ผ่าพิมพ์เขียว 90 ล้าน ถนนเชื่อม ทล.118 เปิดโครงข่าย 6 ตำบลเวียงป่าเป้า รับเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์เหนือ

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • อบจ.เชียงราย ร่วมกับ ส.ส.เชียงราย เขต 3 ผลักดันโครงการพัฒนาถนนเชื่อมทางหลวงหมายเลข 118 ในอำเภอเวียงป่าเป้า
  • โครงการครอบคลุม 6 ตำบล ได้แก่ เวียงกาหลง ป่างิ้ว บ้านโป่ง เวียง แม่เจดีย์ และสันสลี รวมระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร
  • วางกรอบงบประมาณเสนอผลักดันราว 90 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเส้นทางกระจายการจราจรและทางเลี่ยงเมืองระดับท้องถิ่น
  • มุ่งช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ผลผลิตทางการเกษตร และเปิดเส้นทางเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างเป็นระบบ
  • คณะทำงานยังลงพื้นที่สำรวจสะพานบ้านลังกา-ดงหล่ายหน้า และเส้นทางเชื่อมต่อข้ามจังหวัดไปยังอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง

ผ่าพิมพ์เขียว 90 ล้าน ถนนเชื่อม ทล.118 เปิดโครงข่าย 6 ตำบลเวียงป่าเป้า รับเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์เหนือ

เชียงราย,20 สิงหาคม 2569 – จากถนนสายหลักเชียงใหม่–เชียงรายที่ต้องรับทั้งรถท่องเที่ยว รถโดยสาร และการขนส่งสินค้าในแต่ละวัน กำลังมีความพยายามผลักดันโครงข่ายถนนอีกชั้นหนึ่งในอำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมและกระจายการเดินทางออกจากทางหลวงหมายเลข 118 ไปสู่พื้นที่ชุมชน เกษตรกรรม และแหล่งท่องเที่ยวรอบอำเภอ

แผนดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาหารืออย่างเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย เขต 3 ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแนวทางปรับปรุงและพัฒนาถนนเชื่อมโยงทางหลวงหมายเลข 118 ครอบคลุม 6 ตำบล ได้แก่ เวียงกาหลง ป่างิ้ว บ้านโป่ง เวียง แม่เจดีย์ และสันสลี รวมระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ความกว้างประมาณ 6 เมตร ภายใต้กรอบวงเงินที่เสนอประมาณ 90 ล้านบาท ตามข้อมูลการประชุมและการลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย

แต่สิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าจับตามองไม่ใช่เพียงตัวเลข 90 ล้านบาท เพราะเมื่อกางแผนที่ออกมา ถนนเส้นนี้อาจทำหน้าที่มากกว่าการแก้หลุมบ่อหรือเพิ่มความสะดวกให้หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง หากสามารถเชื่อมต่อได้ต่อเนื่องจริง มันมีโอกาสกลายเป็นโครงข่ายรองที่ช่วยกระจายรถจาก ทล.118 เปิดทางให้สินค้าเกษตรออกสู่ตลาดง่ายขึ้น และเชื่อมพื้นที่ท่องเที่ยวของเวียงป่าเป้าเข้ากับการเดินทางระหว่างเชียงใหม่–เชียงรายได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้ให้ชัดคือ โครงการ 90 ล้านบาทยังอยู่ในขั้นผลักดันและประสานงบประมาณ ไม่ใช่งบที่ได้รับอนุมัติและพร้อมก่อสร้างแล้ว ดังนั้น คำว่า “เมกะโปรเจกต์” ในเวลานี้จึงควรอ่านในความหมายของขนาดแนวคิดและพื้นที่ที่ต้องการเชื่อมโยง มากกว่าการสรุปว่าโครงการเข้าสู่ขั้นก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว

25 กิโลเมตร 6 ตำบล ความสำคัญอยู่ที่สร้าง “โครงข่าย” ไม่ใช่ถนนเส้นเดียว

การประชุมช่วงเวลา 14.30 น. ที่เทศบาลตำบลเวียงกาหลง มีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะทำงาน สมาชิกสภา อบจ. ผู้นำพื้นที่ และตัวแทนจากกรมชลประทานร่วมวางแนวทางพัฒนาเส้นทาง โดยเป้าหมายตามข้อมูล อบจ.เชียงราย คือการสร้างถนนเชื่อมโยงกับทางหลวงหมายเลข 118 เพื่อช่วยระบายการจราจรและทำหน้าที่เป็นเส้นทางเลี่ยงพื้นที่เมืองในระดับท้องถิ่น ครอบคลุมเวียงกาหลง ป่างิ้ว บ้านโป่ง เวียง แม่เจดีย์ และสันสลี

ทั้ง 6 ตำบลไม่ได้เป็นเพียงรายชื่อในโครงการ แต่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของแกนเศรษฐกิจและชุมชนของอำเภอเวียงป่าเป้า โดยข้อมูลทางราชการของอำเภอยืนยันว่าตำบลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตการปกครองหลักของเวียงป่าเป้า

หากพิจารณาในเชิงผังเมือง ความแตกต่างระหว่าง “ถนนหนึ่งเส้น” กับ “โครงข่ายถนน” มีความสำคัญมาก ถนนสายหลักอย่าง ทล.118 ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายรถระหว่างจังหวัด ขณะที่ถนนรองและถนนท้องถิ่นทำหน้าที่รับรถจากหมู่บ้าน พื้นที่เกษตร และชุมชน แล้วกระจายเข้าสู่สายหลักอีกทอดหนึ่ง หากโครงข่ายรองไม่ต่อเนื่อง รถจำนวนมากก็ต้องย้อนกลับไปใช้จุดเข้าออกเดิม ทำให้การจราจรกระจุกตัว และการเดินทางระหว่างตำบลอาจต้องพึ่งสายหลักแม้ปลายทางจะอยู่ไม่ไกลกัน

แนวคิดถนน 25 กิโลเมตรจึงมีศักยภาพตรงการสร้างทางเลือกเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องดึงรถทุกคันเข้าสู่ ทล.118 ในทุกช่วงของการเดินทาง และอาจช่วยให้ประชาชนเดินทางระหว่างตำบลได้โดยไม่ต้องกลับเข้าพื้นที่การจราจรหนาแน่นทุกครั้ง

ทล.118 ไม่ใช่ถนนธรรมดา แต่คือแกนหลักเชียงใหม่–เชียงรายที่รัฐลงทุนต่อเนื่อง

การนำโครงการท้องถิ่นไปผูกกับทางหลวงหมายเลข 118 มีนัยสำคัญ เพราะถนนสายนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่เชื่อมเชียงใหม่กับเชียงราย และกรมทางหลวงกำลังลงทุนยกระดับโครงสร้างของเส้นทางในหลายช่วง

ข้อมูลกรมทางหลวงระบุว่ามีโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 118 ช่วงอำเภอเวียงป่าเป้า–บ้านสันมะแฟนหลายตอน โดยแต่ละตอนมีกรอบวงเงินก่อสร้างระดับ 700 ล้านบาท ขณะที่รายงานความก้าวหน้าโครงการของกรมทางหลวงยังแสดงการก่อสร้างช่วงเวียงป่าเป้า–สันมะแฟนในพื้นที่เชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ภาพนี้ทำให้โครงการ 90 ล้านบาทของระดับท้องถิ่นมีความหมายต่างออกไป เพราะไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากเป็นความพยายามสร้าง “Feeder Network” หรือระบบถนนป้อนเข้าสู่แกนคมนาคมที่รัฐกำลังลงทุนอยู่แล้ว

หากทางหลวงสายหลักดีขึ้น แต่ถนนจากพื้นที่ผลิตสินค้าและชุมชนเข้าสู่ทางหลวงยังมีข้อจำกัด ประโยชน์จากการลงทุนในสายหลักก็อาจกระจายลงสู่พื้นที่ได้ไม่เต็มที่ ตรงกันข้าม หากถนนท้องถิ่นเชื่อมกันดีขึ้น รถสินค้า รถนักท่องเที่ยว และประชาชนสามารถเข้าถึง ทล.118 ได้หลายจุด ประสิทธิภาพของโครงข่ายโดยรวมก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น

จากถนนชุมชน สู่ต้นทุนจริงของเกษตรกร

หนึ่งในเหตุผลที่ อบจ.เชียงรายใช้ผลักดันโครงการคือการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรมองให้ลึกกว่าคำว่า “เดินทางสะดวก”

ต้นทุนของเกษตรกรไม่ได้จบที่เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือแรงงาน แต่รวมถึงการขนสินค้าจากแปลงไปยังจุดรวบรวม โรงคัด ตลาด หรือถนนสายหลักด้วย หากถนนแคบ ชำรุด หรือจำเป็นต้องอ้อมระยะทางมาก รถใช้เวลาเพิ่ม ใช้น้ำมันเพิ่ม และสินค้าเกษตรบางประเภทมีความเสี่ยงเสียคุณภาพระหว่างเดินทาง

ดังนั้น ถนนที่ช่วยลดระยะทางหรือเพิ่มความแน่นอนในการขนส่งสามารถส่งผลต่อ Logistics Cost ได้จริงในเชิงหลักการ แต่ในกรณีโครงการนี้ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่เปิดเผยว่าถนน 25 กิโลเมตรจะลดระยะทางเฉลี่ยกี่กิโลเมตร ลดเวลาขนส่งกี่นาที หรือประหยัดต้นทุนเกษตรกรกี่บาทต่อตัน จึงยังไม่ควรนำตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมาประมาณขึ้นเอง

โจทย์สำคัญก่อนของบประมาณ 90 ล้านบาทจึงควรมีข้อมูล Origin–Destination ของสินค้าด้วย เช่น พืชผลหลักมาจากหมู่บ้านใด ถูกขนไปจุดใด จำนวนรถต่อวันเท่าใด และเส้นทางใหม่ช่วยลดการเดินทางซ้ำซ้อนได้แค่ไหน หากมีข้อมูลชุดนี้ การอธิบายความคุ้มค่าจะหนักแน่นกว่าการบอกเพียงว่า “ช่วยการเกษตร”

ถนนเลี่ยงเมืองจะช่วยลดรถบน 118 แค่ไหน ต้องมี Traffic Data ตอบ

คำว่า “ถนนเลี่ยงเมือง” เป็นคำที่ดึงดูดความสนใจ เพราะทำให้คนคาดหวังว่าจะช่วยลดรถติดบนทางหลวง 118 แต่การพิสูจน์ผลดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลมากกว่าความยาวถนน

ต้องรู้ว่าปัจจุบันรถบน ทล.118 ช่วงเวียงป่าเป้ามีจำนวนเท่าใดในแต่ละช่วงเวลา รถกี่เปอร์เซ็นต์เป็นรถที่มีจุดหมายอยู่ในตัวอำเภอ รถกี่เปอร์เซ็นต์เป็น Through Traffic ที่เดินทางผ่านไปเชียงใหม่หรือเชียงราย และถนนใหม่สามารถรองรับรถประเภทใดได้บ้าง

ความกว้างประมาณ 6 เมตรตามกรอบที่เสนอ ยังสะท้อนว่าเส้นทางมีลักษณะใกล้เคียงถนนท้องถิ่นสองช่องจราจรมากกว่าทางหลวงเลี่ยงเมืองขนาดใหญ่ ดังนั้น การใช้คำว่า “Bypass” ควรหมายถึง เส้นทางทางเลือกในระดับพื้นที่ ไม่ควรทำให้คนเข้าใจว่าเป็นโครงการบายพาสมาตรฐานทางหลวงขนาดใหญ่ที่มีการแยกทางต่างระดับหรือออกแบบรองรับรถผ่านระยะไกลทั้งหมด

สิ่งที่โครงการสามารถทำได้มากกว่าคือช่วยกระจาย Local Traffic ออกจากบางช่วงของ ทล.118 หากตำแหน่งเชื่อมต่อถูกออกแบบเหมาะสม

และนี่คือจุดที่แผนที่ควรเข้ามาเป็นหัวใจของการสื่อสารโครงการ

อย่าให้ 90 ล้านเป็นเพียงตัวเลข ต้องเปิดแผนที่ให้ประชาชนเห็นว่าเงินลงตรงไหน

หากโครงการต้องการความเข้าใจจากประชาชน สิ่งที่ควรเปิดเผยมากที่สุดคือแนวเส้นทาง 25 กิโลเมตรแบบพิกัดจริง ตั้งแต่ต้นทาง จุดผ่านทั้ง 6 ตำบล จุดตัดกับถนนเดิม สะพาน ลำห้วย พื้นที่ชลประทาน และจุดเชื่อมกับ ทล.118

Interactive Map จะช่วยตอบคำถามพื้นฐานได้ทันทีว่า บ้านของใครอยู่บนแนวเส้นทาง พื้นที่เกษตรใดจะได้ประโยชน์ จุดไหนต้องเวนคืนหรือใช้ที่สาธารณะ จุดไหนต้องสร้างสะพาน และจุดไหนเสี่ยงน้ำท่วม

ตัวเลข 90 ล้านบาทเองก็ควรถูกแยกรายละเอียด ไม่ใช่เผยแพร่เป็นก้อนเดียว ประชาชนควรรู้ว่างบประมาณเป็นค่าผิวจราจรเท่าใด งานระบายน้ำเท่าใด สะพานหรือท่อลอดเท่าใด งานปรับระดับพื้นที่เท่าใด และมีค่าจัดการที่ดินหรือไม่

เพราะถนนยาว 25 กิโลเมตร กว้าง 6 เมตร อาจมีต้นทุนแตกต่างกันมากในแต่ละช่วง หากบางช่วงเป็นถนนเดิมที่เพียงปรับปรุง ขณะที่อีกช่วงต้องสร้างโครงสร้างใหม่ทั้งหมด การนำ 90 ล้านบาทหารด้วย 25 กิโลเมตรแล้วสรุปเป็น “ราคาต่อกิโลเมตร” จึงอาจทำให้เข้าใจผิดหากยังไม่มี BOQ และแบบก่อสร้าง

จากเมกะโปรเจกต์ 90 ล้าน สู่สะพานเล็กที่เป็นคอขวดของทั้งโครงข่าย

ก่อนการประชุมเรื่องถนน 25 กิโลเมตร ในเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน นางอทิตาธร พร้อมนายพิทักษ์ แสงคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย เขต 3 และตัวแทนพื้นที่ ได้ลงสำรวจโครงการสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กบนถนนสาย ชร.ถ.84-003 บ้านลังกา หมู่ 4 ตำบลบ้านโป่ง ซึ่งเชื่อมไปยังบ้านดงหล่ายหน้า หมู่ 7 ตำบลเวียง เพื่อรวบรวมข้อมูลเข้าสู่กระบวนการผลักดันโครงการ

น่าสนใจว่าเส้นทางบ้านลังกา–บ้านดงหล่ายหน้าไม่ได้เพิ่งถูกพูดถึงครั้งแรกในปี 2569 เอกสารแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโป่งมีการระบุโครงการก่อสร้างสะพาน คสล. บนถนนสายเดียวกันมาก่อนแล้ว ขณะที่ข้อมูลด้านงบประมาณในอดีตก็ปรากฏการพัฒนาถนนเชื่อมบ้านดงหล่ายหน้าในพื้นที่ตำบลเวียง

นี่สะท้อนปัญหาสำคัญของ Infrastructure Planning ว่า โครงข่ายไม่ได้แข็งแรงเท่ากับถนนส่วนที่ดีที่สุด แต่แข็งแรงเท่ากับ “คอขวดที่อ่อนที่สุด”

แม้จะมีถนนยาวหลายสิบกิโลเมตร หากสะพานหนึ่งแห่งไม่สามารถรองรับรถได้อย่างปลอดภัย หรือช่วงใดช่วงหนึ่งถูกน้ำตัดขาดในฤดูฝน การเชื่อมต่อทั้งเส้นก็อาจสูญเสียประสิทธิภาพทันที

ช่วง 16.45 น. เปิดอีกประตู เชียงรายเชื่อมลำปาง

ภารกิจช่วงท้ายของวันที่ 19 สิงหาคมยังขยายภาพจากเวียงป่าเป้าออกไปสู่การเชื่อมจังหวัด เมื่อคณะของ อบจ.เชียงรายและนายพิทักษ์ลงพื้นที่บ้านจำบอน หมู่ 9 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ เพื่อรับฟังปัญหาถนนที่เชื่อมต่อไปยังตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง

ตามข้อมูลจากการลงพื้นที่ ถนนช่วงดังกล่าวมีระยะทางมากกว่า 5 กิโลเมตร บางช่วงมีระดับต่ำและเสี่ยงน้ำท่วมขัง จึงมีแนวทางประสานกรมทางหลวงชนบทเข้ามาสำรวจเพื่อพิจารณายกระดับถนน ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ป่าไม้ ซึ่งต้องดำเนินกระบวนการอนุญาตก่อนการก่อสร้าง

หากเส้นทางนี้ได้รับการพัฒนาจนเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิติของโครงข่ายจะขยายจากเชียงใหม่–เชียงราย ไปสู่เชียงราย–ลำปางผ่านเส้นทางรอง ซึ่งอาจสร้างทางเลือกให้การเดินทางระดับท้องถิ่นและการขนส่งสินค้าบางประเภทได้มากขึ้น

แต่เช่นเดียวกับโครงการ 90 ล้านบาท การกล่าวว่าจะ “ลดต้นทุนโลจิสติกส์” หรือ “กระตุ้นเศรษฐกิจข้ามจังหวัด” จำเป็นต้องมีข้อมูลการเดินทางและปริมาณสินค้ารองรับก่อนจึงจะประเมินขนาดผลประโยชน์ได้

ปัญหาพื้นที่ป่าเตือนว่า ถนนไม่ได้เริ่มสร้างทันทีเมื่อมีงบ

กรณีบ้านจำบอนเป็นตัวอย่างชัดว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินและวิศวกรรม เมื่อเส้นทางผ่านหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่า หน่วยงานต้องดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อน

สิ่งนี้มีความสำคัญต่อโครงการใหญ่ 25 กิโลเมตรเช่นกัน เพราะก่อนประกาศ Timeline ก่อสร้าง ควรตรวจสอบแนวเขตที่ดินทั้งหมดว่าใช้พื้นที่ของหน่วยงานใด มีที่ดินเอกชนหรือไม่ เกี่ยวข้องกับเขตชลประทาน ลำน้ำสาธารณะ หรือพื้นที่ป่าในจุดใดบ้าง

หากเรื่องสิทธิในที่ดินยังไม่จบ แม้งบประมาณจะพร้อม โครงการก็อาจไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกำหนด ดังนั้น “ความพร้อมของโครงการ” ควรวัดจากอย่างน้อยแบบสำรวจ แบบก่อสร้าง สถานะที่ดิน กระบวนการอนุญาต และแหล่งงบประมาณ ไม่ใช่วัดจากการประชุมหรือการลงพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ส.ส. เขต 3 เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมงบท้องถิ่นกับงบแผ่นดิน

ข้อมูลจากรัฐสภายืนยันว่า นายพิทักษ์ แสงคำ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27

บทบาทที่ถูกวางไว้ในแผนครั้งนี้คือช่วยประสานและผลักดันโครงการในระดับส่วนกลาง เนื่องจากโครงการขนาด 90 ล้านบาทอาจเกินศักยภาพที่ท้องถิ่นต้องการแบกรับเองทั้งหมด จึงมีความพยายามเชื่อมแผนท้องถิ่นเข้าสู่กระบวนการงบประมาณระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่าง “การเสนอเรื่องเข้าสู่ระบบงบประมาณ” กับ “การได้รับจัดสรรงบประมาณ” ให้ชัดเจน เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีอำนาจอนุมัติงบโครงการรายตัวด้วยตนเอง งบประมาณยังต้องเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานเจ้าของภารกิจ รัฐบาล และการพิจารณาตามกฎหมายงบประมาณ

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรติดตามจากวันนี้ต่อไปคือ โครงการจะถูกบรรจุอยู่ในแผนของหน่วยงานใด ใช้งบปีใด ได้รับการเห็นชอบในวงเงินเท่าใด และใครจะเป็นเจ้าของโครงการเมื่อเข้าสู่ขั้นก่อสร้าง

90 ล้านบาทต้องตอบให้ได้ว่าแก้ปัญหาอะไรเป็นอันดับแรก

หากมองในมุม Macro View โครงการนี้มีเหตุผลสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการกระจายการจราจร การขนส่งสินค้าเกษตร การเข้าถึงชุมชน การเชื่อมแหล่งท่องเที่ยว และการสร้างทางเลือกในการเดินทาง แต่การรวมเป้าหมายทุกอย่างไว้ในโครงการเดียวอาจทำให้การวัดผลไม่ชัดหากไม่มีตัวชี้วัดตั้งแต่ต้น

ก่อนอนุมัติงบ ควรตอบอย่างน้อยว่า ปัญหาหลักที่สุดคือรถติดบน ทล.118 หรือถนนท้องถิ่นขาดความต่อเนื่อง หากเป็นเรื่องรถติด ต้องมีข้อมูล Traffic Count หากเป็นเรื่องขนส่งสินค้า ต้องมีข้อมูลปริมาณสินค้าและต้นทุน หากเป็นการท่องเที่ยว ต้องรู้ว่าเส้นทางเชื่อม Destination ใด และหากเป็นเรื่องความปลอดภัย ต้องมีข้อมูลจุดเสี่ยง อุบัติเหตุ และช่วงถนนที่ถูกตัดขาด

เมื่อมี Baseline เหล่านี้ หลังสร้างเสร็จจะสามารถตรวจสอบได้ว่าเงิน 90 ล้านบาทสร้างผลลัพธ์อะไรจริง

ไม่เช่นนั้น เราอาจรู้เพียงว่าได้ถนนเพิ่ม 25 กิโลเมตร แต่ไม่รู้ว่าชีวิตและเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

Interactive Map ควรเป็นเครื่องมือตรวจสอบ ไม่ใช่แค่ภาพประชาสัมพันธ์

สำหรับการนำเสนอข้อมูลข่าว โครงการนี้เหมาะอย่างมากกับ Interactive Map โดยใช้ ทล.118 เป็นแกนกลาง และแสดง 6 ตำบลรอบเส้นทาง ก่อนลากแนวถนนที่เสนอ จุดเชื่อม บ้านลังกา–ดงหล่ายหน้า รวมถึงทางบ้านจำบอนที่มุ่งสู่เมืองปาน จังหวัดลำปาง

แผนที่ควรแบ่งสีระหว่าง “ถนนที่มีอยู่แล้วและต้องปรับปรุง” “แนวที่เสนอพัฒนาใหม่” “สะพานที่ต้องสร้างหรือแก้ไข” และ “ช่วงติดเงื่อนไขที่ดินหรือพื้นที่ป่า” เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจว่าเส้นทั้งหมดกำลังก่อสร้างพร้อมกัน

หากเพิ่มข้อมูลอีกชั้น เช่น ตลาด พื้นที่เกษตร โรงเรียน แหล่งท่องเที่ยว จุดน้ำท่วมซ้ำซาก และทางเชื่อมเข้าสู่ ทล.118 ภาพจะทำให้เห็นทันทีว่าเหตุใดถนนช่วงหนึ่งจึงสำคัญกว่าการมองจากตัวเลขความยาวเพียงอย่างเดียว

นี่คือสิ่งที่ Data Journalism สามารถทำได้กับโครงการ Infrastructure เพราะช่วยเปลี่ยนคำว่า “งบ 90 ล้าน” จากตัวเลขใหญ่ที่คนทั่วไปจับต้องยาก ให้กลายเป็นคำถามว่า เงินแต่ละช่วงกำลังเชื่อมใครกับใคร และแก้ปัญหาตรงไหน

จากพิมพ์เขียวสู่ถนนจริง ยังมีหลายด่านที่ต้องผ่าน

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 จึงควรถูกมองเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ มากกว่าบทสรุป อบจ.เชียงรายได้วางภาพทั้งสะพานบ้านลังกา โครงข่าย 25 กิโลเมตรใน 6 ตำบล และถนนเชื่อมแม่เจดีย์ใหม่–เมืองปานไว้ในวันเดียวกัน ทำให้เห็นความพยายามมองการคมนาคมเวียงป่าเป้าเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่ซ่อมถนนทีละจุดแยกจากกัน

การคิดแบบ Network มีข้อได้เปรียบ เพราะสะพานหนึ่งแห่ง ถนนหนึ่งช่วง และทางเชื่อมข้ามจังหวัดสามารถถูกวางให้สนับสนุนกันได้ แต่การคิดใหญ่ก็ต้องมาพร้อมข้อมูลที่ละเอียดขึ้นเช่นกัน ทั้งปริมาณจราจร แบบก่อสร้าง ที่ดิน งบประมาณ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจ

ในเวลานี้สิ่งที่ยืนยันได้คือ แผนถนนเชื่อม ทล.118 มีกรอบระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร กว้าง 6 เมตร ครอบคลุม 6 ตำบล และถูกประเมินกรอบงบประมาณราว 90 ล้านบาท ขณะที่ อบจ.เชียงรายกำลังประสานฝ่ายการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันโครงการ

สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือเงินจะมาจากไหน แนวถนนสุดท้ายอยู่ตรงใด ต้องใช้ที่ดินเท่าใด งานส่วนไหนเป็นการปรับปรุงของเดิม งานส่วนไหนสร้างใหม่ และเมื่อสร้างแล้วจะลดเวลาเดินทางหรือลดต้นทุนเศรษฐกิจได้จริงเท่าใด

ถ้าคำถามเหล่านี้ได้รับคำตอบพร้อมข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชน โครงการ 90 ล้านบาทอาจเป็นมากกว่าถนนใหม่ แต่กลายเป็นโครงข่ายที่ช่วยเปลี่ยนเวียงป่าเป้าจาก “เมืองที่รถวิ่งผ่านระหว่างเชียงใหม่กับเชียงราย” ให้เป็นพื้นที่ที่สามารถดึงการเดินทาง สินค้า และการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนได้มากขึ้น

แต่หากแผนหยุดอยู่เพียงการประชุมและการลงพื้นที่ พิมพ์เขียว 25 กิโลเมตรก็ยังเป็นเพียงเส้นบนแผนที่

ดังนั้น ตัวเลขที่ควรจับตาต่อจาก “90 ล้านบาท” อาจไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณอีกต่อไป แต่คือ วันที่บรรจุโครงการ วันที่ได้รับงบ วันที่เริ่มก่อสร้าง และวันที่ประชาชนทั้ง 6 ตำบลได้ใช้ถนนจริง

นั่นต่างหากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโครงข่ายคมนาคมครั้งนี้กำลังเปลี่ยนเวียงป่าเป้าจริง หรือยังเป็นเพียงพิมพ์เขียวที่รอวันเดินทางออกจากห้องประชุม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :