กู้ภัยไทยและฮีโร่ถ้ำหลวงลุยลาว เร่งช่วย 7 ชีวิตติดอุโมงค์เหมืองทองล่องแจ้ง

[Sassy_Social_Share]

Summary

วันที่ 5 แห่งการรอคอย 7 ชีวิตใต้อุโมงค์ทอง ล่องแจ้ง ทีมไทยบินลุย ผู้เชี่ยวชาญถ้ำหลวงร่วมภารกิจ

สปป.ลาว,25 พฤษภาคม 2569 – เส้นด้ายระหว่างชีวิตและความตายฝนยังไม่หยุด น้ำในอุโมงค์ยังสูง แต่ทีมกู้ภัยไทยกว่า 26 ชีวิตเลือกนอนบนโคลนหน้าปากถ้ำ ปฏิเสธการถอนกำลัง เพื่อรักษาจังหวะการสูบน้ำแข่งเวลา ขณะที่นักดำน้ำระดับโลกจากภารกิจถ้ำหลวง พ.ศ. 2561 เพิ่งเดินทางมาถึงพื้นที่เมืองล่องแจ้ง แขวงไซสมบูรณ์ สปป.ลาว แล้วในคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2569

นาย นเศรษฐ์ ปาละสิงห์ และ Mr. Mikko Paasi ผู้เชี่ยวชาญดำน้ำถ้ำระดับโลกสองคนที่โลกรู้จักดีจากการช่วยทีมหมูป่า เดินทางออกจากเชียงรายมุ่งหน้าสู่แขวงไซสมบูรณ์พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญรวม 3 คน โดยทั้งหมดพร้อมเข้าร่วมปฏิบัติการทันทีที่เดินทางถึง นี่คือวันที่ 5 ของวิกฤตที่ยังไม่รู้จุดสิ้นสุด

จุดเริ่มต้นของวิกฤตวันที่ฝนไม่หยุด

ย้อนกลับไปช่วงบ่ายของวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กลุ่มชาวบ้าน 8 คน ออกเดินทางจากหมู่บ้านพันไซ เมืองล่องแจ้ง ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อเข้าไปขุดหาแร่ทองคำและล่าสัตว์เลี้ยงชีพตามปกติ พวกเขาลงไปในอุโมงค์เหมืองใต้ดินที่มีความลึกกว่า 100 เมตร ลักษณะปากถ้ำแคบเพียง 60 เซนติเมตร ต้องหมอบคลานเข้าไป ก่อนจะเปิดสู่ห้องโถงหลายชั้นที่ห่างกันชั้นละ 10 ถึง 20 เมตร

สิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน ฝนตกหนักอย่างกะทันหันในพื้นที่ล่องแจ้ง น้ำป่าปริมาณมหาศาลไหลทะลักเข้าปากถ้ำอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาที เส้นทางออกที่เคยเดินได้สบายกลับกลายเป็นแม่น้ำใต้ดิน

ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตที่สามารถว่ายน้ำฝ่ากระแสน้ำออกมาได้ทัน เปิดเผยต่อคณะรับผิดชอบขั้นแขวงว่า ขณะนั้นเขาอยู่ที่ชั้น 4 ของถ้ำ ห่างจากปากประมาณ 40 ถึง 50 เมตร เห็นน้ำไหลทะลักเข้ามาจึงตัดสินใจว่ายน้ำขึ้นมาทันที แต่เพื่อนอีก 7 คนที่ลงไปลึกกว่านั้น ไม่สามารถออกมาได้ เมื่อถึงที่ปลอดภัยเขารีบวิ่งแจ้งผู้นำชุมชนโดยทันที

ใต้พื้นดิน 100 เมตร: สภาพที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังสะพรึง

อุโมงค์แห่งนี้ไม่ใช่ถ้ำธรรมชาติทั่วไป แต่คือโครงสร้างที่ถูกขุดเจาะโดยฝีมือมนุษย์เพื่อสำรวจสายแร่ทองคำ ทางเข้าหลักสูงเพียง 60 เซนติเมตร ทำให้ทุกคนต้องหมอบคลาน จากนั้นเส้นทางลาดชันดิ่งลงเบื้องล่าง ผ่านช่องแคบเพียง 50 เซนติเมตรที่ต้องผ่านทีละคน ก่อนเปิดสู่ห้องโถงใต้ดินที่ขณะนี้อาจกักขัง 7 ชีวิตเหล่านั้นไว้อยู่

จากแผนผังที่ทีมสมาคมสายธารสะพานบุญจัดทำขึ้น ระยะทางรวมในอุโมงค์ตั้งแต่ปากทางเข้าถึงจุดที่คาดว่าผู้ประสบภัยอยู่รวมกว่า 340 เมตร ผ่าน 4 ช่วงหลัก ทั้งช่วงคลาน 180 เมตร โถงแรก และอีก 80 เมตรไปยังจุดร่อนทองคำที่เชื่อว่าคือที่หลบภัยสุดท้ายของทั้ง 7 คน

อันตรายไม่ได้มีเพียงระดับน้ำที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงออกซิเจนที่อาจต่ำในพื้นที่อับอากาศ ตะกอนดินจากแร่ธาตุที่ทำให้ทัศนวิสัยใต้น้ำเกือบเป็นศูนย์ และโครงสร้างหินที่เปราะบางจากการแปรสภาพทางธรณีวิทยามาหลายล้านปี อุปกรณ์ที่ทีมกู้ภัยต้องพกเข้าไปจึงครบทั้งหมวกไฟกันน้ำ หน้ากากช่วยหายใจ เครื่องวัดออกซิเจน และพัดลมระบายอากาศ ซึ่งล้วนต้องลำเลียงด้วยมือผ่านทางแคบที่กล่าวถึง

เส้นทาง 260 กิโลเมต โลจิสติกส์ที่ท้าทายยิ่ง

การส่งทีมกู้ภัยจากไทยเข้าไปยังพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เมืองล่องแจ้งตั้งอยู่ห่างจากด่านจังหวัดหนองคายประมาณ 260 กิโลเมตร หรือห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ขึ้นไปทางเหนือราว 240 กิโลเมตร เส้นทางบกทั้งหมดวิ่งผ่านถนนภูเขาคดเคี้ยวที่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและกินเวลาถึง 6 ถึง 7 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 07.30 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ทีมกู้ภัยไทยรวมพลอยู่ที่หน้าด่านจังหวัดหนองคาย ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเข้าสู่เวียงจันทน์ และในเวลา 16.05 น. ทีมชุดแรกก็เริ่มภารกิจสำรวจปากอุโมงค์ได้สำเร็จ โดยกองทัพลาวสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงบุคลากรและอุปกรณ์บางส่วนทางอากาศเพื่อร่นระยะเวลา

แต่เมื่อถึงพื้นที่แล้ว ยังต้องเดินเท้าขึ้นเขาอีกกว่า 4 กิโลเมตรในสภาพโคลนและฝนตก ซึ่งใช้เวลา 1 ถึง 2 ชั่วโมงต่อเที่ยว นั่นทำให้การถอนกำลังกลับที่พักเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทุกนายจึงต้องนอนค้างแรมหน้าปากถ้ำ ท่ามกลางสายฝนที่ยังไม่ยอมหยุด จักรกฤษณ์ “ปอนด์” แต่งตั้ง ตัวแทนทีมกู้ภัยไทย รายงานสดจากพื้นที่วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ว่า “ต้องพักตรงจุดเกิดเหตุอย่างเดียว” ประโยคสั้นๆ ที่บอกทุกอย่างว่านี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา

Mr.Mikko Paasi และ นาย นเศรษฐ์ ปาละสิงห์ สองผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำถ้ำในไทย โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนนี้เคยเป็นทีมกู้ภัยช่วยเหลือ 13 หมูป่า ที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

เมื่อฮีโร่ถ้ำหลวงกลับมาบทเรียนจาก 2561 สู่ 2569

ชื่อของ นาย นเศรษฐ์ ปาละสิงห์ และ Mr. Mikko Paasi คือชื่อที่คนไทยและคนทั่วโลกรู้จักดีในฐานะส่วนหนึ่งของทีมนักดำน้ำถ้ำที่ช่วยนำ 13 ชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งกลายเป็นภารกิจกู้ภัยระดับตำนานที่มีผู้ชมข่าวทั่วโลกกว่า 1,000 ล้านคน

ภารกิจสองครั้งนี้มีความคล้ายกันหลายจุด ทั้งคือสถานการณ์ถ้ำน้ำท่วมที่ต้องพึ่งนักดำน้ำเฉพาะทาง มีเส้นทางแคบและมืดสนิท และขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือหลายหน่วยงานข้ามพรมแดน แต่ความท้าทายในล่องแจ้งครั้งนี้หนักกว่าในหลายมิติ

ถ้ำหลวงเป็นถ้ำหินปูนธรรมชาติที่มีโถงกว้างพอสำหรับวางแผนยุทธวิธี ทีมกู้ภัยนานาชาติกว่า 90 คนสามารถทำงานแบ่งโซนได้ชัดเจน มีโครงสร้างพื้นฐานตั้งแคมป์หน้าถ้ำอย่างเป็นระบบ ขณะที่อุโมงค์เหมืองล่องแจ้งเป็นช่องขุดเจาะเทียมที่แคบกว่า เปราะกว่า และตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลข้ามพรมแดนที่การส่งกำลังบำรุงทำได้ยากกว่ามาก นอกจากนี้ผู้ประสบภัยที่ถ้ำหลวงยังสามารถติดต่อสื่อสารได้ภายใน 9 วัน แต่ 7 ชีวิตในล่องแจ้งยังไม่มีการยืนยันการติดต่อใดๆ เลยแม้จะผ่านมา 5 วันแล้ว

ถึงกระนั้น การมาถึงของทีมผู้เชี่ยวชาญถ้ำหลวงคืนนี้คือการเพิ่มศักยภาพที่สำคัญที่สุดของภารกิจ เพราะพวกเขาไม่ได้นำเพียงความเชี่ยวชาญมา แต่นำเอาประสบการณ์ที่ผ่านการพิสูจน์จริงในสถานการณ์ที่โลกเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้มาด้วย

ทีมไทยนอนบนโคลนจิตวิญญาณที่ไม่ยอมถอย

ทีมกู้ภัยไทยที่ร่วมภารกิจในครั้งนี้ประกอบด้วยสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ มูลนิธิเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ สมาคมสายธารสะพานบุญ และทีมดำน้ำกู้ภัยประเทศไทย รวมกว่า 26 นาย โดยอุปกรณ์ที่นำมาตามการร้องขออย่างเป็นทางการของสมาคมอาสาเพื่อประชาชน สปป.ลาว ได้แก่ เครื่องสแกนคลื่นความร้อนเพื่อตรวจหาสัญญาณชีพ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำประสิทธิภาพสูง และชุดดำน้ำถ้ำ

จักรกฤษณ์ “ปอนด์” แต่งตั้ง โพสต์คลิปวิดีโอจากพื้นที่จริงเผยให้เห็นสภาพการทำงาน ทางแคบที่มีน้ำท่วมสูง เสียงเครื่องสูบน้ำดังต่อเนื่อง และสีหน้าของเจ้าหน้าที่ที่เหนื่อยแต่ยังมุ่งมั่น เขาระบุว่าฝนยังตกต่อเนื่องและระดับน้ำในถ้ำยังขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ทีมจะไม่ถอน เพราะทุกการเดินทางขึ้นลงเขาคือเวลา 2 ชั่วโมงที่หายไป และในวิกฤตแบบนี้ ไม่มีนาทีใดที่ใช้ทิ้งได้

 มองให้ลึกกว่าข่าวทำไมคนถึงต้องเสี่ยงชีวิตขุดทองในลาว

เบื้องหลังตัวเลข “7 ชีวิต” คือมนุษย์ที่มีครอบครัว มีบ้าน และมีชีวิตที่รออยู่ข้างนอก ภาพถ่ายของพวกเขา 7 คนถูกเผยแพร่ออกมาผ่านโซเชียลมีเดียลาว ทั้งหมดเป็นชายหนุ่มวัยทำงานที่ออกไปหาเลี้ยงชีพในพื้นที่ที่โอกาสทำงานมีน้อย และอุโมงค์เหมืองแร่คือหนึ่งในไม่กี่ช่องทางที่เปิดอยู่

มีรายงานว่ากลุ่มทุนเหมืองแร่สัญชาติจีนในพื้นที่ว่าจ้างชาวบ้านด้วยค่าแรงราว 150 บาทต่อวัน โดยไม่มีแผนรับมือฉุกเฉิน ไม่มีระบบระบายอากาศมาตรฐาน และไม่มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่เปลี่ยนฝนหนักธรรมดาให้กลายเป็นวิกฤตชีวิต วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือผลลัพธ์จากช่องว่างระหว่างผลกำไรของอุตสาหกรรมเหมืองแร่กับความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของแรงงานในพื้นที่ห่างไกล

ทิศทางภารกิจความหวังยังมีอยู่

ณ เวลาที่รายงานนี้ถูกส่งออกไป ทีมกู้ภัยร่วมไทย-ลาวยังคงปฏิบัติการอยู่ที่หน้าปากอุโมงค์ เครื่องสูบน้ำทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง มีรายงานว่าระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างในบางจุด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ทีมนักดำน้ำรอคอยเพื่อส่งเชือกนำทางและประเมินตำแหน่งผู้ประสบภัยได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมาถึงของ นาย นเศรษฐ์ ปาละสิงห์ และ Mr. Mikko Paasi พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญถ้ำหลวงในคืนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในรอบ 5 วันสำหรับภารกิจนี้ เพราะพวกเขาคือคนที่เคยนำชีวิตออกมาจากความมืดมิดใต้ดินได้แล้วจริงๆ ในสถานการณ์ที่โลกเคยสิ้นหวัง และพวกเขากำลังจะทำอีกครั้ง

ทั้งหมดนี้คือการแข่งกับเวลา แข่งกับฝน และแข่งกับระดับน้ำที่ยังผันผวน แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือการแข่งขันเพื่อชีวิต 7 คนที่ยังรออยู่ใต้ดินและยังไม่ยอมแพ้







สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]
 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

May 23, 2026


อนาคตเชียงรายปี 2571 รถไฟทางคู่และห้างยักษ์เปลี่ยนเมือง คนท้องถิ่นได้หรือเสีย




May 19, 2026


เชียงรายเผชิญโจทย์ใหญ่โลกร้อนกระทบคุณภาพใบชา ชูสตอรี่ทางรอดท้องถิ่นหนุนเศรษฐกิจชุมชน




May 5, 2026


เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม




April 20, 2026


สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5




April 18, 2026


เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ



NEWS UPDATE