เชียงรายผงาดเวทีโลก เข้าชิงรางวัลเมืองสีเขียว AIPH World Green City Awards 2026 ด้วยโมเดลปลูกป่าปลูกคน

[Sassy_Social_Share]

Summary

เชียงรายบนเวทีโลก เมื่อ “ปลูกป่า ปลูกคน” พาไทยเข้าชิงรางวัลเมืองสีเขียวที่ดีที่สุดในโลก

เชียงราย, 23 พฤษภาคม 2569 – จากป่าเสื่อมโทรมบนดอย สู่เวทีประกวดสิ่งแวดล้อมที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก มีเพียงไม่กี่เมืองในโลกที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การปลูกต้นไม้กับการยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ไม่ใช่คนละเรื่องกัน และหนึ่งในนั้นอยู่ที่มุมเหนือสุดของแผ่นดินไทย

จังหวัดเชียงรายได้รับการประกาศจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (International Association of Horticultural Producers หรือ AIPH) ให้เป็นหนึ่งในสามเมืองผู้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัล AIPH World Green City Awards 2026 สาขา Living Green for Social Cohesion and Inclusive Communities หรือการใช้พื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางสังคมและชุมชนแบบครอบคลุม ท่ามกลางคู่แข่งจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยโครงการ “Green City Chiang Rai — Plant Trees, Plant People” ที่มีรากฐานมาจากปรัชญา “ปลูกป่า ปลูกคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

รางวัลที่ไม่ได้มอบแค่ความงาม แต่วัดที่ชีวิตคน

AIPH World Green City Awards ไม่ใช่รางวัลประกวดสวนสวยหรือการจัดภูมิทัศน์ แต่เป็นการวัดผลว่าเมืองใช้พืชพรรณและธรรมชาติเป็น “โครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต” ได้จริงแค่ไหน คณะผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ (Technical Panel) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและนักผังเมืองอย่าง Sruthi Atmakur-Javdekar, Laura Barron และ Olivia Bina ทำการประเมินโดยอิงเกณฑ์หกข้อหลัก ได้แก่ วิสัยทัศน์, ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาท้องถิ่น, ขีดความสามารถในการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้, การวัดผลและรายงานผลเชิงประจักษ์, และความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว

สำหรับปี 2026 มีทั้งหมด 21 เมืองจาก 7 สาขาที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย โดยคณะกรรมการระดับนานาชาติ (Jury) นำโดย Elisabeth Belpaire, Kobie Brand, Bill Hardy และ Jennifer Jenson จะประชุมตัดสินผู้ชนะรวมถึงรางวัลสูงสุด Grand Winner ซึ่งมีกำหนดประกาศผลอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคม 2026

ที่ผ่านมา รางวัล Grand Winner เคยตกเป็นของเมืองเฉิงตู ประเทศจีน จากโครงการ Urban Green Heart Programme ในปี 2024 และเมืองไฮเดอราบาด ประเทศอินเดีย จากโครงการ Green Garland to the State of Telangana ในปี 2022 เชียงรายจึงเดินเข้าสู่เวทีนี้ท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยคู่แข่งจากเอเชียที่แข็งแกร่ง

ย้อนรอยต้นกำเนิด ปัญหาบนดอยที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน

เชียงรายในอดีตไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นในวันนี้เสมอไป พื้นที่ป่าต้นน้ำและภูเขาสูงชันหลายแห่งถูกทำลายด้วยการเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว การแผ้วถางเพื่อทำไร่ และความยากจนที่ผลักดันให้ชุมชนชาติพันธุ์บางกลุ่มหันไปพึ่งพาพืชเสพติดเป็นรายได้หลัก วงจรนี้ทำให้ป่าสลายไปทีละผืน และน้ำท่วมฤดูฝน ควันพิษฤดูแล้ง ก็กลายเป็นภัยพิบัติประจำปีที่ชาวบ้านต้องทนรับ

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมมือกับจังหวัดเชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผลักดันนโยบายภายใต้หลักการที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงวางไว้ว่า “ปลูกป่า ปลูกคน” โดยมองว่าการจะรักษาป่าได้ ต้องแก้ปัญหาปากท้องของคนในป่าก่อน

โครงการนำร่องที่เป็นต้นแบบสำคัญคือโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ พื้นที่ปฏิบัติงาน FTP 33 ที่หมู่บ้านปางมะหัน ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งดำเนินการระหว่างปี 2548 ถึง 2552 บนพื้นที่กว่า 14,015 ไร่ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานง่ายแต่ทรงพลังว่า ถ้าชุมชนไม่หิว ป่าก็จะไม่หาย

วิธีคิดที่ต่างออกไป เมื่อต้นไม้ไม่ใช่แค่ต้นไม้

หัวใจของโครงการเชียงรายไม่ใช่การออกคำสั่งให้ชาวบ้านหยุดตัดป่า แต่เป็นการออกแบบระบบให้ชาวบ้านไม่อยากตัดป่าเอง ผ่านกลไกทางเศรษฐกิจที่ทำให้ป่ามีค่ามากกว่าไม้ฟืน

แนวทางสำคัญคือการใช้โมเดลปลูกป่าแบบ Enrichment Planting หรือการปลูกเสริม ซึ่งหลีกเลี่ยงการถางป่าเดิมทิ้ง แล้วเลือกพรรณไม้ท้องถิ่นที่เข้ากับระบบนิเวศต้นน้ำมาปลูกแทรกลงในพื้นที่ป่าที่มีอยู่ กระบวนการนี้ช่วยให้ป่าฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ไว้ได้

ควบคู่กันนั้น โครงการยังส่งเสริมระบบวนเกษตร โดยเฉพาะการปลูกกาแฟอะราบิกาใต้ร่มเงาป่าใหญ่ ทำให้ต้นไม้ทุกต้นที่เพาะปลูกกลายเป็นร่มเงาที่ช่วยให้กาแฟมีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ชาวบ้านก็มีรายได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยไม่ต้องทำลายพื้นที่ป่า

ก้าวต่อมาที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการริเริ่ม “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับรัฐบาล ชุมชน และภาคเอกชน 14 แห่ง ขับเคลื่อนโครงการในป่าชุมชนกว่า 77 แห่ง เพื่อให้ชุมชนสามารถขายคาร์บอนเครดิตและนำรายได้ไปจัดตั้งกองทุนดูแลป่าและพัฒนาชุมชนได้ด้วยตัวเอง

ตัวเลขที่พูดแทนคำอธิบายทั้งหมด

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องถือว่าน่าทึ่งมาก ตัวเลขที่บันทึกได้สะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ไม่ได้แค่ฟื้นฟูป่า แต่เปลี่ยนชีวิตคนจริงๆ

พื้นที่ป่าที่ได้รับการฟื้นฟูสะสมแล้วมากกว่า 94,000 ไร่ ขณะที่ป่าเหล่านั้นสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 200,000 ตันเทียบเท่าต่อปี ผลที่เห็นชัดที่สุดในมิติสังคมคืออัตราการเกิดไฟป่าในพื้นที่ดำเนินงานลดลงถึงร้อยละ 97 เมื่อเทียบกับอดีต และในพื้นที่หลักของโครงการไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นอีกเลย เพราะชุมชนช่วยกันลาดตระเวนดูแลป่าด้วยตัวเอง

ที่น่าสนใจที่สุดคือข้อมูลรายได้ครัวเรือนในพื้นที่ปางมะหัน ซึ่งก่อนเข้าร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ยเพียง 18,611 บาทต่อปี แต่หลังดำเนินงานครบ 6 ปี ตัวเลขนั้นกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 106,382 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าตัว ซึ่งนั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการปลูกป่าคือการลงทุนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่กิจกรรมรักษ์โลก

เทคโนโลยีและวิชาการที่เสริมฐานรากให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โครงการเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่แค่การปลูกต้นไม้ แต่ยังดึงเอาองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ามาหนุนเสริมอย่างเป็นระบบ ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการด้านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม (Heritage Academic and Research Center หรือ HARC) ภายใต้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ได้นำแนวคิด Geo-Agri-Urban มาใช้ในการออกแบบเมืองที่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ เกษตรกรรม และระบบนิเวศ

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเฝ้าระวังฝุ่น PM2.5 การควบคุมคุณภาพอากาศในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้น ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำท่วมเชิงพื้นที่ โดยมีโครงการนำร่อง “Chiang Rai Sandbox” ในอำเภอแม่สายเป็นห้องทดลองจริงในการฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติ

ความก้าวหน้าทั้งหมดนี้ยังส่งผลให้เชียงรายได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน Green City Conference 2025: Nature, Culture, and City Life ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย ซึ่งเป็นการปูทางสำคัญสู่การเข้าชิงรางวัลระดับโลกในครั้งนี้

เมื่อต้องวัดกับบราซิลและตุรกี ความต่างที่ทำให้เชียงรายโดดเด่น

สามเมืองในสาขาเดียวกันมีจุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

เมืองมาริงกา ประเทศบราซิล นำเสนอโครงการสวนผักชุมชน (Project Community Garden of Maringá) ซึ่งแปลงพื้นที่รกร้างว่างเปล่าในเขตเมืองให้กลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ สร้างทั้งความมั่นคงทางอาหารและศูนย์กลางทางสังคมในย่านที่มีประชากรหนาแน่น โครงการนี้แก้ปัญหาได้ดีมากในระดับย่านและครัวเรือน แต่ยังมีขอบเขตพื้นที่จำกัด

เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ส่งโครงการบูรณะเรือนเพาะชำประวัติศาสตร์ซารึแยร์ บูยุคเดเร อาทาทืร์ก (Sariyer Büyükdere Atatürk Nursery and Gardening School Project) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1930 และถูกทิ้งร้างมานาน ก่อนที่ทางเทศบาลจะปฏิรูปพื้นที่กว่า 240,000 ตารางเมตรให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นโรงเรียนสอนทำสวนและพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อเปรียบเทียบสามเมือง เชียงรายโดดเด่นในแง่ของขนาดและความลึกของผลกระทบ เพราะพื้นที่กว่า 94,000 ไร่ที่ฟื้นฟูแล้วไม่ได้ส่งผลแค่ในระดับชุมชน แต่กระทบถึงระดับบรรยากาศโลกผ่านการกักเก็บคาร์บอนมากกว่า 200,000 ตันต่อปี ขณะที่โมเดลทางเศรษฐกิจที่ใช้ตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกระดมทุนยังถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่น้อยเมืองในโลกทำได้สำเร็จในระดับนี้

บทเรียนที่เชียงรายส่งมอบให้กับนักพัฒนาเมืองทั่วโลก

ความสำเร็จของเชียงรายไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ และมีบทเรียนที่สามารถถ่ายทอดได้สามประการสำคัญ

ประการแรกคือการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูธรรมชาติ โครงการทางสิ่งแวดล้อมจะล้มเหลวเสมอหากละเลยความเป็นอยู่ที่ดีของคน การที่ชาวบ้านปางมะหันเลิกตัดป่าไม่ใช่เพราะกลัวกฎหมาย แต่เพราะป่ากลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนกว่าการทำไร่เชิงเดี่ยว

ประการที่สองคือการออกแบบระบบที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมผ่านกลไกทางการเงิน กองทุนคาร์บอนเครดิตและระบบรายได้จากการดูแลป่าทำให้ชุมชนไม่ต้องรอเงินอุดหนุนจากรัฐ และมีแรงจูงใจที่แท้จริงในการรักษาทรัพยากร

ประการที่สามคือการใช้เทคโนโลยีและวิชาการหนุนนำการตัดสินใจเชิงพื้นที่ การนำระบบติดตามคุณภาพอากาศ การจัดการน้ำท่วม และแนวคิด Geo-Agri-Urban มาบูรณาการเข้าด้วยกัน ทำให้โครงสร้างพื้นที่สีเขียวของเชียงรายทำงานได้จริงในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์สวยงาม

ก้าวต่อไปที่โลกจับตามอง

ผลการตัดสินรางวัล AIPH World Green City Awards 2026 จะประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงกันยายนหรือตุลาคม 2026 ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การที่เชียงรายได้ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับเมืองชั้นนำจากบราซิล ตุรกี แคนาดา อังกฤษ และออสเตรเลีย คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าปรัชญา “ปลูกป่า ปลูกคน” ไม่ได้เป็นแค่ถ้อยคำสวยงาม แต่เป็นโมเดลการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สำหรับนักวางผังเมืองและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกที่กำลังมองหาคำตอบว่าจะเปลี่ยนเมืองที่ร้อน แล้ง และเหลื่อมล้ำให้กลับมายั่งยืนได้อย่างไร เชียงรายได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคำตอบนั้นอยู่ที่การปลูกต้นไม้ลงในใจคนก่อน แล้วต้นไม้จริงๆ จะตามมาเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]
 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

May 23, 2026


อนาคตเชียงรายปี 2571 รถไฟทางคู่และห้างยักษ์เปลี่ยนเมือง คนท้องถิ่นได้หรือเสีย




May 19, 2026


เชียงรายเผชิญโจทย์ใหญ่โลกร้อนกระทบคุณภาพใบชา ชูสตอรี่ทางรอดท้องถิ่นหนุนเศรษฐกิจชุมชน




May 5, 2026


เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม




April 20, 2026


สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5




April 18, 2026


เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ



NEWS UPDATE