กาแฟเชียงรายดังไกลระดับโลกราคาพุ่งกิ แต่ยังขาดไร่ท่องเที่ยวบอกเล่าเรื่องราวต้นทาง

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • กาแฟพิเศษเชียงรายทำราคาประมูลสากลพุ่งสูงและขายในห้างหรูกรุงลอนดอนได้สำเร็จ

  • ททท. ชี้ข้อจำกัดเรื่องไร่กาแฟอยู่บนดอยสูง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าถึงต้นทางได้ยาก

  • อพท. ร่วมมือกลุ่มเซ็นทรัล ดำเนินโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” เพื่อเชื่อมโยงกาแฟชุมชนสู่ตลาดใหญ่

  • ชุมชนผาหมีคว้ารางวัลนานาชาติ Skal International พิสูจน์ความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชน

  • สวนกาแฟผาฮี้เผชิญวิกฤตโลกร้อนทำผลผลิตลดลง 75% เร่งปรับตัวสู่ตลาด Specialty Coffee

เชียงรายในวันที่กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่ยังขาด “ต้นทาง” ที่จะบอกเล่าให้โลกรู้

เชียงราย,1 มิถุนายน 2569 – เมื่อเมล็ดกาแฟเชียงรายขายได้ถึง 8,000 บาทต่อกิโลกรัมในตลาดโลก แต่นักท่องเที่ยวที่บินตรงมาจากสิงคโปร์กลับหาสวนกาแฟที่จะพาไปสัมผัสต้นทางของรสชาตินั้นไม่ได้ นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่เชียงรายยังไม่ได้เติม

เมื่อกาแฟเชียงรายดังไกลถึงยุโรป แต่ “ไร่กาแฟ” ยังไม่มีให้ดู

มีคำถามที่ค้างอยู่ในวงการท่องเที่ยวเชียงรายมาระยะหนึ่งแล้ว นั่นคือทำไมจังหวัดที่ผลิตกาแฟอาราบิก้าที่ได้รับคะแนนจาก Coffee Review สูงถึง 89–92 คะแนนจาก 100 คะแนน จนติดกลุ่ม “Outstanding to Exceptional” ของโลก ทำไมนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงเชียงรายกลับพบเจอเพียงปลายทางของกาแฟในรูปแบบร้านคาเฟ่ แต่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่พาพวกเขากลับไปยังต้นทางอย่างที่ไร่ชาทำได้มานานแล้ว

นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย ให้สัมภาษณ์ว่า ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวสิงคโปร์ที่บินตรงเข้าเชียงรายและชาวจีนต่างให้ความสนใจกาแฟเชียงรายเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาที่ซ้อนอยู่ในความนิยมนั้นคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่มาในรูปแบบแพ็กเกจทัวร์ มักไม่เดินทางไกลเกิน 1 ชั่วโมงจากตัวเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลีกเลี่ยงการขึ้นดอยหรือภูเขา

ซึ่งนั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกาแฟท่องเที่ยวเชียงราย เพราะแหล่งปลูกกาแฟที่มีคุณภาพสูงส่วนใหญ่อยู่บนระดับความสูง 1,000 ถึง 1,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ขณะที่ไร่ชาอย่างสิงห์ปาร์คตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองมากกว่าและเข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก

ตัวเลขที่บอกว่ากาแฟเชียงรายไม่ธรรมดา

ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เชียงรายขาด ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสินค้าที่กำลังถูกมองข้ามนั้นมีมูลค่าระดับใด

กาแฟดอยช้าง (Doi Chaang Coffee) ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น กาแฟจากโครงการพัฒนาดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง สายพันธุ์ Gayo ที่ผ่านกระบวนการ Fermented Natural Process สามารถคว้าอันดับ 4 ในการประกวด Cup of Excellence Thailand ปี 2568 ด้วยคะแนนสูงถึง 89.77 คะแนน และในการประมูลระหว่างประเทศปี 2567 กาแฟจากเชียงรายสามารถทำราคาได้สูงสุดถึง 84.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์

ขณะที่กาแฟ GI ของไทยรวม 11 รายการทำยอดขายรวมเกิน 1,497 ล้านบาทในปี 2568 และกาแฟดอยช้างเพียงรายเดียวสร้างรายได้กว่า 160 ล้านบาทจากผลผลิตเพียง 75 ตัน ราคาขายปลีกพุ่งจาก 1,120 บาทเป็น 1,600 บาทต่อกิโลกรัมหลังได้รับการคุ้มครอง GI หากเป็นสายพันธุ์พิเศษอย่างเกอิชา ราคาอาจสูงถึง 7,000 ถึง 8,000 บาทต่อกิโลกรัม

นี่คือสินค้าที่ขายได้ในห้างสรรพสินค้าระดับหรูอย่าง Harrods ในลอนดอน แต่ผู้ที่อยากมาเห็นต้นกาแฟด้วยตาตัวเองกลับไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน

ไร่ชาทำได้ ทำไมไร่กาแฟทำไม่ได้

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ อุตสาหกรรมชาเชียงรายมีพื้นที่เพาะปลูก 75,000 ถึง 85,000 ไร่ ขณะที่กาแฟมีเพียง 38,000 ถึง 47,061 ไร่ ชามีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่และการมองเห็นอย่างชัดเจน แต่ที่สำคัญกว่านั้น ไร่ชาแห่งต่างๆ ได้แปลงตัวเองเป็นจุดหมายท่องเที่ยวมานานพอที่จะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้แล้ว

ไร่ชาฉุยฟง ไร่ชาสิงห์ปาร์ค และไร่ชาวังพุดตาล กลายเป็นฉากที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วเอเชีย เป็นแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวรู้จักก่อนที่จะเหยียบพื้นเชียงราย ความร่วมมือระหว่างสิงห์ปาร์คและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการเปิด “Department of Tea” เป็นการยกระดับประสบการณ์ชาเข้าสู่ตลาดพรีเมียมอย่างเป็นระบบ

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมกาแฟยังอยู่ในจุดที่เรื่องราวถูกเล่าผ่านถ้วยกาแฟปลายทาง แต่ยังขาดสะพานที่พานักท่องเที่ยวย้อนกลับไปเห็นวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวเขาที่เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นผู้ผลิตกาแฟระดับโลก ซึ่งเรื่องราวนี้มีพลังมากพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพจากทั่วโลกได้ ถ้าหากมีพื้นที่ให้เล่า

อพท. จับมือเซ็นทรัล เริ่มต้นสร้างสะพานชุมชนสู่ตลาด

ท่ามกลางช่องว่างนี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เมื่อนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) นำทีมเข้าหารือกับผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล ณ ห้องประชุม Glass ชั้น 9 อาคารเซ็นทรัล ทาวเวอร์ เพื่อผลักดันโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ซึ่งมุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถเข้าสู่ตลาดกระแสหลักได้

ชุมชนนำร่องที่ถูกนำเสนอในครั้งนี้คือชุมชนบ้านสันทางหลวงและกลุ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแม่ไร่ ซึ่งทั้งสองชุมชนมีศักยภาพทางวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แต่ขาดการเชื่อมต่อกับตลาดในระดับที่ใหญ่กว่า

ฝั่งกลุ่มเซ็นทรัลมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม ทั้งนายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร และนางสาวอัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กรและความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มเซ็นทรัลมองโครงการนี้เป็นมากกว่าความรับผิดชอบทางสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดที่ยั่งยืนด้วย

การผสมผสานระหว่างกลไกรัฐและภาคเอกชนในลักษณะนี้มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น โครงการพัฒนาดอยตุงที่ผลักดันกาแฟชุมชนบนดอยสู่ตลาดสากลผ่านการสนับสนุนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ซึ่งใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสร้างห่วงโซ่มูลค่าที่แข็งแกร่งได้

เชียงรายกับบทเรียนของเชียงใหม่

ในสัปดาห์เดียวกัน มีข่าวที่สะกิดให้คิดเปรียบเทียบ นิตยสาร Forbes จัดอันดับให้เชียงใหม่เป็น 1 ใน 8 เมืองยอดนิยมของกลุ่ม Digital Nomad และผู้ประกอบการดิจิทัลระดับโลกประจำปี 2026 ร่วมกับเมืองอย่างลิสบอน บาหลี โตเกียว และเมเดยิน

เหตุผลที่เชียงใหม่ได้รับการยอมรับในระดับนั้น ไม่ใช่แค่ค่าครองชีพต่ำหรืออากาศดี แต่เพราะมีระบบนิเวศที่รองรับผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างครบวงจร ทั้ง Co-working Space ที่ทันสมัย วัฒนธรรมร้านกาแฟที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทำงาน และการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพ MICE City Summit 2027

สิ่งที่เชียงใหม่ทำได้นั้น สำคัญในแง่ที่ว่าเมืองไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายประสบการณ์และระบบนิเวศที่ทำให้คนอยากอยู่นานขึ้น และนั่นคือโมเดลที่เชียงรายกำลังมองหาเช่นกัน แต่ในบริบทของตัวเอง ซึ่งมีกาแฟและชาเป็นจุดแข็ง

ชุมชนผาหมีกับรางวัลที่พิสูจน์ว่าชุมชนนำหน้าไปแล้ว

ขณะที่ภาครัฐและเอกชนกำลังหารือกัน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 รองผู้จัดการ อพท.เชียงราย นางสาวนิลวรรณ ทุนคุ้มทอง ลงพื้นที่ชุมชนผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนกับกลุ่มนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำพลเมืองยุคใหม่ รุ่นที่ 1 ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

ชุมชนผาหมีไม่ใช่ตัวอย่างในนามธรรม เพราะได้รับรางวัล Skal International ซึ่งเป็นรางวัลด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติที่มอบให้กับชุมชนที่บริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีกลุ่มสตรีเป็นแกนนำหลัก

ชุมชนลักษณะนี้คือต้นแบบที่ตอบโจทย์ได้ว่า ถ้าหากมีสวนกาแฟที่ผูกโยงกับวิถีชีวิตชุมชนและมีการบริหารจัดการที่ดี นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพจากทั่วโลกพร้อมจ่ายและพร้อมอยู่นานขึ้น

ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสำเร็จ

แต่ก่อนที่เชียงรายจะเดินหน้าสร้างแหล่งท่องเที่ยวกาแฟ มีสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ข้อมูลจากหมู่บ้านผาฮี้ระบุว่าผลผลิตกาแฟที่เคยทำได้สูงถึง 200,000 กิโลกรัมต่อปี ลดลงเหลือเพียง 50,000 กิโลกรัมต่อปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดลงถึงร้อยละ 75 ชี้ว่าความสูง 1,000 เมตรอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

กรมวิชาการเกษตรจึงต้องขับเคลื่อนโครงการ “กาแฟ 1 ล้านต้นบนพื้นที่สูง” เพื่อวิจัยสายพันธุ์ที่ทนทานและเพิ่มพื้นที่ปลูกทดแทน ขณะเดียวกัน เกษตรกรบางส่วนเริ่มนำเปลือกกาแฟมาพัฒนาเป็น “ชาเปลือกกาแฟ” หรือที่รู้จักในชื่อกาสการา (Cascara) ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม

ความท้าทายอีกด้านคือข้อตกลงการค้าเสรี (AFTA) ที่บังคับให้ไทยลดภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟลงเหลือร้อยละ 5 หรือ 0 ทำให้กาแฟเชียงรายไม่สามารถแข่งราคากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ แรงกดดันนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องมุ่งตลาด Specialty Coffee และการแปรรูปเชิงลึกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เชียงรายยังรออะไรอยู่

คำถามที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เชียงรายรออะไรอยู่ในเมื่อกาแฟที่นี่ขายได้ในห้างหรูลอนดอน ได้คะแนนจากสถาบันระดับโลก และเป็นที่รักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวสิงคโปร์และชาวจีน แต่กลับไม่มีสวนกาแฟที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวจริงจังให้พวกเขามาเยือน

บางทีคำตอบอาจอยู่ที่การโยงโจทย์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ระหว่างการพัฒนาชุมชนแบบที่ อพท. และกลุ่มเซ็นทรัลกำลังทดลอง การสร้างระบบนิเวศแบบที่เชียงใหม่ทำจนได้ติด Forbes และการดึงจุดแข็งของกาแฟที่มีเรื่องราวทรงพลังพอจะแข่งกับไร่ชาได้ ถ้าหากถูกนำเสนออย่างถูกต้อง

ไร่ชาสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาได้เพราะมันเห็นได้ กว้างใหญ่ และเข้าถึงได้ง่าย แต่เรื่องราวของกาแฟมีความลึกมากกว่านั้น ถ้าเชียงรายสร้างประตูเข้าสู่โลกของกาแฟที่ไม่ต้องขึ้นดอยสูงจนเกินไป แต่ยังให้ความรู้สึกของต้นทางได้ ทั้งสองอุตสาหกรรมอาจไม่ต้องแข่งกันอีกต่อไป แต่จะทำงานเสริมกันเพื่อให้นักท่องเที่ยวอยู่เชียงรายนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และกลับมาซ้ำอีก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :


 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

June 2, 2026


กาแฟเชียงรายดังไกลระดับโลกราคาพุ่งกิ แต่ยังขาดไร่ท่องเที่ยวบอกเล่าเรื่องราวต้นทาง




May 23, 2026


อนาคตเชียงรายปี 2571 รถไฟทางคู่และห้างยักษ์เปลี่ยนเมือง คนท้องถิ่นได้หรือเสีย




May 19, 2026


เชียงรายเผชิญโจทย์ใหญ่โลกร้อนกระทบคุณภาพใบชา ชูสตอรี่ทางรอดท้องถิ่นหนุนเศรษฐกิจชุมชน




May 5, 2026


เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม




April 20, 2026


สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5



NEWS UPDATE