
เชียงราย, 20 มกราคม 2569 — สายน้ำในเชียงรายไม่ใช่เพียงภาพทิวทัศน์ที่ไหลผ่านเมืองเหนือ หากแต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตจริง” ตั้งแต่น้ำประปาที่เปิดใช้ทุกเช้า อาหารที่ขึ้นจากตลาดริมน้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจชายแดนที่พึ่งพาการสัญจรและการค้าตามแนวลุ่มน้ำโขง แต่เมื่อใดที่เกิดคำถามเรื่อง “สารปนเปื้อน” แม้เพียงข่าวลือ ผลสะเทือนมักไปไกลกว่าความกังวลส่วนบุคคล เพราะมันกระทบทั้งความมั่นใจของผู้บริโภค รายได้ของชุมชนประมง–เกษตรกร และภาพลักษณ์ความปลอดภัยของจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน
ในบริบทเช่นนี้ การประชุม คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการ “รายงานตัวเลข” หากเป็นการประกาศทิศทางร่วมของรัฐต่อสาธารณะว่า จังหวัดจะสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างไร จะสร้างความมั่นใจแบบมีหลักฐานอย่างไร และจะเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในจุดไหนบ้าง
ภาพรวมที่ผู้ว่าฯ ยืนยัน น้ำใสขึ้น คุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง ประปาผ่านมาตรฐานทุกแห่ง
ตามสรุปสาระการประชุมที่จังหวัดรายงานล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า คุณภาพน้ำใน 4 ลุ่มน้ำหลักมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในภาพรวม พร้อม “ย้ำความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค” โดยยืนยันว่า ระบบน้ำประปาส่วนภูมิภาคในเชียงรายผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกแห่ง ประชาชนสามารถใช้ดื่มและใช้สอยได้ตามปกติ (สาระดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการบริหารคุณภาพน้ำประปาที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะโดยยึดการตรวจตามมาตรฐานและการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง)
ในเชิงนโยบาย “ประปาผ่านมาตรฐาน” เป็นคำที่สั้น แต่เบื้องหลังคือระบบตรวจวัดคุณภาพตามเกณฑ์สุขาภิบาลและมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม ซึ่งหนึ่งในสารที่สังคมให้ความสนใจสูงคือ “สารหนู (arsenic)” โดยองค์การอนามัยโลกให้ค่ามาตรฐานเชิงแนวทาง (guideline value) ในน้ำดื่มที่ 0.01 มก./ลิตร และประเทศไทยมีแนวทางมาตรฐานน้ำบริโภคที่สอดคล้องกับหลักการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพในทิศทางเดียวกัน
การย้ำประเด็นนี้จึงหมายถึง “สัญญาณเชิงระบบ” ว่าจังหวัดเลือกตอบความกังวลของประชาชนด้วยกลไกมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยคำปลอบใจ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารของภาครัฐในเรื่องคุณภาพน้ำจำเป็นต้องพ่วงคำว่า “ตรวจแล้ว” และ “อยู่ในเกณฑ์” อยู่เสมอ
มิติอาหาร สุ่มตรวจปลาและพืชผัก “ไม่พบเกินมาตรฐาน” และเริ่มใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค
อีกด้านหนึ่งที่มักถูกตั้งคำถามทันทีเมื่อมีประเด็นสารปนเปื้อนในน้ำ คือ “อาหารจากแหล่งน้ำ” โดยเฉพาะ ปลา และ ผักริมลำน้ำ ซึ่งจังหวัดรายงานว่า การสุ่มตรวจปลาและพืชผักจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และเสริมด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสื่อสารความปลอดภัยไปถึงผู้บริโภค ผ่านแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ถูกอธิบายในเชิงแนวคิดว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของปลา “ตั้งแต่ต้นทางถึงจานอาหาร” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากข่าวลือ
หากมองด้วยสายตาสื่อเชิงลึก “แอปปลาปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่สะท้อนการขยับของรัฐจาก “การสื่อสารแบบประกาศ” ไปสู่ “การสื่อสารแบบให้ตรวจสอบได้” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการบริหารความเสี่ยงสาธารณะในหลายประเทศ ยิ่งสังคมกังวลมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องทำให้ข้อมูลตรวจสอบได้มากเท่านั้น
ตัวเลขสุขภาพที่เป็นหัวใจความเชื่อมั่น กลุ่มเสี่ยง 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน
ในข่าวด้านสิ่งแวดล้อม “ตัวเลขน้ำ” มักไม่ทรงพลังเท่า “ตัวเลขคน” เพราะสิ่งที่ประชาชนถามจริง ๆ คือ “กระทบสุขภาพไหม” จังหวัดรายงานผลที่ถือเป็น “ข่าวดีเชิงสาธารณสุข” ว่า จากการตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย ปัจจุบัน เหลือเพียง 1 ราย ที่ตรวจพบ ค่าสารหนูเกินมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
การสื่อสารตัวเลขนี้มีความสำคัญสองชั้น
อย่างไรก็ดี ในเชิงจริยธรรมสื่อมวลชน การนำเสนอควรระมัดระวังไม่ทำให้สังคมตีความเกินจริงว่า “ปัญหาจบแล้ว” เพราะประเด็นสารหนู/โลหะหนักในระบบนิเวศน้ำ โดยธรรมชาติสามารถแฝงอยู่ใน “ตะกอน” และสะสมในบางจุดได้ แม้น้ำผิวหน้าจะดูดีขึ้นก็ตาม
จุดที่จังหวัด “ยังไม่วางใจ” ตะกอนดินในบางช่วงของแม่น้ำสายและโขง ความเสี่ยงแบบสะสมที่ต้องใช้เวลา
สาระสำคัญหนึ่งที่จังหวัดสื่อสารอย่างชัดเจน คือแม้แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี “จุดเสี่ยง” ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ โดยเฉพาะ การสะสมของสารหนูและโลหะหนักในตะกอนดินบางจุดของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโจทย์ที่แก้ยากกว่า “น้ำขุ่น–น้ำใส” เพราะตะกอนคือการสะสมระยะยาว
ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักฐานจากการติดตามเชิงวิชาการของภาครัฐที่ชี้ว่าการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องดูทั้ง “น้ำ” และ “ตะกอน” โดยรายงานการติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงช่วงก่อนหน้า เคยแสดงข้อมูลเชิงตัวเลขของ สารหนูในตะกอน ในบางจุดและบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงยังยึดมาตรการ “ติดตามตะกอน” เป็นหัวใจของการเฝ้าระวัง
ในทางสื่อสารสาธารณะ ภาพที่ควรถอดรหัสให้ประชาชนเข้าใจง่ายคือ
และเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน การอธิบายกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน (การจัดประเภทแหล่งน้ำเพื่อการใช้ประโยชน์) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้เข้าใจว่า “เกณฑ์ดี” ของหน่วยงานรัฐหมายถึงอะไรและวัดด้วยอะไร
5 มาตรการเชิงรุกที่จังหวัด “กางแผน” เดินหน้าต่อ จากประปาหมู่บ้านถึง Real-time Monitoring
ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าจังหวัดกำหนดการดำเนินการต่อเนื่องในจุดเสี่ยงสำคัญ โดยสรุปมาตรการหลักที่สื่อสารต่อสาธารณะมีอย่างน้อย 5 แนวทาง
เมื่อวางทั้งหมดไว้บนเส้นเรื่องเดียวกัน จะเห็นภาพว่า “ข่าวนี้” ไม่ใช่แค่ข่าวผู้ว่าฯ สรุปสถานการณ์ แต่คือการสื่อสารว่า จังหวัดกำลังเปลี่ยนจากการตอบคำถาม “ปลอดภัยไหม” ไปสู่การบริหารระบบ “ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ด้วยเครื่องมือทั้งวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และดิจิทัล
ทำไม “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสมรภูมิสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขคุณภาพน้ำ”
เชียงรายเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนเกาะอยู่กับความเชื่อมั่นของคนนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยว ผู้ซื้อสินค้าเกษตร ผู้ค้าชายแดน และผู้บริโภคปลาน้ำจืด เมื่อเกิดประเด็นคุณภาพน้ำ สิ่งที่เสียหายได้ทันทีคือ “ราคาสินค้า” และ “ความไว้วางใจ” แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะคลี่คลาย
ดังนั้น การที่จังหวัดหยิบทั้ง 3 มิติขึ้นมาพร้อมกันในเวทีเดียว น้ำประปา / อาหาร / สุขภาพคน จึงเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด เพราะมันตอบคำถามประชาชนแบบครบวงจร ไม่ปล่อยให้สังคมไปเติมคำตอบเองด้วยความกลัวหรือข่าวลือ
ในมุมของการบริหารความเสี่ยงสาธารณะ “ความจริง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “หลักฐาน” และ “ช่องทางตรวจสอบ” ด้วย ซึ่งการอ้างอิงมาตรฐาน (เช่น ค่าสารหนูในน้ำดื่ม) และการผลักเครื่องมืออย่าง “ปลาปลอดภัย” จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างห้องแล็บกับโต๊ะอาหาร ระหว่างรัฐกับประชาชน
เสียงสะท้อนที่ควรได้ยิน ดีขึ้นแล้ว แต่ต้องสื่อสารแบบไม่ประมาท
เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จำเป็นต้องสะท้อนทั้งสองด้านอย่างสมดุล
ด้านบวก (ความคืบหน้า)
ด้านที่ต้องเฝ้าระวัง (ความเสี่ยงคงค้าง)
ประเด็นสำคัญคือ การสื่อสารแบบ “ดีขึ้น” ไม่ควรทำให้สังคม “หยุดสนใจ” เพราะการปกป้องทรัพยากรน้ำต้องอาศัยการเฝ้าระวังระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่ลุ่มน้ำเชื่อมโยงหลายพื้นที่และหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
“ความมั่นคงของมนุษย์” ผ่านเลนส์สิ่งแวดล้อม น้ำสะอาดคือสวัสดิการพื้นฐานที่จับต้องได้
ในทางนโยบายสาธารณะ น้ำสะอาดไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ หากประชาชนต้องซื้อเครื่องกรองน้ำเพราะไม่มั่นใจ หรือชาวประมงขายปลาไม่ได้เพราะผู้บริโภคหวาดกลัว ทั้งหมดคือ “ต้นทุนเงียบ” ที่สังคมจ่ายแทนรัฐ
ดังนั้น ข่าวการประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายในเชิง “การยืนยันความรับผิดชอบของรัฐ” ว่า
ในช่วงเวลาที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ การสื่อสารเชิงหลักฐานคือหัวใจของการคลี่คลาย “ปมความกลัว” ที่อาจทำให้จังหวัดทั้งจังหวัดต้องแบกผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น
แนวโน้มดีขึ้นคือข่าวดี แต่ “การเฝ้าระวังต่อเนื่อง” คือเงื่อนไขของความยั่งยืน
การประชุมติดตามคุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำหลักของเชียงรายในครั้งนี้ สะท้อนสารหลัก 2 ประโยคที่ต้องไปด้วยกันเสมอ
หากจังหวัดเดินหน้าได้ตามแผน ตั้งแต่เสริมระบบกำจัดสารหนูในประปาหมู่บ้าน งานวิจัยหาที่มา ไปจนถึงระบบตรวจ Real-time เชียงรายจะไม่ได้แค่ “ผ่านวิกฤตความกังวล” แต่จะยกระดับไปสู่ “จังหวัดต้นแบบการจัดการความเสี่ยงคุณภาพน้ำ” ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สายน้ำที่ไหลผ่านบ้านและตลาด ไม่ได้พาเอาความเสี่ยงที่มองไม่เห็นมาด้วย
สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ในข่าว (จากข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม + แหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้)
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
Copyright © 2023 by Nakorn Chiang Rai News Limited Partnership (L.P.). All Rights Reserved.