

เชียงราย, 16 มีนาคม 2569 — เสียงสะท้อนหน้าเสาธงที่ทำให้ทั้งระบบต้องหยุดฟัง จุดรวมของเสียงสะท้อนจากพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการจัดเวรพยาบาลแบบ 12 ชั่วโมงต่อกะ ท่ามกลางความกังวลว่าแนวทางดังกล่าวอาจเพิ่มภาระงาน ลดเวลาพักผ่อน กระทบสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และท้ายที่สุดอาจย้อนกลับไปกระทบคุณภาพการดูแลผู้ป่วยด้วย รายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักในวันเดียวกันยืนยันตรงกันว่าเป็นการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ของบุคลากรพยาบาลที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย และกลายเป็นประเด็นสาธารณะในระดับประเทศทันที
ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 เริ่มมีผลใช้บังคับ ซึ่งในสาระสำคัญกำหนดเพดานชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักไว้ชัดเจน จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือข้อกำหนดให้ผู้บริหารการพยาบาลควบคุมให้ชั่วโมงทำงานรวมไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมทั้งต้องจัดให้มีเวลาพักฟื้นระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง และหากจัดให้ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ต้องไม่จัดติดต่อกันเกิน 3 วันใน 1 สัปดาห์ ประกาศฉบับนี้มีเจตนาชัดในการลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า สิ่งที่เป็นมาตรฐานบนกระดาษจะเดินคู่กับข้อจำกัดหน้างานได้จริงเพียงใด
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยัน กระทรวงไม่ได้สั่งให้ทุกโรงพยาบาลใช้เวร 12 ชั่วโมง
ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ Hfocus เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่มีข้อสั่งการให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลใด ๆ ไปปรับเป็นเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง พร้อมระบุว่า กระทรวงเพียงให้เขตสุขภาพศึกษาแนวทางดังกล่าว และย้ำมาตลอดว่าหากจะดำเนินการต้องอยู่บนฐาน “ความสมัครใจ” ของบุคลากรเป็นสำคัญ ปลัดกระทรวงยังอธิบายว่า แนวคิดเรื่องเวร 12 ชั่วโมงเกิดจากความพยายามของกองการพยาบาลในการหาแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและพยาบาลไหลออก โดยมีเป้าหมายให้บุคลากรได้พักมากขึ้นในบางบริบท แต่ไม่เคยเป็นคำสั่งให้ทุกแห่งนำไปใช้เหมือนกันทั้งระบบ
คำชี้แจงของปลัดกระทรวงมีความสำคัญ เพราะช่วยหักล้างความเข้าใจของสังคมที่อาจตีความว่ากระทรวงได้ออก “นโยบายบังคับ” แล้วส่งลงไปยังโรงพยาบาลทุกแห่ง นพ.สมฤกษ์ยังระบุด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากความไม่เข้าใจกันในการสื่อสารระหว่างหัวหน้าพยาบาลกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้แนวทางที่ควรเป็นทางเลือก ถูกมองว่าเป็นข้อบังคับในระดับหน้างาน เขายังย้ำว่า การจัดเวร 12 ชั่วโมงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคืออาจทำให้พักยาวขึ้น แต่ข้อเสียคือหากอยู่ในวอร์ดที่งานหนักต่อเนื่องก็อาจทำให้เหนื่อยล้าเกินรับได้ จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละวอร์ดเป็นรายแห่งไป
กระทรวงยอมรับว่าต้องจัดระเบียบค่าตอบแทนให้ชัด เพื่อไม่ให้บุคลากรเสียประโยชน์
อีกประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมากคือเรื่องค่าตอบแทน เพราะเมื่อชั่วโมงเวรถูกปรับเปลี่ยน รูปแบบการนับชั่วโมงทำงาน ค่าล่วงเวลา และผลประโยชน์ของบุคลากรย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง นพ.สมฤกษ์ระบุว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัดอย่างน้อย 2 แห่งที่มีการใช้เวร 12 ชั่วโมงในบางวอร์ดแล้ว ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม และโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีระเบียบรองรับเรื่องค่าตอบแทนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการเบิกจ่ายในกรณีเวรยาว 12 ชั่วโมง กระทรวงจึงกำลังเร่งให้ผู้ตรวจราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปจัดระเบียบรองรับให้ถูกต้อง และวางหลักว่า ค่าตอบแทนของบุคลากรต้องไม่ลดลงหรือทำให้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนรูปแบบเวร
ถ้อยคำนี้สะท้อนว่า แม้กระทรวงจะพยายามเสนอทางเลือกใหม่เพื่อแก้ปัญหาบางด้านของระบบ แต่ก็รับรู้เช่นกันว่า หากไม่ออกแบบกติกาทางการเงินและสิทธิประโยชน์ให้รอบคอบ นโยบายที่ตั้งใจช่วยลดความเหนื่อยล้าอาจกลับกลายเป็นภาระรูปแบบใหม่ของบุคลากร ปลัดกระทรวงตอบชัดว่า หากจะมีการจัดเวร 12 ชั่วโมงในกรณีที่บุคลากรสมัครใจจริง ก็ต้องมีระเบียบเรื่องค่าตอบแทนที่ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นย่อมเสี่ยงเกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เสียสิทธิหรือเสียรายได้จากการเปลี่ยนระบบโดยไม่เต็มใจ
โฆษก สธ. ซ้ำจุดยืนเดิมว่าเป็นแค่ทางเลือก และต้องสื่อสารกับพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน
ในวันเดียวกัน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ The Coverage ในทิศทางเดียวกันว่า การจัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมงในสังกัดกระทรวงเป็นเพียง “ทางเลือก” ไม่ใช่ “นโยบาย” และไม่ใช่ “การบังคับ” โดยตรง เขาระบุว่า โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีบริบทต่างกัน ทั้งด้านภาระงาน ลักษณะผู้ป่วย จำนวนบุคลากร และความพร้อมของแต่ละวอร์ด จึงไม่อาจใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมดได้ หากหน่วยบริการใดจะทดลองใช้ ก็ต้องสอบถามและหารือกับบุคลากรพยาบาลก่อน และตัดสินใจร่วมกันบนความสมัครใจ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยควบคู่กันไปด้วย
สาระของคำให้สัมภาษณ์จากโฆษกกระทรวงสาธารณสุขมีน้ำหนักในเชิงคลี่คลาย เพราะทำให้เห็นว่าระดับนโยบายรับรู้ปัญหาการสื่อสารอยู่จริง และยอมรับว่าจากนี้อาจต้องสื่อสารเรื่องเวร 12 ชั่วโมงกับผู้บริหารโรงพยาบาลให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดซ้ำอีก เขายังยืนยันด้วยว่า การให้บริการทางการแพทย์ต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพการรักษาผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตของบุคลากร ซึ่งสองเรื่องนี้ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกให้น้ำหนักเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
หน้างานกังวลว่าทางเลือกอาจกลายเป็นแรงกดดัน เมื่อบริบทจริงไม่เอื้อให้ใช้สูตรเดียว
แม้คำชี้แจงจากกระทรวงจะชัดขึ้น แต่ข้อกังวลจากฝั่งผู้ปฏิบัติงานยังมีน้ำหนักอย่างมาก เพราะในทางปฏิบัติ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ทางเลือก” อาจกลายเป็น “แรงกดดัน” ได้ หากการสื่อสารภายในองค์กรไม่ชัดเจนหรือหากบุคลากรรู้สึกว่าไม่มีอำนาจต่อรองจริง ข้อมูลจากภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้สะท้อนว่า พยาบาลจำนวนหนึ่งกังวลว่าการจัดเวร 12 ชั่วโมงจะไม่ช่วยแก้ปัญหาภาระงาน กลับเพิ่มความเหนื่อยล้า กระทบเวลาพัก และส่งผลต่อชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากต่อเนื่องทั้งวัน ความกังวลนี้สอดรับกับหลักคิดในประกาศสภาการพยาบาลเอง ที่ยอมรับว่าอัตรากำลังที่เพียงพอและเวลาพักที่เหมาะสมคือเงื่อนไขพื้นฐานของการดูแลอย่างปลอดภัย
เมื่อมองภาพรวมของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ มีเตียงใช้งานจริง 821 เตียง และเป็นหน่วยบริการหลักของจังหวัดเชียงราย ความตึงตัวของระบบย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก หากประกาศใหม่ถูกนำมาเชื่อมกับภาระงานในหน้างานจริงโดยไม่มีการออกแบบรายละเอียดให้เหมาะสม ความไม่สบายใจของบุคลากรจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และอธิบายได้ว่าทำไมการรวมตัวหน้าเสาธงจึงเกิดขึ้นรวดเร็วในวันเดียวกับที่ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวระดับประเทศ

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ รับฟังความคิดเห็นและหาทางออกที่เหมาะกับบริบทจริง
ภายหลังการรวมตัวในช่วงเช้า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ในช่วงเย็นวันที่ 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า บุคลากรคือหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล และความเหนื่อยล้าจากการปฏิบัติงานเกินขีดจำกัดเป็นประเด็นที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โรงพยาบาลยืนยันว่า ความอยู่ดีมีสุขของบุคลากรเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ และด้วยปริมาณผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่ โรงพยาบาลจึงกำลังเร่งทบทวนระบบการจัดสรรอัตรากำลัง ค่าตอบแทน และระบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสมดุลชีวิตหรือ Work-Life Balance ควบคู่กับการลดภาวะความเหนื่อยล้าสะสม
สาระสำคัญของแถลงการณ์อยู่ตรงที่ฝ่ายบริหารประกาศเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรทางการพยาบาลทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทหน้างานจริง โดยมุ่งให้บุคลากรมีเวลาพักเพียงพอ คงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยไว้ในระดับสูงสุด และรักษาค่าตอบแทนให้เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร ถ้อยคำในแถลงการณ์นี้ช่วยทำให้เรื่องขยับจากภาวะเผชิญหน้ามาสู่การหาทางออกมากขึ้น และสอดคล้องกับคำชี้แจงก่อนหน้าของฝ่ายบริหารโรงพยาบาลที่ระบุว่า หากวอร์ดใดยังไม่พร้อม ก็สามารถคงรูปแบบเวรเดิมไว้ได้ตามความเหมาะสม ตามข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้
โจทย์ใหญ่ของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เวร 8 ชั่วโมงหรือ 12 ชั่วโมง แต่คือการบริหารคนในระบบที่ตึงตัวอยู่แล้ว
หากมองให้ไกลกว่าประเด็นเฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่เชียงรายประชานุเคราะห์สะท้อนปัญหาโครงสร้างของระบบสุขภาพไทยอย่างชัดเจน แม้ประเทศไทยมีพยาบาลวิชาชีพในภาครัฐ 149,258 คนตามข้อมูลปีล่าสุดใน Statistical Yearbook Thailand 2025 แต่การมีจำนวนรวมระดับประเทศไม่ได้แปลว่าทุกจังหวัด ทุกโรงพยาบาล หรือทุกวอร์ดจะมีบุคลากรเพียงพอเสมอไป ยิ่งในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ที่รับผู้ป่วยจำนวนมาก การปรับระบบเวรไม่ใช่แค่เรื่องบริหารเวลา หากเกี่ยวข้องกับกำลังคน การรักษาคุณภาพบริการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความเป็นอยู่ของบุคลากรในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่กรณีนี้บอกอย่างชัดเจนคือ นโยบายที่มีเจตนาดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดการสื่อสารที่แม่นยำและขาดระบบรองรับเชิงปฏิบัติ ทั้งเรื่องค่าตอบแทน กลไกตัดสินใจร่วมกับหน้างาน และการออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริงของแต่ละวอร์ด ขณะเดียวกัน เสียงของพยาบาลก็ชี้ว่า การคุ้มครองความปลอดภัยไม่ควรถูกตีความแบบแคบเฉพาะบนตารางเวร แต่ต้องมองไปถึงชีวิตครอบครัว สุขภาพจิต และความต่อเนื่องของการทำงานในโลกจริงด้วย ซึ่งประกาศสภาการพยาบาลเองก็ระบุชัดในข้อ 14 และข้อ 15 ว่า ผู้บริหารต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ รวมถึงส่งเสริมสมดุลระหว่างการทำงาน การพัฒนาตนเอง การดูแลครอบครัว และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
จุดคลี่คลายเริ่มปรากฏ แต่คำตอบระยะยาวยังต้องอาศัยการฟังกันจริงจัง
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เหตุการณ์ที่เริ่มจากการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ของพยาบาลหน้าโรงพยาบาล ได้พัฒนาไปสู่การชี้แจงจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข คำยืนยันจากโฆษกกระทรวง และแถลงการณ์ทางการของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งอย่างน้อยช่วยทำให้ภาพรวมของเรื่องชัดขึ้นว่า “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง” ไม่ได้เป็นคำสั่งบังคับจากกระทรวง และหากจะมีการใช้จริงในบางแห่ง ต้องผ่านความสมัครใจ การหารือร่วมกัน และไม่ทำให้บุคลากรเสียประโยชน์ด้านค่าตอบแทน นี่คือสัญญาณเชิงบวกของการคลี่คลายความเข้าใจผิดในระยะสั้น
แต่ในระยะยาว ข่าวนี้ยังเปิดคำถามสำคัญไว้อย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือระบบสาธารณสุขไทยจะออกแบบการคุ้มครองคนทำงานอย่างไรให้ไม่กลายเป็นภาระใหม่ของคนหน้างาน เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ยืนอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยในทุกกะไม่ใช่ตัวบทนโยบาย หากคือพยาบาลตัวจริง และคุณภาพของการรักษาพยาบาลที่ประชาชนจะได้รับ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าระบบสามารถทำให้คนเหล่านี้ทำงานได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีชีวิตที่สมดุลเพียงใด
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :