ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ปลูกฝัง “วิชาความสุข” ให้เยาวชนไทย

เชียงราย,12 มกราคม 2569 – “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” อาจไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยในตำราอีกต่อไป หากแต่มองเห็นได้จริงในโรงเรียนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ซึ่ง “โรงเรียนบ้านป่าตึง” ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นทั้งรั้วโรงเรียนและรั้วสุดท้ายของชีวิตเด็ก ๆ แม้จะมีนักเรียนเพียง 13 คน และบุคลากรทั้งโรงเรียนรวมเพียง 20 คน ท่ามกลางบริบท “วิกฤตเงียบ” ของโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่ค่อย ๆ หายไปจากแผนที่การศึกษาไทย

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “สร้างคน” เป็นปีที่ 18 ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู” ด้วยการนำเสนอภาพยนตร์สั้นชุด “วิชาความสุข” ที่หยิบเรื่องจริงและหัวใจของครูไทยมาเล่าใหม่ในรูปแบบสื่อร่วมสมัย เพื่อชวนสังคมกลับไปตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “เด็กต้องการอะไรจากการศึกษา”

บทความข่าวชิ้นนี้จึงไม่เพียงเล่าถึงกิจกรรม CSR ขององค์กรเอกชนรายหนึ่ง แต่ยังชวนมองให้ลึกลงไปถึงจุดตัดระหว่าง “หัวใจครูบ้านป่าตึง” กับ “วิชาความสุข” ที่ ซีพี ออลล์ พยายามส่งต่อสู่ห้องเรียนไทยในยุคที่คะแนนสอบอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต

วิกฤตเงียบของโรงเรียนขนาดเล็ก กับลมหายใจสุดท้ายของ “บ้านป่าตึง”

โรงเรียนบ้านป่าตึง ตั้งอยู่ในตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านประชากร การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน และความเปราะบางของครอบครัว

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนเพียง 13 คน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่บุคลากรทั้งโรงเรียนมีรวม 20 คน ตัวเลขที่ดูเหมือน “ใหญ่เกินไป” เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า แต่ละคนต้องรับบทบาทเกินกว่าหน้าที่ในตำแหน่งงานที่ระบุไว้ในโครงสร้างราชการ

ข้อมูลเชิงสถิติที่โรงเรียนใช้ติดตามเด็กสะท้อนความจริงที่น่าห่วงว่า นักเรียนกว่า 80% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่โดยตรง หลายครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง หรือจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้ ทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตกับปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติผู้ใหญ่ในชุมชน ความขาดหายของ “ผู้ปกครองตัวจริง” ทำให้โรงเรียนต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอนหนังสือ คือการเป็นทั้งบ้าน สถานที่พักพิง และพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มี “ผู้อำนวยการตัวจริง” ตามระเบียบราชการ มีเพียงครูผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการที่ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่บริหารงบประมาณ ประสานราชการ ดูแลครู ตลอดจนเยี่ยมบ้านนักเรียนในยามจำเป็น ขณะที่ครูหลายคนต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้สอน คือเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่เลี้ยง และที่ปรึกษาให้กับเด็ก ๆ ในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องงบประมาณและนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก จิตวิญญาณความเป็นครูของทีมงานบ้านป่าตึงกลับชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรักษาการผู้อำนวยการและครูหลายคนยืนยันร่วมกันว่า “จะไม่ปิดโรงเรียน” และจะพายเรือจ้างลำนี้ไปจนกว่านักเรียนคนสุดท้ายจะจบการศึกษา

เจตจำนงเช่นนี้เองที่กลายเป็น “สัญญาณ” ให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ หันมองโรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยแห่งนี้ในฐานะตัวแทนของครูชนบทไทยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเด็ก ๆ แม้ทรัพยากรจะจำกัดเพียงใดก็ตาม

จากห้องเรียนบนดอยสู่จอภาพ ซีพี ออลล์ กับ “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ของการสร้างคน

เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ 16 มกราคม 2569 ซีพี ออลล์ เดินหน้าสานต่อปณิธาน “Giving & Sharing” หรือ “การให้และการแบ่งปัน” ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู ปีที่ 18” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์สั้นชุดใหม่ในชื่อ “วิชาความสุข” เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัท อาทิ YouTube ช่อง 7ElevenThailand และสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ

ภาพยนตร์สั้นชุดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการกล่าวถึงความสำเร็จด้านคะแนนสอบหรืออันดับโรงเรียน หากแต่เลือกตั้งคำถามกลางใจผู้ชมว่า

“เรากำลังทำเพื่ออนาคตของเด็ก หรือทำเพื่อความคาดหวังของผู้ใหญ่กันแน่?”

คำถามดังกล่าวไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวละครในเรื่องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมาถึงระบบการศึกษาทั้งระบบ ที่ในหลายครั้งเด็ก ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความคาดหวังของผู้ใหญ่ มากกว่าการได้ค้นพบ “ความสุข” และ “คุณค่าในตัวเอง”

ในภาพยนตร์ “วิชาความสุข” ตัวละครหลักคือ “ครูเหมย” ครูหญิงที่มองเห็นร่องรอยความเครียดในแววตาของเด็ก ๆ ที่ถูกบีบคั้นด้วยการบ้าน คะแนนสอบ และการเปรียบเทียบ เธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ดูเรียบง่าย แต่ท้าทายกรอบความคิดเดิมของการศึกษาไทย นั่นคือ “เพิ่มคาบเรียนพิเศษ” ที่ไม่ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อว่า “วิชาความสุข”

วิชาความสุข” เมื่อห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ฝึกใจ ไม่ใช่แค่ฝึกสมอง

เนื้อหาของ “วิชาความสุข” ในภาพยนตร์ ถูกออกแบบให้เป็นเสมือนแบบฝึกหัดชีวิตที่เด็กทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริง ครูเหมยแจก “สมุดบันทึกความสุข” ให้กับนักเรียนคนละหนึ่งเล่ม เพื่อให้พวกเขาบันทึกช่วงเวลาที่รู้สึกดีจากการ “เป็นผู้ให้” การ “แบ่งปัน” และการ “เห็นคุณค่าในตัวเอง”

เด็กบางคนเริ่มต้นจากการมอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนใกล้ตัว เช่น พวงกุญแจตุ๊กตาชิ้นเล็ก ๆ ให้เพื่อนหรือคนที่ตนรัก แม้มูลค่าอาจไม่สูง แต่คุณค่าทางใจกลับยิ่งใหญ่เกินราคา เด็กอีกคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะกล้าเล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟังอย่างตรงไปตรงมา แทนการเดินตามเส้นทางที่คนอื่นวาดไว้ให้ ส่วนอีกคนหนึ่งได้เรียนรู้ว่า มิตรภาพและการมีกันและกันสำคัญกว่าเหรียญทองหรือเหรียญเงินจากการแข่งขัน

แก่นของบทเรียนใน “วิชาความสุข” จึงไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการสอน แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “เด็กดีต้องได้ที่หนึ่ง” เป็น “เด็กที่ดีคือเด็กที่รู้จักรักตัวเองและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้าน “ภูมิคุ้มกันทางใจ” หรือ Mental Resilience ที่โลกการศึกษาสมัยใหม่ให้ความสำคัญ

 

จุดคลี่คลายของเรื่อง วันที่ศิษย์ย้อนกลับมาดูแลครู

จุดคลี่คลายของเรื่องในภาพยนตร์สั้นชุดนี้อยู่ที่ช่วงเวลาที่ “ครูเหมย” ล้มป่วยและไม่สามารถมาสอนหนังสือได้ตามปกติ เมื่อเก้าอี้ครูว่างเปล่า ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกิจกรรม “วิชาความสุข” กลับเงียบเหงาไปชั่วขณะ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือภาพสะท้อนของ “การเรียนรู้ที่กลับด้าน” เมื่อบรรดาลูกศิษย์ที่เคยผ่านวิชาความสุข เดินทางกลับมาเยี่ยมครู พร้อมกับถือ “สมุดบันทึกความสุข” มาเปิดให้ครูดูทีละหน้า เป็นการเล่าว่า สิ่งที่พวกเขาเคยได้ทำ เคยรู้สึก และยังคงทำต่อเนื่องหลังจากนั้นคืออะไร

เด็กบางคนบอกเล่าความสุขจากการได้ช่วยเหลือคนในครอบครัวในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เด็กอีกคนหนึ่งพูดถึงความสุขจากการทำตามความฝันที่ตนเองเลือก โดยไม่ถูกเปรียบเทียบกับใคร ขณะที่อีกคนหนึ่งเลือกย้ำว่าตนเองเลิกให้ความสำคัญกับ “การเป็นที่หนึ่ง” แล้วหันมาให้ค่ากับ “การมีเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กัน”

ฉากดังกล่าวไม่เพียงทำให้ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้ง แต่ยังสื่อสารอย่างชัดเจนว่า เมื่อเด็กได้ฝึก “ให้” ความสุขออกไป ความสุขนั้นย่อมย้อนกลับมาหาผู้ให้ในรูปแบบที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับที่ลูกศิษย์หวนกลับมาดูแลครูของตนในยามที่เธออ่อนแอที่สุด

จากจอภาพสู่ห้องเรียนจริง บ้านป่าตึงกับ “วิชาความสุขในชีวิตจริง”

หากมองจากมุมหนึ่ง ภาพยนตร์ “วิชาความสุข” อาจเป็นเพียงเรื่องแต่งที่ใช้ตัวละครสมมติ แต่เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับกรณีของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย จะพบว่า “บทเรียนในเรื่องแต่ง” สอดคล้องกับ “ชีวิตจริง” อย่างน่าคิด

ที่บ้านป่าตึง ครูจำนวนหนึ่งกำลังทำหน้าที่คล้าย “ครูเหมย” ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเด็กที่ขาดพ่อแม่ การเยี่ยมบ้านเพื่อทำความเข้าใจบริบทของครอบครัว หรือการพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แม้จะอยู่ในโรงเรียนที่เล็กจนหลายคนแทบไม่รู้จักชื่อก็ตาม

แม้จะไม่ได้มีชื่อวิชาอย่างเป็นทางการว่า “วิชาความสุข” แต่สิ่งที่โรงเรียนกำลังทำ คือการปลูกฝังให้เด็ก 13 คน มีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงพอจะยืนหยัดอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และความเหลื่อมล้ำ

การที่ ซีพี ออลล์ เลือกใช้โรงเรียนบ้านป่าตึงเป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่เชื่อมโยงกับแนวคิด “วิชาความสุข” ในปีที่ 18 ของภารกิจสร้างคน จึงเป็นการยืนยันว่า โรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยก็มี “เสียง” และมี “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลังไม่น้อยไปกว่าสถาบันชื่อดังในเมืองใหญ่

ในมุมของผู้สนับสนุนจากพื้นที่ คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ซึ่งร่วมสนับสนุนการส่งต่อความสุขครั้งนี้ สะท้อนมุมมองต่อความร่วมมือดังกล่าวว่า

“การได้รับแรงบันดาลใจจากองค์กรต้นแบบอย่าง ซีพี ออลล์ ทำให้เราเชื่อมั่นว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือการต่อลมหายใจให้โรงเรียนและเด็กๆ มีเวลาสู้ต่อไป และเมื่อเขารับความสุขจนเต็มที่แล้ว เขาจะส่งต่อมันออกไปเอง”

คำกล่าวดังกล่าวเป็นเสมือนการขยายเจตนารมณ์ของโครงการจากระดับองค์กรสู่ระดับชุมชน ว่าการ “สร้างคน” จะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อมีทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนในพื้นที่เดินไปด้วยกัน

ผลลัพธ์ จาก CSR เชิงกิจกรรม สู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

เมื่อพิจารณาตามกรอบกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การดำเนินงานของ ซีพี ออลล์ ผ่านโครงการ “วิชาความสุข” และการสนับสนุนโรงเรียนบ้านป่าตึง สามารถมองได้อย่างน้อย 3 ระดับผลลัพธ์ตามที่โครงการตั้งเป้าไว้

  1. การลดช่องว่างทางการศึกษา
    การเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ช่วยย้ำว่า “โอกาสทางการเรียนรู้” ไม่ควรถูกจำกัดด้วยจำนวนห้องเรียนหรือจำนวนนักเรียน การสื่อสารเรื่องราวของบ้านป่าตึงไปสู่สังคมวงกว้าง ยังมีส่วนสร้างการรับรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทที่มักถูกมองข้าม
  2. การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Resilience)
    ในยุคที่เด็กจำนวนมากต้องแบกรับแรงกดดันจากทั้งสังคมออนไลน์และความคาดหวังของผู้ใหญ่ แนวคิด “วิชาความสุข” เป็นการเสนออีกมุมหนึ่งของการศึกษา ที่ไม่ละเลยมิติทางอารมณ์และจิตใจ การให้เด็กได้ฝึกเป็น “ผู้ให้” และได้มองเห็นคุณค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คือการเสริมฐานรากให้พวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
  3. การเชิดชูบทบาทครูในมิติใหม่
    ภาพของครูในภาพยนตร์สั้น และภาพของครูที่โรงเรียนบ้านป่าตึง สอดรับกันในฐานะ “ผู้สร้างรากฐานชีวิต” มากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหาตามหลักสูตร การดึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเล่าในโอกาสวันครูแห่งชาติ จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่า สังคมยังคงเห็นคุณค่าในบทบาทของครู แม้ความท้าทายในระบบการศึกษาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกปี

เมื่อมองผ่านเลนส์ของผู้บริโภคสื่อ ภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” จึงทำหน้าที่มากกว่าชิ้นงานสื่อสารขององค์กรเอกชน หากแต่เป็น “เวทีสนทนาใหม่” ที่ชวนให้ผู้ปกครอง ครู นักเรียน และสังคมในวงกว้าง กลับมาทบทวนว่า เราให้พื้นที่กับ “ความสุขของเด็ก” ในระบบการศึกษามากพอแล้วหรือยัง

วิชาที่ไม่มีในตำรา แต่ควรมีในทุกห้องเรียน

เรื่องราวของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย และภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” ของ ซีพี ออลล์ สะท้อนให้เห็นร่วมกันว่า ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการไม่ใช่เพียง “โอกาสในการแข่งขัน” หากแต่เป็น “โอกาสในการมีความสุขอย่างเรียบง่ายและยั่งยืน”

โรงเรียนเล็ก ๆ ที่มีนักเรียนเพียง 13 คน กับโครงการ CSR ของบริษัทใหญ่ระดับประเทศ อาจดูเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่เมื่อมาบรรจบกันผ่าน “วิชาความสุข” ทั้งสองฝ่ายต่างตอกย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรมองเด็กเป็นเพียงตัวเลขผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากต้องมองเขาในฐานะ “มนุษย์หนึ่งคน” ที่ต้องการการดูแลทั้งหัวสมองและหัวใจ

และหาก “วิชาความสุข” จะกลายเป็นเพียงชื่อวิชาในภาพยนตร์สั้นหนึ่งเรื่อง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื้อหาของวิชานี้ได้เดินทางออกจากจอภาพไปสู่ห้องเรียนจริงแล้ว ที่โรงเรียนบ้านป่าตึงและอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศที่ครูจำนวนมากยังคงยืนหยัดเป็น “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” แม้จะต้องสอนในห้องเรียนเล็ก ๆ กลางหุบเขาก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME