช้าวันหนึ่งบนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบน ภาพไหล่เขาที่เคยโล่งเตียนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบไม่สอดคล้องกับสภาพลาดชัน กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวขั้นบันไดดิน แปลงเกษตรถาวร และพื้นที่สีเขียวที่ค่อย ๆ กลับคืนสู่ภูมิทัศน์เดิม ท่ามกลางแรงกดดันของสภาพอากาศสุดขั้วและความเสี่ยงภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น งานฟื้นฟูพื้นที่สูงจึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนาที่ดิน” หากแต่เป็นการจัดการความมั่นคงของชุมชนต้นน้ำ การลดความเสี่ยงน้ำหลากตะกอนดินลงสู่พื้นที่ราบ และการสร้างรายได้ที่ยืนระยะบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง เดินหน้าภารกิจพัฒนาที่ดินในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและสถานีเกษตรหลวงของมูลนิธิโครงการหลวง รวม 39 ศูนย์ ครอบคลุม 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน แม่ฮ่องสอน และตาก บนพื้นที่เกษตรมากกว่า 800,000 ไร่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ และลดแรงกดดันต่อป่าไม้และต้นน้ำลำธาร

วงจรดินพัง น้ำหลาก และรายได้ที่ไม่มั่นคง คือโจทย์ที่ต้องแก้ทั้งระบบ

ภูมิประเทศของพื้นที่สูงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพการปลูกพืชเขตหนาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ความลาดชัน” ทำให้ดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย หากไม่มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม เมื่อดินผิวหน้าหายไป ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ต้นทุนปุ๋ยและน้ำสูงขึ้น ผลผลิตผันผวน และท้ายที่สุดความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่พื้นที่ราบ ผ่านตะกอนดิน น้ำหลาก และคุณภาพน้ำที่เสื่อมลงในฤดูฝน

งานวิชาการระดับนานาชาติยืนยันว่า การพังทลายของดินเป็นหนึ่งในตัวขับสำคัญของ “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงอาหารในภาพรวม อีกทั้งมีการประเมินว่าความสูญเสียผลผลิตพืชจากการพังทลายของดินอาจสะสมจนก่อให้เกิดการลดลงของผลผลิตรวมได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หากไม่เร่งจัดการอย่างเป็นระบบ

ในบริบทนี้ ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินจึงถูกออกแบบให้ “ลงมือแก้ที่ต้นเหตุ” ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การทำไร่เลื่อนลอยที่สร้างความเสี่ยงซ้ำเดิม

50 ปีของการเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นพื้นที่ทำกินถาวร

กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงขับเคลื่อนการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเฉพาะ “ขั้นบันไดดิน” ทั้งแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน และช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีพื้นที่ทำกินถาวรแล้วกว่า 90,000 ไร่

ในเชิงปฏิบัติ “ขั้นบันไดดิน” ทำหน้าที่เหมือนกลไกชะลอความเร็วของน้ำบนทางลาด ช่วยให้ดินและอินทรียวัตถุไม่ถูกพัดพาออกจากแปลง ลดการเกิดร่องน้ำลึกที่ทำให้หน้าดินเสียหายถาวร และช่วยให้ความชุ่มชื้นคงอยู่ในระบบดินได้นานขึ้น เมื่อระบบดินเริ่มฟื้นตัว เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นคงขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพและตลาด

ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ให้ภาพสะท้อนว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือภูเขาหัวโล้นที่เคยเสื่อมโทรมกลับคืนสู่ความเขียวขจี กลายเป็นแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก และไม้ผล สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรตลอดทั้งปี ควบคู่การรักษาสมดุลทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

ลดการบุกรุกป่า และลดความเสี่ยงพื้นที่ราบไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นที่ถูกย้ำในข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินคือ งานอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะ “บนดอย” แต่เชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของ “พื้นที่ราบ” เพราะเมื่อมีระบบดักตะกอนและชะลอน้ำที่ดี จะช่วยลดผลกระทบจากตะกอนดินและน้ำหลากที่ไหลลงสู่ชุมชนด้านล่างในฤดูฝน

นัยสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความจริงเชิงภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ ต้นน้ำจำนวนมากอยู่บนพื้นที่ลาดชัน หากการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สมดุล ผลกระทบจะไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ระบบเศรษฐกิจด้านล่างอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ถนนชำรุด พื้นที่เกษตรราบเสียหาย ไปจนถึงต้นทุนจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่นที่สูงขึ้นทุกปี

ตัวเลขความคุ้มค่าทางสังคมที่ถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานเชิงนโยบาย

อีกมิติที่ทำให้งานพัฒนาที่ดินครั้งนี้ถูกจับตา คือการนำเครื่องมือวัด “ผลตอบแทนทางสังคม” มาใช้สื่อสารความคุ้มค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า มีการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้ 8.55 บาท ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตัวเลข 8.55 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ความสำเร็จ แต่เป็น “ภาษาร่วม” ที่ทำให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนพูดคุยกันบนฐานเดียวกันว่า การฟื้นฟูพื้นที่สูงให้เหมาะสมกับภูมินิเวศนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงข่าวเศรษฐกิจชุมชน การวัดผลแบบนี้ยังช่วยให้สังคมมองเห็นว่าเงินงบประมาณด้านทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หายไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนซ่อนเร้นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนภัยพิบัติ ต้นทุนสุขภาพจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมลง หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลผลิตเกษตรที่ผันผวน

ปีงบประมาณ 2569 ขยายงานต่อ เป้าหมายใหม่ 1,500 ไร่ ใน 10 ศูนย์ 5 จังหวัด

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงเตรียมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มเติม 1,500 ไร่ ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 10 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีแหล่งทำกินที่มั่นคง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ดักตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้น และยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หากอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข “1,500 ไร่” นี่คือการย้ำว่ากลยุทธ์ของรัฐกำลังเลื่อนไปสู่การจัดการเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยฟื้นฟู เพราะเมื่อโครงสร้างดินเสียหายหนัก การฟื้นกลับมาสู่สภาพสมดุลเดิมใช้เวลานานและต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก

เชียงรายอยู่ในสมการเดียวกันของพื้นที่สูงภาคเหนือ

แม้ข้อมูลครั้งนี้อ้างอิงภาพรวม 6 จังหวัด แต่เชียงรายถูกนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของงานฟื้นฟูพื้นที่สูง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ภูเขาและชุมชนต้นน้ำจำนวนมาก และมีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น ตั้งแต่เกษตรบนที่สูงไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในมุมของ “ผลต่อชีวิตและชุมชน” งานอนุรักษ์ดินและน้ำสะท้อนกลับมาที่ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือนบนดอย หากแปลงเกษตรสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ภาระหนี้สินจากผลผลิตเสียหายลดลง และคนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะอยู่กับบ้านเกิดมากขึ้น โดยไม่ต้องย้ายออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นเด่นของข่าว มิติสิ่งแวดล้อมเดินคู่กับเศรษฐกิจฐานราก

ภาพรวมของมาตรการครั้งนี้ชี้ชัดว่า การทำให้พื้นที่สีเขียวกลับมาไม่ใช่เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ “ทำมาหากินได้โดยไม่กินต้นทุนธรรมชาติ” เพราะเมื่อดินเสื่อม น้ำเสีย และป่าถูกกดดัน ความเสียหายสุดท้ายจะตกอยู่กับชุมชนเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน การอ้างอิงงานระดับนานาชาติที่ชี้ว่าการเสื่อมโทรมของดินและการพังทลายของดินส่งผลต่อผลผลิตในระยะยาว เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า การลงทุนอนุรักษ์ดินและน้ำไม่ใช่เรื่องท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ความมั่นคงที่ทุกประเทศต้องจัดการ

ประเด็นรองที่ต้องติดตาม ความยั่งยืนต้องวัดผลและต่อยอดตลาด

แม้ตัวเลข SROI จะสะท้อนความคุ้มค่า แต่การทำให้งานยืนระยะยังต้องติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง

เรื่องแรก มาตรฐานการดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำหลังสร้างแล้ว เพราะขั้นบันไดดินหรือโครงสร้างชะลอน้ำต้องมีการบำรุงรักษา หากปล่อยให้พังชำรุด ผลลัพธ์จะถอยกลับอย่างรวดเร็วในฤดูฝน

เรื่องที่สอง การต่อยอดสู่ “ตลาด” ที่ให้มูลค่าเพิ่มกับผลผลิตพื้นที่สูง เพื่อให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงช่วงสั้น แต่เป็นแรงจูงใจระยะยาวให้ชุมชนรักษาระบบนิเวศร่วมกัน

เรื่องที่สาม การประสานงานระดับพื้นที่ เพราะปัญหาดิน น้ำ ป่า ไม่ได้อยู่ในขอบเขตองค์กรเดียว ความสำเร็จจริงต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และเครือข่ายเกษตรกร

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อช่วยให้พื้นที่สูงฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้มีบทบาทสร้างขั้นบันไดดินด้วยตนเอง แต่สามารถสนับสนุนระบบนี้ในทางปฏิบัติได้ เช่น เลือกซื้อสินค้าเกษตรพื้นที่สูงที่มาจากแหล่งผลิตรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนท่องเที่ยวชุมชนที่คืนรายได้สู่พื้นที่ และร่วมเฝ้าระวังการเผาและการบุกรุกพื้นที่ป่าในช่วงเสี่ยง เพื่อไม่ให้แรงกดดันย้อนกลับไปทำลายความพยายามฟื้นฟูที่ใช้เวลาหลายสิบปี

ในภาพใหญ่ ข่าวนี้จึงสะท้อนว่า “การฟื้นฟูเขาหัวโล้น” ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของภูมิทัศน์สีเขียว แต่คือการลงทุนด้านความปลอดภัยของผู้คนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมตัวเลขความคุ้มค่าที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหลักฐานว่า การพัฒนาที่ดินเมื่อทำอย่างถูกทาง สามารถสร้างผลประโยชน์คืนสังคมได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมพัฒนาที่ดิน ข่าวประชาสัมพันธ์ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ครอบคลุม 39 ศูนย์ 6 จังหวัด พื้นที่เกษตรกว่า 800,000 ไร่ สรุปผล 50 ปี พื้นที่ทำกินถาวรกว่า 90,000 ไร่ ผลวิเคราะห์ SROI 8.55 เท่า และแผนปีงบประมาณ 2569 เป้าหมาย 1,500 ไร่ เผยแพร่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • FAO สาระจากรายงานด้านสถานการณ์ทรัพยากรดินโลก ที่ระบุผลกระทบการพังทลายของดินต่อผลผลิตพืชในระยะยาว และประเด็นดินเสื่อมโทรมที่กระทบความมั่นคงอาหาร
  • FAO เอกสารผลการประชุมวิชาการว่าด้วยการชะล้างพังทลายของดิน ที่ชี้ว่าการพังทลายของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME