เชียงรายอ่วมพิษเหมืองแร่เถื่อนเมียนมา โลหะหนักปนเปื้อนแหล่งน้ำขู่แบนสินค้าเกษตรไทย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • แม่น้ำในเชียงรายปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา

  • ประชาชนกว่า 210,000 คนต้องเสี่ยงใช้น้ำประปาที่มีสารหนูและตะกั่วปนเปื้อน

  • พื้นที่เกษตร 1.3 แสนไร่เสี่ยงเสียหายและอาจถูกระงับการส่งออก

  • พบขบวนการค้ามนุษย์บังคับใช้แรงงานทาสในพื้นที่เหมืองแร่

  • ภาคประชาชนยื่น 5 ข้อเรียกร้องจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจัดหาน้ำสะอาดด่วน

เหมืองแร่จีนพิษฆ่าช้า แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ปนเปื้อนโลหะหนัก กระทบ 2 แสนคน-พื้นที่เกษตร 1.3 แสนไร่ ภาคประชาชนจี้รัฐบาลแก้จริง

เชียงราย,20 พฤษภาคม 2569  — เมื่อแม่น้ำกลายเป็นพิษ และคำสัญญาของรัฐมนตรีที่ยังไร้ผล ลองนึกภาพว่าคุณตื่นเช้ามาแล้วเปิดก๊อกน้ำ แต่ภายในท่อนั้นมีสารหนูและตะกั่วไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายคุณทีละน้อยทุกวัน นี่ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์ดิสโทเปีย แต่เป็นความเป็นจริงของประชาชนกว่า 210,000 คนในจังหวัดเชียงราย ที่วันนี้ยังคงต้องพึ่งพาน้ำประปาจากแม่น้ำกกซึ่งปนเปื้อนสารโลหะหนักมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในฐานะตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ออกแถลงการณ์เชิงนโยบาย 5 ข้อ ถึงนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้ดำเนินการเป็นรูปธรรม หลังพบว่าคำมั่นสัญญาหลายข้อที่ให้ไว้กับประชาชนเมื่อ 7 เดือนก่อนยังคงเงียบหาย

ต้นทาง “พิษร้าย” จากเหมืองแร่จีนในรัฐฉาน ใกล้พรมแดนไทยเพียง 100 เมตร

สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำและแร่หายาก หรือ Rare Earths ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนจีนในพื้นที่ตอนใต้ของเมืองสาด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ภายใต้การคุ้มครองของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศพบเหมืองแร่อย่างน้อย 7 แห่ง บางแห่งตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำกกเพียง 100 เมตรเท่านั้น โดยมีพื้นที่รวมตั้งแต่ 10,000 ถึงกว่า 196,000 ตารางเมตร

กระบวนการทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีระบบบำบัดกากแร่ที่ได้มาตรฐาน มีการเปิดหน้าดินขนาดใหญ่และพ่นสารเคมีเพื่อชะละลายแร่ เมื่อฤดูฝนมาถึง ตะกอนโคลนที่เปี่ยมด้วยสารพิษจะถูกพัดพาลงสู่ลำน้ำสาขาเข้าสู่แม่น้ำกก จุดแตกหักเกิดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2567 เมื่อพายุไต้ฝุ่นยางิพัดถล่มภาคเหนือ ทำให้มวลโคลนปนเปื้อนพิษปริมาณมหาศาลจากฝั่งเมียนมาไหลบ่าเข้าทับถมพื้นที่แม่สายและเมืองเชียงรายในคืนเดียว

ตัวเลขสารพิษที่ทุบสถิติ เซ็นชะตากรรมประชาชน

วันที่ 19 มีนาคม 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำหลังได้รับการร้องเรียนเรื่องอาการระคายเคืองผิวหนังของชาวบ้านริมลุ่มน้ำ ผลการตรวจพบสิ่งที่น่าตกใจ ณ จุดเก็บตัวอย่างบ้านแก่งตุ้มบริเวณชายแดน พบสารหนูที่ความเข้มข้น 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินมาตรฐานน้ำผิวดินที่ปลอดภัยถึง 1.6 เท่า พบตะกั่วที่ 0.076 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเกินเกณฑ์ความปลอดภัย 1.5 เท่า รวมถึงพบยูเรเนียมซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่

ผลการตรวจสอบยังพบว่าค่าความขุ่นของน้ำสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปถึง 20 ถึง 30 เท่า และงานวิจัยเชิงนโยบายยังพบสารหนูสะสมอยู่ในเส้นผมและเล็บของเด็กในพื้นที่ริมลุ่มน้ำแล้วด้วย จนกระทั่งวันที่ 4 เมษายน 2568 จังหวัดเชียงรายต้องประกาศห้ามใช้น้ำจากแม่น้ำกกเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเป็นทางการ

ชีวิตทาสในเหมืองแร่ เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์จีน

ขณะที่ฝั่งไทยกำลังเร่งรับมือกับพิษที่ไหลมา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ได้ออกแถลงการณ์เปิดเผยข้อมูลที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่า นั่นคือ เหมืองแร่หายากของบริษัทจีนในตอนใต้ของเมืองสาด ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดนไทยเพียงไม่กี่กิโลเมตร ใช้แรงงานทาสชาวพม่าที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จากแก๊งสแกมเมอร์

กรณีที่เป็นพยานสำคัญคือ “โก่เต็ท” ซึ่งตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เมื่อเดือนเมษายน 2568 ถูกชักจูงมาทำงานโดยบริษัทสแกมเมอร์จีนซึ่งตั้งอยู่ในรีสอร์ทที่เป็นของกองทัพว้าในเมืองท่าขี้เหล็ก หลังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงิน เขาและเพื่อนอีกสองคนถูกบังคับทำงานในแก๊งสแกมเมอร์โดยไม่ได้รับค่าแรงเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนจะถูกส่งตัวด้วยรถยนต์พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจพม่าหนึ่งนายไปยังเหมืองแร่หายากริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกก ห่างจากชายแดนไทยเพียง 8 กิโลเมตร

ที่เหมือง นักโทษถูกรวมกับผู้ถูกควบคุมของกองทัพว้าอีกกว่า 30 คน บางคนถูกล่ามโซ่ ถูกบังคับให้ขุดดินและขนสิ่งของในสภาพที่โหดร้าย เมื่อเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งพยายามหลบหนีในตอนกลางคืน ก็ถูกจับและถูกซ้อมก่อนถูกส่งไปยังสถานคุมขังแห่งอื่น โก่เต็ทสามารถหลบหนีออกมาได้หลังถูกบังคับใช้แรงงานนานเกือบสองเดือน

มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ระบุว่า การร้องขอให้รัฐบาลพม่าควบคุมเหมืองเถื่อนเป็น “วิธีที่ไม่ได้ผล” ทางออกเดียวที่แท้จริงคือการมีรัฐบาลประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐที่สามารถปกป้องอธิปไตยเหนือทรัพยากรและให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพประชาชนก่อน

130,000 ไร่เกษตรกรรม กำแพงการค้าที่กำลังจะพัง

ความเสียหายมิได้จำกัดอยู่แค่ตัวบุคคล แต่กำลังคุกคามระบบเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ พื้นที่เพาะปลูกกว่า 130,000 ไร่ในจังหวัดเชียงรายและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งผลิตพืชส่งออกสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นถั่วแระญี่ปุ่น ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง กระเทียม และพืชผักสวนครัวอีกหลากชนิด

ถั่วแระญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยส่งออกไปญี่ปุ่นสูงถึง 21,555 ตันในปี 2563 คิดเป็นหนึ่งในสามของปริมาณที่ญี่ปุ่นนำเข้าทั้งหมด โดยมีบริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม ดำเนินธุรกิจเกษตรพันธสัญญาครอบคลุมพื้นที่กว่า 12,000 ไร่กับเกษตรกรกว่า 2,000 ครอบครัว ส่วนมันฝรั่งในพื้นที่ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย ซึ่งปลูกภายใต้สัญญาป้อนให้บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง เพื่อแปรรูปเป็นมันฝรั่งทอดเลย์ ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ต่างกัน

น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ สารโลหะหนักที่ถูกดูดซึมผ่านรากพืชเข้าสู่ผลผลิตนั้นไม่สามารถกำจัดออกได้ในกระบวนการแปรรูปทั่วไป ซึ่งหมายความว่าหากประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารตะกั่วหรือสารหนูในสินค้าเกษตรไทยเกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็มีสิทธิ์ประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยได้ทันที และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมาจะต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล

ชาวบ้านบริเวณบ้านฟาร์ม จังหวัดเชียงราย ให้ข้อมูลว่าดินในพื้นที่เพาะปลูกมีสภาพขาวคล้ายปูน ใส่ปุ๋ยเท่าไหร่ผลผลิตก็ไม่เจริญเติบโต และสัตว์น้ำอย่างกบ เขียด และปลาในธรรมชาติสูญหายไปจากพื้นที่ทำกินแล้ว

ประปาเชียงราย 70,000 ครัวเรือน น้ำที่ดื่มทุกวันมีสารพิษปนอยู่

ประชาชน 70,000 ครัวเรือน หรือราว 210,000 คนในอำเภอเมือง เวียงชัย แม่จัน แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ กำลังใช้น้ำประปาที่ผลิตโดยการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ซึ่งมีสารหนูและแบเรียมปนเปื้อน แม้ยังต่ำกว่าเกณฑ์ แต่กปภ.ต้องแบกรับภาระกำจัดโลหะหนักที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ที่น่าตกใจคือตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา กปภ.ใช้เพียงชุดตรวจภาคสนามเพื่อตรวจสอบน้ำประปา และสามารถตรวจวัดสารโลหะหนักได้เพียง 3 ชนิดเท่านั้น ทั้งที่มาตรฐานกำหนดให้ต้องตรวจถึง 7 ชนิด ยิ่งกว่านั้น กปภ.ทุกแห่งในเชียงรายยังไม่ได้ส่งตัวอย่างน้ำดิบและน้ำประปาไปยังห้องแลปตามมาตรฐานที่ตัวเองกำหนดไว้ โดยไม่มีคำอธิบายใด

กปภ.เชียงรายเสนอแผนย้ายแหล่งน้ำดิบใหม่มูลค่า 2,100 ล้านบาทเพื่อทดแทนแม่น้ำกก แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาล ขณะที่กปภ.เชียงของน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะยังไม่มีแผนหาแหล่งน้ำใหม่ และยังคงสูบน้ำโขงที่ปนเปื้อนมาผลิตน้ำประปาต่อไปตามเดิม สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และถูกบรรจุอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติข้อที่ 6 ด้วย

5 ข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรี หลังคำสัญญา 7 เดือนยังไร้ผล

ดร.สืบสกุล กิจนุกร ย้ำว่าสิ่งที่เครือข่ายเรียกร้องไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีรับปากต่อหน้าประชาชนไปแล้ว โดยเฉพาะกรณีบ่อน้ำบาดาลสำหรับ 11 หมู่บ้านในอำเภอแม่อาย ซึ่งนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้รับปากต่อหน้าประชาชนในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 แต่จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ยังไม่มีการขุดเจาะแม้แต่บ่อเดียว

ข้อเรียกร้อง 5 ข้อประกอบด้วย ประการแรก ให้กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูการตรวจสารโลหะหนักที่บ้านแก่งตุ้มชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งถูกยกเลิกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยอ้างความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมนำทางอยู่แล้ว ประการที่สอง ขยายจุดตรวจสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงไปถึงเชียงของและเวียงแก่น ประการที่สาม เร่งรัดขุดเจาะน้ำบาดาลให้ 11 หมู่บ้านในอำเภอแม่อาย ประการที่สี่ สำรวจและจัดหาแหล่งน้ำใหม่สำหรับพื้นที่เกษตรกรรม 130,000 ไร่ และประการที่ห้า ทบทวนโครงการศึกษาพื้นที่พรุหญ้าท่าตอน งบประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นชุมชนและไร่นาไปแล้ว และโอนงบนั้นมาจัดหาแหล่งน้ำสะอาดให้ชุมชนแทน

ระบบเตือนภัยน้ำท่วม กับแผนระยะยาวที่ยังต้องติดตาม

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำคณะลงพื้นที่เขตเทศบาลนครเชียงราย โดยได้รับการต้อนรับจากนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และคณะผู้บริหาร เพื่อติดตามความก้าวหน้าระบบเตือนภัยน้ำท่วม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังกูร ว่องตระกูล หัวหน้าโครงการวิจัย “ระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงราย” นำเสนอระบบที่เก็บข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2568 สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้นานถึง 9 ถึง 12 ชั่วโมง โดยอาศัยเซนเซอร์วัดระดับน้ำจากสะพานพ่อขุน ตำบลแม่ยาว มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำกกในตัวเมือง ครอบคลุม 10 ชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย เมื่อระดับน้ำที่สะพานถึง 8 เมตร ระบบจะระบุได้ทันทีว่าน้ำจะท่วมชุมชนไหน และสูงเท่าไหร่ ทั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่การประชุมแก้ปัญหาภาพรวมจังหวัดเชียงรายต่อไป

เส้นทางข้างหน้า ก้าวไปหรือยังวนเวียน

1 ปีกว่าหลังพายุยางิพัดถล่ม แม่น้ำกก สาย รวก และโขง ยังปนเปื้อนอยู่ เหมืองแร่เถื่อนในเมียนมายังทำงานต่อเนื่อง และภาคีเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกำลังเตรียมจัดธรรมยาตราจากเชียงใหม่ถึงเชียงรายเพื่อจี้รัฐบาลให้ใช้เวทีนานาชาติกดดันหยุดยั้งวิกฤตที่กำลังกัดกินทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

หากการปนเปื้อนยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรับมือที่แท้จริง ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไทยอาจพุ่งสูงถึงกว่า 1,300 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นภาคการท่องเที่ยว 773 ล้านบาท ภาคเกษตร 511 ล้านบาท และภาคประมงอีก 15 ล้านบาท ยังไม่นับรวมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากคู่ค้าต่างชาติประกาศแบนสินค้าเกษตรไทย ซึ่งจะพาความเจ็บปวดที่ยาวนานกว่าและยากที่จะฟื้นฟูในระยะเวลาอันสั้น

คำถามที่ค้างอยู่ในใจประชาชนกว่า 2 แสนคนในเชียงรายตอนนี้มีเพียงข้อเดียว คือรัฐบาลจะเปลี่ยนคำสัญญาที่ค้างคาให้กลายเป็นการกระทำได้จริงเมื่อไหร่



สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

May 19, 2026


เชียงรายเผชิญโจทย์ใหญ่โลกร้อนกระทบคุณภาพใบชา ชูสตอรี่ทางรอดท้องถิ่นหนุนเศรษฐกิจชุมชน




May 5, 2026


เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม




April 20, 2026


สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5




April 18, 2026


เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ




April 8, 2026


ทางรอดธุรกิจเชียงรายยุคของแพง เน้นการสื่อสารข้อมูลจริงและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดการพึ่งพาน้ำมัน



NEWS UPDATE