กทม.สั่นสะเทือน! นักวิชาการจี้ปรับระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว

[Sassy_Social_Share]

ราชดำเนินเสวนา “สังคายนาระบบเตือนภัย” จุดประกายการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว เสนอยกระดับระบบ Cell Broadcast สู่ระบบแจ้งเตือนพิบัติภัยที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

เชียงราย, 2 เมษายน 2568 – จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นำไปสู่การจัดเวที “ราชดำเนินเสวนา” ในหัวข้อ สังคายนาระบบเตือนภัย” โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อถอดบทเรียนและหาแนวทางพัฒนา “ระบบเตือนภัยพิบัติ” ให้ทันสมัย ครอบคลุม และสามารถใช้งานได้จริงในเวลาฉุกเฉิน

เวทีวิชาการ ชำแหละปัญหา เตือนภัยไทยยังไม่ทันเวลา

เวทีเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ

เวทีชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยมีระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว แต่ยังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีแผ่นดินไหวที่เมียนมาส่งผลให้ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในเวลาเพียง 7 นาทีหลังเกิดเหตุ แต่การแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยามาถึงประชาชนล่าช้ากว่าครึ่งชั่วโมง ส่งผลให้ไม่มีเวลาเตรียมตัวหรืออพยพ

ระบบ Cell Broadcast คือความหวังใหม่ของการเตือนภัย

รศ.ดร.เสรี ย้ำว่า ประเทศไทยควรเร่งพัฒนา ระบบ Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านเสาสัญญาณโทรคมนาคมถึงโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที ภายใน 1 นาที โดยไม่ต้องขออนุญาตหลายขั้นตอนหรือผ่านระบบ SMS ที่ล่าช้าและจำกัดจำนวนการส่ง

แม้รัฐบาลจะมีแผนเริ่มใช้งานระบบ Cell Broadcast ภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่ในช่วงระหว่างนี้ต้องมีแนวทางสำรอง เช่น การแจ้งเตือนผ่านโซเชียลมีเดีย ทีวี วิทยุ และการส่ง SMS ทันที โดยไม่ต้องรอผ่าน กสทช.


3 รอยเลื่อนใหญ่ เสี่ยงแผ่นดินไหวกระทบไทย

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจาก 3 รอยเลื่อนหลัก ได้แก่

  1. รอยเลื่อนจังหวัดกาญจนบุรี – เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 และอาจรุนแรงถึง 7.5
  2. รอยเลื่อนสกาย – ผ่ากลางเมียนมา มีความเคลื่อนไหวสูง
  3. รอยเลื่อนอาระกัน – อาจก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด มากกว่า 8.5 ครั้งล่าสุดเมื่อ 260 ปีก่อน

ทั้งนี้ กทม. เป็นพื้นที่ที่มี แอ่งดินอ่อนขนาดใหญ่” ที่สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ถึง 3-4 เท่า โดยเฉพาะอาคารสูงจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากโครงสร้างอาจเกิดการสั่นในจังหวะที่ขยายแรงสั่นสะเทือน

ข้อเสนอ: ตรวจสอบอาคารสูง – เสริมความแข็งแกร่งพื้นที่เสี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ตรวจสอบโครงสร้างอาคารเสี่ยงในกรุงเทพฯ และภาคเหนือ โดยเฉพาะโรงเรียนในเชียงราย ซึ่งอาจไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวตั้งแต่ต้น ทั้งนี้การเสริมความแข็งแกร่งของอาคารเดิมใช้ค่าใช้จ่ายเพียง 10-20% ของการก่อสร้างใหม่ จึงควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม

ปัจจุบันมีการทดลองติดตั้งอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนที่

อุปกรณ์นี้สามารถแจ้งเตือนสถานะความมั่นคงของอาคารภายใน 5 นาทีหลังเกิดเหตุ

ภาคประชาชน-สภาผู้บริโภค เรียกร้องโปร่งใสและเร่งติดตั้ง

นายอิฐบูรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องทำระบบให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณที่ระบุว่าใช้กองทุน USO จาก กสทช. กว่า 1,000 ล้านบาท จึงควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ และไม่ควรโยนภาระให้ประชาชนรับมือภัยพิบัติด้วยตนเอง

ประชาชนควรรู้วิธีปฏิบัติตัว แต่รัฐต้องจัดทำ ชุดความรู้ความเข้าใจ” อย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสอนเด็กๆ ให้รับมือภัยพิบัติตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวในประเทศไทย

จากรายงานของ กรมทรัพยากรธรณี (2566) และ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า

(ที่มา: กรมทรัพยากรธรณี, กรมอุตุนิยมวิทยา, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ)

บทสรุป: ความเห็นอย่างเป็นกลางจากสองมุมมอง

ฝ่ายหนึ่ง สนับสนุนให้พัฒนาระบบ Cell Broadcast และติดตั้งอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง พร้อมเสนอให้รัฐเร่งจัดการโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มมาตรฐานการก่อสร้างอาคารเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

อีกฝ่ายหนึ่ง แม้เห็นด้วยกับการพัฒนาระบบ แต่เสนอให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ให้ภาระทั้งหมดตกแก่ประชาชนโดยลำพัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเตือนภัยจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจวิธีการปฏิบัติตัว และมีเครื่องมือที่เข้าถึงทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

ข้อเสนอแนะร่วม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

[Sassy_Social_Share]
 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

NEWS UPDATE