

เชียงราย,9 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลกและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน ภาพใหม่ของ “ยางพาราภาคเหนือ” กำลังปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลูกหน้าใหม่ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น “ประตูการค้า” เชื่อมยางพาราไทยสู่มณฑลยูนนานของจีน ผ่านโครงข่ายด่านชายแดน เส้นทาง R3A–R3B และลุ่มแม่น้ำโขง ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในปี 2567 ภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตยางพารารวม 293,853 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6 ของผลผลิตยางทั้งประเทศราว 4.81 ล้านตัน โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีผลผลิตสูงสุด 83,909 ตัน มากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในกลุ่มภาคเหนืออย่างชัดเจน ทั้งยังมาจากครัวเรือนเกษตรกรถึง 27,801 ครัวเรือน สะท้อนบทบาทของยางพาราในฐานะ “พืชเศรษฐกิจตัวใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจชนบทของจังหวัดชายแดนแห่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ
จากพืชทางเลือกสู่พืชยุทธศาสตร์ ภูมิทัศน์ใหม่ของยางพาราไทย
ในระดับประเทศ ยางพารายังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญที่สุดของไทย โดยไทยครองสถานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกเคียงคู่กับอินโดนีเซียและเวียดนาม แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากราคาที่ผันผวน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันจากยางสังเคราะห์ รวมถึงวัสดุทดแทนประเภทอื่น แต่ประมาณการปี 2568 ยังชี้ให้เห็นว่าปริมาณการผลิตของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เป็นราว 4.93 ล้านตัน แม้พื้นที่กรีดได้จะลดลงเล็กน้อยเหลือประมาณ 22.45 ล้านไร่ สะท้อนว่าผลผลิตต่อไร่และประสิทธิภาพการจัดการสวนมีแนวโน้มดีขึ้น
ทิศทางดังกล่าวสัมพันธ์โดยตรงกับ “การย้ายฐานปลูก” จากภาคใต้และภาคตะวันออกขึ้นสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวของสวนยางในพื้นที่ใหม่มิใช่เพียงผลจากราคายางในอดีตที่อยู่ในระดับดี แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ของภาครัฐและสถาบันเกษตรกรที่ต้องการใช้ศักยภาพด้านภูมิอากาศ ดิน และโลจิสติกส์ของดินแดน “เหนือสุดแดนสยาม” รองรับความต้องการตลาดจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ที่สุดของไทยในปัจจุบัน
ข้อมูลการส่งออกระบุว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางไปจีนมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นยางแปรรูปขั้นกลาง เช่น ยางแท่งและยางผสม เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “Made in China 2025” ที่เน้นการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงและอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ การพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูงเช่นนี้ทำให้ “ระเบียงการค้าไทย–จีนผ่านภาคเหนือ” กลายเป็นสมการสำคัญของอนาคตยางพาราไทย
เชียงราย จากแผนที่การผลิตสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ยางพาราภาคเหนือ
เมื่อพิจารณาข้อมูลระดับจังหวัด จะเห็นภาพบทบาทของเชียงรายอย่างชัดเจน ภาคเหนือมีจังหวัดที่ถือเป็นฐานการผลิตยางพาราหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก พะเยา และเพชรบูรณ์ โดยมีผลผลิตรวม 248,103 ตัน จากครัวเรือนเกษตรกร 90,793 ครัวเรือน เฉลี่ยผลผลิตต่อครัวเรือน 2.73 ตันต่อปี โดยเชียงรายมีผลผลิตสูงสุด 83,909 ตัน ตามมาด้วยพิษณุโลก 61,730 ตัน น่าน 51,774 ตัน พะเยา 35,815 ตัน และเพชรบูรณ์ 14,875 ตัน
เฉพาะเชียงรายเอง นอกจากจะมีผลผลิตมากที่สุดแล้ว ยังมีจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกมากถึง 27,801 ครัวเรือน หรือราวหนึ่งในสี่ของครัวเรือนปลูกยางภาคเหนือทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 3.02 ตันต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของ 5 จังหวัด ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการจัดการสวนและโครงสร้างสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งในพื้นที่
ที่สำคัญ วงจรผลผลิตรายเดือนของเชียงรายยัง “สอดคล้อง” กับจังหวะความต้องการอุตสาหกรรมยางของจีนอย่างน่าสนใจ ข้อมูลร้อยละผลผลิตรายเดือนชี้ว่า ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เชียงรายมีผลผลิตรวมกว่า 32,000 ตัน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของผลผลิตทั้งปี โดยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมแต่ละเดือนมีสัดส่วนร้อยละ 13.06 ของทั้งปี และเดือนตุลาคมร้อยละ 12.16 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่โรงงานอุตสาหกรรมจีนมักเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อปลายปีและช่วงเทศกาล
โครงสร้างผลผลิตที่ “หนาแน่นปลายปี” นี้ ทำให้เชียงรายกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการวางแผนโลจิสติกส์ส่งออกยางไปจีน เนื่องจากสามารถรวบรวมปริมาณสินค้ามากพอสำหรับการจัดส่งทางบกและทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการเก็บสต็อกยาวนานของสถาบันเกษตรกร
5 จังหวัดยางพาราภาคเหนือ เครือข่ายใหม่ของเศรษฐกิจชายแดน
แม้เชียงรายจะเป็นหัวใจหลัก แต่การเติบโตของยางพาราภาคเหนือไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากเป็นผลจาก “เครือข่ายจังหวัด” ที่เกื้อหนุนกันในเชิงโลจิสติกส์และการรวบรวมผลผลิต
ภาพรวมของทั้ง 5 จังหวัดจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขผลผลิต หากแต่เป็นการก่อรูป “ภูมิภาคยางพาราใหม่” ที่มีเชียงรายเป็นศูนย์กลางด้านการตลาดและโลจิสติกส์ ขณะที่น่าน พิษณุโลก พะเยา และเพชรบูรณ์ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและแหล่งรวบรวมวัตถุดิบ


ประตูเชียงราย ภาษี 0% และระเบียงการค้าสู่ยูนนาน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมยางพาราภาคเหนือ คือการเจรจาความร่วมมือทางการค้าระหว่างเครือข่ายสถาบันเกษตรกรไทย หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการจีน ที่นำไปสู่ “โครงการนำร่องส่งออกยางพารา 300 ตัน” ผ่านด่านชายแดนเชียงราย โดยได้รับสิทธิภาษีนำเข้าอัตรา 0%
เดิมที การส่งออกยางไปจีนผ่านเส้นทางภาคใต้ต้องแบกรับภาษีนำเข้าราวร้อยละ 20 หรือประมาณ 7,500 บาทต่อตัน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของยางไทยด้อยกว่าแหล่งผลิตอื่นในภูมิภาค แต่เมื่อโครงการนำร่องดังกล่าวสามารถลดภาษีลงเหลือ 0% ได้สำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นมีอย่างน้อยสามประการ
ในเชิงยุทธศาสตร์ ระเบียงการค้าผ่านเชียงรายยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่กำหนดให้จังหวัดเชียงรายเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone – SEZ) ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ปัจจุบันมีโรงงานใน SEZ เชียงรายรวม 333 แห่ง เงินลงทุนกว่า 2,663 ล้านบาท และจ้างแรงงานราว 2,190 คน ส่วนหนึ่งเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ที่สามารถต่อยอดสู่การตั้งโรงงานแปรรูปยางในอนาคต
นวัตกรรมจากพื้นที่ ถนนยางพาราและการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ
การเติบโตอย่างยั่งยืนของยางพาราภาคเหนือไม่อาจพึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากต้องสร้างอุปสงค์ภายในประเทศควบคู่กันไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนา “ถนนยางพาราดินซีเมนต์” ในจังหวัดเชียงราย โดยความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
เทคโนโลยีดังกล่าวใช้ยางพาราสดผสมกับดินและซีเมนต์เพื่อสร้างถนนชนบทที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อสภาพอากาศ และลดปัญหาฝุ่นจากถนนลูกรัง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ แต่ยังลดต้นทุนการขนส่งผลผลิตเกษตรจากสวนไปยังจุดรวบรวม และเปิดโอกาสให้หมู่บ้านห่างไกลเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าชายแดนได้สะดวกขึ้น
เมื่อเชื่อมกับบทบาท SEZ และท่าเรือเชียงแสน ถนนยางพาราในชนบทเชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาท้องถิ่น หากเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของ “โครงข่ายโลจิสติกส์ยางพารา” ที่เชื่อมตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงตลาดจีน
ไทยบนเวทีการแข่งขัน แรงกดดันจาก CLMV และโจทย์คุณภาพ
แม้ภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่การขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะเวียดนามและลาว ซึ่งมีทั้งต้นทุนแรงงานต่ำและการลงทุนโดยตรงจากจีนในสวนยางและโรงงานแปรรูป
งานวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของ สศก. ชี้ว่า เวียดนามมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยราวร้อยละ 36 ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในไทยสูงกว่าคู่แข่งประมาณสองเท่า ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบยางของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านร้อยละ 10–30 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยไม่อาจแข่งขันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว หากต้องเน้น “คุณภาพและมาตรฐาน” ผ่านระบบสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งและการแปรรูปเพิ่มมูลค่า
ในบริบทนี้ ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย มีโอกาสก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางยางพารามาตรฐานสูง” เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคตของจีน ตั้งแต่ยางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านความร่วมมือกับบริษัทแปรรูปในยูนนานและเขตเศรษฐกิจตามแนวแม่น้ำโขง ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงต่อเนื่อง
ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ ราคาโลกลมแรง ภูมิอากาศแปรปรวน แรงงานขาดแคลน
แม้ภาพอนาคตจะดูมีศักยภาพ แต่การผลักดันยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของภาคเหนือก็ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน
ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ให้ยางพาราเป็น “เสาหลักใหม่” ของเศรษฐกิจเชียงราย
เมื่อมองภาพรวมทั้งในระดับเชียงราย ภาคเหนือ ประเทศไทย และภูมิภาค การผลักดันยางพาราให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่จำเป็นต้องเดินบน “สามขา” ควบคู่กัน คือ
หากยุทธศาสตร์เหล่านี้เดินหน้าอย่างจริงจัง ยางพาราจะไม่ได้เป็นเพียง “พืชทดแทน” ในพื้นที่สูงของภาคเหนือ แต่จะกลายเป็น “เสาหลักใหม่” ของเศรษฐกิจชายแดนไทย–จีน โดยมีเชียงรายเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมเกษตรกรกว่า 9 หมื่นครัวเรือนใน 5 จังหวัด เข้ากับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลกอย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :