

เชียงราย, 12 ธันวาคม 2568 – ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอขุนตาล จ.เชียงราย บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการในเช้าวันศุกร์มิได้เป็นเพียงเวทีราชการทั่วไป หากแต่เป็น “วงคุยใหญ่” ที่มีเดิมพันเป็นคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสี่อำเภอชายแดน และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาเพื่อนบ้าน เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ดำเนินการประชุมหารือกรอบความร่วมมือการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 4 ภายใต้โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)”
การประชุมครั้งนี้มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายอดิเรก ไลไธสง นายอำเภอขุนตาล ผู้บริหารและผู้แทนจากทั้ง 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น อำเภอเทิง และอำเภอขุนตาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานความมั่นคง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น กรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ฝั่ง อบจ.เชียงราย “นายก นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าร่วมและนำข้อเสนอจากระดับพื้นที่เข้าสู่โต๊ะหารือ
การรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปผลประชุมครั้งที่ผ่านมา หากแต่เป็นการ “ตั้งเข็มทิศร่วมกัน” ให้กับกลไกความร่วมมือชายแดน ซึ่งจะต้องรับมือกับปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ภูมิทัศน์หมอกควันชายแดน ปัญหาข้ามพรมแดนที่ไม่มีรั้วกั้น
พื้นที่ชายแดนตอนบนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะสี่อำเภอเชียงของ เวียงแก่น เทิง และขุนตาล เป็นทั้ง “ประตูเชื่อมเศรษฐกิจไทย–ลาว–เมียนมา” และ “แนวหน้า” ที่ต้องเผชิญกับปัญหาไฟป่า–หมอกควันซ้ำซากในช่วงฤดูแล้ง ทุกครั้งที่ภาพหมอกควันหนาทึบปกคลุมชายแดน ไม่เพียงทำให้ทัศนวิสัยการคมนาคมลดลง แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่สูง การเผาในพื้นที่เกษตร และการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่กระจายอยู่ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
แม้ตัวเลขปริมาณฝุ่น PM2.5 และสถิติการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจในอดีตจะเป็นที่รับรู้กันในระดับนโยบาย แต่สิ่งที่ชัดเจนไม่แพ้ตัวเลขเหล่านั้น คือ “เสียงสะท้อนจากคนชายแดน” ที่ต้องอยู่กับกลิ่นควันและฟ้าหม่นเป็นเดือน ๆ ทุกปี การสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงาน “ข้ามอำเภอ–ข้ามหน่วยงาน–และข้ามพรมแดน” จึงกลายเป็นเงื่อนไขหลักของการแก้ปัญหา มิใช่เพียงการสั่งห้ามเผาหรือเพิ่มจุดตรวจเพียงอย่างเดียว
ในบริบทนี้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ถูกออกแบบขึ้นให้เป็นทั้ง “กรอบความคิด” และ “กรอบปฏิบัติการ” ที่ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาอยู่ในวงเดียวกัน ตั้งแต่หน่วยงานด้านวิชาการ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานความมั่นคง ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนชายแดน
เวทีหารือครั้งที่ 4 สรุปบทเรียน–ตั้งเข็มทิศใหม่ให้ 4 อำเภอชายแดน
การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ต่อเนื่องจากการหารือสามครั้งก่อนหน้า วัตถุประสงค์หลักคือ การสรุปผลการดำเนินงานเดิม วิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน และกำหนด “ทิศทางร่วมกัน” ของกลไกความร่วมมือสี่อำเภอชายแดนในระยะต่อไป
นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ในฐานะตัวแทนองค์กรปกครองส่วนจังหวัด ซึ่งมีบทบาทด้านการจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ นำเสนอประเด็นสำคัญในมุมของ อบจ.เชียงราย โดยเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) ที่ “นายก นก” ผลักดันอย่างจริงจัง PDOSS เน้นการทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูลและการบูรณาการเครือข่ายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ และย้ำว่าปัญหาไฟป่า–หมอกควันไม่ใช่ “ภารกิจเฉพาะของหน่วยงานด้านป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อม” แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน
เวทีในครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากแต่ละอำเภอชายแดนรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ แนวโน้มจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เสี่ยง การเผาในที่โล่ง และบทเรียนจากการปฏิบัติงานในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ภาคประชาสังคมและผู้นำท้องถิ่นก็ได้สะท้อนมุมมองจากระดับชุมชนถึงข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ และเครื่องมือ รวมไปถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ชดเชย–จูงใจ–และสร้างทางเลือก” ให้กับเกษตรกรและชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพาการเผาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิต
CLEAR Sky Strategy จากงานวิจัยสู่กรอบความร่วมมือในพื้นที่จริง
โครงการ “กลไกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ดำเนินการโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จุดเน้นสำคัญคือ การแปลงองค์ความรู้เชิงวิชาการให้เป็น “กลไกการทำงานในพื้นที่” ที่จับต้องได้
เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ฟ้าใส ได้แก่
ในภาพรวม CLEAR Sky Strategy จึงเป็นทั้งเครื่องมือเชื่อมโยง “ระดับนโยบาย–ระดับพื้นที่–ระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน โดยในเวทีประชุมครั้งที่ 4 นี้ ได้มีการย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูลจากงานวิจัย ภาพถ่ายดาวเทียม และรายงานจุดความร้อนมาประกอบการกำหนดจุดเสี่ยง แนวกันไฟ และกำหนดมาตรการเชิงพื้นที่อย่างละเอียดมากขึ้น
เชื่อมมิติสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจชุมชน แผนท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว”
ที่น่าสนใจคือ ในเวทีหารือเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลร่างกำหนดการและแนวคิดโครงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม “เที่ยวเชียงรายฟ้าใส ท่องเที่ยวธรรมชาติ เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาคส่วนในพื้นที่ที่จะใช้ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” เป็นกลไกควบคู่ไปกับการจัดการไฟป่าและหมอกควัน
ร่างแนวคิดเบื้องต้นระบุว่า กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วยเส้นทางเดิน–วิ่งเชื่อมภูเขาสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ภูชี้เดือน ภูชี้ฟ้า และภูพญาม้า รวมระยะทางราว 12 กิโลเมตร พร้อมกิจกรรมดูดาวบนแนวสันเขา และการท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมในชุมชนไทย–ลาวตามแนวชายแดน
กลุ่มเป้าหมายของโครงการท่องเที่ยวดังกล่าวตั้งไว้ที่ 800 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวในพื้นที่ 500 คน และจากพื้นที่อื่น 300 คน กิจกรรมสำคัญนอกจากการเดิน–วิ่งและดูดาวแล้ว ยังมีการ “Kick off แนวกันไฟ” ตามสันเขาในพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นโอกาสสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงและแนวกันไฟให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนไปพร้อมกัน
ในร่างแนวคิดที่ฉายบนจอภาพ ยังมีการกล่าวถึงการออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหาร พืชผลทางการเกษตร และกาแฟ รวมทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้เกิด “เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน” จากการท่องเที่ยวที่ยึดโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการลดการเผาในพื้นที่สูง
แม้รายละเอียดสุดท้ายของโครงการยังอยู่ระหว่างการหารือ แต่แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การจัดการไฟป่าและหมอกควนไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายเพื่อควบคุมความเสียหายเท่านั้น หากยังถูกมองเป็นโอกาสในการยกระดับคุณค่าทางเศรษฐกิจของภูเขา ป่าไม้ และวิถีชีวิตชายแดน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่วางอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
จากเวทีประชุมสู่การลงมือทำ บททดสอบของกลไกความร่วมมือชายแดน
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 4 ของกลไกความร่วมมือ 4 อำเภอชายแดนครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการรับทราบรายงาน แต่เป็นเวทีที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า
คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมเพียงครั้งเดียว แต่การที่มีตัวแทนชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานด้านป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และองค์กรวิชาการ มานั่งอยู่ในวงเดียวกันอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณสำคัญของ “วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน” ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจังหวัดชายแดนแห่งนี้
สำหรับ อบจ.เชียงราย การเข้าร่วมอย่างแข็งขันของรองนายก อบจ.เชียงรายและเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สะท้อนถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนจังหวัดที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยเท่านั้น แต่เข้ามาร่วมวางระบบการป้องกันล่วงหน้า ผ่านนโยบาย PDOSS และการสนับสนุนโครงการวิจัย–โครงการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับเป้าหมาย “เชียงรายฟ้าใส” ในระยะยาว
“ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” จุดตั้งต้นของเมืองชายแดนที่อยากเห็นท้องฟ้าโปร่ง…ไม่ใช่แค่ในฤดูท่องเที่ยว
หากมองในมิติภายนอก ตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย การประชุม และการวางแผนอาจดูไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับความเสียหายจากหมอกควันในแต่ละปี แต่ในมิติของกระบวนการ ยุทธศาสตร์ฟ้าใสได้เริ่มวาง “โครงสร้างใหม่ของการทำงาน” ที่ทำให้ 4 อำเภอชายแดนของเชียงรายไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
การมีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจน การสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยระดับชาติ การเข้ามามีบทบาทของ อบจ.เชียงราย และการขยายแนวคิดไปสู่มิติเศรษฐกิจชุมชนผ่านโครงการท่องเที่ยว “เดิน–วิ่ง–ดูดาว 4 ภู 2 แผ่นดิน แนวกันไฟ สานสัมพันธ์ไทย–ลาว” ทำให้เห็นภาพอนาคตที่เป็นไปได้ว่า
ในช่วงเวลาที่โลกจับตาปัญหามลพิษอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดชายแดนเล็ก ๆ อย่างเชียงรายอาจไม่ได้มีเสียงดังก้องในเวทีนานาชาติ แต่ก้าวเล็ก ๆ ของการประสานงานในวันนี้ หากดำเนินต่อเนื่องอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการหมอกควันข้ามแดนในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :