เชียงรายน้อมรำลึกวันทหารผ่านศึก 2569 เชิดชูเกียรติผู้เสียสละ พร้อมส่งสารถึงคนรุ่นใหม่ว่า สันติภาพมีต้นทุน

เชียงราย, 3 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงเพลงสดุดีดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ พวงมาลาถูกวางลงอย่างเป็นระเบียบ และผู้ร่วมพิธีต่างยืนสงบนิ่งในห้วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้คำว่า “ผู้เสียสละ” กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ความทรงจำเรื่องความมั่นคงไม่ใช่ภาพไกลตัว หากเป็นเรื่องที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเติบโตมากับร่องรอยของประวัติศาสตร์ และครอบครัวที่เคยส่งคนรักออกไปปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเชียงราย จัดงานวันทหารผ่านศึกประจำปี 2569 อย่างสมเกียรติ ภายใต้แนวทางน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพิธีเชิดชูเกียรติและรำลึกวีรกรรมทหารผ่านศึก โดยมี พลโท ศุภอักษร สังประกุล เป็นประธานในพิธี และมีผู้แทนหน่วยทหาร หน่วยงานฝ่ายปกครอง ตลอดจนทหารผ่านศึกและประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงตามกำหนดการของผู้จัดงาน

พิธีกรรมที่ย้ำว่า การรำลึกคือการยืนยันคุณค่าของชีวิตที่แลกมา

สาระสำคัญของพิธีการในปีนี้ ประกอบด้วยพิธีวางพวงมาลาเพื่อแสดงความคารวะต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่ออธิปไตยของชาติ การประกอบพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ และการจัดนิทรรศการเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัว

ในส่วนของพิธีสดุดีวีรกรรม ผู้จัดงานระบุว่ามีการรำลึกถึงทหารกล้าจำนวน 42 นาย โดยผู้ร่วมพิธีร่วมกันวางดอกไม้แสดงความอาลัย พร้อมย้ำสารเชิงสังคมว่า การสูญเสียในพื้นที่ชายแดนไม่ควรถูกทำให้เลือนหายไปกับกาลเวลา เพราะทุกชื่อที่ถูกกล่าวถึงมีครอบครัว มีชุมชน และมีเรื่องเล่าที่หล่อหลอมความหมายของคำว่า “สันติภาพ”

ผู้เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยสะท้อนความรู้สึกคล้ายกันว่า แม้พิธีจะเป็นทางการ แต่บรรยากาศกลับ “ใกล้ตัว” กว่าที่คิด เพราะวันทหารผ่านศึกไม่ได้พูดถึงสงครามเพื่อยกย่องความรุนแรง หากเป็นการชี้ให้เห็นว่าความสงบในปัจจุบันมีต้นทุน และต้นทุนนั้นเคยตกอยู่บนบ่าของคนบางกลุ่ม

ทำไมต้อง 3 กุมภาพันธ์ เมื่อวันรำลึกผูกโยงกับรากฐานการดูแลทหารผ่านศึกของประเทศ

ในภาพใหญ่ระดับประเทศ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ถูกยึดถือเป็นวันทหารผ่านศึก โดยมีคำอธิบายในข้อมูลสาธารณะว่าเกี่ยวข้องกับการประกาศใช้กฎหมายจัดตั้ง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งทำหน้าที่ด้านการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและครอบครัว ทำให้วันดังกล่าวกลายเป็นหมุดหมายประจำปีที่สังคมไทยใช้แสดงความกตัญญูกตเวทีและระดมความร่วมมือเพื่อการช่วยเหลือ

เมื่อความหมายของวันทหารผ่านศึกถูกวางไว้บนฐาน “การดูแลผู้เสียสละ” งานในระดับจังหวัดจึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนของชุมชนว่า ผู้ที่กลับมาพร้อมบาดแผล ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ไม่ควรถูกปล่อยให้เดินลำพังในชีวิตหลังภารกิจ

ดอกป๊อปปี้จากสัญลักษณ์สากล สู่กลไกการช่วยเหลือที่จับต้องได้ในสังคมไทย

ภาพคุ้นตาในช่วงต้นกุมภาพันธ์ของทุกปี คือดอกป๊อปปี้สีแดงที่ถูกติดไว้บนหน้าอกเสื้อของผู้คนหลากอาชีพ ในข้อมูลของสื่อสาธารณะระบุว่า การจำหน่ายดอกป๊อปปี้เพื่อวันทหารผ่านศึกในไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2511 และกลายเป็นธรรมเนียมการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว

การหยิบสัญลักษณ์อย่างดอกไม้ขึ้นมาใช้ ทำให้ “การช่วยเหลือ” ถูกแปลงเป็นการกระทำที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ทันที และเมื่อผูกกับพิธีรำลึกในพื้นที่อย่างเชียงราย ภาพของดอกป๊อปปี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบนเสื้อ หากเป็นเครื่องเตือนใจว่า หลังพิธีจบลง ภารกิจการดูแลยังต้องเดินต่อในเชิงระบบ

ยกย่องคนทำงานหลังแนวหน้า เมื่อการดูแลคุณภาพชีวิตคืออีกสมรภูมิหนึ่ง

นอกเหนือจากพิธีรำลึก ผู้จัดงานในเชียงรายให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกที่ยังมีชีวิตอยู่ ผ่านการมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติใน 2 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรกเป็นรางวัลทหารผ่านศึกเกษตรกรดีเด่นประจำปี 2569 จำนวน 1 ราย สะท้อนความพยายามผลักดันให้ทหารผ่านศึกมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองได้ในวิถีชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงได้รับการยกย่องในพิธีการเท่านั้น

กลุ่มที่สองเป็นการมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ที่สนับสนุนภารกิจของสำนักงานฯ จำนวน 4 ราย ซึ่งในเชิงสังคมวิทยาแล้ว ถือเป็นการยอมรับบทบาทของ “เครือข่ายสนับสนุน” ที่อยู่รอบตัวทหารผ่านศึก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว อาสาสมัคร ชุมชน หรือผู้ร่วมกิจกรรมที่ช่วยให้การดูแลผู้เสียสละเดินหน้าได้ต่อเนื่อง

เชียงรายในฐานะพื้นที่ชายแดน เมื่อความทรงจำเรื่องความมั่นคงยังไม่จาง

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีมิติชายแดนและการเคลื่อนย้ายผู้คนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดงานวันทหารผ่านศึกในพื้นที่มีนัยสำคัญมากกว่าการรำลึกเชิงพิธีกรรม งานปีนี้จึงถูกอ่านได้อย่างน้อย 3 ชั้นความหมาย

ชั้นแรก คือการเปิดพื้นที่ให้สังคมแสดงความกตัญญูต่อผู้เสียสละอย่างตรงไปตรงมา

ชั้นที่สอง คือการส่งสารถึงคนรุ่นใหม่ว่า สันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากเป็นผลของประวัติศาสตร์ การเจรจา การป้องปราม และบางครั้งคือความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืน

ชั้นที่สาม คือการย้ำว่าความมั่นคงไม่จบที่แนวชายแดน แต่ต่อเนื่องไปถึงความมั่นคงในชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่และครอบครัว โดยเฉพาะช่วงหลังปลดประจำการที่หลายคนต้องปรับตัวกับร่างกาย อาชีพ และสถานะทางสังคม

ตัวเลขที่ทำให้ความทรงจำมีรูปทรง เมื่อ “ชื่อ” กลายเป็นหลักฐานของการสูญเสีย

ในวันทหารผ่านศึก สังคมไทยมักหันกลับไปมองสัญลักษณ์ความทรงจำในพื้นที่ส่วนกลางอย่าง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งข้อมูลสาธารณะระบุว่า บริเวณดังกล่าวมีรายชื่อผู้เสียชีวิตจากสงครามและเหตุการณ์สำคัญถูกจารึกไว้จำนวนมาก และยังมีการบันทึกข้อมูลเชิงตัวเลขเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากบางสมรภูมิในอดีต ซึ่งเป็นการทำให้ “ความสูญเสีย” ไม่กลายเป็นเพียงถ้อยคำลอย ๆ

เมื่อหันกลับมามองพิธีในเชียงรายที่มีการสดุดีทหารกล้าตามบัญชีรายชื่อของผู้จัดงาน ตัวเลข 42 นายในปีนี้จึงทำหน้าที่คล้ายกัน คือทำให้ความทรงจำมีรูปทรง มีขอบเขต และมีน้ำหนักพอที่จะผลักดันให้สังคมตั้งคำถามต่อว่า เราดูแลครอบครัวของผู้จากไปดีพอหรือยัง และเราสร้างระบบรองรับผู้กลับมาจากภารกิจอย่างเป็นธรรมแล้วหรือไม่

บทเรียนที่สังคมต้องไม่ข้าม เมื่อพิธีจบลง แต่ภารกิจของชุมชนยังอยู่

หัวใจของวันทหารผ่านศึกในมุมของผู้จัดงาน ไม่ได้สิ้นสุดที่พิธีวางพวงมาลา หากอยู่ที่การทำให้ “การรำลึก” พัฒนาไปสู่ “การดูแล” อย่างต่อเนื่อง และนี่คือจุดที่ทำให้ข่าวเชิงพิธีกรรมมีผลต่อชีวิตผู้คนจริง

ในเชิงปฏิบัติ งานวันทหารผ่านศึกช่วยดึงความสนใจของสาธารณะกลับมาที่กลุ่มคนซึ่งมักถูกมองเห็นเพียงปีละครั้ง ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่หน่วยงานสามารถสื่อสารเรื่องสิทธิ สวัสดิการ และช่องทางการช่วยเหลือได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะกับครอบครัวทหารผ่านศึกในพื้นที่ที่อาจเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ไม่เท่ากัน

สำหรับชุมชน ภาพการรวมตัวของทหารผ่านศึกและประชาชนในปีนี้ยังทำหน้าที่เป็น “สัญญาเงียบ” ว่าคนในพื้นที่จะไม่ปล่อยให้ความทรงจำถูกทิ้งไว้หลังเวทีพิธีการ และจะร่วมกันรักษาพื้นที่ปลอดความเกลียดชัง ไม่ทำให้ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นเชื้อไฟของอคติในชีวิตประจำวัน

จุดยืนของวันทหารผ่านศึกที่เชียงรายคือการย้ำว่าเกียรติยศต้องมาพร้อมการดูแล

งานวันทหารผ่านศึกประจำปี 2569 ในเชียงราย สะท้อนภาพสองด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ด้านแรกคือการเชิดชูเกียรติผู้เสียสละอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันคุณค่าของความกล้าหาญและความภักดีต่อประเทศชาติ อีกด้านคือการทำให้การรำลึกกลายเป็นแรงส่งในการดูแลคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกและครอบครัว ผ่านการยกย่องผู้ทำประโยชน์ การสนับสนุนอาชีพ และการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือในระดับพื้นที่

ท้ายที่สุด วันทหารผ่านศึกไม่ใช่เรื่องของอดีตเท่านั้น แต่เป็นคำถามถึงปัจจุบันว่า สังคมจะตอบแทนความเสียสละด้วยความทรงจำอย่างเดียว หรือจะตอบแทนด้วยระบบดูแลที่ทำให้ชีวิตหลังภารกิจยังมีศักดิ์ศรีและความหวัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ข้อมูลประวัติการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ในไทยและข้อมูลประกอบเชิงสถิติจากสื่อสาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME