

ตลาดซื้ออสังหาฯ ทั่วประเทศลดลง 6% แต่ตลาดเช่าโตสวนทาง โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาท
เชียงรายฟื้นตัวช้าหลังน้ำท่วมปี 67 และเผชิญอัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 70-80%
ครึ่งหลังปี 67 เชียงรายมีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 2,594 หน่วย มูลค่าทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และยังไม่มีคอนโดเปิดใหม่
โครงการรถไฟทางคู่คืบหน้าเกือบ 60% พร้อมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นปัจจัยบวกดันมูลค่าที่ดินในระยะยาว
รัฐผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% ถึงมิถุนายน 2569 เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง
เชียงราย,23 เมษายน 2569 – ภาพสะท้อนชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในต้นปี 2569 ยังไม่ใช่ตลาดฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ฝั่งซื้อยังอ่อนแรง ขณะที่ฝั่งเช่ากลับเติบโตต่อเนื่อง โดยดีมานด์ซื้อทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แต่ดีมานด์เช่าทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ และในกรุงเทพฯ เพิ่มถึง 9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเลือก “รักษาสภาพคล่อง” มากกว่าตัดสินใจเป็นหนี้ระยะยาวทันที
เมื่อนำภาพรวมนี้มาวางทับกับเชียงราย จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้ชะลอตัวเพียงเพราะเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ความเข้มงวดของสินเชื่อ และโครงสร้างตลาดที่ยังพึ่งพาบ้านแนวราบเกือบทั้งหมด โดยครึ่งหลังปี 2567 เชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท ไม่มีการเปิดขายคอนโดมิเนียม และมีหน่วยขายได้ใหม่เพียง 130 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกปีเดียวกันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเสนอขาย 2,758 หน่วย และไม่มีคอนโดเปิดขายเช่นกัน
เชียงรายไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะในเวลาเดียวกัน จังหวัดกำลังยืนอยู่บนฐานเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเมืองท่องเที่ยวและการค้าชายแดน สู่เมืองโลจิสติกส์และเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล และมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ มีความคืบหน้าสะสมกว่า 59 เปอร์เซ็นต์ตามข้อมูลที่ถูกรายงานในเดือนเมษายน 2569 จึงทำให้คำถามสำคัญของเชียงรายวันนี้ไม่ใช่เพียง “บ้านขายยากหรือไม่” แต่คือ “จังหวัดจะเปลี่ยนแรงกดดันระยะสั้นให้เป็นจังหวะตั้งหลักระยะยาวได้หรือไม่”
ตลาดบ้านไทยยังแผ่ว แต่เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกใหม่
ปลายเดือนเมษายน 2569 ภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยคล้ายคนที่พยายามเดินต่อ แม้ขาจะยังไม่ฟื้นเต็มกำลัง ฝั่งหนึ่ง ผู้คนยังอยากมีบ้าน ยังมองหาที่อยู่อาศัย ยังเข้าเว็บไซต์ค้นหาประกาศซื้อขายและเช่า แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง หลายครัวเรือนกลับถอยหนึ่งก้าวแล้วหันมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพราะภาระดอกเบี้ย ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คำว่า “บ้านในฝัน” ต้องถูกแปลใหม่เป็น “บ้านที่ไหวจริง” มากกว่าที่เคยเป็นมา
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้รายงานจากพฤติกรรมผู้ใช้งานในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังโต 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ลดลง 17 และ 16 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเช่ากลับขยับขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ โดยคอนโดมิเนียมยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของตลาดเช่าทั่วประเทศ ขณะที่ระดับค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโตมากที่สุด 11 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้สะท้อนชัดว่า คนไทยไม่ได้หยุดมองหาที่อยู่อาศัย แต่กำลังเปลี่ยนวิธีอยู่ให้เหมาะกับฐานะการเงินมากขึ้น
ถ้ามองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจสรุปได้ง่ายว่าประเทศกำลังเข้าสู่ยุค “เช่าแทนซื้อ” แต่เมื่อหันมามองเชียงราย เรื่องราวจะลึกกว่าแค่การเปลี่ยนใจจากเจ้าของบ้านมาเป็นผู้เช่า เพราะเชียงรายไม่ใช่ตลาดคอนโดขนาดใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแรงซื้อจากคนทำงานเมืองหลวงจำนวนมหาศาล และไม่ได้มีแรงเก็งกำไรแบบเมืองท่องเที่ยวชายทะเลบางแห่ง สิ่งที่เชียงรายมี คือกลุ่มผู้ซื้อจริงในพื้นที่ กลุ่มครอบครัวระดับกลาง กลุ่มคนทำธุรกิจท้องถิ่น และความหวังจากการเติบโตของเมืองชายแดน ดังนั้น เมื่อกำลังซื้อสะดุด เชียงรายจึงรับแรงกระแทกตรง ๆ มากกว่าตลาดที่มีฐานผู้ซื้อหลากหลายกว่า

เชียงรายไม่ได้เงียบ แต่กำลังซื้อยังเดินช้ากว่าอุปทาน
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงรายมีหน่วยเสนอขาย 2,758 หน่วย มูลค่า 10,872 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร ไม่มีการเปิดขายโครงการอาคารชุดเลยแม้แต่หน่วยเดียว และมีโครงการเปิดใหม่เพียง 47 หน่วย มูลค่า 155 ล้านบาท ขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 102 หน่วย มูลค่า 372 ล้านบาท ส่วนหน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ในระดับสูงถึง 2,656 หน่วย มูลค่า 10,499 ล้านบาท
พอเข้าสู่ครึ่งหลังปี 2567 ตัวเลขดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแนวโน้มได้ จังหวัดมีหน่วยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท เปิดใหม่เพียง 38 หน่วย มูลค่า 69 ล้านบาท และขายได้ใหม่ 130 หน่วย มูลค่า 455 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ที่ 2,594 หน่วย มูลค่า 10,245 ล้านบาท ภาพรวมจึงไม่ใช่ตลาดที่ “ไม่มีของขาย” แต่เป็นตลาดที่ของยังคงค้างอยู่มากกว่าความเร็วในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
หากเจาะลงไปในพื้นที่ จะเห็นโครงสร้างของเชียงรายชัดขึ้นอีก ในครึ่งแรกปี 2567 โซนอำเภอเมืองเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายสูงสุด 1,338 หน่วย มูลค่า 5,884 ล้านบาท รองลงมาคือโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 1,245 หน่วย มูลค่า 4,377 ล้านบาท และแม่สาย 159 หน่วย มูลค่า 543 ล้านบาท ส่วนครึ่งหลังปี 2567 REIC ยังระบุว่าโซนในเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยเหลือขายสะสมสูงสุดของจังหวัด ตามด้วยโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และแม่สาย นั่นหมายความว่า แม้ทำเลหลักยังเป็นศูนย์รวมความสนใจของตลาด แต่การระบายสต็อกยังไม่เร็วพอจะทำให้ตลาดกลับมาคึกคักจริงจัง
เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมภาคเหนือ 5 จังหวัดในครึ่งหลังปี 2567 ซึ่งมีอุปทานสะสมรวม 17,464 หน่วย มูลค่า 73,200 ล้านบาท เชียงรายครองสัดส่วน 15.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2,724 หน่วย เป็นอันดับสองรองจากเชียงใหม่ที่มี 10,250 หน่วย นี่ทำให้เชียงรายยังเป็นตลาดสำคัญของภาคเหนือ แต่ก็เป็นตลาดที่ขนาดยังห่างจากเชียงใหม่ชัดเจน และไม่มีแรงหนุนจากตลาดคอนโดหรือผู้ซื้อชาวต่างชาติเท่าเมืองหลักอย่างเชียงใหม่
แผลจากน้ำท่วมและปัญหากู้ไม่ผ่าน ทำให้เชียงรายฟื้นช้ากว่าเมืองท่องเที่ยวบางจังหวัด
อีกเงื่อนไขที่ทำให้เชียงรายต่างจากภาพรวมประเทศ คือแรงกดทับเฉพาะพื้นที่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย ว่า 8 เดือนแรกของปี 2567 จำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในจังหวัดลดลงราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และอัตราปฏิเสธสินเชื่อในบางช่วงสูงถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ คนยื่นกู้ 10 คน ผ่านจริงเพียงประมาณ 2 คนเท่านั้น เขายังประเมินด้วยว่า น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 70 ปีมีผลต่อจิตวิทยาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์เชียงรายถูกเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะตลาดบ้านไม่ได้ซื้อขายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อขายด้วย “ความมั่นใจในอนาคต” ด้วย หากผู้ซื้อเริ่มตั้งคำถามว่า บ้านที่จะซื้ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ น้ำจะมาอีกไหม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า การตัดสินใจซื้อย่อมช้าลงทันที ต่อให้ดอกเบี้ยลดหรือมีโปรโมชั่นมากเพียงใดก็ตาม
ตรงกันข้ามกับเพชรบุรีซึ่งดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่าเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อและเช่าเติบโตสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2569 จากอานิสงส์การท่องเที่ยว การอยู่ใกล้ธรรมชาติ และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เชียงรายแม้มีธรรมชาติไม่แพ้กัน แต่ผู้ซื้อยังต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเชิงพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เปราะบางกว่า จึงเห็นได้ชัดว่าหัวเมืองท่องเที่ยวไม่ได้โตเหมือนกันทั้งหมด บางจังหวัดได้แรงส่งจากการพักผ่อน บางจังหวัดยังต้องใช้เวลาซ่อมความเชื่อมั่นก่อนตลาดจะเดินหน้าเต็มที่
เชียงรายยังมีแต้มต่อ แต่แต้มต่อนั้นอยู่ในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน
ถึงแม้ตลาดบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงในเชียงรายจะยังไม่สดใสเต็มที่ แต่จังหวัดไม่ได้ขาดปัจจัยบวกในระยะกลางและระยะยาว หนึ่งในฐานสำคัญคือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน และแม่สาย ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่นี้มีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท โดยธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs และกลุ่มธุรกิจเด่น ได้แก่ ก่อสร้างทั่วไป การขายส่งสินค้าทั่วไป และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่อยู่ที่ 299.07 ล้านบาท โดยจีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่ง
ตัวเลขเหล่านี้อาจยังไม่แปลเป็นยอดซื้อบ้านทันทีในวันนี้ แต่กำลังบอกว่า เชียงรายไม่ใช่ตลาดที่ยืนอยู่บนฐานเกษตรและท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เมืองกำลังมีชั้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ การค้าชายแดน และบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีศักยภาพจะเปลี่ยนรูปแบบความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้านสำหรับผู้บริหาร ที่พักแรงงานคุณภาพ อาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้ารอบแนวขนส่ง
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ซึ่งรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่ามีความคืบหน้าสะสม 59.57 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่าแผนเล็กน้อย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมเชียงรายกับระบบรางของประเทศและประตูการค้าชายแดนอย่างเชียงของได้แน่นแฟ้นขึ้น หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้า ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเดินทาง แต่จะค่อย ๆ ปรับมูลค่าที่ดิน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ด้วย

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด วันนี้เชียงรายอาจยังไม่ใช่ตลาดที่ “ซื้อแล้วลุ้นขึ้นทันที” แบบเมืองเก็งกำไรบางแห่ง แต่กำลังเป็นตลาดที่ “ต้องอ่านเกมล่วงหน้า” มากกว่า ใครมองระยะสั้นอาจเห็นแต่ยอดขายที่ชะลอ แต่ใครมองระยะกลางจะเริ่มเห็นว่าจังหวัดกำลังจัดวางตัวเองใหม่ในฐานะเมืองด่านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของลุ่มน้ำโขง
เทรนด์เช่าแทนซื้ออาจไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป สำหรับเชียงราย
จุดหนึ่งที่ควรตีความอย่างรอบคอบ คือการที่ตลาดเช่าเติบโต ไม่ได้แปลว่าตลาดซื้อพังเสมอไป บางครั้งมันเป็นช่วงรอจังหวะของผู้บริโภคมากกว่า ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่า ระดับราคาซื้อที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุดในไตรมาสแรกปี 2569 คือ 1 ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการซื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ฝั่งเช่าที่เติบโตมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ นี่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ สะสมเงินดาวน์ หรือประเมินเสถียรภาพรายได้ของตัวเองก่อนจะขยับไปสู่การซื้อจริง
สำหรับเชียงราย เทรนด์นี้อาจยิ่งมีนัยมากขึ้น เพราะเมืองมีฐานประชากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา สนามบิน หน่วยงานรัฐ การค้าชายแดน และแรงงานบริการท่องเที่ยวพอสมควร หากตลาดซื้อยังติดข้อจำกัดเรื่องสินเชื่อ การมีตลาดเช่าที่แข็งแรงขึ้นอาจช่วยประคองกระแสเงินสดของเจ้าของทรัพย์และลดแรงขายตัดราคาในระยะสั้นได้ด้วย
ในอีกมุมหนึ่ง มาตรการภาครัฐก็ยังทำหน้าที่เป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นยาวิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว โดยเปิดทางให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกู้ได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักประกัน ระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 แต่ ธปท. ก็ย้ำเองว่า มาตรการนี้เป็นการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ มิใช่การยกเลิกมาตรฐานดูแลความเสี่ยงทั้งหมด กล่าวคือ ต่อให้กู้ได้เต็มมูลค่า หากรายได้ไม่มั่นคง เครดิตไม่ผ่าน หรือภาระหนี้สูง ผู้กู้ก็ยังไม่ผ่านธนาคารอยู่ดี
นั่นทำให้ในเชียงราย คำตอบของตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่การหวังมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบสินค้าที่ตรงกับศักยภาพผู้ซื้อจริงมากกว่า เช่น บ้านราคาที่ผ่อนแล้วไม่ตึงเกินไป บ้านในทำเลที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมมากขึ้น หรือรูปแบบเช่าก่อนซื้อในบางโครงการเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้ทดสอบภาระรายจ่ายของตัวเองก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่
เชียงรายควรเดินเกมแบบเมืองด่านเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลียนแบบกรุงเทพฯ
หากถามว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายควรปรับตัวอย่างไรในช่วงที่ดีมานด์ซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ คำตอบที่น่าสนใจคือ จังหวัดอาจไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรกรุงเทพฯ เสมอไป เพราะโครงสร้างเมืองต่างกันมาก กรุงเทพฯ โตจากงาน ระบบราง และประชากรแฝงมหาศาล จึงเห็นตลาดเช่าโตพร้อมกันแทบทุกประเภทและทุกทำเลในเมืองหลวง โดยเฉพาะคอนโดและทาวน์เฮ้าส์ที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรกปี 2569
แต่เชียงรายควรเล่นตามข้อได้เปรียบของตนเองมากกว่า นั่นคือบทบาทเมืองชายแดน เมืองโลจิสติกส์ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเมืองมหาวิทยาลัย เมื่อมองเช่นนี้ ตลาดที่จะโตอาจไม่ใช่คอนโดกลางเมืองแบบกรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านแนวราบคุณภาพดีในโซนเมืองและสนามบิน ทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมกับเส้นทางขนส่ง ที่พักให้เช่าระยะกลางสำหรับคนทำงานข้ามอำเภอหรือข้ามชายแดน และที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังมองเชียงรายเป็นฐานธุรกิจใหม่

การพยายามเร่งเปิดโครงการจำนวนมากในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเชียงรายในระยะนี้ สิ่งที่ตลาดต้องการอาจเป็นการคัดเลือกทำเลแม่นขึ้น พัฒนาเท่าที่ตลาดรับไหว และรอจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นกลับมาเสริมกันมากกว่านี้
เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ฝั่งซื้อยังชะลอ ฝั่งเช่ากลับเร่งตัว และผู้บริโภคจำนวนมากกำลังให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการรีบถือครองกรรมสิทธิ์ในทันที ภาพนี้เห็นเด่นในข้อมูลของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อมองลงมาที่เชียงราย ซึ่งเผชิญทั้งแรงกดจากเศรษฐกิจ ภาวะสินเชื่อเข้มงวด และบาดแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต ตรงกันข้าม จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะตั้งหลักครั้งสำคัญ ระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งยังเคลื่อนตัวช้า กับโอกาสใหม่จากเขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังก่อตัว สิ่งที่เชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่แข่งกับกรุงเทพฯ หรือเลียนแบบเมืองท่องเที่ยวที่โตจากบ้านพักตากอากาศเท่านั้น แต่ต้องอ่านจังหวะของตัวเองให้ขาด ว่าเมื่อใดควรชะลอ เมื่อใดควรลงทุน และเมื่อใดควรเปลี่ยนสินทรัพย์จาก “บ้านขายยาก” ให้กลายเป็น “ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเมืองใหม่” ได้จริง
ในภาวะที่คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองการเช่าเป็นสะพานก่อนซื้อ เชียงรายอาจไม่ได้เสียโอกาส หากใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบตลาด คัดสินค้าให้ตรงความต้องการ และยกระดับเมืองให้พร้อมรับการเติบโตระลอกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ฟื้นตัวได้ดี ไม่ใช่เมืองที่ขายบ้านได้เร็วที่สุดในวันที่เศรษฐกิจผันผวน แต่คือเมืองที่รู้ว่าควรเติบโตแบบไหนเมื่อรอบใหม่ของโอกาสมาถึง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :