ขยับงานวิจัยจากหิ้งสู่วาระนโยบายชาติ มฟล. ส่ง 7 โครงการนวัตกรรมน้ำกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อมชายแดน
[Sassy_Social_Share]
Summary
-
มฟล. นำ 7 งานวิจัยเร่งด่วนลุ่มน้ำโขง กก และสาย ขยายผลสู่ข้อเสนอนโยบายระดับประเทศ
-
คณะกรรมาธิการวุฒิสภาขอข้อมูลวิจัยไปใช้ขับเคลื่อนแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในเชียงรายอย่างเป็นระบบ
-
ชูนวัตกรรมวัสดุดูดซับจากถ่านชีวภาพเกษตรเหลือทิ้ง กำจัดสารหนูออกจากน้ำได้สูงถึงร้อยละ 96.2
-
งานวิจัยครอบคลุมสิทธิชุมชน คดีมลพิษข้ามแดน สุขภาพเด็กวัยเรียน และความมั่นคงทางอาหารชาติพันธุ์
-
มุ่งสร้างเครือข่ายพลเมืองปกป้องสายน้ำ บูรณาการวิทยาศาสตร์และสิทธิมนุษยชนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
มฟล. ดัน 7 งานวิจัยลุ่มน้ำโขง กก สาย สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ
เชียงราย,2 มิถุนายน 2569 – มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเดินหน้าต่อยอดงานวิจัยเร่งด่วน 7 โครงการ เพื่อแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย หลังคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ขอข้อมูลผลงานวิจัยไปใช้ประกอบข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมบำบัดน้ำ สุขภาพเด็ก สิทธิชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร และกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
จากวิกฤตสายน้ำชายแดน สู่โจทย์วิจัยที่ต้องตอบประชาชน
ปัญหาแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ชายแดนอีกต่อไป แต่กำลังขยับเข้าสู่การพิจารณาระดับนโยบาย หลังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมเร่งด่วน 7 โครงการ สู่ข้อมูลประกอบข้อเสนอเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญของจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ลุ่มน้ำชายแดนของเชียงรายถูกจับตาจากหลายภาคส่วน ทั้งในมิติคุณภาพน้ำ ความปลอดภัยของภาคเกษตร ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และสิทธิชุมชนริมแม่น้ำ เพราะแม่น้ำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นแหล่งน้ำของครัวเรือน พื้นที่เกษตร ระบบอาหาร ท้องถิ่นชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่า การขับเคลื่อนงานวิจัยชุดนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสำนักวิชา เพื่อรับมือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สิทธิมนุษยชน และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญของภาคเหนือ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการวุฒิสภาได้ขอนำผลงานวิจัยทั้ง 7 โครงการไปต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่หยุดอยู่ที่การเก็บข้อมูล แต่สามารถขยายผลไปสู่ระบบการตัดสินใจของรัฐได้
งานวิจัยที่ไม่ได้อยู่บนหิ้ง แต่เดินเข้าสู่พื้นที่นโยบาย
สาระสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนงานวิจัยเท่านั้น แต่อยู่ที่การวางโครงสร้างให้แต่ละงานตอบปัญหาคนละมิติ แล้วเชื่อมกันเป็นภาพใหญ่ของการจัดการวิกฤตลุ่มน้ำชายแดน โครงการแรกคือ การพัฒนาระบบบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนักสำหรับภาคเกษตร โดย ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ และคณะ มุ่งพัฒนาระบบบำบัดน้ำด้วยวัสดุดูดซับจากวัสดุเกษตรเหลือทิ้งและเถ้าอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดผลกระทบจากโลหะหนักในแหล่งน้ำและภาคการเกษตร
ก่อนหน้านี้ มฟล. รายงานผลการนำเสนอเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่า งานด้านนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมของ ผศ.ดร.ณัฐยา พัฒนา “วัสดุดูดซับทางเลือก” เพื่อกำจัดสารหนูและตะกั่วในแหล่งน้ำ โดยใช้ถ่านชีวภาพจากซังข้าวโพด ไผ่ เปลือกและกะลากาแฟ รวมถึงเถ้าลอยจากภาคอุตสาหกรรม และระบุผลทดสอบว่าระบบกรองแบบเรียงชั้น 3 ชั้นสามารถกำจัดสารหนูออกจากน้ำได้ถึงร้อยละ 96.2 อีกทั้งถ่านชีวภาพ 30 กิโลกรัมสามารถบำบัดน้ำปนเปื้อนได้ 600,000 ลิตร
ตัวเลขดังกล่าวทำให้งานวิจัยนี้มีน้ำหนักในเชิงปฏิบัติ เพราะปัญหาน้ำปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรไม่สามารถรอเฉพาะมาตรการระยะยาวจากส่วนกลาง เกษตรกรต้องการเครื่องมือที่เข้าถึงได้ ต้นทุนเหมาะสม และสามารถประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง หากผลวิจัยถูกต่อยอดเป็นระบบสนับสนุนระดับชุมชน ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงในแปลงเกษตรและลดความกังวลต่อห่วงโซ่อาหารของเชียงรายได้
สิทธิชุมชนและกฎหมายข้ามพรมแดนคือแกนที่เลี่ยงไม่ได้
โครงการที่สองคือ สิทธิของปัจเจกชนและสิทธิของชุมชนบริเวณลุ่มแม่น้ำ โดย รศ.ดร.ชูเกียรติ น้อยฉิม สำนักวิชานิติศาสตร์ และคณะ ศึกษาความเป็นไปได้ในการฟ้องร้องดำเนินคดีมลพิษข้ามพรมแดน เพื่อสร้างกลไกความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ประเด็นนี้สำคัญเพราะปัญหาน้ำปนเปื้อนชายแดนไม่ได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจของหน่วยงานไทยเพียงฝ่ายเดียว หากต้นทางของปัญหาเกี่ยวพันกับกิจกรรมในอีกประเทศหนึ่ง การพิสูจน์ข้อเท็จจริง การเรียกร้องความรับผิดชอบ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบย่อมซับซ้อนกว่าคดีสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ งานวิจัยด้านกฎหมายจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างข้อมูลวิทยาศาสตร์กับสิทธิของประชาชน
โครงการที่เจ็ด การปรับใช้กลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดย ผศ.ดร.ยศพนธ์ นิติรุจิโรจน์ สำนักวิชานิติศาสตร์ และคณะ ยิ่งตอกย้ำว่า วิกฤตลุ่มน้ำโขง กก และสาย ไม่สามารถมองเป็นเพียงปัญหาทรัพยากรน้ำ แต่ต้องมองในฐานะปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด สิทธิในสุขภาพ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และสิทธิในการได้รับการเยียวยาหากได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน


สุขภาพเด็กคือจุดเปราะบางที่ต้องมีข้อมูลเฉพาะ
โครงการที่สามคือ การประเมินการได้รับสารหนูและผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กวัยเรียน โดย ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ และคณะ ศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของเด็กในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กกจากการได้รับสารหนูในสิ่งแวดล้อม
การเลือกศึกษากลุ่มเด็กวัยเรียนมีความหมายในเชิงสาธารณสุข เพราะเด็กเป็นกลุ่มเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ใหญ่ในหลายกรณี หากมีการรับสารปนเปื้อนผ่านน้ำ อาหาร หรือสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบอาจไม่ปรากฏในทันที แต่สะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาว การมีข้อมูลเฉพาะของเด็กในพื้นที่ลุ่มน้ำจึงจำเป็นต่อการออกแบบมาตรการคุ้มครอง โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน
โครงการนี้ยังช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยงมีความแม่นยำมากขึ้น เพราะการพูดถึง “โลหะหนัก” หรือ “สารหนู” ในระดับสาธารณะมักสร้างความกังวลสูง หากรัฐและชุมชนมีข้อมูลสุขภาพที่ชัดเจนและผ่านกระบวนการวิจัย ก็จะช่วยแยกระหว่างความเสี่ยงจริง ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง และความเข้าใจผิดที่อาจกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน
ข้อเสนอจากชุมชนต้องอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ
โครงการที่สี่คือ การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน โดย ผศ.ดร.สุนทรี สุรัตน์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และคณะ ใช้กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน
หัวใจของโครงการนี้อยู่ที่การทำให้ประชาชนริมแม่น้ำไม่ใช่เพียงผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดข้อเสนอเชิงนโยบายด้วยตนเอง เพราะคนในพื้นที่รู้ว่าปัญหาน้ำกระทบชีวิตอย่างไร ตั้งแต่น้ำกินน้ำใช้ การเกษตร ประมงพื้นบ้าน ความมั่นใจในอาหาร ไปจนถึงรายได้ของครอบครัว การออกแบบนโยบายโดยไม่ฟังเสียงชุมชนจึงเสี่ยงต่อการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
โครงการที่ห้า การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนริมแม่น้ำโขง โดย นางสาวออมสิน บุญเลิศ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม และคณะ ผ่านวิถีอาหารชาติพันธุ์ กรณีศึกษาบ้านห้วยลึก อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ก็ชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งว่า เมื่อน้ำเปลี่ยน อาหารและวัฒนธรรมของชุมชนก็เปลี่ยนตาม หากแม่น้ำไม่ปลอดภัยหรือทรัพยากรริมฝั่งลดลง วิถีอาหารชาติพันธุ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจถูกกระทบโดยตรง
พลเมืองนักปกป้องสายน้ำกับบทบาทของชายแดนเชียงราย
โครงการที่หก ชายแดนที่ปนเปื้อน ผลกระทบจากสารหนูในแม่น้ำกก โดย ผศ.ปฐมพงศ์ มโนหาญ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม และคณะ มุ่งสร้างพลเมืองนักปกป้องสายน้ำผ่านองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสังคม เพื่อเฝ้าระวังและรับมือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายแดน
แนวคิด “พลเมืองนักปกป้องสายน้ำ” สะท้อนว่าการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ไม่สามารถฝากไว้กับหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว ชุมชนจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำ เข้าใจข้อมูลผลตรวจ รู้ช่องทางแจ้งเหตุ และมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเชื่อมกับสถานการณ์ภาคสนามในอำเภอแม่สายและเมืองท่าขี้เหล็กของเมียนมา ซึ่งต่างเร่งงานป้องกันน้ำหลากและจัดการลำน้ำก่อนฤดูฝนตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม จะเห็นว่าโจทย์ของพื้นที่ชายแดนไม่ได้มีเพียงคุณภาพน้ำ แต่ยังรวมถึงปริมาณน้ำ ทางระบายน้ำ พนังกั้นน้ำ และความปลอดภัยของชุมชนริมลำน้ำ ดังนั้น งานวิจัยของ มฟล. จึงควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับมือภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมที่ต้องทำงานข้ามสาขา ข้ามหน่วยงาน และข้ามพรมแดน
จาก 8 ทุนวิจัย สู่ 7 โครงการที่ถูกยกขึ้นระดับนโยบาย
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเมื่อปี 2568 ระบุว่า มฟล. เคยประกาศมอบทุนสนับสนุน 8 โครงการวิจัยภายใต้โครงการวิจัยและนวัตกรรมเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขง กก และสาย โดยตั้งเป้าตอบโจทย์ 5 มิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ สุขภาวะของประชาชน สิทธิชุมชนและความเป็นธรรม วัฒนธรรมและภูมิปัญญา และอาชีพกับเศรษฐกิจชุมชน
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดที่นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาระบุชุด 7 โครงการที่ถูกขอข้อมูลไปประกอบข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ ความต่อเนื่องดังกล่าวสะท้อนว่า มฟล. ไม่ได้ทำงานวิจัยแบบแยกชิ้น แต่มีการพัฒนาเส้นทางจากการให้ทุน การลงพื้นที่ การสรุปผล การสื่อสาร และการนำเข้าสู่กลไกเชิงนโยบาย
ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพราะปัญหาขนาดใหญ่ เช่น มลพิษข้ามพรมแดน ไม่สามารถแก้ได้ด้วยงานวิจัยเชิงวิชาการอย่างเดียว แต่ต้องมี “ช่องทางส่งต่อ” ไปยังผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานปฏิบัติ และชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ หากไม่มีช่องทางดังกล่าว งานวิจัยอาจหยุดอยู่ที่รายงาน แต่เมื่อมีคณะกรรมาธิการนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา โอกาสในการเปลี่ยนความรู้เป็นมาตรการสาธารณะย่อมเพิ่มขึ้น

มฟล. กับบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตยั่งยืน
การต่อยอดงานวิจัยครั้งนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะ มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน โดย มฟล. ระบุว่างานวิจัยชุดนี้ตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งสร้างองค์ความรู้เพื่อสาธารณะ ผ่านการบูรณาการงานวิจัย นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในเชิงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการชุดนี้เชื่อมกับหลายมิติ ได้แก่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี น้ำสะอาดและสุขาภิบาล การลดความเหลื่อมล้ำ เมืองและชุมชนยั่งยืน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับ SDG 3, SDG 6, SDG 10, SDG 11 และ SDG 13 ที่ข้อมูลของผู้ใช้และ มฟล. ระบุไว้
ท้ายที่สุด ความสำคัญของงานวิจัยชุดนี้ไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าแม่น้ำมีปัญหาเท่านั้น แต่อยู่ที่การเสนอ “ทางไปต่อ” ให้สังคม ตั้งแต่เทคโนโลยีบำบัดน้ำราคาจับต้องได้ การคุ้มครองเด็กและประชาชนกลุ่มเสี่ยง การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมสร้างนโยบาย การคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และการใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อจัดการปัญหาที่เกินขอบเขตจังหวัดและประเทศ
สายน้ำที่ต้องการทั้งวิทยาศาสตร์และความเป็นธรรม
แม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย เป็นทั้งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งทำกิน เส้นทางวัฒนธรรม และพื้นที่ชีวิตของประชาชนเชียงราย เมื่อสายน้ำเหล่านี้เผชิญความเสี่ยงจากมลพิษข้ามพรมแดน คำตอบของสังคมจึงต้องมากกว่าการตรวจวัดเป็นครั้งคราว แต่ต้องเป็นระบบความรู้ที่ต่อเนื่อง โปร่งใส และนำไปใช้ได้จริง
งานวิจัย 7 โครงการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำให้เห็นภาพการแก้ปัญหาที่เริ่มจากพื้นที่จริง แล้วขยับสู่ข้อเสนอระดับประเทศอย่างเป็นขั้นตอน จากห้องปฏิบัติการสู่แปลงเกษตร จากชุมชนริมแม่น้ำสู่เวทีนโยบาย จากข้อมูลสุขภาพสู่สิทธิของประชาชน และจากปัญหาชายแดนสู่กลไกระหว่างประเทศ
หากข้อเสนอจากงานวิจัยเหล่านี้ได้รับการรับฟังและต่อยอดอย่างจริงจัง เชียงรายอาจมีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตลุ่มน้ำชายแดนให้กลายเป็นต้นแบบใหม่ของการจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ที่ไม่ได้ยืนอยู่บนความตื่นตระหนก แต่ยืนอยู่บนข้อมูล วิทยาศาสตร์ สิทธิชุมชน และความร่วมมือของทุกภาคส่วน
สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่า คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้ขอนำผลงานวิจัยทั้ง 7 โครงการไปต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง กก และสายอย่างเป็นระบบ
โครงการวิจัยทั้ง 7 โครงการครอบคลุมนวัตกรรมบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก สิทธิชุมชน คดีมลพิษข้ามพรมแดน สุขภาพเด็กวัยเรียน ข้อเสนอเชิงนโยบายโดยชุมชน ความมั่นคงทางอาหารริมแม่น้ำโขง พลเมืองนักปกป้องสายน้ำ และกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ผลวิจัยด้านวัสดุดูดซับทางเลือกของ มฟล. ที่นำเสนอเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ระบุว่าระบบกรองแบบเรียงชั้น 3 ชั้นสามารถกำจัดสารหนูออกจากน้ำได้ถึงร้อยละ 96.2 และถ่านชีวภาพ 30 กิโลกรัมสามารถบำบัดน้ำปนเปื้อนได้ 600,000 ลิตร
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- โครงการวิจัยและนวัตกรรมเร่งด่วนของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- Research MFU • Research Administration Division
[Sassy_Social_Share]
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Facebook
Youtube
Tiktok
X-twitter
Weibo
Instagram
Line
EDITORIAL
June 2, 2026
กาแฟเชียงรายดังไกลระดับโลกราคาพุ่งกิ แต่ยังขาดไร่ท่องเที่ยวบอกเล่าเรื่องราวต้นทาง
May 23, 2026
อนาคตเชียงรายปี 2571 รถไฟทางคู่และห้างยักษ์เปลี่ยนเมือง คนท้องถิ่นได้หรือเสีย
May 19, 2026
เชียงรายเผชิญโจทย์ใหญ่โลกร้อนกระทบคุณภาพใบชา ชูสตอรี่ทางรอดท้องถิ่นหนุนเศรษฐกิจชุมชน
May 5, 2026
เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม
April 20, 2026
สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5