ธนาคารโลกเตือนภัยประชากรศาสตร์ 15 ปีข้างหน้าคนรุ่นใหม่เข้าตลาด 1,200 ล้านคน แต่มีงานรองรับแค่ 400 ล้าน
- นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก แถลงเตือนภัยวิกฤตตลาดแรงงานโลกในที่ประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank ณ กรุงเทพฯ
- สถิติชี้ว่าอีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่วัยแรงงาน 1,200 ล้านคน แต่ระบบเศรษฐกิจรองรับงานได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง
- ส่วนต่างการจ้างงานที่หายไปสูงถึง 800 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้เยาวชนถึงสองในสามเสี่ยงตกงานหรือต้องทำงานนอกระบบที่ไร้สวัสดิการ
- ภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงทำให้รัฐบาลทั่วโลกไม่สามารถอัดฉีดงบจ้างงานได้ จึงต้องปลดล็อกดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนเข้ามาขับเคลื่อนแทน
- ธนาคารโลกเสนอ 3 เสาหลัก ทั้งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปกฎระเบียบธุรกิจ และเสริมทักษะ AI ให้แรงงานและเอสเอ็มอีเพื่อความอยู่รอด
โฮงยาใกล้บ้านเชียงราย ยอดใช้บริการกว่า เตือนคนรุ่นใหม่เคว้ง ธนาคารโลกชี้ 15 ปีข้างหน้าขาดงาน 800 ล้านตำแหน่ง เร่งปลดล็อกทุนเอกชนกู้วิกฤตตลาดแรงงาน
กรุงเทพฯ, 19 ตุลาคม 2569 – ธนาคารโลกส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจครั้งใหญ่บนเวทีการประชุมประจำปีที่กรุงเทพมหานคร เผยตัวเลขประชากรศาสตร์โลกสุดย้อนแย้ง เมื่อคนหนุ่มสาวกว่า 1,200 ล้านคนเตรียมตบเท้าเข้าสู่วัยทำงานในอีก 15 ปีข้างหน้า แต่ระบบเศรษฐกิจมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดช่องว่างการจ้างงานมหาศาลถึง 800 ล้านตำแหน่ง ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะพุ่งสูงและพื้นที่ทางการคลังของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่หดแคบลงอย่างรุนแรง
โจทย์ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจโลกในอีกทศวรรษข้างหน้าไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวจากภาวะเงินเฟ้อหรือการประคองตัวท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือระเบิดเวลาทางประชากรศาสตร์ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ทุกขณะ ภาพความหวังของเยาวชนคนรุ่นใหม่หลายร้อยล้านคนที่กำลังสำเร็จการศึกษา อาจต้องเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่สามารถขยายตัวได้ทันต่อจำนวนประชากรที่ก้าวเข้าสู่วัยแรงงาน ความจริงเชิงตัวเลขที่ถูกเปิดเผยออกมาในเวลานี้ จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ทุกประเทศต้องร่วมกันเผชิญหน้า
สัญญาณดังกล่าวถูกส่งตรงจากเวทีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร โดยในการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้นำเสนอรายงานสถานการณ์ตลาดแรงงานโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายระดับโครงสร้างที่กำลังคุกคามเสถียรภาพการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
สมการที่ไร้คำตอบ ช่องว่างการจ้างงาน 800 ล้านตำแหน่ง
ข้อมูลเชิงสถิติที่ธนาคารโลกนำเสนอต่อผู้นำเศรษฐกิจและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก ระบุว่าในกรอบระยะเวลา 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากถึง 1,200 ล้านคน ทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะประชากรวัยทำงาน ทว่าจากการประเมินศักยภาพการดูดซับแรงงานของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก คาดว่าจะมีตำแหน่งงานใหม่รองรับได้เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น
ผลลัพธ์จากสมการทางคณิตศาสตร์นี้ นำไปสู่ตัวเลขส่วนต่างที่น่าตกใจถึง 800 ล้านตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าคนรุ่นใหม่ถึงสองในสามของกลุ่มประชากรที่กำลังเติบโต จะต้องตกอยู่ในสภาวะเคว้งคว้าง ไร้งานทำ หรือถูกผลักดันให้ต้องทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ปราศจากความมั่นคงและสวัสดิการคุ้มครอง
นายอาเจย์ บังกา ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถานการณ์นี้ต่อที่ประชุมว่า คนรุ่นนี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของศตวรรษหน้า และทางเลือกที่เราตัดสินใจในวันนี้จะช่วยกำหนดว่าทิศทางนั้นจะเป็นอย่างไร ความท้าทายสองด้านที่ธนาคารโลกพยายามรับมือ คือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถสร้างงานได้ในวงกว้าง
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทโลกที่ซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ที่เขาเข้ารับตำแหน่งในปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ความท้าทายหลักสามประการที่เคยพบเห็นยังคงไม่คลี่คลาย นั่นคือ ขนาดของปัญหามีความใหญ่โตมหาศาล ขณะที่ทรัพยากรทางการเงินมีอยู่อย่างจำกัด และกลุ่มธนาคารโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อรับมือให้ทันต่อสถานการณ์
กับดักหนี้สาธารณะและพื้นที่การคลังที่หดแคบ
สิ่งที่ทำให้วิกฤตการขาดแคลนตำแหน่งงานในรอบนี้ทวีความรุนแรงยิ่งกว่าในอดีต คือภาวะชะงักงันของเครื่องมือทางการคลังในฝั่งภาครัฐ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าจำเป็นตั้งแต่พลังงานไปจนถึงปุ๋ยเคมีทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้ภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในขณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับภาวะพื้นที่ทางการคลังที่หดแคบลงอย่างรุนแรง ผลพวงจากการกู้ยืมเงินเพื่อฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ภาระหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นจนแตะเพดาน รัฐบาลในหลายประเทศไม่เหลือขีดความสามารถที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อสร้างโครงการจ้างงานภาครัฐขนาดใหญ่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
การพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพื่ออุ้มตลาดแรงงานจึงเดินทางมาถึงทางตัน ธนาคารโลกจึงมองว่าการจะปิดช่องว่าง 800 ล้านตำแหน่งได้นั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการรอคอยงบประมาณภาครัฐ ไปสู่การปลดล็อกอุปสรรคและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง
สามเสาหลักยุทธศาสตร์ สร้างงานขนานใหญ่ทั่วโลก
เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรศาสตร์และข้อจำกัดทางการเงิน กลุ่มธนาคารโลกได้วางกรอบกลยุทธ์การสร้างงานในวงกว้าง โดยตั้งอยู่บนสามเสาหลักสำคัญ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปกฎหมาย ไปจนถึงการระดมทุนภาคเอกชน
เสาหลักแรก มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพควบคู่กับทุนมนุษย์ ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา การคมนาคมขนส่ง การเชื่อมต่อโครงข่ายดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาสุขภาพ การศึกษา และทักษะอาชีพของแรงงาน ในรอบปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้จัดสรรเงินทุนไปแล้วถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของเงินทุนทั้งหมด เพื่อวางรากฐานเหล่านี้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
เสาหลักที่สอง คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยอาศัยสถาบันที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาลที่ดี และการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและแน่นอน ตั้งแต่การลดขั้นตอนความซับซ้อนในการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ไปจนถึงการปฏิรูปกฎหมายที่ดินเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน โดยในปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ใช้เม็ดเงินสนับสนุนภาครัฐราวร้อยละ 30 ไปกับภารกิจด้านการปฏิรูปนโยบายและสถาบันเหล่านี้
เสาหลักที่สาม มุ่งเน้นการทลายอุปสรรคทางการเงินที่ขัดขวางการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการขาดแคลนสภาพคล่อง ธนาคารโลกได้นำเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาใช้ เช่น การค้ำประกันความเสี่ยง การร่วมลงทุนในตราสารทุน และการปล่อยสินเชื่อในสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อจูงใจให้เงินทุนจากภาคเอกชนไหลเข้าสู่โครงการพัฒนาที่สามารถสร้างงานได้จริง


ปรับทักษะรับปัญญาประดิษฐ์ เพิ่มโอกาสธุรกิจขนาดเล็ก
นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การยกระดับผลิตภาพแรงงานท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาด ธนาคารโลกประเมินว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ มีศักยภาพที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและขยายการจ้างงานได้ หากประเทศต่างๆ มีความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อุปกรณ์เครื่องมือ และมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุม
ในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีเอไอสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกร ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถปรับการเรียนการสอนให้ตอบสนองต่อผู้เรียนเป็นรายบุคคล ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ตัดสินใจรักษาได้แม่นยำขึ้น และเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดและกลุ่มลูกค้ารายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาทักษะแรงงานในยุคต่อไปจึงต้องเชื่อมโยงระบบการศึกษาและการฝึกอบรมเข้ากับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศนั้นๆ กำลังสร้างขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกำลังพัฒนา จะต้องได้รับการสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น ผ่านการนำข้อมูลดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้ซื้อรายใหญ่ และการปรับปรุงกฎระเบียบของภาครัฐให้เอื้อต่อการเติบโต เพื่อให้ภาคธุรกิจเหล่านี้สามารถขยายตัวและกลายเป็นแหล่งรองรับแรงงานรุ่นใหม่ได้อย่างมั่นคง
ทางแยกแห่งอนาคต บททดสอบนโยบายแรงงานในระดับพื้นที่
ตัวเลขช่องว่างตำแหน่งงาน 800 ล้านตำแหน่ง ไม่ใช่เพียงสถิติในรายงานระหว่างประเทศ แต่เป็นความจริงที่กำลังส่งผลกระทบย้อนกลับมายังทุกสังคม รวมถึงประเทศไทยและจังหวัดในระดับภูมิภาคอย่างเชียงราย ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและสภาวะทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การที่เด็กจบใหม่ต้องใช้เวลาหางานยาวนานขึ้น หรือต้องผันตัวไปทำงานที่ต่ำกว่าระดับการศึกษา เป็นภาพสะท้อนระดับย่อยของปัญหาระดับโลกที่กำลังก่อตัว
หากปราศจากการเตรียมความพร้อมเพื่อเชื่อมต่อการศึกษากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ และปราศจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างทั่วถึง เยาวชนในระดับท้องถิ่นย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันรุนแรงขึ้น การปฏิรูปกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเข้าถึงแหล่งทุน และการเสริมทักษะทางเทคโนโลยีให้แก่แรงงาน จึงเป็นงานเร่งด่วนที่ไม่อาจรอช้า
ทศวรรษข้างหน้านับจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาของการพิสูจน์ว่า ประชาคมโลกและผู้กำหนดนโยบายในแต่ละประเทศ จะสามารถแปลงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้กลายเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดตำแหน่งงานจริงได้มากน้อยเพียงใด การตัดสินใจเชิงนโยบายในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าแรงงานรุ่นใหม่ 1,200 ล้านคน จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนความรุ่งเรืองของโลก หรือจะกลายเป็นวิกฤตความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 21

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) — ถ้อยแถลงของนายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ในการประชุมใหญ่การประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings — 16 ตุลาคม 2569 — https://www.worldbank.org