เชียงรายรับมือสองวิกฤต รัฐเร่งตรวจแม่น้ำโขงปนเปื้อนโลหะหนัก พร้อมซ้อมรับน้ำท่วม
[Sassy_Social_Share]
Summary
-
รัฐมนตรี ทส. ชี้แจงกรณีฟื้นจุดตรวจน้ำและขยายจุดตรวจแม่น้ำโขงตอบรับข้อเรียกร้องภาคประชาชน
-
สคพ.1 ย้ายจุดตรวจชายแดนเนื่องจากกระแสน้ำเชี่ยวทำเจ้าหน้าที่เสี่ยงอันตราย
-
น้ำประปาเชียงรายพบค่าแบเรียมสูงขึ้น ขณะที่ระบบตรวจวัดของ กปภ. ยังไม่ครบตามมาตรฐาน
-
กปภ. เชียงรายอยู่ระหว่างรอรัฐบาลอนุมัติงบ 2,100 ล้านบาท เพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบ
-
จังหวัดเชียงรายระดมกำลัง 970 คน จัดฝึกซ้อมแผนรับมือน้ำท่วมและดินถล่มเพื่อลดความสูญเสีย
รัฐมนตรีทส.สั่งการด่วน ฟื้นจุดตรวจชายแดน-ขยายจุดวัดโขง หลังภาคประชาชนจี้ปมน้ำพิษ ขณะเชียงรายซ้อมรับมือน้ำท่วมใหญ่ 970 คน
เชียงราย, 21 พฤษภาคม 2569 — สัญญาณตอบรับจากรัฐบาล หลังเสียงเรียกร้องดังไม่หยุด เกือบ 7 เดือนที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นหนึ่งในเสียงที่ดังที่สุดในการผลักดันให้ภาครัฐเข้าจัดการปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งมีต้นตอจากเหมืองแร่จีนในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา และในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ก็มีสัญญาณที่รอคอยมาอย่างยาวนานเกิดขึ้น เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาแถลงผลการพิจารณาข้อเสนอแนะ 5 ข้อ พร้อมชี้แจงแนวทางดำเนินการที่เป็นรูปธรรม
จุดตรวจชายแดนหายไปได้อย่างไร และรัฐมนตรีตอบว่าอะไร
หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ร้อนแรงที่สุดของภาคประชาชนคือการที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยกเลิกจุดตรวจสารโลหะหนักหมายเลข 1 บริเวณบ้านแก่งตุ้ม ชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยอ้างว่าเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก ทั้งที่มันคือแผ่นดินไทยและทหารพร้อมนำทางอยู่แล้ว
นายสุชาติ ชมกลิ่น ชี้แจงว่าได้มอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1 เชียงใหม่) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ พิจารณากรณีดังกล่าว และได้รับการชี้แจงว่าจุดตรวจเดิมที่บ้านแก่งตุ้ม ตั้งอยู่ห่างชายแดนประมาณ 200 ถึง 400 เมตร บริเวณแก่งโขดหิน เมื่อกระแสน้ำไหลแรงหรือน้ำหลาก การเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินต้องใช้เวลา 15 ถึง 30 นาทีต่อครั้ง โดยเรือต้องเดินเครื่องต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประสบอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง คนขับเรือเกิดความกังวลว่าจะเกิดเรือล่ม
ด้วยเหตุนี้ สคพ.1 จึงปรับมาใช้จุดทดแทนที่สะพานท่าตอน ซึ่งห่างจากชายแดนประมาณ 4.7 กิโลเมตร โดยตลอดระยะทางดังกล่าวไม่มีปัจจัยรบกวนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเหมือง การเปลี่ยนแปลงหน้าดิน ไม่มีชุมชนขนาดใหญ่ และมีเพียงร่องน้ำเล็กที่มีน้ำไหลเฉพาะหน้าฝน ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกหลัก
รัฐมนตรีทส.กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนของข้อเสนอให้ขยายจุดตรวจสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงบริเวณอำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่น ก่อนน้ำไหลเข้า สปป.ลาว นั้น สคพ.1 ได้เพิ่มจุดดังกล่าวไปแล้วในรอบเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้แจ้งให้ ดร.สืบสกุล รับทราบแล้ว พร้อมกล่าวขอบคุณนักวิชาการที่นำเสนอข้อมูลเชิงนโยบายและแสดงความยินดีรับฟังเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานร่วมกัน
น้ำประปา 2 แสนคน ผลตรวจเมษายนผ่าน แต่ระบบการตรวจยังบกพร่อง
ขณะที่การถกเถียงเรื่องจุดตรวจยังดำเนินอยู่ รายงานคุณภาพน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ประจำเดือนเมษายน 2569 ซึ่งครอบคลุม 3 สาขา 5 สถานีผลิตน้ำ ได้แก่ สาขาเชียงราย (แม่น้ำกก) สาขาแม่สาย (แม่น้ำสาย) สาขาแม่สาย นบ.เกาะช้าง (แม่น้ำรวก) สาขาแม่สาย นบ.เชียงแสน (แม่น้ำโขง) และสาขาเวียงเชียงของ (แม่น้ำโขง) รายงานว่าทุกพารามิเตอร์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปา โดยค่าสารหนู (As) ตะกั่ว (Pb) และแคดเมียม (Cd) อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกราฟปริมาณโลหะหนักในน้ำดิบและน้ำประปาที่เปรียบเทียบปีงบประมาณ 2568 กับ 2569 ชี้ให้เห็นว่าแม้ค่าโลหะหนักส่วนใหญ่จะลดลงจากปีก่อน แต่ค่าแบเรียม (Ba) ยังพบในน้ำดิบและน้ำประปาของหลายสาขาในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกปภ.สาขาเชียงรายจากแม่น้ำกก และกปภ.สาขาแม่สาย จากแม่น้ำสาย ซึ่งพบค่าแบเรียมในน้ำดิบสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมา
ปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูสวยงามคือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา กปภ.ทุกสาขาในจังหวัดเชียงรายใช้เพียงชุดตรวจภาคสนามในการตรวจสอบน้ำประปา และสามารถตรวจวัดสารโลหะหนักได้เพียง 3 ชนิดเท่านั้น ทั้งที่มาตรฐานของกปภ.เองกำหนดให้ต้องตรวจถึง 7 ชนิด นอกจากนี้ กปภ.ทุกแห่งในจังหวัดยังไม่ส่งตัวอย่างน้ำดิบและน้ำประปาไปยังห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน โดยไม่มีคำอธิบายใด ซึ่งหมายความว่าผลตรวจที่ผ่านเกณฑ์นั้นมาจากการตรวจที่ไม่ครบถ้วนตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น
70,000 ครัวเรือน 210,000 ชีวิต กับแผน 2,100 ล้านที่รัฐบาลยังนิ่งเงียบ
ประชาชน 70,000 ครัวเรือน หรือราว 210,000 คนในอำเภอเมือง เวียงชัย แม่จัน แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ยังคงต้องพึ่งพาน้ำประปาที่ผลิตจากแหล่งน้ำที่มีสารหนูและแบเรียมปนเปื้อน แม้ค่าดังกล่าวจะยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่กปภ.ต้องแบกรับภาระกระบวนการกำจัดโลหะหนักที่หนักขึ้นทุกวัน ซึ่งนั่นหมายความว่าต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และความเสี่ยงสะสมในร่างกายของผู้บริโภคก็ไม่ได้เป็นศูนย์
กปภ.สาขาเชียงรายได้เสนอแผนย้ายแหล่งน้ำดิบใหม่มูลค่า 2,100 ล้านบาท เพื่อทดแทนการสูบน้ำจากแม่น้ำกก แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาล กปภ.สาขาแม่สายต้องรอกรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำแม่คำเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำทดแทนแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ยังเงียบเช่นกัน และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกปภ.สาขาเชียงของ ซึ่งยังไม่มีแผนใดๆ ในการหาแหล่งน้ำใหม่ และยังคงใช้น้ำโขงที่ปนเปื้อนโลหะหนักผลิตน้ำประปาต่อไปตามเดิม


เปรียบเทียบกับกรณีของเมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในปี 2014 ที่ผู้คนต้องดื่มน้ำปนเปื้อนตะกั่วนานหลายปีก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผย ความเสียหายที่ตามมาไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล แต่คือพัฒนาการของเด็กและคุณภาพชีวิตที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติข้อที่ 6 ซึ่งหมายความว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแลกปภ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่ตอบคำถามนี้โดยตรงต่อประชาชน 2 แสนคน
เชียงรายไม่รอ ซ้อมรับมือน้ำท่วม 970 คน บทเรียนจากยางิที่ต้องไม่ลืม
ท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อน จังหวัดเชียงรายก็ไม่ได้นิ่งรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางแต่เพียงอย่างเดียว ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 จังหวัดได้จัดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรณีอุทกภัย ประจำปีงบประมาณ 2569 แบบบนโต๊ะ หรือ Tabletop Exercise (TTX) ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 970 คน จากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัย
นายจรัสพันธ์ อรุณคง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานดำเนินการฝึก เปิดเผยว่าภัยธรรมชาติมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น จังหวัดเชียงรายจึงถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง เพื่อปิดช่องว่างด้านการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน
นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวในพิธีเปิดว่า “ลักษณะการเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่เชียงรายมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน การเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ระบบสื่อสาร และการฝึกปฏิบัติร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งการฝึกครั้งนี้ยึดจากสถานการณ์จำลองที่เคยเกิดขึ้นจริง เช่น น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจอำเภอแม่สาย และดินโคลนถล่มในอำเภอแม่ฟ้าหลวง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด”
6 สถานี 620 นักรบป้องกันภัย ฝึกจริงวันที่ 22 พฤษภาคม
การฝึกซ้อมแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยวันที่ 20 พฤษภาคมเป็นการฝึกซ้อมบนโต๊ะสำหรับผู้บริหารและผู้บัญชาการ ก่อนที่ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 จะเป็นการฝึกปฏิบัติจริง โดยมีผู้เข้าร่วม 620 คน กระจายออกเป็น 6 สถานีทั่วจังหวัด ซึ่งแต่ละสถานีออกแบบมาเพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
สถานีแรกเป็นศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ณ ห้องประชุมดอยตุง ศูนย์ปภ.เขต 15 เชียงราย ซึ่งเป็นจุดวางแผนและสั่งการทั้งหมด สถานีที่สองคือการค้นหาและกู้ภัยทางน้ำ ณ หนองน้ำพุ บ้านจ้อง ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย สถานีที่สามคือการอพยพประชาชนในชุมชนเกาะทราย ชุมชนไม้ลุงขน และชุมชนเหมืองแดง อำเภอแม่สาย สถานีที่สี่เป็นการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ วัดพรหมวิหาร บ้านป้ายางผาแตก ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ส่วนสถานีที่ห้าเน้นเรื่องการแพทย์และสาธารณสุข และสถานีที่หกเป็นการปฏิบัติการทางอากาศ ณ บ้านหินแตก ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง สำหรับการส่งกำลังบำรุงและกู้ภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก
สิ่งที่น่าสังเกตคือพื้นที่ฝึกซ้อมเกือบทั้งหมดล้วนเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบหนักสุดจากพายุไต้ฝุ่นยางิในเดือนกันยายน 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเลือกสถานที่ฝึกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือบทเรียนที่ถูกแปลงเป็นแผนปฏิบัติจริง
ปัญหาเดียวกัน วิธีแก้ต้องไม่แยกจากกัน
เมื่อมองทั้งสองด้านพร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายในสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นภาพที่ซับซ้อนและสำคัญ ในด้านหนึ่งรัฐมนตรีทส.ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องและชี้แจงเหตุผลทางเทคนิค ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่ภาคประชาชนรอมานาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามที่ยังค้างอยู่คือแผน 2,100 ล้านบาทของกปภ.เพื่อเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ บ่อน้ำบาดาลที่รับปากไว้สำหรับ 11 หมู่บ้านในอำเภอแม่อาย และระบบการตรวจคุณภาพน้ำที่ยังไม่ครบ 7 พารามิเตอร์ตามมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้ยังรอคำตอบที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่การฝึกซ้อมรับมือน้ำท่วมแสดงให้เห็นว่าเชียงรายไม่ได้รอให้ปัญหาซ้ำรอย แต่เตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง ซึ่งสอดรับกับแนวทางที่หลายเมืองในโลกที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซากอย่างกรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์ หรือโอซาก้าของญี่ปุ่น นำมาใช้ คือการไม่รอให้น้ำมาถึงแล้วค่อยแก้ แต่ซ้อมก่อนน้ำจะมา
ตัวเลขที่ไม่ควรลืมคือ 210,000 คนที่รอน้ำสะอาด 970 คนที่ฝึกซ้อมรับมือน้ำท่วม และ 130,000 ไร่ที่รอแหล่งน้ำปลอดภัยสำหรับการเกษตร ทั้งหมดนี้คือภาระที่รัฐบาลกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
- การประปาส่วนภูมิภาค
- สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
[Sassy_Social_Share]
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Facebook
Youtube
Tiktok
X-twitter
Weibo
Instagram
Line
EDITORIAL
May 19, 2026
เชียงรายเผชิญโจทย์ใหญ่โลกร้อนกระทบคุณภาพใบชา ชูสตอรี่ทางรอดท้องถิ่นหนุนเศรษฐกิจชุมชน
May 5, 2026
เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม
April 20, 2026
สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5
April 18, 2026
เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ
April 8, 2026
ทางรอดธุรกิจเชียงรายยุคของแพง เน้นการสื่อสารข้อมูลจริงและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดการพึ่งพาน้ำมัน