
เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ในห้วงเวลาที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศไทยกลับยังเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่อง “การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ” ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ พลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คำถามสำคัญคือ ไทยจะยังเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ต่อไป หรือพร้อมพลิกบทบาทสู่การเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ที่มีอธิปไตยทางปัญญาเป็นของตนเอง
ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) จึงเปิดตัวรายงาน “10 เทคโนโลยีระดับโลกและระดับประเทศที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2568” ควบคู่กับการประกาศผลดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย (Thailand SRI Index 2025) และการเดินหน้าโครงการ “การทบทวนประสิทธิผลเชิงนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระยะที่ 2 (PER Phase 2)” เพื่อเร่งยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
SRI Index 2025 ฉายภาพจุดแข็ง–จุดอ่อน ไทยผลิตงานวิจัยเพิ่ม 2.48 เท่า แต่ดุลเทคโนโลยียังติดลบหนัก
ศาสตราจารย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยผลการตรวจวัด Thailand SRI Index 2025 ว่า “สุขภาพมวลรวมด้าน ววน. ของไทย” ในปี 2568 อยู่ที่ 7.77 คะแนน แม้จะชะลอลงเล็กน้อยจากแรงปัจจัยภายนอก แต่เมื่อมองเชิงโครงสร้างกลับพบสัญญาณบวกหลายด้าน
ตลอดช่วงราวสิบปีที่ผ่านมา ปริมาณผลงานวิจัยและตีพิมพ์ของนักวิจัยไทยเติบโตขึ้นถึง 2.48 เท่า สะท้อนว่าศักยภาพทางวิชาการและฐานองค์ความรู้ของประเทศกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่ง ดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีกลับเพิ่มขึ้นถึง 1.37 เท่า แสดงให้เห็นว่าไทยยังต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งด้านเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ และองค์ความรู้เชิงลึก
“แม้คะแนนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษาจะขยับดีขึ้นเล็กน้อย แต่ช่องว่างยังใหญ่มาก เราไม่สามารถพอใจเพียงแค่มีงานวิจัยจำนวนมาก หากยังปล่อยให้เงินจำนวนมหาศาลไหลออกนอกประเทศในรูปค่าซื้อเทคโนโลยี” ศาสตราจารย์สิริฤกษ์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการลงทุนวิจัยให้ “รวมศูนย์เชิงยุทธศาสตร์” มีเจ้าภาพชัดเจนในการกำหนดเป้าหมาย มอบทุน และบริหารบุคลากร เพื่อให้ทุกโครงการเคลื่อนในทิศทางเดียวกันและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้จริง
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการทำงานร่วมกับธนาคารโลกผ่านโครงการ PER Phase 2 ซึ่งจะช่วยประเมินประสิทธิผลของนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมทั่วทั้งระบบ ทั้งด้านงบประมาณ มาตรการภาษี กลไกสนับสนุนภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่
10 เทคโนโลยีระดับโลกปี 2568 จาก AI ครองโลกถึงการรักษาล้ำยุค
ศาสตราจารย์สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. อธิบายว่า รายงานฉบับล่าสุดได้คัดเลือก “10 นวัตกรรมระดับโลก” ที่มีศักยภาพจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในทศวรรษหน้า แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ “AI ครองโลก”, “พลังงานยุคใหม่” และ “การรักษาแบบล้ำยุค”
กลุ่มที่ 1 AI ครองโลก
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่แชตบอตหรือการสร้างภาพ แต่กำลังกลายเป็น “สมองส่วนกลาง” ของเมือง อุตสาหกรรม และระบบความปลอดภัย
กลุ่มที่ 2 พลังงานยุคใหม่
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังขาดเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและต้นทุน
กลุ่มที่ 3 การรักษาแบบล้ำยุค
วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์กำลังทำให้ “การรักษาเฉพาะบุคคล” กลายเป็นจริง และลดการพึ่งพายานำเข้าราคาแพง
ศาสตราจารย์สมปองระบุว่า การติดตามเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รู้เท่าทันโลก” แต่เป็นการชี้เป้าว่าไทยควรลงทุนตรงไหน จะจับจุดแข็งอะไรของประเทศมาผนวกกับเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการพึ่งพาผู้อื่น
10 นวัตกรรมไทยปี 2568
ประกาศ “อธิปไตยทางปัญญา” บนเวทีโลก
ควบคู่กับเทคโนโลยีระดับโลก รายงานของ สกสว. ยังรวบรวม “10 นวัตกรรมไทย” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 แบ่งเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การแพทย์และสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า เศรษฐกิจชีวภาพและอาหาร และยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสังคม
มิติที่ 1 การแพทย์และสาธารณสุข – จากประเทศผู้นำเข้ายา สู่ผู้พึ่งพาตัวเอง
มิติที่ 2 วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
มิติที่ 3 เศรษฐกิจชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร
มิติที่ 4 ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและรากฐานทางสังคม
ศาสตราจารย์สมปอง สรุปภาพรวมว่า “ปี 2568 เป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยประกาศ ‘อธิปไตยทางปัญญา’ ผ่านกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ต่างๆ เรากำลังเปลี่ยนงบประมาณวิจัยให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for ALL’ ที่มุ่งให้นวัตกรรมกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้จริง”
จากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง โจทย์ต่อไป ปิดช่องว่างทักษะ–เงินทุน และบูรณาการนโยบาย
แม้ภาพรวมจะสะท้อนพลังศักยภาพใหม่ของประเทศไทย แต่รายงานของ สกสว. และธนาคารโลกยังชี้ให้เห็น “จุดอ่อนสำคัญ” สองด้าน คือ ช่องว่างทักษะบุคลากรกับเทคโนโลยีใหม่ และข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
โครงการ PER Phase 2 จึงถูกออกแบบมาเพื่อทบทวนทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการสนับสนุน ตั้งแต่ขั้นการให้ทุนวิจัย การสร้างแรงจูงใจทางภาษีสำหรับเอกชนที่ลงทุน R&D ไปจนถึงการพัฒนากลไก “เงินร่วมลงทุนภาครัฐ–เอกชน” (Co-investment) ในสตาร์ตอัปเทคโนโลยีเชิงลึก
ในเชิงพื้นที่ รายงานยังเสนอให้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเมืองนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยโดยตรง เพื่อดึงดูดทั้งนักลงทุนต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานในภูมิภาค ผ่านหลักสูตร Reskill–Upskill ด้านดิจิทัล AI พลังงาน และชีววิทยาสังเคราะห์
ก้าวสู่ปี 2569 จาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” นวัตกรรมที่กินได้ สัมผัสได้ และแข่งขันได้
เมื่อมองภาพรวมทั้งดัชนี SRI, รายงาน 10 เทคโนโลยีโลก และ 10 นวัตกรรมไทย จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ขาด “ความสามารถทางวิชาการ” หากแต่ความท้าทายคือการทำให้ความรู้ดังกล่าว “ไหลออกจากห้องปฏิบัติการ” สู่ภาคธุรกิจ ชุมชน และชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง
หากไทยสามารถใช้ความร่วมมือกับธนาคารโลกผ่านโครงการ PER เพื่อปรับระบบงบประมาณและนโยบายให้คล่องตัวมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจชีวภาพ เป้าหมายการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางเพื่อเป็นประเทศพัฒนาแล้วก็จะไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นอนาคตที่ “วัดได้” จากคุณภาพชีวิต สุขภาพ และรายได้ของประชาชน
“สิ่งที่ สกสว. พยายามทำไม่ใช่เพียงสร้างผลงานวิจัยให้มากขึ้น แต่คือการทำให้นวัตกรรมกลายเป็น ‘สิ่งที่กินได้ สัมผัสได้ และแข่งขันได้’ ในตลาดโลก” ศาสตราจารย์สมปองกล่าวทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า การเดินหน้าของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไทยในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติ หรือจะลุกขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี” ที่ยืนอย่างสง่างามบนเวทีโลกในทศวรรษหน้า
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
Copyright © 2023 by Nakorn Chiang Rai News Limited Partnership (L.P.). All Rights Reserved.