“ศิธา“ ชี้นักการเมืองตัวการทำค่าไฟแพง แสวงหาผลประโยชน์ของธุรกิจบนความเดือดร้อน

 

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567  ที่โรงแรม โรงแรม เอส 31 ห้อง Ballroom 2 ชั้น5 น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานองค์กรส่งเสริมการแข่งขัน ที่เป็นธรรมและต่อต้านการผูกขาดกล่าวเปิดการเสวนาเชิงวิชาการ หัวข้อ “สาเหตุไฟฟ้าแพง ประชาชนเดือดร้อนเพราะใคร?”ว่า ค่าไฟแพง นักการเมืองคือผู้ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของภาครัฐที่จะต้องเข้าไปทำงานปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ต้องเป็นผู้ไปเจรจากับภาคเอกชนในการประมูลงานแต่ผู้ที่มีหน้าที่เจรจาไม่ได้เข้าข้างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เปรียบเสมือนการมีทนายที่เข้าข้างฝ่ายตรงข้าม แต่ไม่ช่วยเจรจาให้ชนะคดี จึงเป็นสาเหตุทำให้ค่าไฟแพง

 

เป็นการหมักหมมที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยมานาน เมื่อต้องการแก้ไข ซึ่งใช้วิธีการโจมตีภาคเอกชน ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากภาคเอกชนมีสัญญาที่ชัดเจน และรัดกุม ดังนั้น ผู้ที่จะแก้ไขได้ก็คือคณะปฏิวัติ หรือผู้ที่จะยึดอำนาจ เนื่องจากสามารถฉีกรัฐธรรมนูญ หรือกำหนดกฏเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ได้ แต่หากเป็นนักการเมืองที่ถูกเลือกตั้งเข้ามาด้วยระบบประชาธิปไตย ก็จะถูกฟ้องกลับหมดอย่างที่ทราบกันดีว่าการฟ้องจะมีมูลค่าถึงหลัก 10 ล้าน หรือ 100 ล้านบาท 

“ในยุคปัจจุบันการฟ้องร้องในลักษณะนี้เรียกว่าเป็นการปิดปากเหมาะอย่างยิ่งกับประเทสไทยมีการผสมกลมกลืมกันทั้งในเรื่องของขั้วอำนาจเก่า และขั้วอำนาจใหม่ที่ต้อสู้กันมาร่วม 20 ปี เมื่อรวมกันจึงไม่มีส่วนไหนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน”

น.ต.ศิธา ระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวบนเวที “Vision For Thailand” โดย “เนชั่น กรุ๊ป”เท่าที่ทราบมาก็คือ นายทักษิณใช้คำว่าครอบครอง ไม่ใช่ครอบงำ แต่ปรากฎว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  เมื่อลูกสาวเป็นนายกฯ ก็จะพูดชัดและตรงถึงปัญหาของประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องทุนผูกขาดซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครรู้ดีและสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีเท่ากับนายทักษิณถ้าเต็มใจ และจริงใจในการแก้ปัญหา 

อีกทั้งยังได้รับรู้มาว่า เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้มาเป็นนายกแล้ว จะจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างเด็ดขาดเพราะปัญหาของประเทศไทยทุกวันนี้ประชาชนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงคุณภาพชีวิตเสื่อมถอยลงทุกวัน และมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นของโลกเกิดจากอะไร

“เดิมทีมหาเศรษฐีของโลกก็จะเป็นหน้าเก่า แต่ในปัจจุบัน 9 ใน 10 ของมหาเศรษฐีระดับโลกมาจากนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ แซงเศรษฐีเก่าหมด แต่ประเทศไทยกลับกลายเป็นว่าเศรษฐีที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้นมาจากเรื่องผูกขาดแทบทั้งสิ้น ผู้ที่เคยทำธุรกิจรูปแบบอื่นก็มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบผูกขาด หรือการประมูลงานจากภาครัฐ เมื่อเป็นในลักษณะดังกล่าวจึงมีคำกล่าวที่ว่า ประชาชน 90% ของไทยครอบครองสินทรัพย์ไม่ถึง 10% แต่ประชาชนไม่ถึง 10% ของไทยครอบครองสินทรัพย์มากกว่า 90% หากปล่อยให้เกิดช่องว่าง หรือความเหลื่อมล้ำดังกล่าวต่อไปก็คงจะไม่ดี”

ด้านผศ.ดร.นิสิต อินทมาโน เลขาธิการองค์กรส่งเสริม การแข่งขันที่เป็นธรรมและต่อต้านการผูกขาด กล่าวรายงานเสวนาเชิงวิชาการ หัวข้อ “สาเหตุไฟฟ้าแพง ประชาชนเดือดร้อนเพราะใคร?”ว่า การจัดงานนี้ เกิดจากคำถามง่ายๆที่ว่า ทําไมค่าไฟแพงแต่ที่น่าแปลกใจก็คือไม่เคยมีคําตอบว่าเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่มีคําตอบจากรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอย่างไร จึงต้องมาเปิดเวที ให้ได้ยินคำตอบจากหน่วงาน นักวิชาการ และมาร่วมรับฟังว่าอะไรคือความจริงในเรื่องค่าไฟแพง

ทั้งนี้ การศึกษา ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาลคือสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของรัฐที่กําหนดไว้ และเป็นสิทธิที่ประชาชนไม่สามารถถูกพรากไปได้ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐมีหน้าที่จัดหาสาธารณูปโภค ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการผูกขาดไม่ใช่เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ของธุรกิจบนความเดือดร้อนของประชาชน
 
“สิ่งที่สําคัญเรื่องนี้ถ้าจะขออนุญาตยืมถ้อยคําศาลรัฐธรรมนูญ การแสวงหาผลประโยชน์ของธุรกิจบนความเดือดร้อนถือว่าเป็นการกัดเซาะบ่อนทําลายสิทธิประชาชนและโครงสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ว่านโยบายพลังงานหรือแผนกําหนดค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นมีความผิดพลาดแบบผิดปกติมาโดยตลอดและไม่ควรจะผิดซ้ำซาก” ผศ.ดร.นิสิต กล่าว.

 

โดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ตัวแทนพรรคประชาชน กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงเกิดจากการวางแผนระบบพลังงานที่ผิดพลาดและการทำสัญญาผูกมัด ทำให้ภาระตกมาอยู่ที่ภาคประชาชน ซึ่งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) ฉบับใหม่ หรือ PDP 2024 ส่งผลให้ค่าไฟแพงกว่าราคาที่ควรจะเป็น ถึง 60สตางค์ต่อหน่วย

หากสามารถตัด over capacity ก็จะทำให้ค่าไฟลดลงได้ประมาณ 0.50 สตางค์ต่อหน่วยและหากมีการทบทวนการจัดหาก๊าซธรรมชาติและซื้อจากประเทศลาวเพิ่มเติมจะทำให้ค่าไฟลดลงได้ประมาณ 0.08 สตางค์ต่อหน่วย

 

สำหรับปัญหาหลักที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ได้แก่

1. ปัญหาโรงไฟฟ้าเยอะเกินความจำเป็น ส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้น 50 สตางค์ต่อหน่วย การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงกว่าความเป็นจริง : จากสถิติอัตราการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงแต่การคาดการณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละแผนกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งร่างแผน PDP2024 ได้ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินกว่า 99,000 Gwh หรือ 43% และปัจจุบันประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าล้นเกินกว่า 50% 

การตั้งเกณฑ์โรงไฟฟ้าสำรองที่สูงเกินจริง : การปรับดัชนีการเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) จาก 1.0 วันต่อปี เหลือ 0.7 วันต่อปี ส่งผลให้ประเทศต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มมากขึ้นอีก 7,000 Mh การทำแผนที่ไม่ครอบคลุม โดยไม่ได้รวม Direct PPA ในแผน : รัฐบาลเปิดเงื่อนไขให้มีการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง หรือ Direct PPA 2,000 Mh เอกชนสามารถซื้อโดยตรงได้ การไฟฟ้าไม่จำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าในส่วนนี้

นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายในการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และ มีพลังงานหมุนเวียน 68% ปี 2040 หากเดินหน้าตามแผน PDP จะทำให้ไทย มีพลังงานหมุนเวียน 51% ในปี 2037 เนื่องจากตามแผน มีการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มอีก 8 โรง

ประกอบกับต้นทุนที่แท้จริงของโรงไฟฟ้าก๊าซหากมีการใช้เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนจะสูงถึง 5 บาท ทำให้จะต้องเร่งเพิ่มจำนวนอีก 17% ให้บรรลุเป้าในปี 2040 ดังนั้นแผน PDP 2024 ไม่สามารทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

2. ปัญหาการเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นข้ออ้างที่ต้องสร้าง LNG terminal เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้น 5 สตางค์ต่อหน่วย

3. ปัญหาไม่ต่อสัญญาเขื่อนเก่าที่ถูก แต่สร้างเขื่อนใหม่ที่แพง ส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้น 3 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งแผน PDP 2024 มีสมมติฐานว่าจะไม่ต่อสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาวจำนวน 4 เขื่อน กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,269 MW เสียค่าไฟอยู่ที่ 1.78 บาทต่อหน่วย โดยต่อสัญญากับเขื่อนที่สร้างใหม่ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 3,500 MW เสียค่าไฟอยู่ที่ 2.80 บาทต่อหน่วย

ด้าน รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ตัวแทนสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ประกอบด้วย

1. การผลิตไฟฟ้า (G : Generation) ประกอบไปด้วยต้นทุนค่าก่อสร้างและเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า , ค่าเชื้อเพลิง เช่น LNG ที่มีความผันผวนด้านราคา

2. ระบบส่งไฟฟ้า (T : Transportation) มีต้นทุนการพัฒนาสายส่ง และค่าความสูญเสียในสายส่ง จากลาวมาไทย ทำให้สายส่งมีค่าความสูญเสียประมาณ 5-10%

3. ระบบจำหน่ายไฟฟ้า (D : Distribution) ต้นทุนสถานีไฟฟ้าและสายส่งของ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

นอกจากนี้ การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง แต่ก๊าซธรรมชาติในประเทศมีเพียง 55% จากสัดส่วนที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าซึ่งไม่เพียงพอ หากในอนาคตประเทศไทยมีความต้องการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะเหลือเพียง 36% เท่านั้น จนต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศมากขึ้นด้วย แต่ LNG มีความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาตามตลาดโลก , มีความเสี่ยงต่อการหยุดเดินโรงไฟฟ้า กรณี ราคาก๊าซสูงจนไม่สามารถแข่งขันได้ และมีต้นทุนจากการพัฒนาท่าเรือ LNG (T3) ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างถูกผลักเข้ามาในค่าไฟในอนาคต

ทั้งนี้ ตัวแทนสภาองค์กรของผู้บริโภคได้เสนอแผนระยะสั้นในการลดค่าไฟฟ้า ประกอบด้วย

1. รัฐส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าโซลาร์บนหลังคาแบบ Net Metering สำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME , แบบ Net Billing สำหรับภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจขนาดใหญ่

2. ปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool Gas) ใหม่ โดยให้กลุ่มปิโตรเคมีต้องซื้อ LPG ที่แยกจากก๊าซอ่าวไทย ในราคาใกล้เคียงราคาตลาดโลก

3. เจรจาแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) เพื่อปรับราคารับซื้อไฟฟ้าใหม่ จากกลุ่มต่าง ๆ ทั้งส่วนค่าพร้อมจ่าย ค่า Adder และ อัตรา FiT) เปิดระบบซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (TPA) ให้สามารถซื้อขายพลังงานหมุนเวียนผ่านสายส่งรัฐ ได้อย่างเสรี-เต็มศักยภาพระบบสายส่ง

ด้านแผนระยะยาว ภาครัฐบาลควรปรับกระบวนการวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับแนวโน้มใหม่ และลดการพึ่งพาฟอสซิลด้วยการหยุดสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่ ตลอดจนลดการผูกขาด สร้างช่องทางการผลิตและขายไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (Energy Transition) ลดอุปสรรคการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา ขณะที่ผู้บริโภค/ภาคธุรกิจ ควรหันมาพึ่งพาตนเองให้เต็มที่ โดยการประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา

 

ขณะที่นายรณกาจ ชินสำราญ ตัวแทนนักธุรกิจที่ผลักดันเรื่องการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและนักวิชาการด้านไฟฟ้า กล่าวว่า ต้นทุนด้านพลังงานที่แพงขึ้นส่งผลกระทบให้ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงมากขึ้น โดยขึ้นอยู่กับการกำหนดโครงสร้างราคาค่าไฟ แต่รัฐบาลกลับใช้วิธีการตรึงราคาค่าไฟ ถือเป็นการกดเพดานราคาค่าไฟให้ต่ำลงมา ส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับหนี้มากขึ้นจากประมาณ 40,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ 110,000 ล้านบาท อีกทั้ง จำนวนการผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชนกลับไปกระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นน้อยราย โดยกำลังการผลิตทั้งหมดประมาณ 50,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ที่ IPP (ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่) ประมาณ 34% และกฟผ. อีก 30%

ขณะที่ปัจจุบันมีการย้ายฐานการผลิตไปยังออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แนานอนว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนการผลิตไม่ผันผวนให้มากขึ้นด้วย




เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์กรส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและต่อต้านการผูกขาด

 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Times


Instagram


Youtube


Line

NEWS UPDATE
BREAKING NEWS


ข่าวเด่นน่าติดตาม วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567


ข่าวเด่นน่าติดตาม วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567



ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2566



ข่าวเด่นน่าติดตามวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566


ข่าวเด่นน่าติดตามวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566