สรุปสนามการเมืองเชียงราย 2569 ศึกปะทะบ้านใหญ่ย้ายค่าย และตัวแปรสำคัญในเขตเมือง

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ในจังหวัดเชียงรายกำลังเดินทางสู่โค้งสำคัญ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของสังคมการเมืองทั้งประเทศ หากเปรียบสนามการเมืองเป็นเวทีมวย เชียงรายคือ “เวทีเหนือสุดยอดแดนสยาม” ที่มีทั้งมวยเก๋า มวยสด มวยย้ายค่าย และมวยสายบู๊ พร้อมขึ้นชกใน 7 รุ่น หรือ 7 เขตเลือกตั้ง ซึ่งทุกคู่ต่างเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของ “บ้านใหญ่” และพลัง “กระแสส้ม” จากพรรคแนวคิดใหม่ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้วในการเลือกตั้งครั้งก่อน

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการประลองยุทธ์ระหว่าง “ทุนทางการเมืองเดิม” กับ “การเมืองกระแสใหม่” บนกติกาเดียวกัน คือคะแนนเสียงของประชาชนในแต่ละเขตที่เปรียบเสมือนกรรมการให้คะแนนรอบเวที ซึ่งพร้อมจะชูมือให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าทำงานจริง เข้าใจพื้นที่จริง และตอบโจทย์อนาคตจังหวัดเชียงรายได้ชัดเจนที่สุด

ภาพรวมเวทีมวยการเมืองเชียงราย ก่อนระฆังปี 2569

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองเชียงรายสะท้อนภาพเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “บ้านใหญ่” และพรรคการเมืองกระแสหลักถือเข็มขัดแชมป์ต่อเนื่องหลายสมัย กระทั่งการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่พรรคแนวคิดใหม่ในนาม “พรรคประชาชน” สามารถเจาะเกราะป้องกันและคว้าเก้าอี้ไปครองหลายเขต ทำให้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเปรียบเหมือน “ไฟต์ล้างตา” ของหลายตระกูลการเมืองในจังหวัด ขณะเดียวกันก็เป็น “ไฟต์ต่อยอด” ของ ส.ส. ชุดเดิมที่ต้องพิสูจน์ว่ากระแสที่เคยแรงเมื่อครั้งก่อน มิได้เป็นเพียงฟ้าผ่าชั่วคราว หากคือความเชื่อมั่นระยะยาวของประชาชนในพื้นที่ ความน่าสนใจอยู่ที่ ทุกเขตมีผู้ท้าชิงจากหลายค่ายการเมือง ส่งผลให้ทุกคู่ต้องเตรียมทั้งหมัดตรง หมัดฮุก เกมรับ และเกมรุกให้รัดกุมที่สุด

ด้านล่างนี้คือการไล่เรียง “การประกบคู่มวย” ทั้ง 7 เขตเลือกตั้ง โดยอิงจากรายชื่อผู้สมัครของแต่ละพรรค ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจการเมืองสามารถมองเห็นภาพการแข่งขันได้ชัดเจนขึ้น ก่อนเสียงระฆังยกแรกของปีเลือกตั้ง 2569 จะดังขึ้น

เขต 1 นครเชียงราย มวยคู่เอก ศึกศักดิ์ศรีเมืองหลวง

เขต 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นครเชียงราย เปรียบได้กับคู่เอกบนเวทีใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการปกครองของจังหวัด การชกในรุ่นนี้จึงมีทั้งเดิมพันเชิงสัญลักษณ์และเดิมพันทางการเมืองระดับชาติ

ในมุมของ “มวยบ้านใหญ่” พรรคเพื่อไทยส่ง ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี หมายเลข 7 ทายาทตระกูลจงสุทธานามณี ขึ้นชกในฐานะผู้ทวงเข็มขัดคืน การกลับมาลงสนามเต็มตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “เทหมดหน้าตัก” หากไม่สามารถคว้าชัยได้ ความต่อเนื่องทางการเมืองของสายตระกูลในเขตเมืองอาจต้องถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

ฝั่ง “มวยกระแส” พรรคประชาชนส่ง ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นป้องกันเข็มขัด แม้ในโลกโซเชียลมีเสียงวิจารณ์เรื่องการ “เข้าไม่ถึงตัว” ในบางชุมชน แต่ข้อได้เปรียบของชิตวันคือพลังของฐานเสียงคนรุ่นใหม่และความนิยมของพรรคในระดับประเทศ ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเมืองใหญ่แบบเชียงราย

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง วุฒิชาติ เกรียงเกษร หมายเลข 6 นักธุรกิจท้องถิ่นที่ถูกขนานนามว่า “เสี่ยหนุ่ม” หรือ “หนุ่มแสนดี” ขึ้นเวทีในฐานะมวยสด การลงชกของวุฒิชาติอาจไม่ใช่การหวังน็อกเอาต์ในทันที หากแต่เป็นการ “ชกเก็บแต้ม” ด้วยการทำงานเชิงพื้นที่ระยะยาว ซึ่งอาจสั่นคลอนคะแนนของคู่หลักและทำให้ผลการเลือกตั้งเขตนี้ออกมาเบียดกันจนแต้มไม่ห่าง

เขต 1 จึงเป็นศึกที่ทุกหมัดมีความหมาย เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในช่วงปลายยก อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “จุกอก” จากคะแนนที่เฉือนกันเพียงไม่กี่พันเสียง

เขตเลือกตั้งที่ 1

  1. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ (พรรคประชาชน)
  2. นายนิติธร สมสิทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายธเนตร ติ๊บโก๊ะ (พรรคโอกาสใหม่)
  4. นายสมนึก ใจจักร์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายไอใจ ปู่หมื่อ (พรรคประชาธิปัตย์)
  6. นายวุฒิชาติ เกรียงเกษม (พรรคกล้าธรรม)
  7. นายธนรัช จงสุทธานามณี (พรรคเพื่อไทย)
  8. นายธนัยรัชต์ ศรีโชติ (พรรคปวงชนไทย)

เขต 2 แชมป์เก่ากับแรงกดดันรอบเวที

เขต 2 เป็นเวทีที่ ส.ส. โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครองเก้าอี้อยู่เดิม แม้ภาพรวมโปรไฟล์และเครือข่ายการเมืองจะทำให้ถูกมองว่าเป็น “มวยต่อ” แต่ในเวทีมวยการเมือง ลูกกลมๆ อย่างคะแนนเสียงสามารถเหวี่ยงได้ตลอดเวลา

ในไฟต์นี้ แชมป์เก่าต้องเผชิญกับผู้ท้าชิงจากหลายมุมเวที ทั้งจากพรรคประชาชน ภูมิใจไทย และกล้าธรรม ที่ต่างหวังเข้ามาตัดแต้ม แม้ชื่อผู้สมัครจากบางพรรคจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูในระดับประเทศ แต่การทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่องอาจเปลี่ยนสถานะจาก “ม้ารอง” เป็น “ม้าพลิกเกม” ได้ทุกเมื่อ

ความท้าทายของเขต 2 อยู่ที่โครงสร้างพื้นที่ซึ่งมีทั้งเขตเมืองกึ่งชนบทและชุมชนชนเผ่า ทำให้ผู้สมัครต้องใช้กลยุทธ์ “เปลี่ยนการ์ดตลอดเวลา” ระหว่างการเสนอภาพใหญ่ของนโยบายระดับชาติ กับการตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ราคาพืชผล ถนนหนทาง และบริการสาธารณสุข หากฝ่ายใดมองข้ามรายละเอียดเหล่านี้ อาจถูกคู่แข่งใช้เป็น “หมัดโต้กลับ” ได้ทันที

เขตเลือกตั้งที่ 2

  1. นายพงษ์พณิช อันพาพรม (พรรคท้องที่ไทย)
  2. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (พรรคเพื่อไทย)
  3. นายหาญ ดอนลาว (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นายทรงพล ชีวินมหาชัย (พรรคกล้าธรรม)
  5. นางสาวช่อพฤกษา อุดมทรัพย์ (พรรคภูมิใจไทย)
  6. นายอุทิศ มณีจันสุข (พรรคประชาชน)
  7. นายประเวช ราชชมภู (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

เขต 3 มวยเก๋าปะทะมวยระบบใหม่

เวทีเขต 3 ถูกจับตามองในฐานะ “ซูเปอร์ไฟต์” ระหว่างมวยเก๋าประสบการณ์สูง และมวยระบบใหม่ที่มีเครื่องมือการเมืองยุคดิจิทัลหนุนหลัง

พรรคประชาชนส่ง ฐากูร ยะแสง หมายเลข 5 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นชกต่อในฐานะแชมป์เก่า จุดแข็งของฐากูรคือผลงานการทำงานต่อเนื่องในสภาและความใกล้ชิดกับชุมชนชนบทจำนวนมาก ทำให้ฐานเสียงเดิมยังคงเหนียวแน่นในสายตาผู้สนับสนุน

ขณะที่พรรคเพื่อไทยดึง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 6 อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส. 9 สมัย กลับขึ้นเวทีด้วยตนเองอีกครั้ง เสมือนการส่ง “มวยเก๋าโอลด์เจเนอเรชัน” ที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน การกลับมาสวมเสื้อขึ้นชกครั้งนี้ไม่เพียงเดิมพันด้วยชื่อเสียงส่วนตัว หากยังเป็นการทดสอบว่าบารมีทางการเมืองแบบดั้งเดิมจะยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในเขต 3 หรือไม่

ผลของไฟต์นี้จะสะท้อนชัดว่า ในสายตาของประชาชน การเมืองแบบ “ระบบทีมสมัยใหม่” หรือ “มวยเก๋าแทคติกแน่น” จะได้รับคะแนนไว้ใจมากกว่ากัน และอาจกลายเป็นต้นแบบเปรียบเทียบให้เขตอื่นๆ ทั่วจังหวัดด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 3

  1. นายอาคม จันต๊ะมา (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  2. นายเรืองฤทธิ์ พวกอินแสง (พรรคประชาธิปัตย์)
  3. นายพิทักษ์ แสงคำ (พรรคกล้าธรรม)
  4. นายประเวศน์ รวีนโอภาส (พรรคภูมิใจไทย)
  5. นายฐากูร ยะแสง (พรรคประชาชน)
  6. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  7. นายสมชาติ ขวัญชัย (พรรคพลังประชารัฐ)

เขต 4 ศึกสายเลือดบนผืนผ้าใบ

เขต 4 เป็นหนึ่งในเวทีที่มีมิติทางอารมณ์สลับซับซ้อนมากที่สุด เพราะไม่ใช่เพียงศึกระหว่างสองพรรค หากยังเป็น “ศึกในสายตระกูล” ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ

ฝ่ายพรรคเพื่อไทยส่ง “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 4 ลูกสาวของวิสาร ลงป้องกันเก้าอี้ที่เคยคว้ามาได้ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของบ้านการเมืองเก่า ตลอดช่วงดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา วิสาระดีพยายามสื่อสารบทบาทด้านการพัฒนาพื้นที่และการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พรรคกล้าธรรมดึง สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. 4 สมัย ซึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในสังกัดเพื่อไทยและเป็นคนกันเองในตระกูล เตรียมขึ้นชกในสีเสื้อใหม่ การเปลี่ยนค่ายครั้งนี้ทำให้ไฟต์เขต 4 ถูกขนานนามว่าเป็น “ศึกน้าปะทะหลาน” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันและเส้นทางการเมืองที่เริ่มแยกออกจากกันชัดเจน

สำหรับประชาชนในเขตนี้ ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงเรื่องความผูกพันส่วนบุคคล หากอยู่ที่คำถามว่า ใครสามารถต่อยอดการทำงานในสภาและผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ได้ชัดเจนมากกว่ากัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คะแนนเสียงทุกใบคือการชูมือให้ “มวยที่ทำงานได้จริง” มากกว่ามวยที่มีเพียงชื่อเสียงในอดีต

เขตเลือกตั้งที่ 4

  1. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ (พรรคกล้าธรรม)
  2. นายธรรมวัตร พรมเสน (พรรคประชาชน)
  3. นายสหการ เขื่อนแปด (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  5. นายชาติบัญชา จำปาเจียม (พรรคพลวัต)
  6. นายอินตา เมืองมูล (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายเทียม เทพแสน (พรรคภูมิใจไทย)
  8. นายวัชรพงศ์ ปิโย (พรรคโอกาสใหม่)

เขต 5 และเขต 7 บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์แยกมุม – เมื่อมวยย้ายค่ายขึ้นชนเสื้อเดิม

สองเขตนี้คือไฮไลท์สำคัญของการเมืองเชียงรายรอบนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่บ้านใหญ่ตระกูลวันไชยธนวงศ์ แยกตัวออกจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และกระจายกำลังไปอยู่ในสองค่ายการเมืองใหม่ คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม

ในเขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 ขึ้นชกกับ เทอดชาติ ชัยพงษ์ จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ทั้งสองฝ่ายถือเป็นผู้ที่ทำงานพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต่างคนต่างมีเครือข่ายผู้นำชุมชนหนุนหลัง การประกบคู่ครั้งนี้จึงเปรียบได้กับมวยรุ่นเดียวกันที่เคยซ้อมร่วมเวที แต่วันนี้ต้องมาชกกันเต็มยกต่อหน้าเจ้าถิ่นคนดูในอำเภอ

เขตเลือกตั้งที่ 5

  1. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ (พรรคเพื่อไทย)
  2. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายนาวิน วังแปง (พรรคประชาชน)
  4. (ในรูปข้ามเบอร์ 4)
  5. นายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ (พรรคพลวัต)
  6. นายนิกร จันทร์หอม (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายสุรชาติ ผิวแดง (พรรคประชาธิปัตย์)

ส่วนเขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคกล้าธรรม หมายเลข 6 ขึ้นเวทีพบ สง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 7 แชมป์ใหม่จากการเลือกตั้งซ่อมที่เพิ่งทำหน้าที่ ส.ส. เพียงช่วงสั้นก่อนมีการยุบสภา สุธีระพงษ์มีพื้นฐานการเมืองจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) และรองนายก อบจ. เชียงราย ก่อนยื่นลาออกเพื่อหันมาลงเล่นการเมืองระดับชาติเต็มตัว

ไฟต์ในเขต 7 จึงเป็นศึกระหว่าง “เจ้าถิ่นท้องถิ่นเก๋าเกม” กับ “แชมป์หน้าใหม่ในระดับชาติ” ที่ยังต้องพิสูจน์ศักยภาพต่อเนื่อง ถ้าสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่ายเดิมในระดับ อบจ. แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงระดับเขตได้สำเร็จ จะถือเป็นสัญญาณสำคัญของบทบาทบ้านใหญ่ที่ย้ายค่ายในยุคการเมืองใหม่

เขตเลือกตั้งที่ 7

  1. ร้อยตำรวจเอก ดอน สมควร (พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อมือพาน (พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคกล้าธรรม)
  7. นางสาวมิรันตี บุญแก้ว (พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (พรรคเพื่อไทย)

เขต 6 แม่สาย เวทีชายแดนเดือด สามมุมมองบนเชือกเส้นเดียว

เขต 6 ครอบคลุมอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นด่านเศรษฐกิจชายแดนไทย–เมียนมา และเป็นประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ การแข่งขันในเขตนี้จึงมีทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจชายแดน และผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

พรรคเพื่อไทยดึง ชัยยนต์ ศรีสมุทร หมายเลข 4 อดีตนายกเทศมนตรีแม่สายที่รู้จักทุกตรอกซอกซอยของเขตเมืองชายแดนขึ้นชก จุดแข็งของชัยยนต์คือความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการค้า การจราจร และการจัดระเบียบตลาดชายแดน ที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญอยู่ทุกวัน

ฝั่งพรรคประชาชนส่ง จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม หมายเลข 1 อดีต ส.ส. ขวัญใจคนรุ่นใหม่และกลุ่มแรงงานพื้นที่ชายแดนขึ้นเวที ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนการเมืองแนวทางใหม่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการผลักดันนโยบายโปร่งใส

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง มลธิชา ไชยบาล ผู้ทำงานเชื่อมโยงกับมูลนิธิในเครือข่ายธรรมนัส ลงสู้ศึกในฐานะตัวเลือกจากค่ายที่มุ่งสร้างเครือข่ายช่วยเหลือชุมชนมายาวนาน การปรากฏตัวของมลธิชาทำให้เขต 6 กลายเป็น “ไฟต์สามมุมแดง–น้ำเงิน–ขาว” ที่คะแนนเสียงอาจถูกแบ่งกันอย่างสูสี

ด้วยความสำคัญของแม่สายในระดับเศรษฐกิจและความมั่นคง การตัดสินใจของประชาชนในเขตนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือก ส.ส. หากเป็นการเลือก “คนที่จะขึ้นเวทีเจรจาแทนชุมชน” ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด่านชายแดน การค้า การท่องเที่ยว และแรงงานข้ามแดนในระยะยาว

เขตเลือกตั้งที่ 6

  1. นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม (พรรคประชาชน)
  2. นายธวัชชัย อภิวงค์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  3. นายอนันต์ แพทยานนท์ (พรรคพลังประชารัฐ)
  4. นายชัยยนต์ ศรีสมุทร (พรรคเพื่อไทย)
  5. นางภัทรวัลย์ ผลไพบูลย์ (พรรคพลวัต)
  6. นายกฤษฎ์ชัยณัชวงศ์ สมพฤกษ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
  7. นางมลธิชา ไชยบาล (พรรคกล้าธรรม)
  8. นายบัณฑิต สุรินเปา (พรรคไทยก้าวหน้า)

ปัจจัยตัดสินบนเวที พื้นที่ กระแสพรรค และความน่าเชื่อถือส่วนตัว

เมื่อไล่ดูทั้ง 7 เขตรวมกัน จะเห็นได้ว่าศึกเชียงรายปี 2569 มีปัจจัยหลักสามด้านที่จะตัดสินผลแพ้ชนะในแต่ละเวที

หนึ่ง คือ “ฐานพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่น” ผู้สมัครที่ทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง ยืนมวยแบบ “ยกต่อยก” กับปัญหาของชาวบ้าน มีแนวโน้มจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าผู้ที่ปรากฏตัวเฉพาะช่วงหาเสียง

สอง คือ “กระแสพรรคในระดับชาติ” โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานแนวคิดชัดเจน เช่น พรรคประชาชนที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ดี พรรคเพื่อไทยที่มากด้วยประสบการณ์บริหารประเทศ หรือพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมที่ใช้ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่นหนุนหลัง หากกระแสในภาพใหญ่ขึ้นสูงช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนของผู้สมัครในจังหวัดย่อมได้รับอานิสงส์โดยตรง

สาม คือ “ความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล” ทั้งประวัติการทำงาน ความโปร่งใส และท่าทีต่อประเด็นสำคัญของจังหวัด เช่น ปัญหาหมอกควันไฟป่า การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนมิติใหม่ ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับการติดตามผลงานในอดีตและท่าทีต่อปัญหาปัจจุบันมากกว่าคำพูดบนเวทีปราศรัยเพียงอย่างเดียว

บทสรุปก่อนระฆังดัง จากเวทีมวยสู่กล่องเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด แม้การวิเคราะห์ในภาพรวมจะทำให้เห็นว่าแต่ละเขตมีคู่มวยหลัก คู่มวยรอง และมวยม้ามืดที่น่าจับตาอย่างไรบ้าง แต่ “กรรมการตัวจริง” ที่จะชูมือให้ผู้ใดขึ้นแท่นผู้ชนะก็ยังคงเป็นประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีสิทธิ์ใช้เสียงของตนเองอย่างเสรี ตามข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานของผู้สมัครในช่วงที่ผ่านมา

ศึกเลือกตั้ง 7 เขตของจังหวัดเชียงรายในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าการวัดพลังระหว่างบ้านใหญ่กับกระแสสีส้ม หากเป็นบททดสอบว่า การเมืองในยุคใหม่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์เก่าและพลังใหม่ได้อย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่เพียงชัยชนะบนผืนผ้าใบ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนบนผืนแผ่นดินเชียงรายอย่างยั่งยืน

เมื่อระฆังเลือกตั้งดังขึ้น ทุกคะแนนเสียงที่ถูกหย่อนในหีบจะกลายเป็น “คะแนนให้ดาวน์แต้ม” ที่ตัดสินว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป และอนาคตการเมืองเชียงรายในทศวรรษข้างหน้าจะเดินไปในทิศทางใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME