ไม่คุมคอนเทนต์แต่คุมผู้ว่าจ้าง! ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์คุม Finfluencer หวังคุ้มครองนักลงทุนมากกว่าจำกัดเสรีภาพ
[Sassy_Social_Share]
ก.ล.ต.เดินหน้า “Responsible Voice” จัดระเบียบ ยุคตลาดอินอินฟลูเอนเซอร์ 16 ล้านราย ภายใต้โจทย์คุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าควบคุมคอนเทนต์
เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้เป็น “กระแสหลักของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเสพข่าว หาความบันเทิง หรือเลือกซื้อสินค้า เสียงของ “อินฟลูเอนเซอร์” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญที่กำหนดความคิด การตัดสินใจ และแม้กระทั่งความเสี่ยงทางการเงินและสุขภาพของผู้คนโดยตรง
แม้ประเทศไทยจะมีอินฟลูเอนเซอร์ทุกระดับรวมกันมากกว่า 16 ล้านราย ตั้งแต่มืออาชีพกว่า 3 แสนราย ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์และผู้ทำ Affiliate อีกหลายล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนงบโฆษณาที่เทไปสู่ Influencer Marketing พุ่งจากราว 15.5% และมีแนวโน้มแตะระดับ 21% ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดในปีหน้า แต่คำถามที่ท้าทายไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตคือ “เราปล่อยให้ความไว้ใจทำงานเกินขอบเขตความปลอดภัยไปแล้วหรือยัง?”
เมื่อคอนเทนต์ที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทชวนคุยบนหน้าฟีด แท้จริงเป็นคำแนะนำด้าน “การลงทุน” หรือ “สุขภาพ” ที่อาจไม่มีใบอนุญาต ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ยอดไลก์ที่หายไป แต่คือ ชีวิต ออมทรัพย์ และโอกาสทางการเงินของครัวเรือนไทยนับไม่ถ้วน
ภายใต้ภาพใหญ่นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังขยับตัวครั้งสำคัญ ผ่านโครงการ “Responsible Voice” และชุดเกณฑ์ใหม่ที่เล็งเป้าไปที่ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แทนการพุ่งตรงไปที่การออกใบอนุญาตให้ครีเอเตอร์ – แนวทางที่สะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบความไว้ใจ” โดยไม่ฆ่าพื้นที่สร้างสรรค์บนออนไลน์ให้ตายไปพร้อมกัน
อินฟลูเอนเซอร์ จากเพื่อนในฟีด สู่ผู้ชี้ชะตาการเงินและสุขภาพ
หากมองย้อนกลับไปในระยะไม่กี่ปี “อินฟลูเอนเซอร์” เคยถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยเล่าเรื่องสินค้าให้สนุกและเข้าถึงง่ายกว่าโฆษณาแบบเดิม แต่ในวันนี้ น้ำหนักของ “คำพูด” บนหน้าจอมือถือกลับกลายเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจในเรื่องที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมมาก
ในโลกที่ผู้บริโภคจำนวนมากเชื่อว่า “คำแนะนำจากคนที่เราติดตาม” น่าเชื่อถือกว่าป้ายโฆษณาหรือสื่อหลัก ความผูกพันในระดับเพื่อนสนิทจึงกลายเป็นดาบสองคม – ยิ่งเชื่อมาก ยิ่งเปราะบาง หากข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อคอนเทนต์ด้าน “การเงิน” และ “สุขภาพ” ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยผู้ที่อาจไม่มีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตวิชาชีพ ทำให้คำถามเรื่อง “เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับความปลอดภัยของผู้บริโภค” ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่ จีน เลือกขีดเส้นให้คมชัด โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือเรื่องจริงจังอื่นๆ ต้องแสดงใบอนุญาตวิชาชีพหรือปริญญาที่เกี่ยวข้อง ก่อนสื่อสารในหัวข้อดังกล่าว และหากฝ่าฝืนอาจเผชิญโทษปรับสูงถึงราว 4.5 แสนบาท อีกทั้งยังห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพในลักษณะโฆษณาแฝง พร้อมบังคับให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Weibo และ Bilibili ต้องร่วมตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์ด้วย
คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า “ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่านี้?”
ก.ล.ต. ใช้ AI สแกนโลกโซเชียล ก่อนออกเกณฑ์ใหม่คุมฟินฟลูเอนเซอร์
ฝั่งตลาดทุนไทยไม่ได้ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ก.ล.ต. เริ่มต้นด้วยการทำงานเชิงวิจัยและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กวาดเนื้อหาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อดูพฤติกรรมของกลุ่ม Finfluencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินที่มีบทบาทสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนรายย่อย
ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารทั่วไป แต่มีบางส่วนที่ให้คำแนะนำการลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจง และบางส่วนเข้าข่ายมี ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) เช่น มีสปอนเซอร์หรือรับค่าตอบแทนจากผู้ประกอบธุรกิจ แต่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ติดตามทราบอย่างชัดเจน
ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า กฎเกณฑ์เดิมไม่ทันรูปแบบการสื่อสารใหม่ ก.ล.ต. จึงเริ่มต้นจากการทำ Gap Analysis แล้วนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์โฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในสินทรัพย์ดิจิทัล (DA)
แก่นของการปรับปรุงครั้งนี้คือ “ย้ายภาระความรับผิดชอบกลับไปที่ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่เป็นผู้ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้สร้างคอนเทนต์เพียงฝ่ายเดียว
“Responsible Voice” – จากแนวคิดคุมใบอนุญาต สู่โมเดล “ดูแลเสียงที่ทรงอิทธิพล”
ในเวทีสัมภาษณ์กับสื่อด้านเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้นำ “งานวิจัย” มาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบายมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5–6 ปี และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคจากการใช้ผลงานวิจัยพัฒนามาตรการที่นำไปใช้ได้จริง
สำหรับการกำกับดูแล Finfluencers นั้น ก.ล.ต. เลือกไม่เดินตามแนวทาง “บังคับออกใบอนุญาต” แบบเข้มที่สุด แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตลาดเติบโตอย่างไร้กรอบ กลับกันจึงออกแบบแนวทางสายกลางผ่านโครงการ “Responsible Voice” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่
- ใช้ “อิทธิพลของ Finfluencers” ไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ลงทุนมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
- เชิญกลุ่ม Finfluencers ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเข้าร่วมโครงการ ทำงานเชื่อมโยงกับผู้กำกับดูแลอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน คปภ.
- จัดอบรมมาแล้ว 2 รุ่น ครอบคลุมเพจและกลุ่มรวม 75 ราย ที่มีผู้ติดตามรวมราว 14 ล้านราย
- บางรายเมื่อเห็นความเสี่ยงของคอนเทนต์ตัวเอง ก็เลือกปิดเพจหรือยุติเนื้อหาที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายเอง
แม้ ก.ล.ต. จะไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนต้องเลือกใช้เฉพาะ Finfluencers ที่อยู่ในโครงการนี้ แต่ก็เชื่อว่าการมี “ตรารับรองเชิงคุณค่า” จะช่วยสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าร่วมในระยะยาว
แนวคิดนี้สะท้อนว่า หน่วยงานกำกับเลือกใช้ “การดูแลด้วยความร่วมมือ” (co-regulation) มากกว่าการควบคุมแบบสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว
เกณฑ์ใหม่เล็งเป้าผู้ประกอบธุรกิจ คัด เลือก คุม เปิดเผย
อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ที่เจาะจงไปยัง “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวจริง
หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่
- คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาอย่างรอบคอบ
ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา (รวมถึง Finfluencer) ที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เลือกจากยอดผู้ติดตามหรือกระแสเพียงอย่างเดียว - ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
ต้องมีสัญญาที่ระบุชัดเจนว่า ผู้จัดทำโฆษณาต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของ ก.ล.ต. ทั้งเรื่องความถูกต้อง การไม่ชวนเชื่อเกินจริง และการเปิดเผยความเสี่ยง - ควบคุมดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่
ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามกฎ ไม่ปล่อยให้คอนเทนต์ออกไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง เช่น กรณีโฆษณาคริปโทในวงกว้างที่อาจผิดหลักเกณฑ์ - เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสบนโซเชียลมีเดีย
เมื่อเป็นคอนเทนต์ที่ถูกว่าจ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนในคำอธิบายโพสต์ (description) หรือ caption ว่าเป็นโฆษณาโดยผู้ประกอบธุรกิจรายใด เพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความคิดเห็นส่วนตัว”
หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ จะถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบงาน ซึ่งอาจนำไปสู่คำสั่งให้แก้ไข ปรับปรุง หรือแม้แต่บทลงโทษทางการเงินตามความเหมาะสม
เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ช่วงปลายปี ก่อนมีผลบังคับจริงในไตรมาสแรกของปีหน้า พร้อมกับการย้ำเตือนว่า หาก Finfluencer ให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง แต่มีพฤติกรรมเข้าข่ายให้ข้อมูลบิดเบือนหรือให้คำปรึกษาโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ได้อยู่เช่นเดิม
นักวิชาการเสนอ “ดูแลไม่ใช่ควบคุม” ยืนยันตัวตน – ยกระดับจริยธรรมวิชาชีพอินฟลูเอนเซอร์
ในอีกฟากหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าการออกกติกาเพื่อกำกับอินฟลูเอนเซอร์ควรตั้งต้นจาก “หลักการคุ้มครองผู้บริโภค” เป็นสำคัญ
เขามองว่า หากมองผ่านกรอบดังกล่าว การกำกับดิจิทัลครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า ผู้บริโภคจะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และราคายุติธรรม โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากข้อความที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่
- ให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้จากผู้บริโภคหรือจากการโฆษณา ต้องผ่านกระบวนการ “ยืนยันตัวตน” (KYC) คล้ายผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิทัลทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ
- กำกับเฉพาะเนื้อหาที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น สุขภาพ การเงิน หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ให้ต้องผ่านมาตรฐานความถูกต้อง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่เข้มข้นกว่าเนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป
- ใช้คำว่า “ดูแล” แทน “ควบคุม” เพื่อให้เกิดความร่วมมือมากกว่าความต้านทาน โดยเป้าหมายหลักคือ
- คัดคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
- ส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหาคุณภาพมีมาตรฐานสูงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น
ผศ.ดร.เอกก์ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านที่ดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้บทบาทของพวกเขาจะอยู่ระหว่าง “สื่อ” และ “ผู้ประกอบการ” ที่แสวงหาผลกำไรจากการโปรโมตสินค้า กฎหมายที่ใช้อยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่คือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรูปแบบการทำงานแบบอัลกอริทึม หรือโครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ของครีเอเตอร์
เขาจึงเสนอให้ภาครัฐหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาจรรยาบรรณให้อุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเองในระดับหนึ่ง ซึ่งจะยืดหยุ่นกว่าและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น พร้อมทั้งใช้ “แรงจูงใจเชิงบวก” เช่น ระบบรับรองหรือรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีจริยธรรมควบคู่กับบทลงโทษสำหรับผู้ที่ชี้นำสังคมในทางที่ผิด
มุมมองจากเอเจนซีสื่อ ต้องมีกฎ แต่ห้ามดึงจนขาด
ด้าน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและซีอีโอ มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย มองว่า ประเทศไทย “ขยับตัวช้ากว่าสถานการณ์จริง” ในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้หน่วยงานบางแห่ง เช่น ก.ล.ต. หรือแพทยสภา จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม
เขาชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นยังมองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คนไทยกลับใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น โครงสร้างหลักของ Social Commerce และการกำหนดค่านิยมทางสังคม เมื่อรวมกับระดับ Media Literacy ของผู้บริโภคที่ยังไม่แข็งแรง ความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดหรือการแนะนำที่ละเมิดจริยธรรมจึงสูงเป็นพิเศษ
ภวัตสนับสนุนแนวคิดการจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ โดยเสนอว่าควรมี “เจ้าภาพหลัก” เช่น กสทช. ซึ่งดูแลโครงสร้างการสื่อสารของประเทศ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การเงิน และสื่อ เพื่อออกแบบ “แผนแม่บทการกำกับดูแล” ที่ไม่ตึงจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่หลวมจนปล่อยให้สังคมเผชิญความเสี่ยง
เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองกลุ่มใหญ่
- เนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง – ให้เสรีภาพสูง
- เนื้อหากลุ่มเสี่ยง เช่น สุขภาพ ความงาม การเงิน – ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกควรมีใบรับรองวิชาชีพ หรืออย่างน้อยต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็น “ความคิดเห็นส่วนบุคคล”
สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การร่างกฎ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ให้จริงจัง และ กติกาที่ชัดเจนจะยกระดับคุณค่าของอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง ที่รู้จริงและรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่ผู้เล่นที่หวังแต่ยอดวิวระยะสั้นจะต้องระมัดระวังมากขึ้น
บทเรียนจากจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ โลกกำลังทดลองกรอบใหม่ของ “อิทธิพล”
ในระดับสากล การจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นโจทย์ของไทยประเทศเดียว
- จีน เลือกใช้แนวทางที่เข้มงวดและชัดเจน ผ่านกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานไซเบอร์สเปซ (CAC) บังคับให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการเงิน สุขภาพ กฎหมาย และการศึกษา ต้องมีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และบังคับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ช่วยตรวจสอบ
- เกาหลีใต้ พิจารณากฎหมายจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังหรือกล่าวหาในเชิงลบต่อประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลมองว่า “เนื้อหาออนไลน์” สามารถกระทบความมั่นคงทางสังคมได้จริง
- สหรัฐฯ กลับเดินเข้าอีกทิศหนึ่ง เมื่อแพลตฟอร์มบางแห่งผ่อนคลายมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ผลคือ พ็อดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายรายกลับมีน้ำหนักทางความคิดสูงขึ้น ในขณะที่สื่อดั้งเดิมถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนคำถามร่วมกันของทั้งโลกว่า “เราจะรักษาเสรีภาพในการพูด โดยไม่ปล่อยให้ความไม่รู้และข้อมูลบิดเบือนทำร้ายสังคมได้อย่างไร?”
จาก “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” สู่ยุคครีเอเตอร์มืออาชีพ 200,000 ราย
คำกล่าวของ คมสันต์ แซ่ลี ซีอีโอ Flash Express ที่ว่า “ในอนาคตอินฟลูเอนเซอร์จะหายไป” อาจฟังดูสุดโต่งในครั้งแรก แต่เมื่อแยกชั้นความหมาย จะพบว่าเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน “สามยุค” ของอีคอมเมิร์ซ
- ยุคโรงงานส่งตรง – สินค้าจากโรงงานถึงผู้บริโภคในราคาต่ำสุด
- ยุคอินฟลูเอนเซอร์ / KOL – ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากคนที่ติดตาม
- ยุคอัลกอริทึมและ AI – แพลตฟอร์มใช้ข้อมูลและระบบแนะนำช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ทำให้บทบาท “คนกลาง” บางประเภทลดลง
ในมุมนี้ “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” จึงไม่ใช่การหายไปของผู้มีอิทธิพล แต่เป็นการ เปลี่ยนบทบาทจาก “ใครก็ตามที่พูดเก่ง” ไปสู่ “คนที่สร้างแบรนด์ สร้างคุณค่า และมีฐานแฟนจริง”
รายงานคาดการณ์เชิงกลยุทธ์เรื่องจำนวน KOLs และ Influencers ในไทยปี 2568 ชี้ว่า
- ปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Creator) รวมราว 9 ล้านคน
- แต่บัญชี KOL/Influencer ระดับมืออาชีพที่ถูกบริหารในระบบ Martech มีเพียงประมาณ 20,000 บัญชี
- ภายในปี 2568 คาดว่าจำนวนดังกล่าวจะขยายเป็น มากกว่า 200,000 บัญชี – ไม่ใช่เพราะจู่ ๆ มีอินฟลูเอนเซอร์เพิ่ม 900% แต่เพราะตลาดเริ่ม “จัดระบบและทำให้หางยาว (Nano/Micro) เป็นมืออาชีพ” โดยใช้ AI และ Big Data ช่วยคัดเลือกและบริหารแคมเปญ
พร้อมกันนั้น มูลค่าตลาด Influencer Marketing ในปี 2567 ประเมินอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อราว 25% ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์โดยรวมแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทและเติบโตเร็วกว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จะ “สิ้นสุด” แต่กำลังถูกยกชั้นสู่การเป็น “วิชาชีพ” ที่ต้องแข่งขันด้วยความรู้ ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรม มากกว่าการสร้างกระแสชั่วคราว
ผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลาดทุน และอนาคตเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทย
การเดินหน้าของ ก.ล.ต. ผ่านโครงการ Responsible Voice และหลักเกณฑ์ใหม่ที่มุ่งไปยังผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ไม่ได้มีผลเฉพาะกับ Finfluencer แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของการตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ “อิทธิพลบนโลกออนไลน์” เพื่อขายสินค้าหรือชี้นำการตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง
สำหรับผู้บริโภค
กรอบกติกาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หมายถึงโอกาสในการได้รับข้อมูลที่โปร่งใสขึ้น เห็นได้ว่าคอนเทนต์ใดเป็นโฆษณา คอนเทนต์ใดเป็นความเห็นส่วนบุคคล และใครคือผู้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็ยังต้องพัฒนาทักษะ Media Literacy ของตนเอง เพื่อไม่ให้ “ความไว้วางใจ” กลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและแบรนด์
ยุคที่แบรนด์เลือกใช้เพียง Mega Influencer ไม่กี่รายกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ต้องบริหาร “พอร์ตอินฟลูเอนเซอร์” ทั้ง Nano, Micro, Macro อย่างเป็นระบบ การมีเกณฑ์กำกับชัดเจน แม้จะเพิ่มต้นทุนการตรวจสอบและการทำสัญญา แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงในระยะยาว
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์เอง
ผู้ที่สามารถรักษา “ความจริงใจ” ควบคู่กับความโปร่งใสในการเปิดเผยสปอนเซอร์ รักษามาตรฐานข้อมูล และยอมรับการถูกตรวจสอบ จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่ ในขณะที่ผู้ที่อาศัยเพียงดราม่าและการชี้นำโดยขาดความรับผิดชอบจะถูกคัดออกจากระบบโดยกลไกทั้งภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้บริโภคเอง
ในระยะยาว การยกระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ จะมีส่วนช่วยให้ Creator Economy ไทยมีฐานที่มั่นคงขึ้น ใช้ Soft Power ด้านคอนเทนต์ ผลักดันธุรกิจไทยไปสู่ตลาดภูมิภาคได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในประเทศตัวเอง
จัดระเบียบความไว้ใจ ก่อนตลาดโตเร็วกว่ากติกา
เรื่องราวของฟินฟลูเอนเซอร์และโครงการ Responsible Voice ที่เริ่มขยับจากเวทีเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเรื่อง “กฎใหม่ของ ก.ล.ต.” แต่เป็นจุดเริ่มของการตั้งคำถามต่อทั้งระบบว่า
“ในโลกที่ใครก็พูดได้ ใครก็ขายได้ เราจะรักษาเสรีภาพไว้ โดยไม่ทิ้งผู้บริโภคให้เดินลำพังในดงคอนเทนต์ที่เราไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์กันแน่?”
ท่ามกลางตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านราย งบการตลาดที่กำลังไหลบ่า และเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่เติบโตเร็วเกินกว่ากฎหมายจะไล่ทัน การเลือกเดินบนทางสายกลางของ ก.ล.ต. ที่ผสานการใช้เทคโนโลยี AI การออกเกณฑ์คุมผู้ประกอบธุรกิจ และการสร้างเครือข่าย “เสียงที่รับผิดชอบ” อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดระเบียบ “ความไว้ใจ” ให้เติบโตคู่ไปกับ “ความปลอดภัย” ของสังคม
ความท้าทายต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การเขียนกฎให้ครบทุกบรรทัด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วน – หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริโภค – เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการดูแลพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์ร่วมกัน
เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน “อิทธิพล” ก็ยังคงอยู่ตราบใดที่มนุษย์ต้องการฟังเสียงจากคนที่ไว้ใจได้ และคำถามสำคัญของยุคนี้คือ เราจะทำให้เสียงเหล่านั้น “รับผิดชอบ” มากพอที่จะอยู่กับเราไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- นายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
- THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับ Finfluencers, ก.ล.ต. และ Responsible Voice
- The Economic Times
- The Korea Times
[Sassy_Social_Share]
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Facebook
Youtube
Tiktok
X-twitter
Weibo
Instagram
Line
EDITORIAL
December 5, 2025
ศิลปะปลุกจิตสำนึก! “Crooked River” สะท้อนวิกฤตแม่น้ำกกที่กำลังถูกปีศาจสารพิษที่มองไม่เห็นหลอกหลอน
November 26, 2025
เหนือจรดใต้ ศาสนาพหุวัฒนธรรมเชียงรายผนึกกำลังส่งน้ำใจช่วยน้ำท่วมสงขลา
November 23, 2025
กลยุทธ์ ASV เปลี่ยน อ.พาน จาก “เมืองผ่าน” สู่ “เมืองแนะนำ” ก่อนเคาท์ดาวน์พะเยา
November 16, 2025
DINK คู่รักยุคใหม่ รายได้สูง การศึกษาสูง ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ และโครงสร้างประชากรโลก
November 11, 2025
เร็วกว่าแผน ≠ ดีพอ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟส่องสว่างหน้า รร.เทศบาล 6 ที่เกิดซ้ำซาก
November 4, 2025
เด็ก 8 ขวบ “โฟกัส” คว้าแชมป์สตรีทแดนซ์ประเทศไทย นำทีมเชียงรายบุก UDO WORLD 2026
November 1, 2025
1,406 กม. ข้ามจังหวัด เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง
October 17, 2025
เปิดไทม์ไลน์ “ผู้ว่าฯ สั้นที่สุด?” 14 วันที่เชียงราย กับบทบาทที่ทิ้งไว้ให้เมืองชายแดนเหนือ
October 14, 2025
ถอดบทเรียน “แม่ข่า-โอตารุ” สู่การสร้าง “ถนนศิลปิน” ริมคลองเกาะทองอย่างยั่งยืน
October 14, 2025
ผู้ว่าฯ เชียงราย ประหยัด สมานมิตร วาระสั้นสุด 4 เดือน 20 วัน